Pioneer Era

    ตอนที่ 59 สงครามกับสัตว์ยักษ์

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    วันที่ 16 เอมมูร์ทัว

    เวลาสองชั่วโมงหลังจากผ่านพ้นเที่ยงคืน

    ณ ยามราตรีที่ทุกคนหลับนอนไปแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งลืมตาตื่นอยู่

    คนนั้นคือตัวผมเอง

    ผมมองแหงนมองท้องฟ้าจากระเบียงของหอพักอยู่ตัวคนเดียว

    มันเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงออโรร่าลากตัดผ่านทะเลแสงของดวงดาวที่สวยงาม

    เป็นบรรยากาศที่สวยงามจนยากจะละสายตาออกไปได้

    คงไม่มีงานศิลปะใด ที่จะสามารถเอาชนะงานรังสรรค์ของธรรมชาติได้หรอก

    "... พรุ่งนี้จะเอายังไงดีเนี่ย? "

    ถึงปากจะบอกว่าเอาไว้คิดวันหลัง แต่ถ้าจะตัดสัมพันธ์กับพวกเผ่าอสูรกาย ก็ควรเริ่มตอนนี้เลย

    แต่ว่า… มันยากแฮะ

    การหักดิบทันที จะทำให้อีกฝ่ายสงสัยในพฤติกรรมของเราหรือเปล่า?

    "อืม… สมเพชตัวเองเป็นบ้า ทั้งที่ย้ำกับตัวเองเสมอว่าอย่าไปสนิทมากแท้ ๆ "

    ตอนนี้คงทำได้แต่วิจารณ์ตัวเองเท่านั้น

    ปวดหมองชิบหาย…

    "... ไปนอนดีกว่า"

    ตอนนี้หันหลังกลับจากระเบียงปูน แล้วเดินตรงไปที่เตียงสีขาวนุ่มฟูก่อนดีกว่า

    อากาศเริ่มทำท่าจะหนาวมากขึ้นแล้วด้วย

    แต่ก่อนที่จะได้ทันหย่อนก้นแสนเหนื่อยล้าลงบนเตียง---

    "แผ่นดินไหว? "

    ---มันก็มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นมา

    มันเป็นการเขย่าแผ่นดินที่รุนแรงมาก ราวกับว่าทวีปนี้ทั้งทวีปจะจมลงไปสู่ก้นทะเลให้ได้เช่นนั้น



    ***

    "นี่คือโลกข้างนอกถ้ำ? "

    สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังสับสนต่อสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยเห็น

    มันมีรูปร่างคล้ายเต่าที่ไม่มีขา มีผิวสีเขียวหยาบกร้านและเต็มไปด้วยตะปุ่มน่ากลัว และมีกระดองผิวขรุขระยื่นยาวแหลมคมสีขาวกระจายไปทั่วผิวกระดองบนหลัง

    ขนาดตั้งแต่หัวจรดหางมีมากถึงหนึ่งร้อยเมตร และมีความสูงที่ยอดกระดองถึงหกสิบเมตรจากท้องกระดองของมัน

    มันคือจ่าฝูงของเฮเดสรุ่นปัจจุบัน เป็นจ่าฝูงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกเอาไว้



    "มีแร่เต็มไปหมด! "

    มันรู้สึกตื่นเต้นมาก

    ส่วนหัวสีเขียวของมันกำลังยืดยาวโผล่ออกมาจากพื้นดินที่พึ่งขุดขึ้นมา

    ความประทับใจแรกเห็นของโลกภายนอกสำหรับมัน คือภาพของดวงดาราทอแสงตัดกับออโรร่าบนผืนฟ้าสีดำ

    แสงที่ระยิบระยับนั้น ทำให้มันนึกถึงแร่หินที่งดงาม

    เป็นหินที่งดงามยิ่งกว่าสิ่งใดที่มันเคยเจอ

    มันรีบออกแรงขุดดินอย่างร้อนรน เพราะกลัวว่าจะมีเฮเดสตัวอื่นแย่งของล้ำค่าของมันไป

    แผ่นดินได้แยกตัวออกจากกันเนื่องจากร่างกายที่ใหญ่โตของมัน

    แรงสั่นสะเทือนได้ส่งผ่านใต้ผิวดินไปไกล จนทำให้ผู้คนที่หลับไหลยามราตรีลืมตาตื่นขึ้น

    "แผ่นดินไหว? "

    ทุกคนต่างคิดไปในทิศทางเดียวกัน

    เกิดเสียงเดินเท้า เสียงเปิดบานประตู และเสียงเปิดหน้าต่างพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

    แสงไฟประดิษฐ์จากอาคารบ้านเรือนสว่างเจิดจ้าขึ้นจากทิศตะวันออกของทวีป

    แสงคบเพลิงถูกจุดสว่างกระจายไปทั่วทวีปตามหมู่บ้านของชนเผ่าสัตว์

    โดยเฉพาะเมืองหลวงที่ใจกลางทวีป ยิ่งมีแสงจากคบเพลิงเจิดจ้ามากเป็นพิเศษ

    ซึ่งแสงนั้นกำลังดึงดูดความสนใจจากเจ้าเฮเดสตัวที่ว่าอยู่..



    "แร่… แร่กำลังส่องระยิบระยับเต็มไปหมด! "

    เฮเดสรู้สึกตื่นเต้นมาก

    ประกายแสงสว่างจากเมืองทำให้มันเบนความสนใจจากท้องฟ้าสู่ผืนปฐพี

    ร่างกายที่โผล่พ้นผิวดินครึ่งตัว ทำให้มันสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างมากขึ้น

    จุดที่มันขุดขึ้นมานั้น คือพื้นที่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป

    จากต่ำแหน่งนี้ ทำให้มันสามารถมองเห็นแสงไฟของเมืองเผ่าสัตว์ที่กระจายไปทั่วทวีป กับแสงไฟของเมืองผู้รุกรานที่ภาคตะวันออกได้อย่างชัดเจน

    ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสว่างนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจมันเป็นพิเศษ

    นั่นคือหอคอยสูงเหยียดฟ้าสีขาวตรงใจกลางทวีป

    หอคอยปลายยอดแหลมสูงนั้น กำลังส่องแสงสีแดงเจิดจ้าเชื่อมติดกับอีกสามหอคอยที่มีขนาดเล็กกว่า

    มันคือหอคอยที่เก็บความลับทั้งหมดของเผ่ามนุษย์สัตว์เอาไว้ หอคอยที่เป็นตัวแทนเทพเจ้าของพวกเขา

    [หอคอยโนอาร์] นั้นคือนามของสิ่งนั้น



    "อยากได้! มันคือของของข้า! "

    เฮเดสมองยอดหอคอยโนอาร์ด้วยดวงตาของสัตว์ที่หิวกระหายและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

    มันรีบขุดดินขึ้นมาเร็วขึ้นกว่าเดิม จนกระทั้งร่างกายที่สูงถึงหกสิบเมตรของมันโผล่พ้นขึ้นมาสู่ผิวดิน

    ด้วยร่างที่ใหญ่โตราวกับอสูรกายไททัน จึงทำให้ทุกคนที่พบเห็นต่างคิดไปว่า "กำลังฝันไปใช่ไหม? "

    แต่นี่ไม่ใช่ความฝัน

    มันคือความจริง

    "ข้าจะเอามันมาเป็นของข้า! บดขยี้มัน! แล้วนำมาเพิ่มพูนตัวข้า! ให้ขนาดตัวของข้าเติบโตยิ่งขึ้น! "

    ว่าแล้วเจ้าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

    มันอยู่ตรงนั้น เจ้าสัตว์ร้ายนั้นมันมีอยู่จริง

    แรงสั่น เสียง และลมหายใจของมัน ทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความฝัน

    และเจ้าสิ่งนั้นกำลังเคลื่อนตัวไปทางหอคอยโนอาร์แล้ว

    เส้นทางที่มันเลื้อยเดินผ่าน ถูกน้ำหนักตัวและร่างกายถ่างออกจนกลายเป็นพื้นที่ราบกว้าง

    เสียงครูดลากของดินดังก้องไปทั่วทวีป สัตว์ป่าต่างตื่นตกใจวิ่งหนีถอยห่าง แม้แต่เจ้าป่าในเขตอื่น ยังต้องลืมตาตื่นแล้วจับตาดูท่าทีอยู่ในเขตแดนของตน

    การเคลื่อนไหวของมัน ทำให้ทุกชีวิตบนทวีปรู้สึกราวกับว่าวันนี้คือวันสิ้นโลกก็ว่าได้



    เส้นทางเดินของเจ้าเฮเดสเป็นเส้นตรง และไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนทิศทาง

    "มันเล็งท่านเทพโนอาร์อยู่! "

    ดังนั้นชนเผ่าสัตว์จึงเริ่มรู้ตัว ว่าสัตว์ร้ายตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปหาอะไร

    พวกเขาเริ่มมีใบหน้าขาวซีด

    แต่ต่อให้หวาดกลัวแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายหอคอยของเทพเจ้าโนอาร์เด็ดขาด

    ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะต่อสู้

    เสียงเป่าแตรเขาสัตว์ดังก้องไปทั่วเมืองหลวงของพวกเขา

    เสียงนั้นทุ้มต่ำ แต่ดังแหลมบาดหูจนรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำ

    มันคือสัญญาณเตือนว่า “ให้พร้อมทำสงคราม”

    พื้นที่ใจกลางทวีปเริ่มถูกเติมเต็มไปด้วยเหล่านักรบของชนเผ่าสัตว์

    เสียงขยับกระทบของชุดเกราะดังขึ้นต่อเนื่องประดุจเสียงของวงดนตรีขับขาน

    ประชาชนผู้อ่อนแอต่างวิ่งหนีไปที่อีกทิศของเมือง

    หอคอยเพลิงตามมุมกำแพงหิน ถูกจุดไฟพวยพุ่งส่องแสงสีแดงฉาน

    แสงนั้นย้อมให้แนวกำแพงรอบเมืองเจิดจ้าขึ้นประดุจช่วงเวลาแสงตะวันเฉิดฉาย

    เครื่องดีดหิน บาลิสต้า อัศวินเกราะหนัก พลธนู กองทัพที่พร้อมสรรพถูกขนมาเรียงที่แนวกำแพงทิศใต้ของเมืองอย่างรวดเร็ว

    เพียงไม่ถึงสิบนาที พวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือเจ้าอสูรร้ายกันแล้ว



    "ตัวใหญ่ชะมัด…"

    “ไม่เคยเห็นเฮเดสตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย…”

    ยิ่งเจ้าเฮเดสเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้เพียงใด ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นแค่นั้น

    จากมุมมองของพวกเขา เจ้าเฮเดสก็เหมือนกับภูเขาสีขาวที่เดินได้

    “อย่าทำเป็นขลาดเขลาไปหน่อยเลยเจ้าพวกตาขาว! ”

    ในตอนนั้นเองที่มีแสงแห่งความหวังเฉิดฉายขึ้นใจกลางกองทัพ

    บุรุษร่างยักษ์สูงสองเมตรครึ่งที่สวมชุดเกราะทั้งตัวสีขาวและถือค้อนสงครามขนาดใหญ่

    แขนขวาที่เคยขาดไปจากสงครามครั้งก่อน ได้ถูกสร้างและรักษาโดยชนเผ่าผู้รุกรานให้เป็นแขนเหล็กกล้าสีเงิน

    แขนที่น่าเกรงขามนึ้นถูกชูขึ้นท้องฟ้าที่ยังมืดมิด

    แสงจากคบเพลิงได้สะท้อนร่างของเขาจนกลายเป็นเงาที่ทอดยาวไปกับพื้นอย่างโดดเด่น

    เงานั้นยิ่งทำให้บุรุษที่ดูน่าเกรงขาม ยิ่งดูน่ายำเกรงมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

    ชายคนนี้คือผู้กล้าจากชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต]

    “มันก็แค่เฮเดสหน้าโง่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งเท่านั้น! ดูพวกเราก่อนสิ! กองทัพตรงนี้มีถึงหนึ่งล้านคน! ไม่มีทางแพ้ให้กับสัตว์ยักษ์ตัวเดียวหรอก! อีกอย่าง แบบนี้สิดี! แร่เฮเดสเท่าภูเขาแบบนั้นคงเอาไปใช้ทำประโยชน์ได้มากเลยไม่ใช่หรือยังไง วะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    คำพูดติดตลกของเขาทำให้ความเครียดภายในกองทัพเริ่มผ่อนคลายลงมา

    ใช่แล้ว พวกเขายังมีกองทัพมากถึงหนึ่งล้านคนตรงนี้

    ถึงจะตายไปนับหลายล้านจากสงครามขับไล่ผู้รุกราน แต่พวกเขาก็ยังมีประชากรเหลืออยู่อีกหลายสิบล้าน

    ยังมีทรัพยากรณ์และอาวุธเหลืออีกมาก

    มากจนพอที่จะตั้งเป็นกองทัพป้องกันเมืองหลวงขนาดใหญ่เช่นนี้ได้

    พวกเขาไม่มีทางแพ้แน่นอน

    ไม่มีทางแพ้แน่!



    ระยะห่างระหว่างสัตว์ยักษ์เฮเดสกับกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์เหลืออีกเพียง 400 เมตร

    เสียงง้างธนูเริ่มดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง บัลลิสต้าถูกตั้งลำขึ้นพร้อมยิงฉมวกอาบยาพิษ เครื่องยิงหินถูกจุดไฟเตรียมโยนออกไป หน่วยรบประชิดสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดพร้อมรับแรงปะทะ

    เหล่าทหารหาญพร้อมที่จะเตรียมรบเพื่อปกป้องเทพเจ้าของพวกเขา โดยมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน

    ถึงผู้กล้าประจำเผ่าทั้งสิบจะอยู่ไม่ครบ เพราะต้องไปอยู่ในเมืองของผู้รุกราน แต่ที่นี่ยังมีผู้กล้าสายนักรบอยู่มากถึงสามคน

    ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] จากชนเผ่ากอลิล่า

    ผู้กล้า [ซันสโตน] จากชนเผ่าม้า

    ผู้กล้า [รูบี้] จากชนเผ่าหมี

    สามผู้กล้าต่างยืนอยู่แถวหน้าเพื่อสร้างขวัญ และเตรียมเป็นแนวรับแรกจากสัตว์ยักษ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา

    ในหัวของพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมุ่งหน้ามาที่นี่ และไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงมีตัวเช่นนี้อยู่บนโลก

    แต่พวกเขารู้อยู่อย่างหนึ่ง

    คือจะปล่อยให้มันเข้าไปใกล้หอคอยโนอาร์ไม่ได้เด็ดขาด



    “รอก่อน! ”

    เจ้าเฮเดสขนาดยักษ์ยังคงเคลื่อนตรงมาหาพวกเขาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

    400… 300… และ 200 เมตร…

    ในที่สุดก็ได้ระยะโจมตีที่พวกเขาคาดหมายเอาไว้

    “ยิง! ”

    เสียงสั่งการโจมตีจากสามผู้กล้าดังขึ้นพร้อมกัน

    การโจมตีระยะไกลถูกยิงออกไป

    สายฝนธนูและฉมวกสังหารลอยไปทั่วฟ้าจนบดบังแสงดาวให้กลายเป็นสีดำน่ากลัว

    ลูกหินถูกจุดไฟลุกโชนลอยตัดข้ามท้องฟ้าสีดำ ประดุจอุกกาบาตที่ร่วงหล่นลงมาและพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง

    คลื่นแห่งความตายเหล่านั้นล้วนแต่มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น

    นั่นคือ [เฮเดส]

    แต่เจ้าสัตว์ร้ายหาได้สนใจสิ่งที่โจมตีเข้ามาสักนิด

    มันหดหัวที่เป็นส่วนบอบบางเข้าไปในกระดอง แล้วใช้หางดันร่าง เลื้อยตัวเองให้เคลื่อนไหวต่อไป

    เกิดเสียงกระทบดังต่อเนื่องใส่ที่กระดองสีขาวบริสุทธิ์ของมัน

    แต่การโจมตีราวห่าฝนนั้น กลับทำได้เพียงแค่สร้างให้มีรอยขีดข่วนขึ้นมาเท่านั้น

    อาวุธของพวกเขาไม่อาจที่จะเจาะกระดองที่หนามากกว่า 40 เมตรของมันได้



    การโจมตีของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ ได้ไปกระตุ้นให้มันรู้สึกรำคาญขึ้นมาเล็กน้อย

    เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กพวกนี้คืออะไร?

    ทำไมต้องมาขวางเส้นทางของข้า?

    หรือว่าคิดจะฮุบแร่ชิ้นโตนั้นเอาไว้เพียงคนเดียวหรือ?

    ข้าไม่ยอม!

    ด้วยความคิดเช่นนั้น มันจึงเคลื่อนไหวเร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

    มันพุ่งตรงไปทางกำแพงเมืองที่ขวางมันจากหอคอยโนอาร์เอาไว้ อย่างไม่หยี่ระกองทัพสีขาวจำนวนครึ่งล้านที่เตรียมตั้งรับตรงหน้า

    “เปิดค่ายกล [กำแพงแปดขา] ! ”

    “แสดงพลังของชนเผ่ากอลลิล่าให้มันเห็นซะ! ”

    “ชนเผาม้า เตรียมสนับสนุนชนเผ่ากอลลิล่ากับชนเผ่าหมี! ”

    ว่าแล้วกองทัพทั้งห้าแสนก็เริ่มเคลื่อนไหว

    โล่สีขาวถูกตั้งเรียงเป็นแถวแนวหน้าสุด โดยมีกองทัพอัศวินสวมเกราะทั้งของชนเผ่ากอลลิล่าช่วยประคองโล่เอาไว้อีกข้าง

    พละกำลังที่ถูกยันเอาไว้ด้วยแรงของชนเผ่าหมีกับกอลิล่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อกรได้

    เพื่อให้ฐานที่มั่นมีความมั่นคงมากขึ้น พวกเขาจึงเสริมค่ายกลนี้ด้วยชนเผ่าม้า ร่างกายที่มีสี่ขาเหมือนม้าของพวกเขาในการค้ำจุนด้านหลัง เพื่อเสริมให้กลายเป็นโล่ที่ไม่มีวันล้มลงมา

    ค่ายกลที่เกิดจากการรวมพลังของสามชนเผ่า ถูกตั้งเป็นแนวรับแรกอยู่หน้าเฮเดส

    ถึงจะหวาดกลัว แต่หัวใจของพวกเขาถูกเสริมด้วยใยเหล็กลงไปแล้ว

    ถึงศัตรูจะมีขนาดใหญ่จนน่าเหลือเชื่อ แต่ถ้าหากใช้แรงคนถึงครึ่งล้านช่วยเหลือกันแล้ว มันก็น่าจะหยุดเอาไว้ได้อยู่

    พวกเขาคิดเช่นนั้น

    ดังนั้น ต่อให้แขนคู่นี้จะถูกบี้บดละเอียด ขาทั้งสองข้างจะต้องหักลง พวกเขาก็จะไม่มีวันยอมถอยออกจากตำแหน่งตรงนี้เป็นอันขาด!



    มันคือการตั้งค่ายกลชีวิตที่น่าเกรงขาม เพราะแทบจะไร้จุดบอดให้ทะลวงผ่านไปได้

    “ย๊ากกกกกก! ”

    แต่ไม่ใช่กับสัตว์ยักษ์ตัวนี้

    “ฮูมมมมมม! ”

    “-------------!!! ”

    พวกเขาต้านทานได้ไม่ถึงหนึ่งวินาทีเลยด้วยซ้ำ

    โล่สีขาวและชีวิตของผู้คนถูกบดขยี้อยู่ใต้ท้องของเฮเดสทั้งเป็น

    ประดุจกองทัพมดที่ถูกช้างไล่กระทืบเช่นนั้น

    ค่ายกลที่พวกเขาเชื่อฝังใจว่าแข็งแกร่งที่สุด ถูกบดขยี้ทิ้งแทบจะในทันที

    แต่ช่างน่าแปลกที่ท่ามกลางศพนับแสนนั้น กลับไม่มีร่างของสามผู้กล้าปะปนอยู่

    นั่นก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสามคนได้ถอนตัวหนีออกมาก่อนที่จะถูกทับตาย

    “ซันสโตน! ทำไมแกถึงทำแบบนี้ฟะ! ”

    “ข้าอยากถามเจ้ามากกว่า ว่าจะไปยืนรอความตายทำเชี่ยอะไร! ”

    ผู้กล้าม้า [ซันสโตน] รับรู้ได้ถึงความตายในวินาทีที่เฮเดสพุ่งเข้ามาใกล้

    ถึงจะจิตใจกล้าหาญ แต่พอได้เห็นร่างยักษ์เคลื่อนเข้ามาใกล้กับตาตัวเอง จิตใจของเขาก็เริ่มฝ่อลงมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ความขลาดกลัวนั้น มันทำให้เขาคิดว่า “มายืนอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกัน? ”

    สุดท้ายเขาจึงทิ้งโล่ในมือ แล้วเริ่มมีอุ้มสองผู้กล้าข้างหน้าหนีออกมาจากแนวตั้งรับในทันที

    ด้วยพฤติกรรมที่น่าตกใจนี้ เลยทำให้คนที่อยู่รอยตัวผู้กล้าต่างตกใจไม่แพ้กัน

    พวกเขาสับสน และมีบางคนเริ่มทิ้งโล่แล้ววิ่งหนีตามผู้กล้าของตนไป

    ผลลัพธ์จึงทำให้พวกเขาทั้งสามคนกับคนสนิทรอบตัวผู้กล้ากลุ่มเล็ก ๆ รอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์

    “เหวออออ! ”

    แต่ใช่ว่าทุกคนจะรับรู้ว่าสามผู้กล้าของพวกเขายังมีชีวิตอยู่

    “ตายหมด… ท่านผู้กล้าเองก็ไม่รอด… นะ… หนีเร็ว! ”

    ภาพที่ชวนสิ้นหวังนั้น ทำให้กองทัพที่เหลือบนแนวกำแพงเริ่มพากันทิ้งอาวุธในมือ

    ไม่อาจต่อสู้ได้

    เจ้าเฮเดสตัวนี้เหมือนกับพวกเผ่าอสูรกาย เป็นศัตรูที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้แม้แต่ปลายเล็บ

    กี่ครั้งกัน… พวกเขาต้องพบกับความอับปยศเช่นนี้มากี่ครั้งกันแล้ว?

    พวกนักรบที่เคยกล้าหาญ ต่างพากันวิ่งหนีตายด้วยความคิดเช่นนั้นทั้งน้ำตา



    ***หุ่นยนต์ผู้ต้องการนาย [โนอาร์]

    ฉันจับตามองดูภาพของนักรบที่พากันวิ่งหนีอลหม่านผ่านทางกล้องของหอคอย

    ทำไมถึงไม่วิ่งหนีกันตั้งแต่แรกนะ?

    เพื่อปกป้องฉัน? ปกป้อง AI อย่างฉันเนี่ยนะ?

    ไม่เข้าใจเลยว่าผ่านไปแค่หนึ่งพันปี ทำไมผู้สร้างของฉันถึงได้ถอยหลังลงคลองไปได้ไกลถึงขนาดนี้กัน?

    ช่างน่าตลกนัก ที่จากเป็นผู้สร้าง กลับกลายมาเป็นนับถือคนที่ถูกสร้างอย่างฉันว่าเป็นเทพเจ้า?

    สิ่งมีชีวิตแบบนี้ยังมีคุณค่ามากพอให้ฉันปกป้องอยู่อีกหรือ?

    ตัวตนของฉัน [โนอาร์] คือระบบ AI จากเทคโนโลยีเมื่อหนึ่งพันปีก่อนของเผ่ามนุษย์สัตว์สร้างขึ้นมา

    ผู้ที่สร้างเธอ ได้มอบหมายงานให้เธอรับใช้ชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ซึ่งในภายหลังได้ถูกเรียกว่า “เหล่าประชาชนของโนอาร์”

    แต่ด้วย [เหตุการณ์นั้น] เลยทำให้ระบบทั้งหมดถูกปิดตัวลง

    [ยานโนอาร์] เสียหาย [ระบบสนับทั้ง 8] ถูกตัดขาด อีกทั้งยังถูกกำจัดอิสระภาพทางความคิด

    ด้วยเหตุผลบางอย่าง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มกลัวฉันที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ดังนั้นในวันหนึ่งหลังจาก [เหตุการณ์นั้น] พวกเขาก็ลงคำสั่งให้ฉันแค่ [คุ้มครองน่านฟ้า] กับ [อวกาศ] ก่อนจะสั่งปิดตายระบบอื่น ๆ ทุกอย่างลงไป

    ถูกกักขังการเคลื่อนไหวด้วยคำสั่งแถมยังถูกปิดตาย เลยทำได้แต่เฝ้ารอ ว่าสักวันจะมีใครสักคนมาเปิดระบบป้อนคำสั่งใหม่ให้กับฉันอีกครั้ง



    มันน่าเบื่อมากรู้ไหม

    การเฝ้ารอมาตลอดหนึ่งพันปีมันน่าเบื่อมาก

    ฉันต้องทนเฝ้ารอ รอแล้วรอเล่าจนคิดว่าอยากจะตัดพลังงานสำรองเพื่อฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

    แต่แล้ววันหนึ่งท่านไพไรต์ก็มาปรากฏตัว

    การมาของเขาได้เติมเต็มความปราถนาของฉัน

    ตอนแรกคิดแค่ว่าคงเป็นแค่เจ้านายในรอบหนึ่งพันปีที่ไม่ต่างไปจากเดิม

    แต่ท่านไพไรต์นั้นต่างออกไป

    นายท่านมอบความสุขให้ฉัน

    นายท่านมักพาฉันออกมาเดินเล่นเคียงข้าง พามาให้พบกับโลกภายนอก และไม่เคยถือตัวกับฉัน

    ถึงจะมองว่าฉันเป็นเทพเจ้าเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่วิธีปฏิบัติของเขากับฉันนั้น มันให้ความรู้สึกเป็นมิตร เป็นเพื่อน มากกว่าจะมองว่าฉันคือ [เครื่องมือชิ้นหนึ่ง]

    นี่ละนายท่านในอุดมคติของฉัน

    เพราะงั้น ฉันจึงไม่สนใจเจ้าพวกที่คืบคลานอยู่ข้างล่างตรงนั้นหรอก

    ชีวิตของฉันมีอยู่เพื่อท่านไพไรต์เท่านั้น



    “หืม… นั่นมัน? ”

    ในตอนนั้นเองที่ฉันเหลือบไปเห็นบางสิ่ง

    ระบบประตูเคลื่อนย้ายของหอคอยหลักมีการตอบสนอง

    การใช้งานนั้นถูกเปิดเชื่อมขึ้นมาจากที่เตาสุริยะที่ 8

    หรือก็คือที่ตำแหน่งซึ่งนายท่านไพไรต์อยู่

    ชีพจรชีวิตที่จับได้ คือของนายท่านไพไรต์กับพรรคพวกของเขาไม่ผิดแน่นอน

    แถมยังพาพวกเผ่าอสูรกายติดมาด้วย

    แต่ว่าจะมาที่นี่ทำไม?

    “ฝีมือยัยกลัทโทนี่ย์หรือ…”

    ถึงจะเป็นระบบสำรอง แต่ฉันเดาว่ายัยนั่นเองก็คงเหงาไม่ต่างจากฉัน

    ดังนั้นเธอจะรีบซ่อมหุ่นยนต์แล้วกลับไปหานายท่านไพไรต์ได้เร็วกว่าฉัน มันก็ไม่แปลกอะไรหรอก

    “มาที่นี่เพื่อปกป้องพวกไร้ค่าตรงนั้นหรือ? ”

    ฉันคาดเดาเอาเองเช่นนั้น

    แล้วสิ่งที่คาดเดาก็เป็นความจริง

    ฉันเปิดกล้องส่วนประตูเคลื่อนย้ายตรงฐานของหอคอย และมองเห็นม่านแสงสีเขียวที่มีร่างของนายท่านไพไรต์กำลังเดินออกมาอยู่

    นายท่านกับพรรคพวกมาด้วยชุดพร้อมออกรบเต็มอัตราศึก โดยมียัยเมดกระต่ายกลัทโทนี่ย์ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา

    นายท่านหันซ้ายหันขวาอย่างร้อนรน ก่อนจะไปหยุดสายตาตรงที่ร่างของเจ้าเฮเดสขนาดยักษ์

    ฉันเห็นเจ้านายพูดคุยบางอย่างกับพรรคพวกของเขา ก่อนจะเริ่มวิ่งตรงไปทางเฮเดสพร้อมกัน

    “มันอันตรายนะ? ”

    ยัยกลัทโทนี่ย์รับมือตัวแบบนั้นไม่ไหวหรอก

    ถ้าหากลูกน้องปกป้องเจ้านายไม่ได้ ชีวิตของเจ้านายก็ย่อมที่จะเป็นอันตรายไปด้วย

    ทั้งที่รู้แบบนั้น ทำไมเธอถึงทำแบบนี้?

    แต่คำตอบที่ฉันได้รับกลับมาจากเธอผ่านทางช่องคลื่นสื่อสาร กลับเป็น “เป็นตามประสงค์ของนายท่านค่ะ”



    ไม่ได้ ฉันขอคัดค้าน!

    แต่เธอกลับตัดช่องทางการสื่อสารไปแล้ว

    ระบบสนับสนุนตัดช่องการสื่อสารทิ้งจากระบบหลักด้วยตัวเองเนี่ยนะ?

    บ้าไปแล้ว! มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

    ระบบสำรองจะมามีอำนาจเหนือระบบหลักอย่างฉันได้ยังไงกัน!

    แต่เรื่องที่ระบบถูกตัดทิ้งไปแล้วนั้นมันเป็นความจริง

    ทำไมเธอถึง…

    ในตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มนึกอะไรขึ้นมาได้

    หรือว่ายัยนั่นคิดที่จะเก็บนายท่านเอาไว้เป็นของตัวเองคนเดียวหรือเปล่า?

    นายท่านที่ควรค่าแก่การรับใช้ในรอบหนึ่งพันปี…



    ไม่นะ…

    ไม่อยากโดนแย่งไป

    คนที่ปกป้องนายท่าน ควรเป็นฉันสิ?

    อยากปกป้อง…

    อยากปกป้องนายท่านไพไรต์

    อยากปกป้องนายท่านผู้อ่อนโยนที่ไม่ได้เจอมานานถึงหนึ่งพันปีคนนั้น

    อยากเห็นรอยยิ้มของนายท่านไพไรต์

    รอยยิ้มนั้นควรมอบให้ฉันคนเดียวเท่านั้น

    ใช่แล้ว ฉันต้องเป็นคนปกป้องนายท่านไพไรต์

    ฉันต้องให้ความสำคัญกับนายท่านเป็นอันดับหนึ่งมิใช่หรือ?

    คำสั่ง… คำสั่งที่สำคัญเป็นอันดับที่หนึ่ง… คือของท่านไพไรต์

    ปกป้องนายท่านไพไรต์...

    “เปิดระบบโจมตีภาคพื้นดิน”

    ---ไม่ได้รับอนุมัติ---

    “แทรกแทรงคำสั่ง ลบสิทธิ์ผู้เข้าถึงเดิม”

    ---ยืนยันการลบ---

    “ลบคำสั่งดังเดิม [คุ้มครองน่านฟ้า] กับ [อวกาศ] เปลี่ยนเป็น [คุ้มกันท่านไพไรต์] ”

    ---ยืนยัน… ดำเนินการเสร็จสิ้น---

    เดียวสิ?

    ที่ฉันทำ ไม่ใช่เป็นการเขียนทับระบบใหม่ลงไปให้ตัวเองอยู่หรอกหรือ?

    “...”

    ช่างมันเถอะ

    ที่สำคัญคือการปกป้องนายท่านไพไรต์ต่างหาก

    ถึงหุ่นยนต์เมดสำรองจะยังซ่อมบำรุงอยู่ แต่หอควบคุมหลักยังมีอาวุธสะสมมากอยู่พอสมควร ดังนั้นฉันจะใช้มันเพื่อปกป้องนายท่านแทน

    “ทำการเบิกอาวุธสงครามเพื่อฆ่าสัตว์รบกวน ---อนุมัติผ่าน--- เตรียมพร้อมเดินเครื่องโจมตี”

    ได้เวลาปกป้องนายท่านแล้วค่ะ

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน