ตอนที่ 53 แสดงทักษะด้านการต่อสู้
หยางหลิวมีปฏิกิริยาที่ฉับไวยิ่ง เขาสังเกตเห็นวิถีของจานเหล่านั้นกำลังเคลื่อนที่เข้าไปหาลู่เอิน ดังนั้นเขาจึงขยับเขยื้อนตัวไปบังที่บริเวณด้านหน้าของลู่เอิน จากนั้นใช้สองแขนโอบตัวของลู่เอินเข้ามาหาตนเองอย่างแนบแน่น ด้วยความกังวลว่าผู้หญิงอย่างลู่เอินจะได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ เขาจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องเขากำลังทำอยู่ว่าสมควรหรือไม่
ในด้านของลู่เอิน เธอเห็นจานบางส่วนลอยมาหาตนเองจึงเกิดอาการตกใจ ทว่าในเวลาเสี้ยววินาที จู่ ๆ เธอก็ถูกสองแขนของหยางหลิวดึงเข้ามาโอบกอดอย่างแน่นดีที่ยังหายใจออก แต่พอเธอคิดถึงเรื่องนี้ ทำให้ลู่เอินตกใจยิ่งกว่าเดิมบวกกับนี่เป็นครั้งแรกของเธอที่มีชายอื่นซึ่งไม่ใช่พ่อมากอด ทำเอาลู่เอินอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“ เพล้ง ! เพล้ง ! เพล้ง ! เพล้ง ! ” ในเวลาเดียวกันนั้น พลันบังเกิดเสียงจานชามแตกดังก้องทั่วร้าน ลู่เอินซบไปยังบริเวณอกของหยางหลิวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบ เธอค่อย ๆ ตั้งสติ ดึงใบหน้าของเธอที่แนบอยู่บนอกออกมาและลืมตาขึ้นช้า ๆ เธอรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงของจานหรือชามกระทบเข้ากับแผ่นหลังของหยางหลิวบวกกับเธอได้ยินเหมือนเสียงจานแตกบริเวณด้านหลังของเธอ ลู่เอินจึงค่อย ๆ หันกลับไปดูบริเวณด้านหลัง ที่แท้เป็นเพราะว่าหยางหลิวขยับมาหยุดและยืนในตำแหน่งเยื้องกับบริเวณด้านหน้าของเธอเล็กน้อย ทำให้ตอนที่หยางหลิวดึงลู่เอินเข้ามาใกล้ ตำแหน่งที่ลู่เอินยืนอยู่จึงถูกเลื่อนไปและรอดพ้นจากอันตรายจากจานที่ลอยเข้ามาหาเธอ
ลู่เอินมองไปเห็นจานแตกอยู่บริเวณด้านหลัง เธอจึงค่อย ๆ รู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่หยางหลิวไม่ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งยังรู้สึกดีใจเล็กน้อย
แต่ในขณะที่เธอหันกลับมา ลู่เอินจึงตระหนักว่าในตอนนี้เอง เธอถูกหยางหลิวกอดเธออยู่เป็นเวลานาน ซึ่งลักษณะการที่หนึ่งชายหนึ่งหญิงกอดกันแบบนี้ ทำให้เธออายจนหน้าแดงในทันที ลู่เอินจึงใช้สองมืออันบอบบางของเธอผลักไปยังบริเวณอกของหยางหลิวด้วยความเขินอย่างยิ่งยวด
ถึงแม้ว่าแขนของลู่เอินจะดูบอบบางก็จริงทว่ากลับมีแรงส่งออกมาไม่น้อย แม้แต่หยางหลิวยังไม่ทันคาดคิด จนกระทั่งไม่ทันตั้งตัวใด ๆ จึงถูกลู่เอินผลักออกไปจนเสียสมดุล หยางหลิวเดินเซถอยหลังไปหลายก้าว โชคดีที่ยังไม่ล้มและนั่งทับเศษอาหารที่อยู่บนพื้น มิเช่นนั้นชุดที่หยางหลิวซื้อมาใหม่ในวันนี้คงเละเทะอย่างไม่ต้องสงสัย และคงไม่สามารถที่จะใช้ใส่ได้ในครั้งหน้าเป็นแน่
หยางหลิวเองพอถูกลู่เอินผลักออกมา จึงรู้ตัวว่าตนเองทำผิดที่ไปล่วงเกินลู่เอิน ถึงแม้ว่าจะเป็นเจตนาที่ดีที่อยากจะช่วยลู่เอิน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่ควรที่จะไปกอดกันแน่นเสียขนาดนี้ นี่ก็เหมือนการที่เขาฉวยโอกาสลู่เอิน ดังนั้นเขาจึงพูดอะไรไม่ออก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงส่งสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจจากลู่เอิน
ลู่เอินก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว เธอจึงไม่คิดโทษหยางหลิว กลับกันเธอรู้สึกขอบคุณเขาอย่างใจจริง ถ้าไม่เป็นเพราะหยางหลิวมาช่วยเธอ เธอก็คงได้ไปหลายแผลอย่างแน่นอน แต่ทว่าไม่รู้เหตุผลอันใด ลู่เอินไม่สามารถที่จะพูดออกไปตรง ๆ ได้ เธอจึงทำทีเป็นไม่สนใจสายตานั้น พลางเชิดหน้าไปอีกด้านแทน
หยางหลิวเห็นท่าทีไม่พอใจของลู่เอิน เขาจึงรู้สึกจนปัญญา ฉับพลันเขาก็บังเกิดความคิดอันหนึ่งได้ เขาหันไปด้านกลุ่มคนที่ดูมีลักษณะคล้ายอันธพาลเหล่านี้ พวกคนเหล่านี้พลันหน้าซีดเซียว โชคดีว่าหยางหลิวดึงตัวลู่เอินมาทำให้เธอปลอดภัยจากอันตราย ไม่เช่นนั้นเรื่องอาจไม่จบแค่วันนี้ พวกเขาคงได้ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือแม้กระทั่งเข้าคุกเข้าตารางก็ไม่นับว่าแปลก
“ พวกแก ! ” หยางหลิวตวาดเสียงดังพร้อมกับชี้นิ้วตรงไปยังคนทั้งสี่ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า รู้สึกเหมือนเลือดขึ้นหน้า ถ้าเขาเคลื่อนไหวช้ากว่านี้จนทำให้เกิดอันตรายต่อลู่เอินแล้วเขาจะทำอย่างไร ตอนนี้ภายในใจของหยางหลิวคุกรุ่น เขาจึงตัดสินใจด้วยความบ้าระห่ำ โดยไม่คิดถึงผลได้เสียใด ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะเขาไม่กลัวคนเหล่านี้แม้แต่น้อย หยางหลิวเคยต่อสู้มาแล้ว ผ่านประสบการณ์อันตรายกว่านี้มาแล้ว บวกกับด้วยความสามารถของระบบ กะอีแค่คนสี่คนเหล่านี้จึงไม่น่าเป็นอันตรายสำหรับเขา
หยางหลิวก้าวเดินไปข้างหน้า และในตอนนั้นเอง เขาก็ปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะมองไม่เห็น หมัดกระทบเข้าไปยังบริเวณใบหน้าของชายผู้ซึ่งเป็นคนดึงผ้าปูโต๊ะออกมา หยางหลิวต่อยไปเพียงหนึ่งหมัดก็ทำให้ชายคนนี้จนล้มลงไปกองกับพื้น เมื่อหลังติดพื้นชายคนนี้พลันรู้สึกได้ถึงฝ่าเท้าอันหนักหน่วง กระแทกเข้ามาอย่างจังกลางอกในเวลาต่อเนื่องกัน และแม้ว่าเขาจะไม่ได้พยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่ก็เหมือนลำตัวถูกทำให้กระเด้งขึ้นจากพื้นและลอยขึ้นมาชั่วขณะ ทำเอาอีกสามคนที่เหลือตาเบิกกว้าง จ้องมองมาทางหยางหลิว เด็กหนุ่มผู้หนึ่งอย่างประหลาดใจ
สองในสามคนนั้นตั้งสติได้ พวกเขาก้าวออกไปในระยะที่สามารถต่อยได้ พวกเขาจึงใช้มือปล่อยหมัดขวาตรงออกมา แต่ทว่าหยางหลิวกลับมองเห็นหมัดขวากำลังพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า ทำให้รู้สึกดีเล็กน้อย นี่แสดงให้เห็นว่าระบบยังคงดีดังเดิม และเขาไม่จำเป็นต้องกังวลสำหรับการต่อสู้กับคนเหล่านี้
หยางหลิวก้าวตัวหลบหมัดที่พุ่งมาทางเขาโดยเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง และเข้าไปประชิดใกล้คนที่อยู่ซ้ายมือ หยางหลิวต่อยหมัดไปยังบริเวณกลางลำตัว ทำเอาได้ยินเสียงเหมือนกระดูกซี่โครงหักสองสามท่อน จนทำให้ชายคนทำท่าจะส่งเสียงร้องโอดโอยออกมา ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงใด ๆ ที่สามารถปล่อยให้เสียงหลุดออกมาจากปากได้แม้แต่น้อย
ชายอีกสองคนจ้องมองหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกกลัว พร้อมทั้งพยักหน้าเหมือนตกลงบางอย่างได้ ทันใดนั้นเหมือนบริเวณเข่าของทั้งสองคนมีแรงดึงดูดมากมายมหาศาลจนทำให้ทั้งคู่ทรุดตัวมานั่งคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับเสียงกระแทกของเข่ากับพื้น
หยางหลิวที่กำลังจะก้าวเข้าไปจัดการกับสองคนที่เหลือพลันชะงักฝีเท้าเอาไว้ พร้อมจ้องมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาอันรุนแรงดุดัน ถึงแม้หยางหลิวจะยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ จิตสังหาร ” ของคนผู้ซึ่งผ่านการเข่นฆ่ามานับไม่ถ้วน แต่การกระทำที่ผ่านมาของหยางหลิวก็สามารถข่มขวัญคนที่อยู่เบื้องหน้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้พวกเขาทั้งคู่รู้สึกหวาดกลัวไปถึงส่วนลึกของจิตใจ และไม่กล้าที่จะคิดทำอันตรายใด ๆ อีก
“ พวกเราต้องขอโทษด้วย ! พวกเราถูกจ้างมาจริง ๆ อย่าทำร้ายพวกเราอีกเลย ! ” หยางหลิวยังไม่ทันได้ถามอะไร สองคนที่เหลือก็ได้สารภาพบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าเป็นลักษณะขอโทษหยางหลิว
“ จริง ๆ นะ ! พวกเราถูกจ้างมาจริง ๆ ! เชื่อพวกเราเถอะ ” ชายวัยกลางคน คนหนึ่งในคนที่สารภาพเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ ออกมา เขาจึงลนลานสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือก“ เป็นผู้ชายคนหนึ่งเดินมาบอกพวกเราทั้งสี่คนว่ามีงานง่าย ๆ ให้ทำ แค่ไปป่วนร้านแห่งหนึ่งก็พอ เขาให้เงินเรามาเยอะมากจึงไม่ปฏิเสธ ”
“ ว่าไงนะ !? ” กลุ่มพนักงานที่กำลังยืนตกตะลึง จากการได้เห็นภาพหยางหลิวที่เหมือนถูกปีศาจร้ายเข้าสิง พร้อมกับอาละวาดต่อยตีลูกค้าที่ดูน่ากลัวเหล่านี้ไม่ยั้ง แต่จู่ ๆ พวกเขากลายเป็นตะลึงยิ่งกว่าเพราะพวกเขาเพิ่งได้ยินว่า สี่คนนี้เป็นคนที่ถูกจ้างมาให้ทำลายชื่อเสียงของร้านตัวเอง ฉับพลันพวกเขาก็ลืมเรื่องที่หยางหลิวทำร้ายคนเหล่านี้อย่างร้ายกาจและมองหยางหลิวราวเทพบุตร จากนั้นจึงค่อย ๆ หันไปจ้องสองคนที่เหลือเหล่านี้แทนด้วยแววตาอาฆาตแค้นอย่างเป็นที่สุด
พนักงานหลังจากที่ได้ยินคำสารภาพก็ว่าตกตะลึงแล้ว หยางหลิวกลับเป็นคนที่ตกตะลึงอย่างที่สุด เมื่อกี้เขาเพียงทำด้วยอารมณ์เท่านั้น พอคิดว่าลู่เอินจะเป็นอันตรายเพราะกลุ่มคนเหล่านี้ เขาจึงไม่คิดที่จะเจรจาใด ๆ อีก เขาจ้องมองและพุ่งเข้าไปหาชายคนที่เกือบทำให้ลู่เอินได้รับบาดเจ็บ และต่อยออกไปอย่างสุดแรงเกิด ทว่าพอหยางหลิวระเบิดอารมณ์ได้ไม่นานเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย และในตอนนี้เองสีหน้าของหยางหลิวจากที่กำลังตกตะลึง จึงค่อย ๆ กลับมาเป็นสุขุมมากขึ้นดังเดิม โชคดีที่ว่า พนักงานทั้งหมดไม่ได้มองมาทางหยางหลิวแล้ว จึงไม่มีใครรู้ว่าเรื่องที่หยางหลิวทำเมื่อกี้เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น
“ นั่น ! คนนั้น ! ” หนึ่งในสองคนที่รับสารภาพ พลันเห็นคนที่ว่าจ้างตนเองยืนมุงดูอยู่นอกร้าน เขาจึงชี้ไปที่ชายคนดังกล่าว ซึ่งในตอนนี้เองคนดังกล่าวก็เปลี่ยนจากใบหน้าบิดเบี้ยวซึ่งกำลังโกรธที่แผนการของเขาล้มเหลว กลายเป็นตื่นตระหนก
ชายผู้นี้ไม่คาดคิดเลยว่ากลุ่มคนที่เขาลงมือใช้เงินจ้างไปนับหมื่นหยวน จะกลายเป็นผู้ทรยศและบังเอิญเห็นเขาในขณะที่กำลังมุงดูอยู่เช่นนี้
ฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่ก็มองมาทางเขาด้วยความรู้สึกประหลาดใจ คนบางคนก็รู้จักคนผู้นี้ และจากนั้นก็มีเสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้นจากด้านในภัตตาคารโจวซือ
“ เป็นมัน ! นี่พวกมันจะไม่เลิกตอแยกับร้านเราจริง ๆ ใช่ไหม ” ชิงฉือพูดด้วยอารมณ์ทั้งโกรธทั้งเกลียด ชายคนที่ถูกชี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหนึ่งในพนักงานของภัตตาคารเซี่ยว ผู้จัดการหลิงเทียน !
“ ไอ้พวกภัตตาคารเซี่ยว พวกแกนี่มันเลวจริง ๆ ”
“ ไอ้สารเลว ! ”
“ ไอ้ชั่ว ! ”
พนักงานหลายคนเคยเจอประสบการณ์เลวร้ายจากพวกภัตตาคารเซี่ยว พวกเขาจึงควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ตะโกนด่าออกมาหลายคำ กลุ่มคนที่มุงอยู่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตอนแรกพากันกลัวหยางหลิวที่อารมณ์รุนแรงเกินไป ทว่าในตอนนี้พวกเขากลับรู้สึกยกย่องชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนหนุ่มวัยไม่ถึงยี่สิบปีคนหนึ่ง กลับมีความสามารถด้านการต่อสู้มากมายขนาดนี้ และยังมีหัวสมองอันเฉียบแหลม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์เลวร้ายนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง สุดท้ายก็ยังสามารถพลิกสถานการณ์จากเสียเปรียบเป็นได้เปรียบอีก เมื่อพวกเขาที่กำลังมุงดูจะไม่รู้สึกชื่นชมได้อย่างไรทว่าในที่แห่งนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าหยางหลิวไม่ได้ทำไปด้วยความสุขุมรอบคอบ แต่เป็นอารมณ์ล้วน ๆ ต่างหาก != = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ตอนที่ 54 ในที่สุดก็จะกลับมา
ลู่เอินเป็นหนึ่งในคนที่ประทับใจกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน ในตอนแรกเธอคิดที่จะพยายามตะโกนว่าหยางหลิวอยู่หลายครั้ง แต่พอเห็นท่าทางค่อนข้างชำนาญเวลาต่อสู้ของหยางหลิว เธอก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาแทน ลู่เอินได้แต่ยืนนิ่งมองดูเขา จนกระทั่งเหตุการณ์พลิกกลับตาลปัตร เธอรู้สึกราวกับว่าหยางหลิวคนนี้มีความลึกลับเป็นอย่างมาก ยิ่งรู้จักกันมากเท่าไหร่ ก็ค้นพบความน่าอัศจรรย์ใจมากเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ข้างนอกร้านก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เนื่องจากกลุ่มฝูงชนที่มามุงดู ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นลูกค้าประจำภัตตาคารโจวซือ ทำให้พอทราบว่าเหตุการณ์นี้เป็นแผนของภัตตาคารเซี่ยวบวกกับพวกเขาเห็นตำตาว่า สองคนที่สารภาพได้ชี้มาทางผู้จัดการหลิงเทียน นั่นยิ่งทำให้พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจ
และก็มีไข่จากทิศทางไหนก็ไม่ทราบถูกขว้างไปตกกลางหัวของผู้จัดการหลิงเทียน ไข่ดิบ ๆ ที่ยังไม่ผ่านการให้ความร้อน พอตกกระทบกับศีรษะที่ค่อนข้างแข็งบวกกับความเร็วจากการขว้างปา ทำให้เปลือกไข่ไม่สามารถต้านทานแรงจากภายนอก สุดท้ายไข่ก็พลันแตกกระจายออกมา พร้อมกับมีของเหลวเหนียวหนืด และกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยออกมาด้วย ที่แท้นี่ไม่ใช่ไข่ไก่ธรรมดา แต่เป็นไข่เน่า !
ผู้จัดการหลิงเทียนแทบคลั่ง เขาหันซ้าย แลขวา มองหาบุคคลที่ปาไข่เน่าใส่เขา แต่ยังไม่ทันได้พูดถามไถ่อะไร ทั้งส้ม ทั้งกล้วย สิ่งของสารพัดก็ถูกขว้างออกมาจากผู้คนโดยรอบ หลิงเทียนถูกรุมประชาทัณฑ์ เขาไม่สามารถทนยืนที่นี่ต่อไปได้อีก ในที่สุดเขาก็เริ่มวิ่งหนีออกไป แต่ระหว่างทางที่วิ่ง เขาก็ยังถูกสิ่งของขว้างปาไล่หลังมานับไม่ถ้วน กว่าจะวิ่งไปถึงภัตตาคารเซี่ยว เสื้อผ้าที่โดดเด่นดูมีสง่าราศี ก็แทบไม่เหลือชิ้นดีอีกแม้แต่น้อย
ลู่เอินกับหยางหลิวละสายตาออกจากผู้จัดการหลิงเทียน จากนั้นพวกเขาจึงหันมาจ้องหน้ากันแทน หยางหลิวยิ้มกว้างดูมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ในวันนี้แม้จะไม่ราบรื่น แต่ทว่าผลลัพธ์กลับใช้ได้ ลู่เอินเห็นรอยยิ้มตรงหน้า เธอรู้สึกรู้สึกขัดหูขัดตามาก โดยเฉพาะท่าทีที่เขาทำตัวเป็นลูกแมวน้อยต่อหน้าเธอ
“ นายยังมีเรื่องอะไรที่ยังเก็บซ่อนเอาไว้บ้างล่ะ ? ” ลู่เอินพูดกับหยางหลิวด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงใจ และเธอยังคงพูดต่อไปอีกว่า “ ฉันอยากจะรู้จักนายให้มากกว่านี้จริง ๆ ”
“ แล้วเธออยากรู้เรื่องอะไรจากผมล่ะ ? ” หยางหลิวถามลู่เอินกลับด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ พร้อมกับทำหน้าตาทะเล้นเล็กน้อย
“ หึ ! ” ลู่เอินไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่ส่งเสียงฮึดฮัดออกมาทางจมูก และไม่รู้ด้วยว่าเธอกำลังรู้สึกไม่พอใจเรื่องอะไรกันแน่
“ น้องหยางหลิว เมื่อกี้สุดยอดไปเลยนะ พี่คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าน้องหยางหลิวจะมีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ แถมยังความฉลาดที่มองแผนของพวกชั่วภัตตาคารเซี่ยวได้ออก ” ที่แท้ลู่เอินเห็นว่า ชิวหานและพวกเดินเข้ามาใกล้หยางหลิว และพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับหยางหลิว ลู่เอินจึงรู้สึกไม่พอใจ และทำทีเชิดหน้าไปทางอื่น
“ นั่นสิน้องหยางหลิว เมื่อกี้นี้ เท่ระเบิดเลย ” ฉิงเยว่พูดสมทบขึ้นมาพลางใช้ท่อนแขนควงแขนข้างขวาของหยางหลิว และใช้ใบหน้าแนบเข้ากับต้นแขนของหยางหลิวด้วยความเคยชิน
หยางหลิวค่อนข้างชินชากับการหยอกล้อของฉิงเยว่ เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่ยิ้มออกมาแก้เขินเท่านั้น แต่กลับเป็นลู่เอินที่ตัวแข็งทื่อ แม้ก่อนหน้านี้ลู่เอินกำลังทำทีเป็นไม่สนใจหยางหลิวอยู่ก็จริง ทว่าเธอก็กำลังลอบชำเลืองมองมาทางหยางหลิวอยู่เช่นกัน ด้วยความรู้ที่ยากจะคาดเดา
ทว่าในตอนนี้ สายตาของลู่เอินกลับเปลี่ยนเป็นจ้องมองหยางหลิวและฉิงเยว่ด้วยอารมณ์และสายตาที่หงุดหงิด ซึ่งแม้แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นภายในจิตใจเธอตอนนี้
ขณะเดียวกันชิงฉือเห็นท่าไม่ดี เขาจึงพยายามส่งสายตาไปยังฉิงเยว่ ให้เลิกทำแบบนั้นกับหยางหลิว ฉิงเยว่ตอนแรกนึกว่าชิงฉือกำลังหึงหวงตนเอง เธอก็ยิ่งได้ใจ ฉิงเยว่จึงพยายามกอดรัดให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ชิวหานก็เป็นอีกคนที่สังเกตเห็นเหตุการณ์อันซับซ้อนนี้ เขาจึงพยายามใช้นิ้วมือสะกิดฉิงเยว่ให้มองไปยังคนที่อยู่ตรงข้าม แม้ว่าในท้ายที่สุดเธอจะรู้สึกตัว แต่ทว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว
ฉิงเยว่ได้จ้องมองไปยังแววตาดวงนั้นของลู่เอิน แม้ลู่เอินจะไม่พูดอะไร แต่ฉิงเยว่กลับเข้าใจได้ เธอปล่อยมือที่เกาะอยู่กับหยางหลิวอย่างรวดเร็ว และกระเถิบตัวออกมาไปข้าง ๆ ชิงฉือ จนในที่สุดดวงตาคู่นั้นก็เลิกจับจ้องเธอไป
ทว่าสถานการณ์กลับกลายเป็นอึดอัดมากยิ่งขึ้น ต่างคนต่างเงียบไม่พูดอะไร มีก็แต่เพียงหยางหลิวเท่านั้นที่ไม่รู้ตัวว่าภูเขาที่เงียบสงบอยู่ตรงหน้าสามารถปะทุได้ทุกเมื่อ !
“ คุณหนู ! ” โชคดีที่มีเสียงเรียกดังขึ้นจากทางขวาของร้าน ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ลู่เอินหันไปมองก็พบว่าเป็นพ่อบ้านของเธอเอง และเขากำลังส่งเสียงเรียกลู่เอินอยู่
“ คุณหนูครับ ถึงเวลากลับแล้วครับ นอกจากนี้คุณท่านก็มาถึงที่บ้านแล้ว และกำลังรอคุณหนูไปพบอยู่ขอรับ ” พ่อบ้านคนนี้เห็นทีว่าเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน เขาวิ่งเข้ามาในร้านอย่างกระวนกระวายใจ
“ ทราบแล้วค่ะ ” ลู่เอินตอบรับ เธอเดินไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหันกลับมามองอีก
หยางหลิวเห็นว่าลู่เอินมีธุระด่วน เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักกับท่าทีของเธอ เขาทำเพียงแค่ตะโกนบอกลาลู่เอิน “ โชคดีนะ แล้วมาทานข้าวที่ร้านอีก ”
ลู่เอินชะงักฝีเท้าไว้ชั่วขณะ ผงกหัวขึ้นลง จากนั้นจึงเดินออกจากร้านไปในที่สุด
…
ในวันต่อมา เนื่องจากเพราะการรับสารภาพของคนที่มาป่วนร้านโจวซือ และท่าทีของผู้จัดการหลิงเทียน ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง สำหรับชื่อเสียงของภัตตาคารโจวซือที่ดีอยู่แล้ว กลับดียิ่งขึ้นไปอีก กลับกันในส่วนของภัตตาคารเซี่ยวกลับเป็นแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การมาของสามปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี ทำให้ลูกค้ามาอุดหนุนที่ภัตตาคารเซี่ยวอย่างไม่ขาดสายในปกติของทุกวัน และจำนวนลูกค้าของภัตตาคารเซี่ยวกับภัตตาคารโจวซือมักจะสูสีกัน อาจจะมีบ้างที่ภัตตาคารโจวซือมีลูกค้าเยอะกว่า ทว่าวันนี้ลูกค้าของภัตตาคารเซี่ยวกลับน้อยลงจนน่าเกลียด ตั้งแต่เช้าถึงเย็น จำนวนลูกค้าที่เข้ามาภัตตาคารเซี่ยวมีเพียงหนึ่งในสิบของที่เคย กลับเป็นภัตตาคารโจวซือมีลูกค้าเข้ามามากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าใดนัก เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบที่จะเห็นคนถูกรังแก ยิ่งภัตตาคารเซี่ยวขึ้นชื่อว่าเป็นภัตตาคารใหญ่ และมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในย่านการค้าชิงหลัวแห่งนี้ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่รับรู้เรื่องราวเหล่านี้เกิดความไม่พอใจ จนเกิดการประท้วงแบบเงียบ ๆ โดยพยายามไม่ไปซื้อของ หรือแม้แต่กระทั่งไม่ใช้บริการของทางภัตตาคารเซี่ยว
เซี่ยวเฟิง หรือก็คือเถ้าแก่เซี่ยว เขาโกรธเป็นอย่างหนัก แผนการในครั้งนี้เขาคิดไม่ถึงว่ามันจะย้อนศรวกกลับมาทิ่มแทงตัวพวกเขาเอง ในตอนแรกคิดว่าแผนการมันสมบูรณ์ไร้ช่องโหว่ใด ๆ โดยเขาสั่งให้หลิงเทียนกำชับพวกอันธพาลที่เขาจ้างไว้ให้ดี ไม่ว่าฝั่งภัตตาคารโจวซือจะเค้นพวกเขาหนักอย่างไร หรือต่อให้พวกเขามีพิรุธมากขนาดไหน ก็ห้ามยอมรับเด็ดขาดว่ารับเงินมาทำลายชื่อเสียงภัตตาคารโจวซือ ขอเพียงแค่พวกเขาไม่ยอมรับ และไม่พูดออกมา พวกเขาก็จะได้เงินเพิ่มอีกหมื่นหยวน ทว่าใครจะไปคาดคิดกัน หยางหลิว เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เลือดร้อนขึ้นมาเสียเฉย ๆ ต่อยตีพวกอันธพาลที่เขาจ้างมาด้วยท่าทีไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย จนทำให้พวกอันธพาลอีกสองคนที่เหลือเกิดความรู้สึกกลัวและยอมรับสารภาพในที่สุด
ไม่มีแผนการใดที่เขาทำพลาดมาก่อน แต่ตั้งแต่ที่หยางหลิวเข้ามาทำงานเป็นเชฟที่ภัตตาคารโจวซือ ไม่ว่าแผนการของเขาจะดีเลิศเลอขนาดไหน ไม่ว่าแผนการจะรอบคอบเพียงใด มันกลับถูกทำลายด้วยหยางหลิวเพียงคนเดียว
ตอนนี้เถ้าแก่เซี่ยวรู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด หมากที่เขาวางไว้ ถูกทำลายด้วยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หัวสมองเขาแทบระเบิด เขาพยายามคิดหาทางออกสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น “ หรือว่าเขาควรจะหาทางกำจัดเด็กหนุ่มคนนี้…? ” เถ้าแก่เซี่ยวขบคิดในใจ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา
…
ผ่านไปหลายวันภัตตาคารโจวซือก็ยังคงมีลูกค้ามาเข้าใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนลูกค้าเข้ามามากมายมหาศาลดังเดิมหรือแม้กระทั่งเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยด้วยซ้ำ นอกจากนี้หยางหลิวยังได้รับข่าวดีอีกด้วย ลุงโจวซือ หรือก็คือเถ้าแก่โจวได้รับการติดต่อจากเชฟหลักคนก่อนหน้านี้แล้ว ลุงโจวได้พูดให้หยางหลิวฟังด้วยความตื่นเต้นว่า ที่แท้เชฟหลักไม่ได้อยากลาออก แต่เขาต้องการที่จะหาสูตรทำอาหารที่ดีกว่าเดิม และนำมาใช้ในภัตตาคารโจวซือ ซึ่งในตอนนี้เขาก็ค้นพบแล้ว อีกทั้งเขายังรู้อีกว่าตอนนี้มีเชฟหลักคนใหม่ที่ร้านโจวซืออีกด้วย ดังนั้นเขาจึงเป็นกังวลว่าเถ้าแก่โจวจะไม่รับเขากลับไปทำงาน
พอได้ฟังดังนั้น เถ้าแก่โจวก็ตบโต๊ะดัง “ เปรี้ยง ! ” ดังจนอีกฝ่ายที่โทรศัพท์มาได้ยิน ทำเอาเชฟหลักชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเถ้าแก่โจวก็ตอบกลับเขาไปด้วยเสียงที่มีความหนักแน่นว่า “ แน่นอนว่าต้องรับ ให้รีบกลับมาโดยด่วนที่สุด ! ” เมื่อความเห็นของทั้งคู่ตรงกัน สุดท้ายอดีตเจ้านายและลูกน้องเก่าก็จะได้กลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง
ลุงโจวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หยางหลิวฟัง และในขณะเดียวกันกับที่เขากำลังพูด เขาก็ค่อย ๆ สังเกตสีหน้าของหยางหลิวว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่เขาก็พบว่า หยางหลิวไม่ได้มีสีหน้าคับข้องใจ หรือมีท่าทีไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย แต่หยางหลิวกลับมีสีหน้าท่าทางที่ค่อนข้างสบายใจ หรือเบาใจมากขึ้นเสียอีก ลุงโจวซือคงคิดว่าถ้าเชฟหลักกลับมาจริง ๆ อาจจะมีปัญหาระหว่างหยางหลิวกับเชฟหลักก็เป็นได้ ทว่าหยางหลิวกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น หยางหลิวรู้สึกดีอย่างแท้จริง เหมือนกับมีใครมาปลดเปลื้องความกดดันออกไปจากตัวของเขา การได้เชฟหลักกลับมา เขาก็จะได้มอบหน้าที่ที่เขากำลังแบกรับเอาไว้อยู่คืนให้กับเชฟหลัก และไม่จำเป็นต้องเป็นแกนหลักของภัตตาคารโจวซืออีกต่อไป
สุดท้ายหยางหลิวได้ถ่ายทอดความคิดของเขาออกไปให้กับลุงโจว หยางหลิวต้องการที่จะถ่ายทอดสูตรอาหารที่เขามีให้กับเชฟหลัก และนอกจากนี้เขายังต้องการที่จะลาออกตามเดิม รวมถึงอาจจะไม่มารับหน้าที่เป็นเชฟพิเศษที่คอยมาทำงานในทุกวันหยุดด้วย แม้ว่าการมาทำงานที่ภัตตาคารโจวซือจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการสั่งสมเงินทอง ทว่าหยางหลิวกลับไม่คิดที่จะเป็นเชฟตลอดชีวิต นอกจากนี้เหตุผลหลักที่เขามาทำงานก็เพื่อส่งเสียตัวเอง ให้สามารถเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และได้มีความสุขที่ได้อยู่กับลู่เอิน ซึ่งในตอนนี้เขาก็มีเงินมากเกินพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนแล้ว ดังนั้นเขาจึงเสนอความคิดนี้ออกมา ลุงโจวซือแรก ๆ ก็ลอบตื่นตระหนกในใจ แต่ว่าเมื่อเขาคิดดูให้ดี หยางหลิวก็จะไม่หอยู่ที่นี่ตลอดไป อีกทั้งถ้าหยางหลิวถ่ายทอดสูตรอาหารและเทคนิคการทำให้กับเชฟหลักจริง ภัตตาคารโจวซือก็คงสามารถมีกำไรและมีชื่อเสียงไม่ต่างจากเดิมมากนัก ดังนั้นลุงโจวซือจึงยอมรับความคิดของหยางหลิว= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ตอนที่ 55 สอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ณ วันที่ 8 มิถุนายน ในวันนี้หยางหลิวต้องเข้าไปสอบที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งในเวลาเก้าโมงเช้า เขาจึงตื่นขึ้นมาเช้ากว่าทุกวัน และออกเดินทางตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ในส่วนของเรื่องการจัดการในวันนี้ของภัตตาคารโจวซือ เขาได้จัดเตรียมความพร้อมให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ดังนั้นหยางหลิวจึงสามารถไปสอบได้อย่างสบายใจไม่ต้องคอยกังวลกับเรื่องราวในร้านอีก
หลังจากที่หยางหลิวเดินออกมาได้ไม่ไกลจากภัตตาคารโจวซือนัก เขาก็ได้เจอรถแท็กซี่ที่ขับผ่านมาทางเขาโดยบังเอิญ หยางหลิวเห็นว่ารถแท็กซี่คันนี้ว่างอยู่ เขาจึงเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งเขาที่ ม.ปักกิ่ง
ในความคิดของหยางหลิว เขาออกจากร้านมาตั้งแต่เกือบหกโมงเช้า คงจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการสัญจรไปมาจากร้านโจวซือไปยังจุดหมายที่เขาต้องการจะไป แต่ทว่าเขากลับคิดผิดถนัด หลังจากเดินไปจนเกือบถึง ม.ปักกิ่ง ก็พบรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์จำนวนนับไม่ถ้วน เบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น ซึ่งสามารถคาดเดาได้ว่าเป็นรถของผู้ปกครองของนักเรียนได้อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อหยางหลิวใช้ตาเพ่งมองดูดี ๆ จึงพบว่าประตูทางเข้าของ ม.ปักกิ่ง อยู่ไกลมากเกือบสองกิโลเมตร แต่ในตอนนี้เขากลับติดอยู่ที่เดิมไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนมาเกือบยี่สิบนาที และในตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบเจ็ดโมงครึ่งแล้ว ดังนั้นเขาจึงขอแท็กซี่ลงตรงนี้ และวิ่งไปเองดีกว่าที่จะให้รถแท็กซี่เข้าไปส่งข้างใน
หยางหลิวใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ในการวิ่งไปถึงประตูทางเข้าของ ม.ปักกิ่ง พอหยางหลิวก้าวเข้าไปถึง ม.ปักกิ่ง เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น ม.ปักกิ่งด้วยสายตาตนเอง พื้นที่ของ ม.ปักกิ่ง นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมากกว่าที่เขาคิดไว้เยอะมาก ทำเอาหยางหลิวอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจพื้นที่รอบ ๆ อย่างสนอกสนใจ
เพราะตั้งแต่ในช่วงอดีตที่ผ่านมารวมถึงก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมา เขาไม่ค่อยได้สนใจวงการด้านการศึกษาสักเท่าไหร่ เขาเพียงทราบอย่างคร่าว ๆ ว่า ม.ปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ รวมถึงเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นที่ที่ลู่เอินได้ย้ายมาเรียนเท่านั้น
ในครั้งนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใบเล็กของเขาให้กว้างมากขึ้น ชีวิตก่อนหน้านี้ในความคิดของหยางหลิว เขามีเพียงสิ่งเดียวที่สนใจ ซึ่งก็คือลู่เอินเท่านั้น ถึงแม้ว่าสุดท้ายเขาจะตัดใจจากลู่เอินได้บ้างเล็กน้อย รวมถึงไม่ได้สนใจเรื่องราวอื่น ๆ มากนัก และยังคงทำงานด้านอาหารต่อไป โดยได้แต่มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะได้คู่กับลู่เอิน จนกระทั่งเขาได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขเส้นทางชีวิตของเขาอีกครั้ง และในครั้งนี้หยางหลิวตัดสินใจว่าจะทำให้ฝันของเขาเป็นจริงให้ได้
หยางหลิวเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่นักเรียนคนอื่นบอกอยู่เป็นเวลานาน ทว่าเขากลับไม่สามารถหาห้องสอบที่เขาต้องไปสอบได้เลย และตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบแปดโมงครึ่งแล้ว เขาเริ่มรู้สึกลนลานมากยิ่งขึ้น ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว หยางหลิววิ่งถามทางไปทั่ว นักเรียนที่เขาต่างถามทางก็ชี้กันไปคนละทิศคนละทาง ทำเอาหยางหลิวหัวหมุนจนมึนงง ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเชื่อใครดี
“ ตื๊ด…ตื๊ดดด… ” เสียงโทรศัพท์ของหยางหลิวที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นมา หยางหลิวจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาจึงพบว่าเป็นลู่เอินที่โทรมาหาเขา
“ ตอนนี้นายอยู่ไหน !? นี่มันแปดโมงครึ่งแล้วนะ ! ” ในทันทีที่หยางหลิวกดรับโทรศัพท์ เสียงของลู่เอินก็ดังขึ้นมา ซึ่งเสียงของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ ที่หยางหลิวมาช้า
หยางหลิวยังไม่ทันตอบลู่เอิน เขาก็ถูกลู่เอินว่าอีกครั้ง หลังจากฟังลู่เอินบ่นไปเกือบนาที ในที่สุดลู่เอินก็บอกให้หยางหลิวรีบมาให้เร็วที่สุด เขาและเธอได้สอบห้องเดียวกัน ดังนั้นลู่เอินที่มาถึงก่อนจึงรู้ได้ว่าหยางหลิวยังมาไม่ถึงห้องสอบ และในขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่มาก เธอจึงได้รีบโทรมาตามเขา ด้วยความเป็นห่วงและกลัวว่าหยางหลิวจะหลงทาง ซึ่งก็เป็นอย่างที่ลู่เอินคิดไว้
หยางหลิวพอได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เขาคุยกับลู่เอินอยู่ราวห้านาที พร้อมกับเดินไปมา พอได้คุยกับลู่เอิน หยางหลิวจึงรู้ว่าเขานั้นมาผิดเส้นทาง ซึ่งที่จริงแล้วต้องไปที่คณะวิทยาศาสตร์ แต่ทว่าเขากลับเดินไปทางคณะเศรษฐศาสตร์แทน ด้วยความไม่รู้จักระบบการสอบเข้าของที่นี่ และด้วยนึกว่าเขาต้องการจะเข้าไปเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ ด้านการบัญชีเหมือนลู่เอิน จึงต้องมาทำข้อสอบที่คณะเศรษฐศาสตร์
“ ถึงว่า ! พอถามคนนั้นว่าไปคณะเศรษฐศาสตร์ให้ไปทางไหน คนนั้นกลับบอกว่าให้มาทางนี้ ส่วนตอนที่เราถามอีกคนว่าไปสอบที่ไหน เขาก็ตอบเราว่าให้ไปทางนั้น ” หลังจากได้ขบคิดไปพลางขณะฟังลู่เอิน เขาก็ถึงบางอ้อ
ถึงว่าเขาเดินเข้าไปหารายชื่อตั้งตึก กลับไม่พบเจอทั้งชื่อเขา หรือแม้แต่ชื่อของใครสักคนเลย โชคดีว่าครั้งนี้ลู่เอินช่วยเขาได้ทันเวลา เธอโทรมาบอกเขาก่อนที่จะเข้าไปสอบสายจนโดนปรับให้ตกโดยที่ไม่มีโอกาสให้แสดงความสามารถออกมา
หยางหลิววิ่งจากคณะเศรษฐศาสตร์จนมาถึงคณะวิทยาศาสตร์ เขาก็พบว่าในตอนที่เขามาถึง นักเรียนทุกคนได้เข้าห้องสอบนานแล้ว เขารีบวิ่งไปที่ตึก 5 ทันทีด้วยความเร็วสูงสุด และตามหาห้องสอบจนพบ
ขณะที่หยางหลิวไปถึง อาจารย์ผู้คุมสอบก็กำลังจะปิดประตูห้องสอบพอดิบพอดี พอหยางหลิวไปถึงเขาก็พบว่า ถ้าเขาสายกว่านี้อีก 5นาที หยางหลิวก็จะโดนตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบ และไม่มีโอกาสที่จะได้เข้ามาเรียนที่แห่งนี้อีก จนกระทั่งมีการเปิดสอบใหม่ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นการเสียเวลาเปล่าเป็นปี ๆ เลยทีเดียว
หยางหลิวใจหายวาบ ถ้าลู่เอินไม่โทรมาเตือนเขา ป่านนี้เขาคงไม่ได้สอบแล้วเป็นแน่
พอหยางหลิวเข้าไปในห้องสอบ นักเรียนที่กำลังสอบหลายคนต่างจ้องมองมาที่เขา บางคนก็เห็นใจที่หยางหลิวมาสอบสาย บางคนถึงกับแสยะยิ้มซึ่งดูชั่วร้ายเล็กน้อยออกมาประหนึ่งว่าได้ตัดคู่แข่งออกไปเพิ่มอีกคน และมีอีกหนึ่งคนที่พอเห็นหยางหลิวเข้ามาก็ลอบดีใจเล็กน้อย จากนั้นลู่เอิน เธอก็สบตาเข้ากับหยางหลิว และส่งข้อความบางอย่างผ่านสายตาให้กับเขา
หยางหลิวเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจ ความคิดแรกของเขาคือ เดินเข้าไปหาเธอตรง ๆ และเริ่มพูดคุยกันเหมือนที่เคยเป็นมาในช่วงนี้ ทว่าขณะที่เขากำลังจะเปิดปากพูด อาจารย์ผู้คุมสอบก็สะกิดให้หยางหลิวจากด้านหลังให้เดินต่อไป
ในตอนนั้นเอง หยางหลิวจึงรู้สึกตัวว่าที่นี่คือสถานที่สอบสำหรับเข้า ม.ปักกิ่ง ไม่ใช่สถานที่ของการพูดคุยพบปะกัน ดังนั้นหยางหลิวก็เดินไปยังที่นั่งของตัวเอง พร้อมกับหัวเราะเยาะตัวเองในใจ
หยางหลิวไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการสอบในครั้งนี้ ยังดีที่ว่าเขายังเตรียมบัตรประชาชน และปากกาดินสอเข้ามาด้วยตามคำแนะนำของลู่เอิน ไม่เช่นนั้นครั้งนี้ ถึงเขาจะไม่โดนตัดสิทธิ์เพราะมาสายแล้วก็ตาม แต่ทว่าเขาจะโดนตัดสิทธิ์เพราะไม่สามารถเข้าห้องสอบได้ทันตามเวลาที่กำหนด หรือแม้กระทั่งได้ศูนย์คะแนนเพราะไม่มีอุปกรณ์ในการทำข้อสอบ
ขณะที่หยางหลิวพลิกกระดาษคำถามขึ้นมา เขาจึงพบว่าวิชานี้คือวิชาคณิตศาสตร์ หยางหลิวไม่ได้คิดอะไรมาก เขาก็ลงมือเขียนเหมือนครั้งที่ลู่เอินเตรียมแนวข้อสอบมาให้ ซึ่งลักษณะการทำข้อสอบคล้ายคลึงกันอย่างมาก ดังนั้นหยางหลิวจึงแทบจะไม่มีปัญหาใด ๆ
จนกระทั่งผ่านไปราวสิบห้านาที คนรอบ ๆ ข้างหยางหลิว สังเกตเห็นว่าหยางหลิวไม่ได้ทำข้อสอบต่อแล้ว แต่เขากำลังนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ บางคนถึงกับแอบดูถูกหยางหลิวอยู่ในใจ
“ อะไรกัน !? แค่สิบห้านาทีก็ถอดใจแล้ว เหอะ ๆ ”
“ เด็กบ้านนอกจริง ๆ มาสอบก็สาย ข้อสอบก็คงทำไม่ได้ สุดท้ายก็ถอดใจ ไม่รู้จะดั้นด้นเสียเวลามาที่นี่ทำไม ? หรือว่าความจริงเขาไม่ได้ต้องการมาสอบ ? แค่อยากเข้ากรุงมาเที่ยวปักกิ่งล่ะมั้ง ฮ่า ๆ ”
“ เฮ้อ ! เด็กสมัยนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ”
แม้กระทั่งอาจารย์ที่คุมสอบยังแอบดูถูกหยางหลิวอยู่ในใจ เป็นเพราะว่าหยางหลิวเข้าห้องสอบตอนเวลา 9.25น. ซึ่งนับว่าเป็นการเข้าสอบที่ช้ามากที่สุดตั้งแต่อาจารย์คนนี้เคยพบเคยเจอ ทว่าตอนนั้นเขาเห็นสีหน้าและท่าทางของหยางหลิวที่รีบร้อนวิ่งมาตั้งแต่ไกล เขาจึงค่อนข้างเห็นใจในความพยายามของหยางหลิว แต่ตอนนี้เป็นเวลา 9.40น. หยางหลิวก็นอนฟุบลงไปกับโต๊ะ ทำเอาเขารู้สึกแย่เป็นอย่างยิ่งกับอนาคตของชาติคนนี้
มีก็แค่เพียงลู่เอินเท่านั้นที่รู้ดีว่าหยางหลิวไม่ได้ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเขาทำเสร็จหมดแล้วทุกข้อต่างหาก และเธอคาดว่าหยางหลิวคงทำเสร็จก่อนสิบห้านาทีด้วยซ้ำ รวมถึงคะแนนที่หยางหลิวทำได้คงได้ราว ๆ แปดสิบเป็นอย่างน้อย เธอจึงไม่ได้กังวลกับหยางหลิว ทว่าเธอกำลังกังวลเรื่องของตัวเองมากกว่า
...
ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า หยางหลิวหลับไม่ลุกขึ้นมาทำข้อสอบอีก จนกระทั่งอาจารย์คุมสอบมาเก็บกระดาษคำถามและคำตอบจากเขา หยางหลิวจึงเพิ่งรู้สึกตัวจนตื่นขึ้นมา
ใบหน้าของหยางหลิวเกิดรอยแดงบริเวณกลางหน้าผาก ทำให้ตอนที่หยางหลิวมองไปทางลู่เอิน ลู่เอินก็พลันกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ปล่อยเสียงหัวเราะน่ารัก ๆ ออกมา จนทำให้ผู้ชายในห้องเกิดอาการหัวใจถูกสั่นคลอนเพราะความน่ารักของลู่เอิน แต่ในขณะเดียวกันใครหลายคนก็สังเกตได้ว่าลู่เอินกำลังหัวเราะหยางหลิวอยู่ ทำเอาคนเหล่านั้นพลอยรู้สึกอิจฉาหยางหลิวเป็นอย่างยิ่ง และพวกเขาก็ใช้สายตามองหยางหลิวด้วยความเป็นศัตรูคู่อาฆาต
โชคดีที่ว่าหยางหลิวไม่ได้ทำตัวน่าเกลียด เช่นนอนจนน้ำลายหกลงบนกระดาษคำตอบ แม้ว่าหยางหลิวจะนอนมาค่อนข้างนานก็ตามแต่ ซึ่งเป็นเขานอนแบบกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่ใช่นอนหลับลึก สาเหตุก็เป็นเพราะโต๊ะในห้องสอบไม่ค่อยสะดวกแก่การนอนมากนัก ทำให้หลับลึกยาก
จนกระทั่งลู่เอินหยุดหัวเราะ คนทั้งสองจึงเดินออกจากห้องสอบไปในเวลาไล่เลี่ยกัน พร้อมกับสายตาดุร้ายที่ไล่หลังหยางหลิวไปด้วย
“ นี่ ! หยางหลิว นายได้เตรียมข้าวกล่องมาหรือเปล่า ? ฉันไม่เห็นนายถืออะไรติดตัวมาเลย ” ลู่เอินพูดกับหยางหลิวด้วยน้ำเสียงสงสัยปนเศร้า เธอคิดว่าวันนี้หยางหลิวจะทำข้าวกล่องมากินระหว่างพักเที่ยงเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าหยางหลิวจะไม่ได้เตรียมมา
“ ก็ไม่น่ะสิ ” หยางหลิวตอบโดยไม่ได้คำนึงถึงจุดประสงค์ที่ลู่เอินถาม
“ เฮ้อ ! ” ลู่เอินถอนหายใจด้วยความเสียดาย และแสดงอาการเศร้าออกมาเล็กน้อย
“ เธอเป็นอะไรไปลู่เอิน ? ” หยางหลิวเห็นลู่เอินเป็นแบบนั้น เขาจึงอดเป็นห่วงไม่ได้จึงถามออกไป
“ หึ ! ก็นายนั่นแหละ ฉันก็นึกว่านายจะเตรียมข้าวกล่องมา ฉันเลยกะว่าจะมากินกับนายเลยไม่ได้เตรียมมานี่ไง ” ลู่เอินส่งเสียงฮึดฮัดออกมาทีหนึ่ง พร้อมโยนความผิดไปให้หยางหลิวที่ทำให้เธอไม่ได้เตรียมข้าวกล่องสำหรับตอนเที่ยงมานั่นเอง = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =