ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 47 เหล่าลูกแกะผู้โง่งม

              เรย์เดินแบกข้าวของมาถึงบริเวณศูนย์อพยพมีที่พักชั่วคราวแบบประกอบสำเร็จรูปตั้งเรียงรายรอบนอกตรงกลางลานจอดรถของโรงพยาบาลได้มีการตั้งเวทีเอาไว้ รอบนอกมีกลุ่มคนสวมเครื่องแบบสีขาวเหมือนกับนักบวชกำลังดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย


              บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอ่อนแรงและเหนื่อยล้าของเหล่าผู้อพยพที่มาจากหลายแห่งบางคนสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ขณะที่บางคนมีบาดแผลที่ได้รับการปฐมพยาบาลเพียงเบื้องต้นสภาพแวดล้อมนั้นเหมือนเป็นการรวมตัวกันของผู้คนที่ถูกชะตากรรมบีบคั้นให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดสีหน้าและแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังที่จะหาแหล่งพักพิงอันปลอดภัยและที่นี่คือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานี้


              เขามองดูกลุ่มผู้ลี้ภัยหน้าใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึงขณะกำลังเดินแจกจ่ายน้ำและอาหารต้อนรับผู้ซึ่งเข้ามาใหม่พร้อมกับรุ่นพี่โยซึรุ


              ขณะนั้นเองมีชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเวทีเพียงแค่ชายคนดังกล่าวปรากฏตัวเรย์ได้ยินเสียงปลาบปลื้มชื่นชมพร้อมเสียงตบมือด้วยความปีติดังขึ้น


              ชายคนดังกล่าวโบกมือให้กับทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง


              “เรายินดีต้อนรับพวกเจ้าด้วยความเมตตาและเห็นอกเห็นใจยิ่ง เราไม่คาดหวังการตอบแทนใด ๆ ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพเป็นสถานที่ที่ปีศาจไม่กล้ากล้ำกรายการที่ทุกคนเดินทางมาถึงที่นี่ได้นั้นถือว่าเป็นความประสงค์ของพระองค์

              เหล่าผู้รอดชีวิตทั้งหลายเอ๋ยไม่ว่าพวกเจ้าจะมาจากที่ไหน ตะวันตกก็ดี ทางเหนือก็ดีหรือว่าจะเป็นตะวันออกกับทางใต้สุด ที่แห่งนี้ยินดีต้อนรับขอแค่พวกเจ้าทำประโยชน์เพื่อที่แห่งนี้ เกียรติยศก็จะเป็นของพวกเจ้ามันเป็นของทุกคนที่เสียสละเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อเพื่อปกป้องเขตแดนของพระองค์”


              น้ำเสียงทุ้มลึกและแฝงด้วยอารมณ์ราวกับมีบางอย่างดึงดูดให้ต้องหยุดฟัง


              “ช้าเร็วพวกมันจะบุกกลับเข้ามาใหม่แต่ไม่ว่าพวกมันจะบุกมาสักกี่ครั้ง ขอแค่พวกเราสมัครสมานสามัคคีกันร่วมแรงร่วมใจกัน สุดท้ายชัยชนะก็จะเป็นของพวกเรา— ข้าขอสาบานต่อหน้าพวกเจ้าเลยว่าตราบใดที่องค์ศาสดายังพำนักอยู่ จักไม่มีสิ่งชั่วร้ายใดกล้าย่างกรายเข้ามายังพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอันขาด”


              เสียงตอนรับคอยปลอบประโลมเหล่าผู้ลี้ภัยที่ทยอยเดินทางมาถึงที่นี่ยังคงดังอยู่ติดต่อกันเฉกเช่นทุกวันนี่ก็นับเป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่พวกของเรย์ได้เข้ามาพักพิงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ซึ่งเขากับโยซึรุได้รับมอบหมายหน้าที่มาประจำอยู่หน่วยจำหน่ายเสบียง


              "หลังจากการต่อสู้และการเดินทางอันยาวนาน องค์ศาสดาก็ได้กล่าวต่อเทพเจ้าเบื้องบนได้โปรดประทานผืนดินอันสมบูรณ์แก่ข้า ได้โปรดมอบความสุขราวสรวงสวรรค์แก่ข้าปลดปล่อยข้าจากกายหยาบที่ผูกมัดข้าไว้แล้ววิญญาณของพวกข้าจะได้รับการคุ้มครองตลอดกาล และตลอดไป"


              ถ้อยคำเหล่านั้นมีพลังโน้มน้าวอย่างน่าประหลาด


              "เมื่อผมตอบรับพระผู้เป็นเจ้าเข้ามาในใจผมก็ได้พบกับความสงบที่แท้จริงครับ"


              หนึ่งในกลุ่มคนชุดขาวรอบ ๆเริ่มกล่าวขึ้น หลังเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าสาวกเงียบลง


              "ทุกครั้งที่ผมมีปัญหาก็จะได้พระคุณเจ้าช่วยชี้นำหนทางให้ตลอด"


              “ท่านเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ผู้คอยช่วยเหลือเหล่าลูกแกะให้พ้นทุกข์”


              "ขอให้ความทุกข์ยากและความขัดแย้งทั้งปวงสูญสิ้นไปจากโลกนี้ด้วยเทอญ"


              ชายในชุดนักบวชเอ่ยราวต้องการกล่อมผู้มาเยือนให้ร่วมเข้ารีตเบื้องหลังประตูใหญ่ปรากฏภาพของชายหญิงยืนเรียงรายเคียงข้างสิ่งที่สร้างขึ้นมาคล้ายบัลลังก์ซึ่งมีชายคนหนึ่งในชุดรุ่มร่ามนั่งอยู่ นั่นก็คือฟุรุคาว่าที่เถลิงตนเป็นองค์ศาสดา


              ‘ฉันลองถามเรื่องของที่นี่มาบ้างแล้ว สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่เรื่องมันก็ง่าย ๆ ห้ามสงสัยหรือตั้งคำถามกับความเชื่อ ไม่งั้นพวกนายจะกลายเป็นตัวประหลาดทันที’


              นั่นคือคำพูดวันแรกที่ทาดาชิกล่าวกับพวกเขาเบาๆ หลังมาถึงได้ไม่นาน และเขายังเล่าให้ฟังเพิ่มเติมอีกว่าที่นี่ไม่ต้องมีแนวป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตั้งแต่ฟุรุคาว่าได้เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ก็ไม่เคยถูกพวกผีดิบหรือปีศาจใดบุกโจมตีอีกเลยผู้คนจึงเริ่มศรัทธาในตัวเขามากนับแต่นั้น


              แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดี ๆเกิดขึ้นเท่านั้นเพราะผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้เข้าเป็นสาวกมักไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนักทั้งในส่วนที่พักหรืออาหารการกิน


              ด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดอันเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มสาวกของฟุรุคาว่าซึ่งต้องการรวบอำนาจปกครองแบบเบ็ดเสร็จและกลุ่มรุ่นก่อตั้งของค่ายแห่งนี้ที่เริ่มไม่พอใจกับการวางอำนาจไปทั่วของเหล่าสาวก


              “เราได้แผนผังที่อยู่ห้องเก็บอาวุธมาแล้วเรียบร้อยฉันกับมัตสึบาระจะเริ่มลงมือในอีกสองวันให้หลังตามแผนพวกเธอเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จุดนัดพบ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะติดต่อมาอีกที”


              ทาดาชิกระซิบเบา ๆ ขณะเดินสวนกับเรย์พร้อมสอดสายตามองไปรอบกายอย่างระแวดระวัง ได้เห็นผู้คนที่เคยคุ้นหน้าค้นตาต่างเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิด้วยความศรัทธา ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเพื่อน ๆตนที่เสียสละไปมากมายช่างสูญเปล่า


              ตอนนี้กลุ่มของเขาและมัตสึบาระที่เหลือกันอยู่ไม่ถึงสิบคนได้พูดคุยตกลงกันว่าจะหนีไปยังค่ายอพยพที่อิเกบูกูโระ ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องมีอาวุธเนื่องจากสัมภาระเกือบทั้งหมดถูกยึดไปตั้งแต่ด่านคัดกรองผู้อพยพ


              พวกเขาคิดว่ามันต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่างที่ค่ายแห่งนี้ไม่ถูกโจมตีจากอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะแค่ข้ออ้างว่าเป็นเขตแดนของพระเจ้า


              ซึ่งเขาคิดว่ามัตสึบาระตัดสินใจได้ถูกต้องเธอนำกุญแจไปซ่อนไว้ก่อนเข้ามาที่นี่


              เพียงพริบตาช่วงเวลากลางวันก็ได้ผ่านพ้นไปพระอาทิตย์คล้อยต่ำใกล้ลับขอบฟ้า ผู้คนในค่ายเริ่มบางตาต่างทยอยกลับเข้าที่พักหลังสะสางงานประจำวันที่ได้รับมอบหมาย


              เรย์ก้าวเท้าบนถนนเส้นเล็กมุ่งหน้าสู่เขตที่พักระหว่างทางเขาและโยซึรุต่างไม่ได้เอ่ยปากสนทนาใด ๆ นับตั้งแต่วันที่เคนจิจากไปมีโอกาสตั้งมากมายให้พูดคุยกันตามลำพัง ไม่ถึงขนาดหลบหน้าทั้งคู่ยังพูดคุยกันเรื่องงานเท่าที่จำเป็นเพียงแต่ไม่สามารถคุยกันในหัวข้อนอกเหนือจากนั้นได้


              เขาคงพูดบางอย่างกับเธอในไม่ช้า...โยซึรุเคยคิดแบบนั้น


              ทว่าเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเขาไม่เคยพูดอะไรกับเธอเลย


              ขณะโยซึรุกำลังเดินเหม่อลอยตามหลังเรย์อยู่นั้นท่ามกลางบรรยากาศเฉยชาล่องลอยอันแสนอึดอัดเธอได้เดินชนเข้ากับใครบางคนซึ่งอังเอิญเดินสวนโผล่ออกจากหัวมุมทางแยก


              “โอ๊ะ—”


              เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น


              โยซึรุที่ตัวเซเกือบหงายหลังล้มลงได้คู่กรณีฉุดแขนดึงเธอเข้ามาประคองไว้อย่างทันท่วงที


              ชายคนดังกล่าวเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพเขาสวมแว่นสายตากรอบหนาทรงสี่เหลี่ยม ผมสั้นสีน้ำตาล สวมสเวตเตอร์สีดำคลุมทับด้วยเสื้อกาวน์ที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลรูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายซาโต้ทาเครุที่แสดงนำในซีรี่ย์หมอเรื่องหนึ่งก็มิปาน


     



              เรย์เห็นรุ่นพี่สาวที่ตกอยู่ในวงแขนของอีกฝ่ายอยู่ในสภาวะชะงักงันไปสายตาของเธอจ้องมองอย่างอึ้ง ๆ ก่อนชายคนดังกล่าวจะคลายวงแขนปล่อยให้เธอเป็นอิสระ


              “เธอไม่เป็นอะไรนะ”


              โยซึรุยังคงจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่วางตาราวกับตกอยู่ในภวังค์


              “เอ่อ... ค่ะฉันไม่เป็นอะไร ขอโทษด้วยนะคะ”


              “ไม่หรอกทางฉันต่างหากที่ต้องขอโทษน่ะ”


              ชายตรงหน้ามีท่าทีโล่งอกพร้อมกล่าวกับเธออย่างสุภาพ


              “กำลังกลับที่พักกันงั้นหรือ...พวกเธอคงเป็นผู้ลี้ภัยที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานสินะ”


              “ครับพวกเราเพิ่งมาถึงเมื่อสามวันที่แล้ว”


              อีกฝ่ายคงคาดเดาจากเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งกลับที่พักเนื่องจากผู้อพยพที่เข้ามาใหม่จะต้องพักอยู่ในเขตอาคารรอบนอกยกเว้นผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมลัทธิจะได้พักในเขตป้องกันชั้นใน


              “อ๊ะ...เสียมารยาทไปหน่อย ขอโทษที... ฉัน ‘โมนิมูระ ฮิราตะ’ ยินดีที่ได้รู้จัก เจ็บป่วยเมื่อไหร่มาหาฉันได้ตรงศูนย์พยาบาลทุกเมื่อ...แต่ทางที่ดี อย่าเจ็บป่วยมาจะดีกว่า”


              เขาเกาศีรษะแล้วผุดยิ้มดวงตาหลังกรอบแว่นฉายแววยิ้มแย้มเช่นกัน


              ในขณะที่พวกเขากำลังจะแนะนำตัวกลับบ้างตามมารยาทก็ได้ยินเสียงฝีเท้าไม่คุ้นหูเข้ามาใกล้เมื่อหันไปจึงพบว่าเป็นฟุรุคาว่าและคณะสาวกหลายสิบคนกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา


              ฟุรุคาว่าในชุดคลุมเจ้าลัทธิซึ่งดูรุ่มร่ามเดินก้าวมายืนอยู่ข้างหน้าคณะติดตาม


              “เจอตัวซะทีมีคนบอกว่าวันนี้นายจะไปตรวจคนไข้ที่ลานสาธารณะ เลยคิดว่าอาจอยู่แถวนี้ก็ได้”


              “มีอะไรกับผมงั้นหรือครับ”


              แววตาและน้ำเสียงของฮิราตะแปรเปลี่ยนไป


              “ก็นะ...นายอาจเคยชินที่ทำอะไรได้ตามใจมาก่อน แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วยาและอาหารของเรามีจำกัด ไม่สามารถแจกจ่ายสุรุ่ยสุร่ายให้กับทุกคนได้ฉันจะเป็นคนตัดสินใจอย่างเหมาะสมเองว่าใครควรได้รับหรือไม่ได้รับอะไร”


              “แต่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันนะครับ”


              “ความเท่าเทียมนั้นท่านจาชินจะเป็นคนเมตตาเอง นี่ไม่ใช่เรื่องของนาย หน้าที่จัดสรรปล่อยให้เป็นพวกเราทำเองก็พอ”


              หนึ่งในคณะสาวกเอ่ยขึ้นน้ำเสียงและสายตาดูหมิ่นทิ่มแทงแสดงออกมาอย่างชัดเจน


              “…”


              “ยังไงก็เถอะ...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาต่อสู้กันแค่เพราะความคิดที่ต่างกัน จริงไหมคุณหมอ”


              เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปไม่โต้เถียงฟุรุคาว่าจึงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจราวกับนักบุญผู้เต็มเปี่ยมด้วยเมตตา คำพูดที่เหมือนเอาใจใส่แต่กลับกลวงเปล่าความจริงใจบาง ๆ ที่มีเพียงเปลือกนอก


              “ท่านจาชินทรงเมตตา”


              เหล่าสาวกเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง


              ฟุรุคาว่าเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับเด็กสาวที่แอบหมายปองแทน


              “อา...นึกว่าใครที่ไหน นาคาจิม่าคุงนั่นเองดูเหมือนว่าพระเจ้าจะนำพาให้เราได้กลับมาพบกันอีกแล้วนะ”


              ฟุรุคาว่ายังมีภาพลักษณ์ให้ต้องรักษาไม่อาจแสดงความต้องการในตัวเด็กสาวได้อย่างออกนอกหน้า


              ริมฝีปากของโยซึรุบิดขึ้นรูปร่างแลคล้ายรอยยิ้มแต่กลับสื่อความรู้สึกชิงชังรังเกียจ ทำให้ฟุรุคาว่ารู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย


              “เสียใจเรื่องทานากะคุงด้วยนะถ้าหากว่าเขามีความศรัทธาต่อท่านจาชินมากกว่านี้ ก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงแบบนั้น”


              เรย์ที่ได้ฟังน้ำเสียงเสแสร้งที่พูดถึงเพื่อนของเขานั้นจึงกำหมัดแน่น


              “หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมข้อเสนอของฉันนะนาคาจิม่าคุงที่พักของฉันมีทุกสิ่งครบครันไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะจะไม่มีสิ่งใดมาทำอันตรายเธอได้หากเธอตกลงยอมมาอยู่กับฉัน”


              ฟุรุคาว่ายังไม่ยอมแพ้สบตากับอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย


              “ขอบคุณค่ะแล้วจะรับไว้พิจารณานะคะ”


              โยซึรุพูดตัดทอนอย่างสุภาพรู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำแบบนี้นับตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ อีกฝ่ายมักส่งสาวกมายื่นข้อเสนอทุกวันไม่ขาด


              ‘หึ ถึงพลังของฉันจะใช้กับเธอไม่ได้ผล แต่อีกไม่นานนักหรอก...หลังจากเปลี่ยนที่นี่เป็นแดนสวรรค์ส่วนตัวได้เมื่อไหร่ล่ะก็ฉันจะเชยชมเธอให้สมใจอยากทั้งวันทั้งคืน’


              พลังวาจาสิทธิ์ของเขาเป็นประเภทการฝังความรู้สึกที่ว่า ‘เทิดทูน’ ให้แก่อีกฝ่าย ลักษณะของมันออกจะคล้ายกับการล้างสมองมากกว่าการสะกดจิตเลื่อนลอยทั่วไปมีผลเฉพาะกับผู้ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะจิตใจอ่อนแอ เปราะบางไร้สิ่งยึดเหนี่ยวเพียงเท่านั้นเหล่าผู้เดือดร้อนซึ่งต่างพากันอพยพเข้ามา จึงนับเป็นเหยื่อชั้นดีให้กับความสามารถนี้ของเขาซึ่งจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อความคิด ชี้นำเหมือนถูกสะกดจิตให้หลงงมงาย


              ทว่าผู้หญิงตรงหน้าที่หมายปองเพียงแค่มึนงงเล็กน้อยจิตใจเธอแข็งแกร่งกว่าที่เห็นภายนอกนัก


              เรย์ไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้ได้พูดอะไรต่ออีกเขาคว้ามือของโยซึรุเดินออกมาอย่างไม่ชอบใจแววตาของฟุรุคาว่าที่มองมานัก


              โยซึรุมองแผ่นหลังของเรย์ซึ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น


              “อาซากุระคุง...นี่เธอหึงฉันเหรอ”


              หลังพวกเขาเดินพ้นออกมาจากจุดเดิมได้สักพักเรย์ต้องชะงักเท้าเมื่อเจอคำถามเหนือความคาดหมาย


              “ผม...”


              ความเงียบชวนกระอักกระอ่วนโรยตัวปกคลุม


              เขากลืนคำพูดลงคอเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวมือที่จับอีกฝ่ายอยู่นั้นจึงคลายออก แต่โยซึรุกลับพลิกข้อมือจับแขนของเขาไว้แน่นดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอาคารร้างผู้คน


              “หลังจากนี้มันไม่สำคัญอีกแล้วว่าฉันหรือเธอจะเป็นใครหรือผ่านอะไรมาบ้าง”


              หญิงสาวลูบแก้มเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยนริมฝีปากเม้มแน่นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อคล้ายระบายความอัดอั้น


              “ในตอนนี้โลกได้ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่เรียบร้อยแล้ว...ไม่มีขาว ไม่มีดำ มีแต่ฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นทุกคนต่างต้องหาวิถีทางเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดถ้าหากยังมีความหวังเพราะฉะนั้นตอนนี้เธอยากจะทำอะไรก็ได้เท่าที่ใจต้องการไม่มีใครมากำหนดกฎเกณฑ์ได้อีกต่อไปแล้ว”


              หญิงสาวยื่นหน้าเข้าใกล้จนริมฝีปากเกือบสัมผัสกันเธอมองเห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่แฝงด้วยความเจ็บปวดมือเรียวบางสัมผัสลูบไล้ไปที่แก่นกายนอกร่มผ้า


              “นับจากนี้จะมีแค่เราสองคนเธอจะปกป้องฉัน แล้วฉันก็จะปกป้องเธอเอง ...นะ”


              เสียงกระซิบอันแผ่วเบาราวกับต้องการเหนี่ยวนำให้เขาละทิ้งทุกอย่าง ทำแค่สิ่งที่สัญชาตญาณมนุษย์ต้องการ


              นัยน์ตาของเรย์เผยให้เห็นความหวั่นไหวชั่วครู่หนึ่ง


              ทว่าก่อนที่จะมีอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้เขากลับเลือกหยุดความต้องการที่กำลังปะทุ หลบเลี่ยงสายตาจากโยซึรุจับไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่ายดันออกเบา ๆ


              “—ขอโทษนะครับผมยังอดคิดถึงเรื่องในวันนั้นไม่ได้...”


              ความรู้สึกผิดแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นทำให้เกิดช่องว่างอันน่าประหลาดขึ้นระหว่างทั้งคู่ โยซึรุร้อนตัวเหมือนถูกกล่าวโทษแม้ว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาเช่นนั้นแม้เพียงเศษเสี้ยว


              ราวกับเขาถามว่าทำไม


              ทำไมถึงไม่ช่วย


              ไม่ใช่ฉันนะ


              ไม่ใช่ความผิดฉัน


              “—”


              “เรารีบกลับกันเถอะครับเดียวชิโฮะกับฮารุโตะจะรอนาน”

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734