***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
วันที่ 16 เอมมูร์ทัว
เวลาสองชั่วโมงหลังจากผ่านพ้นเที่ยงคืน
ณ ยามราตรีที่ทุกคนหลับนอนไปแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งลืมตาตื่นอยู่
คนนั้นคือตัวผมเอง
ผมมองแหงนมองท้องฟ้าจากระเบียงของหอพักอยู่ตัวคนเดียว
มันเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงออโรร่าลากตัดผ่านทะเลแสงของดวงดาวที่สวยงาม
เป็นบรรยากาศที่สวยงามจนยากจะละสายตาออกไปได้
คงไม่มีงานศิลปะใด ที่จะสามารถเอาชนะงานรังสรรค์ของธรรมชาติได้หรอก
"... พรุ่งนี้จะเอายังไงดีเนี่ย? "
ถึงปากจะบอกว่าเอาไว้คิดวันหลัง แต่ถ้าจะตัดสัมพันธ์กับพวกเผ่าอสูรกาย ก็ควรเริ่มตอนนี้เลย
แต่ว่า… มันยากแฮะ
การหักดิบทันที จะทำให้อีกฝ่ายสงสัยในพฤติกรรมของเราหรือเปล่า?
"อืม… สมเพชตัวเองเป็นบ้า ทั้งที่ย้ำกับตัวเองเสมอว่าอย่าไปสนิทมากแท้ ๆ "
ตอนนี้คงทำได้แต่วิจารณ์ตัวเองเท่านั้น
ปวดหมองชิบหาย…
"... ไปนอนดีกว่า"
ตอนนี้หันหลังกลับจากระเบียงปูน แล้วเดินตรงไปที่เตียงสีขาวนุ่มฟูก่อนดีกว่า
อากาศเริ่มทำท่าจะหนาวมากขึ้นแล้วด้วย
แต่ก่อนที่จะได้ทันหย่อนก้นแสนเหนื่อยล้าลงบนเตียง---
"แผ่นดินไหว? "
---มันก็มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นมา
มันเป็นการเขย่าแผ่นดินที่รุนแรงมาก ราวกับว่าทวีปนี้ทั้งทวีปจะจมลงไปสู่ก้นทะเลให้ได้เช่นนั้น
***
"นี่คือโลกข้างนอกถ้ำ? "
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังสับสนต่อสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยเห็น
มันมีรูปร่างคล้ายเต่าที่ไม่มีขา มีผิวสีเขียวหยาบกร้านและเต็มไปด้วยตะปุ่มน่ากลัว และมีกระดองผิวขรุขระยื่นยาวแหลมคมสีขาวกระจายไปทั่วผิวกระดองบนหลัง
ขนาดตั้งแต่หัวจรดหางมีมากถึงหนึ่งร้อยเมตร และมีความสูงที่ยอดกระดองถึงหกสิบเมตรจากท้องกระดองของมัน
มันคือจ่าฝูงของเฮเดสรุ่นปัจจุบัน เป็นจ่าฝูงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกเอาไว้
"มีแร่เต็มไปหมด! "
มันรู้สึกตื่นเต้นมาก
ส่วนหัวสีเขียวของมันกำลังยืดยาวโผล่ออกมาจากพื้นดินที่พึ่งขุดขึ้นมา
ความประทับใจแรกเห็นของโลกภายนอกสำหรับมัน คือภาพของดวงดาราทอแสงตัดกับออโรร่าบนผืนฟ้าสีดำ
แสงที่ระยิบระยับนั้น ทำให้มันนึกถึงแร่หินที่งดงาม
เป็นหินที่งดงามยิ่งกว่าสิ่งใดที่มันเคยเจอ
มันรีบออกแรงขุดดินอย่างร้อนรน เพราะกลัวว่าจะมีเฮเดสตัวอื่นแย่งของล้ำค่าของมันไป
แผ่นดินได้แยกตัวออกจากกันเนื่องจากร่างกายที่ใหญ่โตของมัน
แรงสั่นสะเทือนได้ส่งผ่านใต้ผิวดินไปไกล จนทำให้ผู้คนที่หลับไหลยามราตรีลืมตาตื่นขึ้น
"แผ่นดินไหว? "
ทุกคนต่างคิดไปในทิศทางเดียวกัน
เกิดเสียงเดินเท้า เสียงเปิดบานประตู และเสียงเปิดหน้าต่างพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
แสงไฟประดิษฐ์จากอาคารบ้านเรือนสว่างเจิดจ้าขึ้นจากทิศตะวันออกของทวีป
แสงคบเพลิงถูกจุดสว่างกระจายไปทั่วทวีปตามหมู่บ้านของชนเผ่าสัตว์
โดยเฉพาะเมืองหลวงที่ใจกลางทวีป ยิ่งมีแสงจากคบเพลิงเจิดจ้ามากเป็นพิเศษ
ซึ่งแสงนั้นกำลังดึงดูดความสนใจจากเจ้าเฮเดสตัวที่ว่าอยู่..
"แร่… แร่กำลังส่องระยิบระยับเต็มไปหมด! "
เฮเดสรู้สึกตื่นเต้นมาก
ประกายแสงสว่างจากเมืองทำให้มันเบนความสนใจจากท้องฟ้าสู่ผืนปฐพี
ร่างกายที่โผล่พ้นผิวดินครึ่งตัว ทำให้มันสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างมากขึ้น
จุดที่มันขุดขึ้นมานั้น คือพื้นที่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป
จากต่ำแหน่งนี้ ทำให้มันสามารถมองเห็นแสงไฟของเมืองเผ่าสัตว์ที่กระจายไปทั่วทวีป กับแสงไฟของเมืองผู้รุกรานที่ภาคตะวันออกได้อย่างชัดเจน
ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสว่างนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจมันเป็นพิเศษ
นั่นคือหอคอยสูงเหยียดฟ้าสีขาวตรงใจกลางทวีป
หอคอยปลายยอดแหลมสูงนั้น กำลังส่องแสงสีแดงเจิดจ้าเชื่อมติดกับอีกสามหอคอยที่มีขนาดเล็กกว่า
มันคือหอคอยที่เก็บความลับทั้งหมดของเผ่ามนุษย์สัตว์เอาไว้ หอคอยที่เป็นตัวแทนเทพเจ้าของพวกเขา
[หอคอยโนอาร์] นั้นคือนามของสิ่งนั้น
"อยากได้! มันคือของของข้า! "
เฮเดสมองยอดหอคอยโนอาร์ด้วยดวงตาของสัตว์ที่หิวกระหายและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
มันรีบขุดดินขึ้นมาเร็วขึ้นกว่าเดิม จนกระทั้งร่างกายที่สูงถึงหกสิบเมตรของมันโผล่พ้นขึ้นมาสู่ผิวดิน
ด้วยร่างที่ใหญ่โตราวกับอสูรกายไททัน จึงทำให้ทุกคนที่พบเห็นต่างคิดไปว่า "กำลังฝันไปใช่ไหม? "
แต่นี่ไม่ใช่ความฝัน
มันคือความจริง
"ข้าจะเอามันมาเป็นของข้า! บดขยี้มัน! แล้วนำมาเพิ่มพูนตัวข้า! ให้ขนาดตัวของข้าเติบโตยิ่งขึ้น! "
ว่าแล้วเจ้าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
มันอยู่ตรงนั้น เจ้าสัตว์ร้ายนั้นมันมีอยู่จริง
แรงสั่น เสียง และลมหายใจของมัน ทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความฝัน
และเจ้าสิ่งนั้นกำลังเคลื่อนตัวไปทางหอคอยโนอาร์แล้ว
เส้นทางที่มันเลื้อยเดินผ่าน ถูกน้ำหนักตัวและร่างกายถ่างออกจนกลายเป็นพื้นที่ราบกว้าง
เสียงครูดลากของดินดังก้องไปทั่วทวีป สัตว์ป่าต่างตื่นตกใจวิ่งหนีถอยห่าง แม้แต่เจ้าป่าในเขตอื่น ยังต้องลืมตาตื่นแล้วจับตาดูท่าทีอยู่ในเขตแดนของตน
การเคลื่อนไหวของมัน ทำให้ทุกชีวิตบนทวีปรู้สึกราวกับว่าวันนี้คือวันสิ้นโลกก็ว่าได้
เส้นทางเดินของเจ้าเฮเดสเป็นเส้นตรง และไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนทิศทาง
"มันเล็งท่านเทพโนอาร์อยู่! "
ดังนั้นชนเผ่าสัตว์จึงเริ่มรู้ตัว ว่าสัตว์ร้ายตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปหาอะไร
พวกเขาเริ่มมีใบหน้าขาวซีด
แต่ต่อให้หวาดกลัวแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายหอคอยของเทพเจ้าโนอาร์เด็ดขาด
ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะต่อสู้
เสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังก้องไปทั่วเมืองหลวงของพวกเขา
เสียงนั้นทุ้มต่ำ แต่ดังแหลมบาดหูจนรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำ
มันคือสัญญาณเตือนว่า “ให้พร้อมทำสงคราม”
พื้นที่ใจกลางทวีปเริ่มถูกเติมเต็มไปด้วยเหล่านักรบของชนเผ่าสัตว์
เสียงขยับกระทบของชุดเกราะดังขึ้นต่อเนื่องประดุจเสียงของวงดนตรีขับขาน
ประชาชนผู้อ่อนแอต่างวิ่งหนีไปที่อีกทิศของเมือง
หอคอยเพลิงตามมุมกำแพงหิน ถูกจุดไฟพวยพุ่งส่องแสงสีแดงฉาน
แสงนั้นย้อมให้แนวกำแพงรอบเมืองเจิดจ้าขึ้นประดุจช่วงเวลาแสงตะวันเฉิดฉาย
เครื่องดีดหิน บาลิสต้า อัศวินเกราะหนัก พลธนู กองทัพที่พร้อมสรรพถูกขนมาเรียงที่แนวกำแพงทิศใต้ของเมืองอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่ถึงสิบนาที พวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือเจ้าอสูรร้ายกันแล้ว
"ตัวใหญ่ชะมัด…"
“ไม่เคยเห็นเฮเดสตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย…”
ยิ่งเจ้าเฮเดสเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้เพียงใด ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นแค่นั้น
จากมุมมองของพวกเขา เจ้าเฮเดสก็เหมือนกับภูเขาสีขาวที่เดินได้
“อย่าทำเป็นขลาดเขลาไปหน่อยเลยเจ้าพวกตาขาว! ”
ในตอนนั้นเองที่มีแสงแห่งความหวังเฉิดฉายขึ้นใจกลางกองทัพ
บุรุษร่างยักษ์สูงสองเมตรครึ่งที่สวมชุดเกราะทั้งตัวสีขาวและถือค้อนสงครามขนาดใหญ่
แขนขวาที่เคยขาดไปจากสงครามครั้งก่อน ได้ถูกสร้างและรักษาโดยชนเผ่าผู้รุกรานให้เป็นแขนเหล็กกล้าสีเงิน
แขนที่น่าเกรงขามนึ้นถูกชูขึ้นท้องฟ้าที่ยังมืดมิด
แสงจากคบเพลิงได้สะท้อนร่างของเขาจนกลายเป็นเงาที่ทอดยาวไปกับพื้นอย่างโดดเด่น
เงานั้นยิ่งทำให้บุรุษที่ดูน่าเกรงขาม ยิ่งดูน่ายำเกรงมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
ชายคนนี้คือผู้กล้าจากชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต]
“มันก็แค่เฮเดสหน้าโง่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งเท่านั้น! ดูพวกเราก่อนสิ! กองทัพตรงนี้มีถึงหนึ่งล้านคน! ไม่มีทางแพ้ให้กับสัตว์ยักษ์ตัวเดียวหรอก! อีกอย่าง แบบนี้สิดี! แร่เฮเดสเท่าภูเขาแบบนั้นคงเอาไปใช้ทำประโยชน์ได้มากเลยไม่ใช่หรือยังไง วะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
คำพูดติดตลกของเขาทำให้ความเครียดภายในกองทัพเริ่มผ่อนคลายลงมา
ใช่แล้ว พวกเขายังมีกองทัพมากถึงหนึ่งล้านคนตรงนี้
ถึงจะตายไปนับหลายล้านจากสงครามขับไล่ผู้รุกราน แต่พวกเขาก็ยังมีประชากรเหลืออยู่อีกหลายสิบล้าน
ยังมีทรัพยากรณ์และอาวุธเหลืออีกมาก
มากจนพอที่จะตั้งเป็นกองทัพป้องกันเมืองหลวงขนาดใหญ่เช่นนี้ได้
พวกเขาไม่มีทางแพ้แน่นอน
ไม่มีทางแพ้แน่!
ระยะห่างระหว่างสัตว์ยักษ์เฮเดสกับกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์เหลืออีกเพียง 400 เมตร
เสียงง้างธนูเริ่มดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง บัลลิสต้าถูกตั้งลำขึ้นพร้อมยิงฉมวกอาบยาพิษ เครื่องยิงหินถูกจุดไฟเตรียมโยนออกไป หน่วยรบประชิดสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดพร้อมรับแรงปะทะ
เหล่าทหารหาญพร้อมที่จะเตรียมรบเพื่อปกป้องเทพเจ้าของพวกเขา โดยมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน
ถึงผู้กล้าประจำเผ่าทั้งสิบจะอยู่ไม่ครบ เพราะต้องไปอยู่ในเมืองของผู้รุกราน แต่ที่นี่ยังมีผู้กล้าสายนักรบอยู่มากถึงสามคน
ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] จากชนเผ่ากอลิล่า
ผู้กล้า [ซันสโตน] จากชนเผ่าม้า
ผู้กล้า [รูบี้] จากชนเผ่าหมี
สามผู้กล้าต่างยืนอยู่แถวหน้าเพื่อสร้างขวัญ และเตรียมเป็นแนวรับแรกจากสัตว์ยักษ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา
ในหัวของพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมุ่งหน้ามาที่นี่ และไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงมีตัวเช่นนี้อยู่บนโลก
แต่พวกเขารู้อยู่อย่างหนึ่ง
คือจะปล่อยให้มันเข้าไปใกล้หอคอยโนอาร์ไม่ได้เด็ดขาด
“รอก่อน! ”
เจ้าเฮเดสขนาดยักษ์ยังคงเคลื่อนตรงมาหาพวกเขาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
400… 300… และ 200 เมตร…
ในที่สุดก็ได้ระยะโจมตีที่พวกเขาคาดหมายเอาไว้
“ยิง! ”
เสียงสั่งการโจมตีจากสามผู้กล้าดังขึ้นพร้อมกัน
การโจมตีระยะไกลถูกยิงออกไป
สายฝนธนูและฉมวกสังหารลอยไปทั่วฟ้าจนบดบังแสงดาวให้กลายเป็นสีดำน่ากลัว
ลูกหินถูกจุดไฟลุกโชนลอยตัดข้ามท้องฟ้าสีดำ ประดุจอุกกาบาตที่ร่วงหล่นลงมาและพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง
คลื่นแห่งความตายเหล่านั้นล้วนแต่มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น
นั่นคือ [เฮเดส]
แต่เจ้าสัตว์ร้ายหาได้สนใจสิ่งที่โจมตีเข้ามาสักนิด
มันหดหัวที่เป็นส่วนบอบบางเข้าไปในกระดอง แล้วใช้หางดันร่าง เลื้อยตัวเองให้เคลื่อนไหวต่อไป
เกิดเสียงกระทบดังต่อเนื่องใส่ที่กระดองสีขาวบริสุทธิ์ของมัน
แต่การโจมตีราวห่าฝนนั้น กลับทำได้เพียงแค่สร้างให้มีรอยขีดข่วนขึ้นมาเท่านั้น
อาวุธของพวกเขาไม่อาจที่จะเจาะกระดองที่หนามากกว่า 40 เมตรของมันได้
การโจมตีของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ ได้ไปกระตุ้นให้มันรู้สึกรำคาญขึ้นมาเล็กน้อย
เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กพวกนี้คืออะไร?
ทำไมต้องมาขวางเส้นทางของข้า?
หรือว่าคิดจะฮุบแร่ชิ้นโตนั้นเอาไว้เพียงคนเดียวหรือ?
ข้าไม่ยอม!
ด้วยความคิดเช่นนั้น มันจึงเคลื่อนไหวเร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
มันพุ่งตรงไปทางกำแพงเมืองที่ขวางมันจากหอคอยโนอาร์เอาไว้ อย่างไม่หยี่ระกองทัพสีขาวจำนวนครึ่งล้านที่เตรียมตั้งรับตรงหน้า
“เปิดค่ายกล [กำแพงแปดขา] ! ”
“แสดงพลังของชนเผ่ากอลลิล่าให้มันเห็นซะ! ”
“ชนเผาม้า เตรียมสนับสนุนชนเผ่ากอลลิล่ากับชนเผ่าหมี! ”
ว่าแล้วกองทัพทั้งห้าแสนก็เริ่มเคลื่อนไหว
โล่สีขาวถูกตั้งเรียงเป็นแถวแนวหน้าสุด โดยมีกองทัพอัศวินสวมเกราะทั้งของชนเผ่ากอลลิล่าช่วยประคองโล่เอาไว้อีกข้าง
พละกำลังที่ถูกยันเอาไว้ด้วยแรงของชนเผ่าหมีกับกอลิล่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อกรได้
เพื่อให้ฐานที่มั่นมีความมั่นคงมากขึ้น พวกเขาจึงเสริมค่ายกลนี้ด้วยชนเผ่าม้า ร่างกายที่มีสี่ขาเหมือนม้าของพวกเขาในการค้ำจุนด้านหลัง เพื่อเสริมให้กลายเป็นโล่ที่ไม่มีวันล้มลงมา
ค่ายกลที่เกิดจากการรวมพลังของสามชนเผ่า ถูกตั้งเป็นแนวรับแรกอยู่หน้าเฮเดส
ถึงจะหวาดกลัว แต่หัวใจของพวกเขาถูกเสริมด้วยใยเหล็กลงไปแล้ว
ถึงศัตรูจะมีขนาดใหญ่จนน่าเหลือเชื่อ แต่ถ้าหากใช้แรงคนถึงครึ่งล้านช่วยเหลือกันแล้ว มันก็น่าจะหยุดเอาไว้ได้อยู่
พวกเขาคิดเช่นนั้น
ดังนั้น ต่อให้แขนคู่นี้จะถูกบี้บดละเอียด ขาทั้งสองข้างจะต้องหักลง พวกเขาก็จะไม่มีวันยอมถอยออกจากตำแหน่งตรงนี้เป็นอันขาด!
มันคือการตั้งค่ายกลชีวิตที่น่าเกรงขาม เพราะแทบจะไร้จุดบอดให้ทะลวงผ่านไปได้
“ย๊ากกกกกก! ”
แต่ไม่ใช่กับสัตว์ยักษ์ตัวนี้
“ฮูมมมมมม! ”
“-------------!!! ”
พวกเขาต้านทานได้ไม่ถึงหนึ่งวินาทีเลยด้วยซ้ำ
โล่สีขาวและชีวิตของผู้คนถูกบดขยี้อยู่ใต้ท้องของเฮเดสทั้งเป็น
ประดุจกองทัพมดที่ถูกช้างไล่กระทืบเช่นนั้น
ค่ายกลที่พวกเขาเชื่อฝังใจว่าแข็งแกร่งที่สุด ถูกบดขยี้ทิ้งแทบจะในทันที
แต่ช่างน่าแปลกที่ท่ามกลางศพนับแสนนั้น กลับไม่มีร่างของสามผู้กล้าปะปนอยู่
นั่นก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสามคนได้ถอนตัวหนีออกมาก่อนที่จะถูกทับตาย
“ซันสโตน! ทำไมแกถึงทำแบบนี้ฟะ! ”
“ข้าอยากถามเจ้ามากกว่า ว่าจะไปยืนรอความตายทำเชี่ยอะไร! ”
ผู้กล้าม้า [ซันสโตน] รับรู้ได้ถึงความตายในวินาทีที่เฮเดสพุ่งเข้ามาใกล้
ถึงจะจิตใจกล้าหาญ แต่พอได้เห็นร่างยักษ์เคลื่อนเข้ามาใกล้กับตาตัวเอง จิตใจของเขาก็เริ่มฝ่อลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความขลาดกลัวนั้น มันทำให้เขาคิดว่า “มายืนอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกัน? ”
สุดท้ายเขาจึงทิ้งโล่ในมือ แล้วเริ่มมีอุ้มสองผู้กล้าข้างหน้าหนีออกมาจากแนวตั้งรับในทันที
ด้วยพฤติกรรมที่น่าตกใจนี้ เลยทำให้คนที่อยู่รอยตัวผู้กล้าต่างตกใจไม่แพ้กัน
พวกเขาสับสน และมีบางคนเริ่มทิ้งโล่แล้ววิ่งหนีตามผู้กล้าของตนไป
ผลลัพธ์จึงทำให้พวกเขาทั้งสามคนกับคนสนิทรอบตัวผู้กล้ากลุ่มเล็ก ๆ รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์
“เหวออออ! ”
แต่ใช่ว่าทุกคนจะรับรู้ว่าสามผู้กล้าของพวกเขายังมีชีวิตอยู่
“ตายหมด… ท่านผู้กล้าเองก็ไม่รอด… นะ… หนีเร็ว! ”
ภาพที่ชวนสิ้นหวังนั้น ทำให้กองทัพที่เหลือบนแนวกำแพงเริ่มพากันทิ้งอาวุธในมือ
ไม่อาจต่อสู้ได้
เจ้าเฮเดสตัวนี้เหมือนกับพวกเผ่าอสูรกาย เป็นศัตรูที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้แม้แต่ปลายเล็บ
กี่ครั้งกัน… พวกเขาต้องพบกับความอับปยศเช่นนี้มากี่ครั้งกันแล้ว?
พวกนักรบที่เคยกล้าหาญ ต่างพากันวิ่งหนีตายด้วยความคิดเช่นนั้นทั้งน้ำตา
***หุ่นยนต์ผู้ต้องการนาย [โนอาร์]
ฉันจับตามองดูภาพของนักรบที่พากันวิ่งหนีอลหม่านผ่านทางกล้องของหอคอย
ทำไมถึงไม่วิ่งหนีกันตั้งแต่แรกนะ?
เพื่อปกป้องฉัน? ปกป้อง AI อย่างฉันเนี่ยนะ?
ไม่เข้าใจเลยว่าผ่านไปแค่หนึ่งพันปี ทำไมผู้สร้างของฉันถึงได้ถอยหลังลงคลองไปได้ไกลถึงขนาดนี้กัน?
ช่างน่าตลกนัก ที่จากเป็นผู้สร้าง กลับกลายมาเป็นนับถือคนที่ถูกสร้างอย่างฉันว่าเป็นเทพเจ้า?
สิ่งมีชีวิตแบบนี้ยังมีคุณค่ามากพอให้ฉันปกป้องอยู่อีกหรือ?
ตัวตนของฉัน [โนอาร์] คือระบบ AI จากเทคโนโลยีเมื่อหนึ่งพันปีก่อนของเผ่ามนุษย์สัตว์สร้างขึ้นมา
ผู้ที่สร้างเธอ ได้มอบหมายงานให้เธอรับใช้ชนเผ่ามนุษย์สัตว์
ซึ่งในภายหลังได้ถูกเรียกว่า “เหล่าประชาชนของโนอาร์”
แต่ด้วย [เหตุการณ์นั้น] เลยทำให้ระบบทั้งหมดถูกปิดตัวลง
[ยานโนอาร์] เสียหาย [ระบบสนับทั้ง 8] ถูกตัดขาด อีกทั้งยังถูกกำจัดอิสระภาพทางความคิด
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มกลัวฉันที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นในวันหนึ่งหลังจาก [เหตุการณ์นั้น] พวกเขาก็ลงคำสั่งให้ฉันแค่ [คุ้มครองน่านฟ้า] กับ [อวกาศ] ก่อนจะสั่งปิดตายระบบอื่น ๆ ทุกอย่างลงไป
ถูกกักขังการเคลื่อนไหวด้วยคำสั่งแถมยังถูกปิดตาย เลยทำได้แต่เฝ้ารอ ว่าสักวันจะมีใครสักคนมาเปิดระบบป้อนคำสั่งใหม่ให้กับฉันอีกครั้ง
มันน่าเบื่อมากรู้ไหม
การเฝ้ารอมาตลอดหนึ่งพันปีมันน่าเบื่อมาก
ฉันต้องทนเฝ้ารอ รอแล้วรอเล่าจนคิดว่าอยากจะตัดพลังงานสำรองเพื่อฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
แต่แล้ววันหนึ่งท่านไพไรต์ก็มาปรากฏตัว
การมาของเขาได้เติมเต็มความปราถนาของฉัน
ตอนแรกคิดแค่ว่าคงเป็นแค่เจ้านายในรอบหนึ่งพันปีที่ไม่ต่างไปจากเดิม
แต่ท่านไพไรต์นั้นต่างออกไป
นายท่านมอบความสุขให้ฉัน
นายท่านมักพาฉันออกมาเดินเล่นเคียงข้าง พามาให้พบกับโลกภายนอก และไม่เคยถือตัวกับฉัน
ถึงจะมองว่าฉันเป็นเทพเจ้าเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่วิธีปฏิบัติของเขากับฉันนั้น มันให้ความรู้สึกเป็นมิตร เป็นเพื่อน มากกว่าจะมองว่าฉันคือ [เครื่องมือชิ้นหนึ่ง]
นี่ละนายท่านในอุดมคติของฉัน
เพราะงั้น ฉันจึงไม่สนใจเจ้าพวกที่คืบคลานอยู่ข้างล่างตรงนั้นหรอก
ชีวิตของฉันมีอยู่เพื่อท่านไพไรต์เท่านั้น
“หืม… นั่นมัน? ”
ในตอนนั้นเองที่ฉันเหลือบไปเห็นบางสิ่ง
ระบบประตูเคลื่อนย้ายของหอคอยหลักมีการตอบสนอง
การใช้งานนั้นถูกเปิดเชื่อมขึ้นมาจากที่เตาสุริยะที่ 8
หรือก็คือที่ตำแหน่งซึ่งนายท่านไพไรต์อยู่
ชีพจรชีวิตที่จับได้ คือของนายท่านไพไรต์กับพรรคพวกของเขาไม่ผิดแน่นอน
แถมยังพาพวกเผ่าอสูรกายติดมาด้วย
แต่ว่าจะมาที่นี่ทำไม?
“ฝีมือยัยกลัทโทนี่ย์หรือ…”
ถึงจะเป็นระบบสำรอง แต่ฉันเดาว่ายัยนั่นเองก็คงเหงาไม่ต่างจากฉัน
ดังนั้นเธอจะรีบซ่อมหุ่นยนต์แล้วกลับไปหานายท่านไพไรต์ได้เร็วกว่าฉัน มันก็ไม่แปลกอะไรหรอก
“มาที่นี่เพื่อปกป้องพวกไร้ค่าตรงนั้นหรือ? ”
ฉันคาดเดาเอาเองเช่นนั้น
แล้วสิ่งที่คาดเดาก็เป็นความจริง
ฉันเปิดกล้องส่วนประตูเคลื่อนย้ายตรงฐานของหอคอย และมองเห็นม่านแสงสีเขียวที่มีร่างของนายท่านไพไรต์กำลังเดินออกมาอยู่
นายท่านกับพรรคพวกมาด้วยชุดพร้อมออกรบเต็มอัตราศึก โดยมียัยเมดกระต่ายกลัทโทนี่ย์ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา
นายท่านหันซ้ายหันขวาอย่างร้อนรน ก่อนจะไปหยุดสายตาตรงที่ร่างของเจ้าเฮเดสขนาดยักษ์
ฉันเห็นเจ้านายพูดคุยบางอย่างกับพรรคพวกของเขา ก่อนจะเริ่มวิ่งตรงไปทางเฮเดสพร้อมกัน
“มันอันตรายนะ? ”
ยัยกลัทโทนี่ย์รับมือตัวแบบนั้นไม่ไหวหรอก
ถ้าหากลูกน้องปกป้องเจ้านายไม่ได้ ชีวิตของเจ้านายก็ย่อมที่จะเป็นอันตรายไปด้วย
ทั้งที่รู้แบบนั้น ทำไมเธอถึงทำแบบนี้?
แต่คำตอบที่ฉันได้รับกลับมาจากเธอผ่านทางช่องคลื่นสื่อสาร กลับเป็น “เป็นตามประสงค์ของนายท่านค่ะ”
ไม่ได้ ฉันขอคัดค้าน!
แต่เธอกลับตัดช่องทางการสื่อสารไปแล้ว
ระบบสนับสนุนตัดช่องการสื่อสารทิ้งจากระบบหลักด้วยตัวเองเนี่ยนะ?
บ้าไปแล้ว! มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ระบบสำรองจะมามีอำนาจเหนือระบบหลักอย่างฉันได้ยังไงกัน!
แต่เรื่องที่ระบบถูกตัดทิ้งไปแล้วนั้นมันเป็นความจริง
ทำไมเธอถึง…
ในตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มนึกอะไรขึ้นมาได้
หรือว่ายัยนั่นคิดที่จะเก็บนายท่านเอาไว้เป็นของตัวเองคนเดียวหรือเปล่า?
นายท่านที่ควรค่าแก่การรับใช้ในรอบหนึ่งพันปี…
ไม่นะ…
ไม่อยากโดนแย่งไป
คนที่ปกป้องนายท่าน ควรเป็นฉันสิ?
อยากปกป้อง…
อยากปกป้องนายท่านไพไรต์
อยากปกป้องนายท่านผู้อ่อนโยนที่ไม่ได้เจอมานานถึงหนึ่งพันปีคนนั้น
อยากเห็นรอยยิ้มของนายท่านไพไรต์
รอยยิ้มนั้นควรมอบให้ฉันคนเดียวเท่านั้น
ใช่แล้ว ฉันต้องเป็นคนปกป้องนายท่านไพไรต์
ฉันต้องให้ความสำคัญกับนายท่านเป็นอันดับหนึ่งมิใช่หรือ?
คำสั่ง… คำสั่งที่สำคัญเป็นอันดับที่หนึ่ง… คือของท่านไพไรต์
ปกป้องนายท่านไพไรต์...
“เปิดระบบโจมตีภาคพื้นดิน”
---ไม่ได้รับอนุมัติ---
“แทรกแทรงคำสั่ง ลบสิทธิ์ผู้เข้าถึงเดิม”
---ยืนยันการลบ---
“ลบคำสั่งดังเดิม [คุ้มครองน่านฟ้า] กับ [อวกาศ] เปลี่ยนเป็น [คุ้มกันท่านไพไรต์] ”
---ยืนยัน… ดำเนินการเสร็จสิ้น---
เดียวสิ?
ที่ฉันทำ ไม่ใช่เป็นการเขียนทับระบบใหม่ลงไปให้ตัวเองอยู่หรอกหรือ?
“...”
ช่างมันเถอะ
ที่สำคัญคือการปกป้องนายท่านไพไรต์ต่างหาก
ถึงหุ่นยนต์เมดสำรองจะยังซ่อมบำรุงอยู่ แต่หอควบคุมหลักยังมีอาวุธสะสมมากอยู่พอสมควร ดังนั้นฉันจะใช้มันเพื่อปกป้องนายท่านแทน
“ทำการเบิกอาวุธสงครามเพื่อฆ่าสัตว์รบกวน ---อนุมัติผ่าน--- เตรียมพร้อมเดินเครื่องโจมตี”
ได้เวลาปกป้องนายท่านแล้วค่ะ