The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่70 เตรียมตัวก่อนสำรวจดันเจี้ยน9

                                                 #ห้องอาหารปราสาทแคทเทอรีน#

                   อาหารเลิศหรูจำนวนมากถูกจัดวางอยู่เต็มโต๊ะ

                   เรเวลกับเซซิเลียนั่งทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย..พร้อมกับฟังที่ไอรีนพูด

                  “คือว่าตัวฉันได้เข้าเฝ้ากราบทูลฝ่าบาทแล้วค่ะเมื่อตอนวันจันทร์..ซึ่งฝ่าบาทก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งไปยังขุนนางทั่วราชอาณาจักร..ให้เหล่าขุนนางตามหาผู้ที่ถูกคำสาปหรือโรคแปลกๆที่อยู่ในเขตของตนจากนั้นให้ส่งมารักษาที่เมืองหลวง..

                   และสิ่งที่น่าตกใจอย่างหนึ่งที่พวกเราได้พบหลังจากคำสั่งนั้นออกไปไม่นานก็คือ..คนที่ถูกคำสาปคล้ายๆฉันนั้นมีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

                   “มีจำนวนมากนี่ขนาดไหนหรอครับ ?” 

                   “ถ้านับแค่คนชุดแรกที่จะถูกส่งมาถึงเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ ก็น่าจะมีประมาณสัก5000คนได้มั้งคะ.."

          “ห้ะ!…หะ..ห้าพันงั้นหรอ!!!..” เรเวลตกใจอย่างมากจนรีบหยุดกินทันที

                   “คนที่ถูกคำสาปมีเยอะขนาดนั้นเลยหรอคะท่านแม่!!!” 

                   “ที่น่าตกใจไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ…เพราะใน5000คนนี้ไม่ได้มีแต่เพียงสามัญชนเท่านั้น แต่ยังมีขุนนางตั้งแต่ระดับล่างยันบนเลยด้วย..”

                   “แล้วที่ท่านไอรีนพูดคำว่า'ชุดแรก'นี่คือจริงๆยังมีอีกกี่ชุดหรอครับ?”

          “เรื่องนี้ฉันเองก็มิอาจทราบได้ค่ะ..เพราะว่าเมืองที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงต้องใช้เวลานานกว่าจะขนคนมาถึงที่นี่ รวมทั้งขุนนางแต่ละเมืองและแต่ละเขตก็พยายามตามหาคนที่ถูกคำสาปหรือป่วยด้วยโรคแปลกๆอยู่อีกเหมือนกัน..ซึ่งพวกเขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าที่เจออยู่นี่ใช่คนที่ถูกคำสาปทั้งหมดแล้วรึป่าว”

                    “แต่ว่าเรื่องนี้มันใหญ่จริงๆนะครับเนี่ย!..ถ้าคนถูกคำสาปเยอะกันขนาดนี้ทำไมเรื่องนี้มันถึงได้ถูกปิดเงียบมานานขนาดนี้ล่ะครับ”

                    “อาณาจักรเบลฟาร์สมีประชากรอยู่ประมาณ2ล้านคน..ถ้าหากจำนวนผู้ที่ถูกคำสาปมีแค่หลักพันถึงหมื่นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะไม่รู้เรื่องนี้ค่ะ”

                    “แต่ถึงอย่างงั้นตัวเลขระดับ5000+ก็ไม่ใช่ปริมาณที่จะเพิกเฉยได้เลยนะครับ..โดยเฉพาะคนที่อยู่เบื้องหลังนี้น่าจะไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ..พวกเขาเป็นใคร..ทำไปเพื่ออะไร..เรื่องพวกนี้จะมานั่งเดาเล่นๆก็ไม่ใช่เรื่องแล้วครับ..ฉะนั้นไม่ว่ายังไงผมคิดว่าควรจะให้สภาเวทย์มนต์ลงมือสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที”

                    “ค่ะ..ฝ่าบาทเองก็ตรัสถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และก็ได้ส่งเรื่องนี้ไปทางสภาเวทย์มนต์แล้วด้วย”

                    “สรุปแล้วพรุ่งนี้ผมกับคุณเซบาสเตียนมีหน้าที่แค่อย่างเดียว..คือต้องใช้สกิลนั่นประสานงานกันอีกครั้งเพื่อล้างคำสาปสินะครับ..แล้วการล้างคำสาปจะเริ่มกันที่ไหนหรอครับ?”

                     “ลานกว้างใจกลางเมืองหลวงซึ่งอยู่เลยปราสาทราชวงศ์ไปค่ะ..แล้วก็พรุ่งนี้จะมีการปิดเส้นทางสัญจรของเมืองหลวงในบางสายเพื่อที่จะได้ขนคนเจ็บมาได้สะดวกด้วย”

                     “แล้ววันพรุ่งนี้ทางสภาเวทย์มนต์จะมีการเคลื่อนไหวอะไรมั้ยครับ?”

                     “ในวันพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ของสภาเวทย์มนต์ไปดูที่ลานกว้างใจกลางด้วยแน่นอนค่ะ”

                     “หรอครับ..งั้นผมขอถามอีกเรื่องนึงได้มั้ยครับ..คือว่าท่านไอรีนไปเจรจายังไง..ฝ่าบาทถึงได้ยอมให้การช่วยเหลือหรอครับ..เพราะเดิมทีในหมู่ราชวงศ์เองก็ไม่มีใครรู้เรื่องคำสาปเลย 

                      แบบว่าท่านไอรีนได้กราบทูลฝ่าบาทหรอครับว่าท่านเองก็ถูกคำสาปเหมือนกัน..ฝ่าบาทถึงได้ยอมเชื่อเรื่องนี้แล้วยอมออกคำสั่งลงไปเพื่อตามหาคนที่ถูกสาป ?”

                    “ฉันกราบทูลฝ่าบาทไปหมดทุกเรื่องเลยค่ะ…แม้ว่าเรื่องนี้เดิมทีท่านเซนาทได้สั่งห้ามฉันไว้..แต่ว่าฉันตัดสินใจเขียนจดหมายไปบอกเรื่องทั้งหมดกับเขาแล้วค่ะ..ว่าไม่ว่ายังไงก็จะบอกเรื่องนี้ให้ได้”

                    “แล้วท่านดยุคตอบว่ายังไงหรอครับ?” 

                    “อันดับแรกท่านเซนาทดีใจมากๆเลยค่ะเรื่องที่ฉันหายจากคำสาปแล้ว…และเขาก็ยังบอกด้วยว่าให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำเลย..นอกจากนี้เขาเองก็บอกว่าอยากกลับมาหาฉันที่เมืองหลวงมากๆ แถมยังอยากมาพบคุณเพื่อขอบคุณต่อหน้าด้วยนะคะ><”

                     “งะ..งั้นหรอครับ”

                     “แล้วท่านพี่ว่ายังไงบ้างหรอคะ?”

            “หมายถึงลูมิเอลน่ะหรอจ๊ะ.เขาเองก็ดีใจมากๆเหมือนกันแล้วก็บอกกับแม่ไม่ต่างจากพ่อของลูกเลยจ้ะเซซิเลีย”

                      “งั้นหรอคะ><…หนูเองก็อยากจะเจอท่านพี่เร็วๆเหมือนกันค่ะ”   

                       อืมมม…ถ้าจำไม่ผิดเซซิเลียเคยบอกว่ามีพี่ชายสินะ…งั้นแสดงว่าองค์ชายลูมิเอลคือพี่ชายของเซซิเลียงั้นหรอ?..เขาเป็นคนยังไงกันนะ?

                      “แม่ว่าที่เซซิเลียอยากเจอลูมิเอลไวๆ..เพราะอยากเอาแฟนลูกไปอวดมากกว่าละมั้งฮะฮะ” ไอรีนหัวเราะด้วยความสนุกสนาน

                      “ทะ..ท่านแม่คะ.เรเวลไม่ใช่ของโชว์นะคะ..ถึงหนูอยากจะโชว์ก็เถอะ..ว่าหนูเองก็มีคนรักของหนูเหมือนกัน..แถมเป็นหนุ่มหล่อที่ไม่ใช่แค่หน้าตาดี..แต่เขายังเป็นคนดีที่สุดในโลกนี้เลย >//<” เซซิเลียหน้าแดงแล้วเข้าไปกอดเรเวลด้วยรอยยิ้ม

                       “จะ..ใจเย็นๆก่อนเซซิเลีย..เธอพูดเวอร์เกินไปมั้ย!?”

                       “ไม่หรอกค่ะ..ฉันพูดจริงนะคะ >//<”

          เรื่องที่เรเวลเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีมากๆไม่แพ้พวกขุนนางชั้นสูงหรือราชวงศ์แม้แต่น้อย เรื่องนี้คือเรื่องจริงที่แม้แต่ไอรีนก็ยังยอมรับ..แต่ที่สำคัญมากกว่าไม่ใช่เรื่องหน้าตา..แต่คือจิตใจของเขาต่างหาก..เพราะบุตรสาวของเธอครอบครองพลังของอาร์ติเฟกซ์..ที่สามารถอ่านจิตใจของผู้คนได้ ฉะนั้นการที่ตัวเธอเลือกเด็กหนุ่มคนนี้..แสดงว่าเขาเองก็ต้องเป็นคนมีจิตใจดีเหนือคนธรรมดาอย่างที่เธอพูดแน่นอน

              'ดีใจด้วยนะ..เซซิเลีย..ในที่สุดลูกก็ได้เจอคู่ครองที่ดีของลูกสักที' ไอรีนคิดในใจพร้อมกับยิ้มมองพวกเขาทั้งคู่

                       “ว่าแต่เซซิเลีย..องค์ชายลูมิเอลนี่เป็นคนยังไงหรอ?” เรเวลกระซิบข้างหูเซซิเลียทันที 

                       เห้ยๆ..พี่ชายงั้นหรอ..จะโหดมั้ยล่ะนิ

                       “ไม่ต้องห่วงค่ะ..ถึงจะนิสัยเพี้ยนๆแต่ท่านพี่ก็เป็นคนใจดีเกินคาดนะคะ”

                       “งะ..งั้นหรอ” เรเวลพูดแบบนั้นพร้อมกับตักข้าวเข้าปากตัวเอง

                        เซซิเลียยกมือลูบหัวเรเวลเบาๆ

                       "ฉันป้อนให้มั้ยคะ?"

                        "มะ..ไม่เป็นไร" 

                        หลังจากนั้นไม่นานทั้งตัวเรเวลและเซซิเลียเองก็ทานอาหารกันเสร็จพอดี

                       “ขอบคุณครับ..ท่านไอรีน..สำหรับตอนนี้ผมต้องขอตัวกลับก่อนครับ..เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาที่ปราสาทแคทเทอรีนแต่เช้าเลย”

                       “ฉันว่าคุณพักที่นี่ดีกว่านะคะ..เพราะเราไม่รู้ว่าคนเจ็บจะถูกขนมาถึงที่เมืองหลวงตอนกี่โมง.ซึ่งถ้าหากถูกขนมาก่อนตอนเช้ามืดคุณจะได้เตรียมตัวได้ทัน”

                       “งั้นหรอครับ..เข้าใจแล้วครับ..ผมขอรบกวนด้วย”

                        “ถ้างั้น..มาดาริก..” ไอรีนเรียกเมดที่ยืนอยู่ข้างๆโต๊ะอาหาร

                        “ค่ะ..ท่านไอรีน”

                        “ช่วยเตรียมห้องนอนสักห้องหนึ่งให้เรเวลหน่อย”

                        “รับทราบแล้วค่ะ” เมดชื่อมาดาริกเดินออกไปทันทีพร้อมกับมีเมดอีกจำนวนหนึ่งเดินตามเขาไป

                         เรเวลมองภาพนั้นแล้วเกิดความรู้สึกเกรงใจขึ้นมา..

                         “ถ้าคุณเกรงใจจะมานอนที่ห้องฉันก็ได้นะคะ..” เซซิเลียกระซิบหูเรเวลเบาๆ

                         “0//0..พะ..พูดอะไรของเธอกันน่ะเซซิเลีย”

                          เซซิเลียไม่ได้ตอบอะไร..แต่เธอยิ้มแล้วหัวเราะเล็กน้อย

                         “อ้ะ..จริงสิ..เดี๋ยวฉันต้องไปบอกรูอันก่อนว่าคืนนี้อาจจะไม่ได้กลับไป”

                         “ตอนนี้คุณรูอันอาจจะนอนไปแล้วมั้งคะ..เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเช้าฉันจะไปแจ้งกับคุณรูอันให้เองค่ะ..เพราะฉันคิดว่าถ้าคน5000คนไม่ได้มีแค่ชุดเดียว แต่ยังมีชุดอื่นๆอีก..จำนวนคืนที่คุณต้องนอนที่ปราสาทแห่งนี้อาจจะไม่ใช่แค่คืนเดียวแน่ๆ”

                        “เห้อ..โชคดีนะที่เก็บเลเวลถึง30แล้ว..แต่ถึงอย่างงั้นวันจันทร์จะทำยังไงอะ..ในเมื่อโรงเรียนไม่ให้นอนที่อื่นนอกจากหอพักไม่ใช่หรอ?”

                         “เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจะจัดการเองค่ะ..เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และหากมีใบยืนยันจากสภาเวทย์มนต์ว่าตัวตนของคุณเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหานี้..ทางโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ต้องยอมยกเว้นกฎข้อนั้นให้คุณชั่วคราวจนกว่าเรื่องจะจบแน่ๆ”

                         “แต่ถึงอย่างงั้นผมก็ยังเข้าออกโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้ตามปกติใช่มั้ยครับ?”

                         ก็แหงล่ะสิ..ในเมื่อผมยังไม่ได้ลงวิชาเพิ่มแถมยังไม่ได้ฝึกซ้อมอะไรเลยด้วย..ขืนมัวแช่อยู่แบบนี้อย่างเดียวเดือนนึงได้สนิมจับกันพอดี

                          “ได้ปกติอยู่แล้วค่ะ..เพราะคุณแค่นอนค้างคืนที่ปราสาทแห่งนี้เฉยๆเผื่อว่าเวลาเรียกตัวคุณกลางดึกเมื่อไร..จะได้เรียกง่ายๆ”

                           โห..ฟังเหมือนผมเป็นเดลิเวอรี่24ชม.เลยแหะ..แต่ก็เอาเหอะ..ถ้าเพื่อช่วยคน..ผมเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรเท่าไหร่

                           “เซซิเลียหลังจากนี้ฉันไหว้วานเธออีกเรื่องนึงได้มั้ย?”

                           “เรื่องอะไรหรอคะ?”

                           “คือว่าฉันยังไม่ชินกับสเตตัสและสกิลของเลเวล30เลย เธอช่วยมาเป็นคู่ซ้อมกับฉันได้มั้ย?”

                           “ได้สิคะ..จริงๆฉันเองก็ปลดล็อคสกิลใหม่มาเยอะเหมือนกันยังไม่ได้ลองใช้ดูเลย”       

                           “อา..งั้นวันจันทร์ที่จะถึงนี้เธอช่วยมาลองสู้กับฉันดูหน่อยนะ..ที่ลานประลองโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์”

                           “ได้เลยค่ะ..แต่อย่าลืมเหลือพลังเวทย์เผื่อเอาไว้สำหรับใช้ถอนคำสาปด้วยนะคะ” 

                           “อืมเข้าใจแล้ว..ละก็ขอบใจนะ”

                      

                                                      #ประกาศสำคัญ(แก้คำผิด)#

                           เมจ=นักเวทย์

                           เมด=สาวใช้ผู้หญิง  

                           ตลอดที่ผ่านมาไรท์แทนสาวใช้ด้วยคำว่า ‘เมจ’ ตลอดครับ แต่จริงๆต้องเป็น ‘เมด’ นะครับ เนื่องจากที่ผ่านมาไรท์ใช้คำนี้ผิดมาตลอดแต่ขี้เกียจไปแก้ในตอนเก่าๆละ เลยขอประกาศเปลี่ยน(แก้)ตั้งแต่ตอนนี้เลยละกัน

                                                       #คุยกับคนเขียน(ไรท์)#

                         ต้องขออภัยด้วยครับที่ตอนที่ 62-70 เนื้อหามันอาจดูเฉิ่มๆ เรียบๆ แล้วก็อาจจะดูน่าเบื่อเกินไปหน่อยสำหรับนักอ่านบางท่าน เพราะขาดความแฟนตาซีไปเยอะมากๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไป เนื้อหาจะจริงจังขึ้น แฟนตาซีเยอะขึ้น กระชับ แล้วก็รวบลัดมากขึ้นแล้วครับ แน่นอนว่าฉากสู้กันระหว่างเรเวลกับเซซิเลียถ้าหากเขียนทัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนหน้าเลยก็ได้  เตรียมรอดูความ OP ของเซซิเลียนางเอกเราได้เลยครับ ว่าสกิลแต่ละอันที่ปลดล็อคใหม่+ยังไม่เคยเปิดเผยจะโหดขนาดไหน 

                                                          ……………………………

                        สุดท้ายแล้วก็ต้องขอบคุณนักอ่านทุกท่านจริงๆครับ และก็ต้องขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งกับนักอ่านที่ตามอ่านนิยายของไรท์แล้วคอมเม้นต์มาตลอด ถึงแม้ว่าไรท์จะตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แต่ไรท์ก็อ่านทุกครั้งนะครับ ><

                         จะพูดว่ายังไงดีอ่าา…คือถ้าหากความสุขของนักอ่านคือการตามอ่านนิยาย ฉะนั้นความสุขของไรท์ก็คือการนั่งตามอ่านคอมเม้นต์นักอ่านเนี่ยแหละครับ  ถึงขนาดที่ประมาณว่าพอไรท์อัพนิยายเมื่อไหร่ ก็ต้องมานั่งลุ้นตลอดว่าจะมีคนมาคอมเม้นต์มั้ย? จะคอมเม้นต์เมื่อไหร่? คอมเม้นต์ว่าอะไร? บอกตรงๆว่าไรท์ตื่นเต้นและมีความสุขมากจริงๆครับ ที่มีนักอ่านมาคอมเม้นต์ในนิยายของเรา 

                         ไม่ว่าจะเป็นคอมเม้นต์ชื่อชม หรือ ตำหนิ ไรท์ก็ดีใจหมดนะครับ ฉะนั้นขอให้เม้นต์มาเถอะ5555 เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ไรท์รู้ว่างานที่ตัวเองเขียน มันมีคนสนใจอยู่จริงๆ 

                         และคอมเม้นต์จากนักอ่านนี่แหละ ก็คือกำลังใจอันดีเยี่ยมที่ทำให้ไรท์สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆไปได้อย่างมีความสุข