ซูเจินใช้ชีวิตอย่างเป็ปกติโดยไม่รู้เลยว่าเธอได้สร้างคลื่นลูกใหญ่ให้กับตระกูลหลิน เพราะหลังจากที่แม่หลินได้เข้าไปขอร้องให้แม่สามีหรือคุณย่าหลินช่วยหลินจิงจือคราวนั้น คุณย่าหลินก็เริ่มให้หลินจิงจือเข้ามาช่วยงานในบริษัทเป็ค่าตอบแทนจากการกระทำที่เอาแต่ใจจนเกินไปของหลินจิงจือ อีกทั้งคุณย่าหลิน้าดัดนิสัยเพื่อลดความเอาแต่ใจของหลานสาวลงอีกทางหนึ่ง
คุณย่าหลินให้หลินจิงจือทำงานโดยเริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ เป็เพียงแค่พนักงานเดินเอกสารในบริษัทของแผนกธุรการเท่านั้น และคุณย่าหลินได้แจ้งให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลออกประกาศกำกับไว้ว่าหลินจิงจือเป็พนักงานชั่วคราวที่เข้ามาทำงานใน่ปิดภาคเรียนเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การทำงาน ดังนั้นขอให้พนักงานทุกคนปฏิบัติกับหลินจิงจือในฐานะพนักงานและเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ไม่ใช่ทายาทของบริษัทหลินกรุ๊ป
“คุณแม่คะ คุณย่าทำอย่างนี้หมายความว่ายังไงคะ ให้หนูเข้าไปทำงานเป็แค่เด็กเดินเอกสารอย่างนี้หนูก็อายคนอื่นเขาแย่น่ะสิคะ” หลินจิงจือพูดอย่างไม่พอใจ
“เวลานี้แกขัดคำสั่งคุณย่าได้หรือ ถ้าไม่พอใจแกก็ไปพูดกับคุณย่าเองก็แล้วกัน” แม่หลินตอบกลับอย่างไม่พอใจเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าแม่หลินไม่ตามใจตัวเองเหมือนที่ผ่านมา หลินจิงจือจึงพูดเสียงอ่อน “หนูเข้าไปทำงานในบริษัทก็ได้ค่ะ แต่หนูอยากให้จิ้งหยวนเข้าไปทำงานกับหนูด้วยจะได้ไหมคะ”
แม่หลินเห็นลูกสาวทำหน้าน้อยใจก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะปรับอารมณ์แล้วพูดกับลูกสาวอย่างใจเย็น “ทำไมลูกถึงอยากให้เขาเข้าไปทำงานที่บริษัทด้วยล่ะ แม่บอกลูกตามตรงเลยนะ ผู้ชายคนนี้ไม่เหมาะกับลูกสาวของแม่เลยสักนิด แม่ให้คนไปสืบประวัติเขามาแล้ว ถึงแม้เขาจะเป็คนดี แต่สิ่งที่เขาไม่คู่ควรกับลูกก็คือฐานะ ตอนนี้ลูกยังเป็วัยรุ่น อาจจะเห็นว่าความรักเป็สิ่งที่สวยความและมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่น แต่การที่ลูกจะเลือกคนที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันกับลูกในอนาคต ลูกต้องเอาเื่อื่นเข้ามาพิจารณาด้วย”
“แม่คะ หนูรู้ว่าแม่หวังดีกับหนู แต่แม่อย่าลืมนะคะว่าคุณปู่คุณย่าก็เริ่มสร้างตัวมาอย่างยากลำบากด้วยกัน หรือแม้แต่แม่กับพ่อก็แต่งงานกันด้วยความรัก หนูเชื่อว่าหนูกับจิ้งหยวนก็จะใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีได้เหมือนแม่ยังไงล่ะคะ” หลินจิงจือยังหว่านล้อมแม่หลินต่อ พร้อมกับกอดแขนแม่หลินไว้เหมือนเมื่อเธอยังเป็เด็ก “ที่หนูอยากให้จิ้งหยวนเข้ามาทำงานกับหนูก็เพราะหนูอยากให้เขาได้เริ่มเรียนรู้งานที่บริษัทของเราเหมือนกันค่ะ เพราะพอเรียนจบแล้ว หนูอยากให้จิ้งหยวนมาทำงานเป็ผู้ช่วยหนู แม่ไม่คิดว่ามันดีหรอกหรือคะ ยังไงเรียนจบมาหนูก็ต้องเข้ามาทำงานอยู่แล้ว มีคนรู้ใจเป็ผู้ช่วยมาทำงานอยู่ใกล้ๆ อย่างนี้มันยังจะน่าไว้ใจกว่า”
หลินจิงจือคิดในมุมของตัวเองว่าเธอต้องพยายามผลักดันแฟนหนุ่มให้ขึ้นมายืนข้างเธอให้ได้ เธอเชื่อในความสามารถของเขา และเป็เื่จริงที่กัวจิ้งหยวนมีฐานะไม่เท่าเทียมกับเธอ ทุกคนมองว่าเขาไม่คู่ควรกับเธอ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเพราะเธอเกิดมาบนกองเงินกองทองั้แ่เด็ก เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่เธอขาดแคลน แต่สิ่งที่เธอขาดคือความรักความจริงใจ ถึงแม้เธอจะได้รับความรักจากแม่หลินอย่างเต็มที่ และพ่อที่เหมือนจะรักและเอาใจใส่เธอ แต่สิ่งที่พวกท่านมักเติมเต็มให้เธอคือสิ่งของ เงินทอง และความสะดวกสบาย พวกท่านทั้งสองกลับไม่มีเวลาให้กับเธอเลย
เมื่อเธอพบกับกัวจิ้งหยวน เขาคอยเอาใจใส่และตามใจเธอสารพัด อีกทั้งยังมีเวลาให้เธอตลอด ไม่ว่าเธอจะเรียกหาเขาเมื่อไหร่ ชายหนุ่มก็จะมาหาเธอได้ทันที เธอเคยสงสัยในความจริงใจที่กัวจิ้งหยวนมีให้เธออยู่เหมือนกัน แต่เธอจะแคร์ทำไม ปัจจุบันนี้แค่เขาอยู่กับเธอก็พอแล้ว อนาคตไม่แน่ว่าอาจจะเป็เธอที่ทิ้งเขาไปเองก็ได้
แม่หลินฟังลูกสาวและเริ่มคล้อยตาม แม่หลินรู้ดีว่าลูกสาวตัวเองมีนิสัยเอาแต่ใจ ในอนาคตเมื่อหลินจิงจือต้องเข้าไปทำงานในบริษัท การที่จะให้คนอื่นคอยมาอยู่ข้างลูกสาวของตัวเอง เธอกลับเห็นด้วยว่าให้คนใกล้ชิดและคนกันเองมาอยู่ข้างๆ ลูกสาวจะดีกว่า และกัวจิ้งหยวนก็เป็ตัวเลือกที่ดี เพราะกัวจิ้งหยวนมีฐานะยากจน หากเธอใช้เงินเป็ตัวล่อ เธอคิดว่าคนอย่างกัวจิ้งหยวนต้องไม่ปฏิเสธแน่นอน ส่วนเื่ที่ชายหนุ่มจะสามารถขยับฐานะขึ้นมาเป็ลูกเขยของตนเองได้หรือไม่นั้น เอาไว้พิจารณากันทีหลัง
“แม่จะลองไปคุยกับคุณย่าให้ก็แล้วกัน แต่ลูกต้องสัญญากับแม่ว่า พอเข้าไปทำงานในบริษัทแล้วลูกต้องทำตัวดีๆ อย่าสร้างปัญหาขึ้นเป็อันขาด ลูกก็รู้ว่าคุณย่าเป็คนยังไง เมื่อคุณย่าให้โอกาสลูกปรับปรุงตัวแล้ว ลูกก็อย่าทำให้คุณย่าผิดหวัง อีกอย่างหนึ่งเวลาอยู่ที่บริษัท ลูกต้องทำตามคำแนะนำของเลขาเกาให้ดีด้วย เลขาเกาทำงานให้คุณย่ามานาน หากลูกไปล่วงเกินเธอเข้า ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้คุณย่าไม่พอใจ ลูกเข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม” แม่หลินไม่ลืมกำชับ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะแม่ ยังเป็แม่ที่รักหนูที่สุด” หลินจิงจือดีใจและกอดแขนแม่ตัวเองไว้ไม่ปล่อย
“เจินเจิน แกอยากให้ฉันไปเป็เพื่อนแกไหม” จูจื่อรั่วถามอย่างนึกเป็ห่วง
“ไม่ต้องหรอก ท่านให้เลขาเกาติดต่อมาอย่างเปิดเผย และไม่ได้ขู่บังคับฉันเลย อีกอย่างหนังสือสัญญาการรับทุนก็ยังทำออกมาให้ฉันอย่างสมบูรณ์ ถ้าฉันยังไม่ไปพบท่านอีก มันจะเสียมารยาทเกินไป” ซูเจินบอกให้เพื่อนสบายใจ
“มันก็ไม่ใช่ว่าพวกฉันจะห้ามแกไม่ให้ไปพบท่าน พวกฉันแค่ไม่อยากให้แกไปคนเดียว แต่ถ้าแกมั่นใจอย่างนั้นก็แล้วแต่แกจะตัดสินใจก็แล้วกัน” มู่วั่งเจี๋ยบอก
ซูเจินไปพบภรรยาท่านประธานใหญ่ของหลินกรุ๊ปที่บริษัทตามเวลาที่เลขาเกาโทรแจ้ง เมื่อไปถึงหน้าบริษัทก็เห็นเลขาเกายืนรอรับอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ทั้งคู่เดินไปขึ้นลิฟท์ผู้บริหาร หลินจิงจือและกัวจิ้งหยวนก็เดินออกมาจากลิฟท์พอดี
“เลขาเกาจะพาเด็กกำพร้าที่ได้รับอุปการะคนนี้ขึ้นไปพบคุณย่าหรือคะ” หลินจิงจือพูดกระทบซูเจิน
“นี่เป็เื่ส่วนตัวของผู้บริหาร ฉันคิดว่าฉันคงไม่จำเป็ต้องรายงานให้กับพนักงานเดินเอกสารฟังหรอกนะคะ” เลขาเกาตอบเสียงเรียบ
“ฉันต้องขอโทษด้วยค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอตัวไปทำงานก่อน” หลินจิงจือข่มความโกรธในใจเอาไว้
“เชิญค่ะ” ยังไม่ทันที่หลินจิงจือและกัวจิ้งหยวนจะเดินออกไป “อ้อ...พนักงานหลิน พนักงานกัว ลิฟท์ตัวนี้เป็ลิฟท์สำหรับผู้บริหาร พนักงานทั่วไปไม่สามารถใช้ได้นะคะ”
เลขาเกากับซูเจินขึ้นลิฟท์ไปแล้ว ทิ้งให้หลินจิงจือที่โกรธจนกัดฟันไว้เพื่อห้ามไม่ให้ตัวเองกรี๊ดออกมายืนอยู่กับกัวจิ้งหยวน ชายหนุ่มได้แต่กุมมือปลอบใจแล้วจูงมือเธอเพื่อเดินไปที่ห้องทำงานของพนักงานฝ่ายธุรการ
กัวจิ้งหยวนมองกลับไปที่ลิฟท์ผู้บริหารอีกครั้งอย่างครุ่นคิดว่าสักวันเขาจะต้องได้ใช้ลิฟท์ตัวนั้นอย่างสง่าผ่าเผย