เรย์เดินแบกข้าวของมาถึงบริเวณศูนย์อพยพมีที่พักชั่วคราวแบบประกอบสำเร็จรูปตั้งเรียงรายรอบนอกตรงกลางลานจอดรถของโรงพยาบาลได้มีการตั้งเวทีเอาไว้ รอบนอกมีกลุ่มคนสวมเครื่องแบบสีขาวเหมือนกับนักบวชกำลังดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย
บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอ่อนแรงและเหนื่อยล้าของเหล่าผู้อพยพที่มาจากหลายแห่งบางคนสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ขณะที่บางคนมีบาดแผลที่ได้รับการปฐมพยาบาลเพียงเบื้องต้นสภาพแวดล้อมนั้นเหมือนเป็นการรวมตัวกันของผู้คนที่ถูกชะตากรรมบีบคั้นให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดสีหน้าและแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังที่จะหาแหล่งพักพิงอันปลอดภัยและที่นี่คือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานี้
เขามองดูกลุ่มผู้ลี้ภัยหน้าใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึงขณะกำลังเดินแจกจ่ายน้ำและอาหารต้อนรับผู้ซึ่งเข้ามาใหม่พร้อมกับรุ่นพี่โยซึรุ
ขณะนั้นเองมีชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเวทีเพียงแค่ชายคนดังกล่าวปรากฏตัวเรย์ได้ยินเสียงปลาบปลื้มชื่นชมพร้อมเสียงตบมือด้วยความปีติดังขึ้น
ชายคนดังกล่าวโบกมือให้กับทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง
“เรายินดีต้อนรับพวกเจ้าด้วยความเมตตาและเห็นอกเห็นใจยิ่ง เราไม่คาดหวังการตอบแทนใด ๆ ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพเป็นสถานที่ที่ปีศาจไม่กล้ากล้ำกรายการที่ทุกคนเดินทางมาถึงที่นี่ได้นั้นถือว่าเป็นความประสงค์ของพระองค์
เหล่าผู้รอดชีวิตทั้งหลายเอ๋ยไม่ว่าพวกเจ้าจะมาจากที่ไหน ตะวันตกก็ดี ทางเหนือก็ดีหรือว่าจะเป็นตะวันออกกับทางใต้สุด ที่แห่งนี้ยินดีต้อนรับขอแค่พวกเจ้าทำประโยชน์เพื่อที่แห่งนี้ เกียรติยศก็จะเป็นของพวกเจ้ามันเป็นของทุกคนที่เสียสละเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อเพื่อปกป้องเขตแดนของพระองค์”
น้ำเสียงทุ้มลึกและแฝงด้วยอารมณ์ราวกับมีบางอย่างดึงดูดให้ต้องหยุดฟัง
“ช้าเร็วพวกมันจะบุกกลับเข้ามาใหม่แต่ไม่ว่าพวกมันจะบุกมาสักกี่ครั้ง ขอแค่พวกเราสมัครสมานสามัคคีกันร่วมแรงร่วมใจกัน สุดท้ายชัยชนะก็จะเป็นของพวกเรา— ข้าขอสาบานต่อหน้าพวกเจ้าเลยว่าตราบใดที่องค์ศาสดายังพำนักอยู่ จักไม่มีสิ่งชั่วร้ายใดกล้าย่างกรายเข้ามายังพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอันขาด”
เสียงตอนรับคอยปลอบประโลมเหล่าผู้ลี้ภัยที่ทยอยเดินทางมาถึงที่นี่ยังคงดังอยู่ติดต่อกันเฉกเช่นทุกวันนี่ก็นับเป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่พวกของเรย์ได้เข้ามาพักพิงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ซึ่งเขากับโยซึรุได้รับมอบหมายหน้าที่มาประจำอยู่หน่วยจำหน่ายเสบียง
"หลังจากการต่อสู้และการเดินทางอันยาวนาน องค์ศาสดาก็ได้กล่าวต่อเทพเจ้าเบื้องบนได้โปรดประทานผืนดินอันสมบูรณ์แก่ข้า ได้โปรดมอบความสุขราวสรวงสวรรค์แก่ข้าปลดปล่อยข้าจากกายหยาบที่ผูกมัดข้าไว้แล้ววิญญาณของพวกข้าจะได้รับการคุ้มครองตลอดกาล และตลอดไป"
ถ้อยคำเหล่านั้นมีพลังโน้มน้าวอย่างน่าประหลาด
"เมื่อผมตอบรับพระผู้เป็นเจ้าเข้ามาในใจผมก็ได้พบกับความสงบที่แท้จริงครับ"
หนึ่งในกลุ่มคนชุดขาวรอบ ๆเริ่มกล่าวขึ้น หลังเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าสาวกเงียบลง
"ทุกครั้งที่ผมมีปัญหาก็จะได้พระคุณเจ้าช่วยชี้นำหนทางให้ตลอด"
“ท่านเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ผู้คอยช่วยเหลือเหล่าลูกแกะให้พ้นทุกข์”
"ขอให้ความทุกข์ยากและความขัดแย้งทั้งปวงสูญสิ้นไปจากโลกนี้ด้วยเทอญ"
ชายในชุดนักบวชเอ่ยราวต้องการกล่อมผู้มาเยือนให้ร่วมเข้ารีตเบื้องหลังประตูใหญ่ปรากฏภาพของชายหญิงยืนเรียงรายเคียงข้างสิ่งที่สร้างขึ้นมาคล้ายบัลลังก์ซึ่งมีชายคนหนึ่งในชุดรุ่มร่ามนั่งอยู่ นั่นก็คือฟุรุคาว่าที่เถลิงตนเป็นองค์ศาสดา
‘ฉันลองถามเรื่องของที่นี่มาบ้างแล้ว สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่เรื่องมันก็ง่าย ๆ ห้ามสงสัยหรือตั้งคำถามกับความเชื่อ ไม่งั้นพวกนายจะกลายเป็นตัวประหลาดทันที’
นั่นคือคำพูดวันแรกที่ทาดาชิกล่าวกับพวกเขาเบาๆ หลังมาถึงได้ไม่นาน และเขายังเล่าให้ฟังเพิ่มเติมอีกว่าที่นี่ไม่ต้องมีแนวป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตั้งแต่ฟุรุคาว่าได้เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ก็ไม่เคยถูกพวกผีดิบหรือปีศาจใดบุกโจมตีอีกเลยผู้คนจึงเริ่มศรัทธาในตัวเขามากนับแต่นั้น
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดี ๆเกิดขึ้นเท่านั้นเพราะผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้เข้าเป็นสาวกมักไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนักทั้งในส่วนที่พักหรืออาหารการกิน
ด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดอันเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มสาวกของฟุรุคาว่าซึ่งต้องการรวบอำนาจปกครองแบบเบ็ดเสร็จและกลุ่มรุ่นก่อตั้งของค่ายแห่งนี้ที่เริ่มไม่พอใจกับการวางอำนาจไปทั่วของเหล่าสาวก
“เราได้แผนผังที่อยู่ห้องเก็บอาวุธมาแล้วเรียบร้อยฉันกับมัตสึบาระจะเริ่มลงมือในอีกสองวันให้หลังตามแผนพวกเธอเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จุดนัดพบ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะติดต่อมาอีกที”
ทาดาชิกระซิบเบา ๆ ขณะเดินสวนกับเรย์พร้อมสอดสายตามองไปรอบกายอย่างระแวดระวัง ได้เห็นผู้คนที่เคยคุ้นหน้าค้นตาต่างเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิด้วยความศรัทธา ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเพื่อน ๆตนที่เสียสละไปมากมายช่างสูญเปล่า
ตอนนี้กลุ่มของเขาและมัตสึบาระที่เหลือกันอยู่ไม่ถึงสิบคนได้พูดคุยตกลงกันว่าจะหนีไปยังค่ายอพยพที่อิเกบูกูโระ ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องมีอาวุธเนื่องจากสัมภาระเกือบทั้งหมดถูกยึดไปตั้งแต่ด่านคัดกรองผู้อพยพ
พวกเขาคิดว่ามันต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่างที่ค่ายแห่งนี้ไม่ถูกโจมตีจากอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะแค่ข้ออ้างว่าเป็นเขตแดนของพระเจ้า
ซึ่งเขาคิดว่ามัตสึบาระตัดสินใจได้ถูกต้องเธอนำกุญแจไปซ่อนไว้ก่อนเข้ามาที่นี่
เพียงพริบตาช่วงเวลากลางวันก็ได้ผ่านพ้นไปพระอาทิตย์คล้อยต่ำใกล้ลับขอบฟ้า ผู้คนในค่ายเริ่มบางตาต่างทยอยกลับเข้าที่พักหลังสะสางงานประจำวันที่ได้รับมอบหมาย
เรย์ก้าวเท้าบนถนนเส้นเล็กมุ่งหน้าสู่เขตที่พักระหว่างทางเขาและโยซึรุต่างไม่ได้เอ่ยปากสนทนาใด ๆ นับตั้งแต่วันที่เคนจิจากไปมีโอกาสตั้งมากมายให้พูดคุยกันตามลำพัง ไม่ถึงขนาดหลบหน้าทั้งคู่ยังพูดคุยกันเรื่องงานเท่าที่จำเป็นเพียงแต่ไม่สามารถคุยกันในหัวข้อนอกเหนือจากนั้นได้
เขาคงพูดบางอย่างกับเธอในไม่ช้า...โยซึรุเคยคิดแบบนั้น
ทว่าเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเขาไม่เคยพูดอะไรกับเธอเลย
ขณะโยซึรุกำลังเดินเหม่อลอยตามหลังเรย์อยู่นั้นท่ามกลางบรรยากาศเฉยชาล่องลอยอันแสนอึดอัดเธอได้เดินชนเข้ากับใครบางคนซึ่งอังเอิญเดินสวนโผล่ออกจากหัวมุมทางแยก
“โอ๊ะ—”
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น
โยซึรุที่ตัวเซเกือบหงายหลังล้มลงได้คู่กรณีฉุดแขนดึงเธอเข้ามาประคองไว้อย่างทันท่วงที
ชายคนดังกล่าวเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพเขาสวมแว่นสายตากรอบหนาทรงสี่เหลี่ยม ผมสั้นสีน้ำตาล สวมสเวตเตอร์สีดำคลุมทับด้วยเสื้อกาวน์ที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลรูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายซาโต้ทาเครุที่แสดงนำในซีรี่ย์หมอเรื่องหนึ่งก็มิปาน

เรย์เห็นรุ่นพี่สาวที่ตกอยู่ในวงแขนของอีกฝ่ายอยู่ในสภาวะชะงักงันไปสายตาของเธอจ้องมองอย่างอึ้ง ๆ ก่อนชายคนดังกล่าวจะคลายวงแขนปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
“เธอไม่เป็นอะไรนะ”
โยซึรุยังคงจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่วางตาราวกับตกอยู่ในภวังค์
“เอ่อ... ค่ะฉันไม่เป็นอะไร ขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่หรอกทางฉันต่างหากที่ต้องขอโทษน่ะ”
ชายตรงหน้ามีท่าทีโล่งอกพร้อมกล่าวกับเธออย่างสุภาพ
“กำลังกลับที่พักกันงั้นหรือ...พวกเธอคงเป็นผู้ลี้ภัยที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานสินะ”
“ครับพวกเราเพิ่งมาถึงเมื่อสามวันที่แล้ว”
อีกฝ่ายคงคาดเดาจากเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งกลับที่พักเนื่องจากผู้อพยพที่เข้ามาใหม่จะต้องพักอยู่ในเขตอาคารรอบนอกยกเว้นผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมลัทธิจะได้พักในเขตป้องกันชั้นใน
“อ๊ะ...เสียมารยาทไปหน่อย ขอโทษที... ฉัน ‘โมนิมูระ ฮิราตะ’ ยินดีที่ได้รู้จัก เจ็บป่วยเมื่อไหร่มาหาฉันได้ตรงศูนย์พยาบาลทุกเมื่อ...แต่ทางที่ดี อย่าเจ็บป่วยมาจะดีกว่า”
เขาเกาศีรษะแล้วผุดยิ้มดวงตาหลังกรอบแว่นฉายแววยิ้มแย้มเช่นกัน
ในขณะที่พวกเขากำลังจะแนะนำตัวกลับบ้างตามมารยาทก็ได้ยินเสียงฝีเท้าไม่คุ้นหูเข้ามาใกล้เมื่อหันไปจึงพบว่าเป็นฟุรุคาว่าและคณะสาวกหลายสิบคนกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา
ฟุรุคาว่าในชุดคลุมเจ้าลัทธิซึ่งดูรุ่มร่ามเดินก้าวมายืนอยู่ข้างหน้าคณะติดตาม
“เจอตัวซะทีมีคนบอกว่าวันนี้นายจะไปตรวจคนไข้ที่ลานสาธารณะ เลยคิดว่าอาจอยู่แถวนี้ก็ได้”
“มีอะไรกับผมงั้นหรือครับ”
แววตาและน้ำเสียงของฮิราตะแปรเปลี่ยนไป
“ก็นะ...นายอาจเคยชินที่ทำอะไรได้ตามใจมาก่อน แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วยาและอาหารของเรามีจำกัด ไม่สามารถแจกจ่ายสุรุ่ยสุร่ายให้กับทุกคนได้ฉันจะเป็นคนตัดสินใจอย่างเหมาะสมเองว่าใครควรได้รับหรือไม่ได้รับอะไร”
“แต่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันนะครับ”
“ความเท่าเทียมนั้นท่านจาชินจะเป็นคนเมตตาเอง นี่ไม่ใช่เรื่องของนาย หน้าที่จัดสรรปล่อยให้เป็นพวกเราทำเองก็พอ”
หนึ่งในคณะสาวกเอ่ยขึ้นน้ำเสียงและสายตาดูหมิ่นทิ่มแทงแสดงออกมาอย่างชัดเจน
“…”
“ยังไงก็เถอะ...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาต่อสู้กันแค่เพราะความคิดที่ต่างกัน จริงไหมคุณหมอ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปไม่โต้เถียงฟุรุคาว่าจึงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจราวกับนักบุญผู้เต็มเปี่ยมด้วยเมตตา คำพูดที่เหมือนเอาใจใส่แต่กลับกลวงเปล่าความจริงใจบาง ๆ ที่มีเพียงเปลือกนอก
“ท่านจาชินทรงเมตตา”
เหล่าสาวกเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ฟุรุคาว่าเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับเด็กสาวที่แอบหมายปองแทน
“อา...นึกว่าใครที่ไหน นาคาจิม่าคุงนั่นเองดูเหมือนว่าพระเจ้าจะนำพาให้เราได้กลับมาพบกันอีกแล้วนะ”
ฟุรุคาว่ายังมีภาพลักษณ์ให้ต้องรักษาไม่อาจแสดงความต้องการในตัวเด็กสาวได้อย่างออกนอกหน้า
ริมฝีปากของโยซึรุบิดขึ้นรูปร่างแลคล้ายรอยยิ้มแต่กลับสื่อความรู้สึกชิงชังรังเกียจ ทำให้ฟุรุคาว่ารู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย
“เสียใจเรื่องทานากะคุงด้วยนะถ้าหากว่าเขามีความศรัทธาต่อท่านจาชินมากกว่านี้ ก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงแบบนั้น”
เรย์ที่ได้ฟังน้ำเสียงเสแสร้งที่พูดถึงเพื่อนของเขานั้นจึงกำหมัดแน่น
“หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมข้อเสนอของฉันนะนาคาจิม่าคุงที่พักของฉันมีทุกสิ่งครบครันไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะจะไม่มีสิ่งใดมาทำอันตรายเธอได้หากเธอตกลงยอมมาอยู่กับฉัน”
ฟุรุคาว่ายังไม่ยอมแพ้สบตากับอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย
“ขอบคุณค่ะแล้วจะรับไว้พิจารณานะคะ”
โยซึรุพูดตัดทอนอย่างสุภาพรู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำแบบนี้นับตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ อีกฝ่ายมักส่งสาวกมายื่นข้อเสนอทุกวันไม่ขาด
‘หึ ถึงพลังของฉันจะใช้กับเธอไม่ได้ผล แต่อีกไม่นานนักหรอก...หลังจากเปลี่ยนที่นี่เป็นแดนสวรรค์ส่วนตัวได้เมื่อไหร่ล่ะก็ฉันจะเชยชมเธอให้สมใจอยากทั้งวันทั้งคืน’
พลังวาจาสิทธิ์ของเขาเป็นประเภทการฝังความรู้สึกที่ว่า ‘เทิดทูน’ ให้แก่อีกฝ่าย ลักษณะของมันออกจะคล้ายกับการล้างสมองมากกว่าการสะกดจิตเลื่อนลอยทั่วไปมีผลเฉพาะกับผู้ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะจิตใจอ่อนแอ เปราะบางไร้สิ่งยึดเหนี่ยวเพียงเท่านั้นเหล่าผู้เดือดร้อนซึ่งต่างพากันอพยพเข้ามา จึงนับเป็นเหยื่อชั้นดีให้กับความสามารถนี้ของเขาซึ่งจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อความคิด ชี้นำเหมือนถูกสะกดจิตให้หลงงมงาย
ทว่าผู้หญิงตรงหน้าที่หมายปองเพียงแค่มึนงงเล็กน้อยจิตใจเธอแข็งแกร่งกว่าที่เห็นภายนอกนัก
เรย์ไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้ได้พูดอะไรต่ออีกเขาคว้ามือของโยซึรุเดินออกมาอย่างไม่ชอบใจแววตาของฟุรุคาว่าที่มองมานัก
โยซึรุมองแผ่นหลังของเรย์ซึ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
“อาซากุระคุง...นี่เธอหึงฉันเหรอ”
หลังพวกเขาเดินพ้นออกมาจากจุดเดิมได้สักพักเรย์ต้องชะงักเท้าเมื่อเจอคำถามเหนือความคาดหมาย
“ผม...”
ความเงียบชวนกระอักกระอ่วนโรยตัวปกคลุม
เขากลืนคำพูดลงคอเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวมือที่จับอีกฝ่ายอยู่นั้นจึงคลายออก แต่โยซึรุกลับพลิกข้อมือจับแขนของเขาไว้แน่นดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอาคารร้างผู้คน
“หลังจากนี้มันไม่สำคัญอีกแล้วว่าฉันหรือเธอจะเป็นใครหรือผ่านอะไรมาบ้าง”
หญิงสาวลูบแก้มเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยนริมฝีปากเม้มแน่นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อคล้ายระบายความอัดอั้น
“ในตอนนี้โลกได้ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่เรียบร้อยแล้ว...ไม่มีขาว ไม่มีดำ มีแต่ฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นทุกคนต่างต้องหาวิถีทางเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดถ้าหากยังมีความหวังเพราะฉะนั้นตอนนี้เธอยากจะทำอะไรก็ได้เท่าที่ใจต้องการไม่มีใครมากำหนดกฎเกณฑ์ได้อีกต่อไปแล้ว”
หญิงสาวยื่นหน้าเข้าใกล้จนริมฝีปากเกือบสัมผัสกันเธอมองเห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่แฝงด้วยความเจ็บปวดมือเรียวบางสัมผัสลูบไล้ไปที่แก่นกายนอกร่มผ้า
“นับจากนี้จะมีแค่เราสองคนเธอจะปกป้องฉัน แล้วฉันก็จะปกป้องเธอเอง ...นะ”
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาราวกับต้องการเหนี่ยวนำให้เขาละทิ้งทุกอย่าง ทำแค่สิ่งที่สัญชาตญาณมนุษย์ต้องการ
นัยน์ตาของเรย์เผยให้เห็นความหวั่นไหวชั่วครู่หนึ่ง
ทว่าก่อนที่จะมีอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้เขากลับเลือกหยุดความต้องการที่กำลังปะทุ หลบเลี่ยงสายตาจากโยซึรุจับไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่ายดันออกเบา ๆ
“—ขอโทษนะครับผมยังอดคิดถึงเรื่องในวันนั้นไม่ได้...”
ความรู้สึกผิดแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นทำให้เกิดช่องว่างอันน่าประหลาดขึ้นระหว่างทั้งคู่ โยซึรุร้อนตัวเหมือนถูกกล่าวโทษแม้ว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาเช่นนั้นแม้เพียงเศษเสี้ยว
ราวกับเขาถามว่าทำไม
ทำไมถึงไม่ช่วย
ไม่ใช่ฉันนะ
ไม่ใช่ความผิดฉัน
“—”
“เรารีบกลับกันเถอะครับเดียวชิโฮะกับฮารุโตะจะรอนาน”