เทพราชันมังกรหวนคืน

    ตอนที่ 35 เมืองเมฆา

    หลินเฟิงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด เขาใช้เวลาฝึกฝน [ ปราการเหล็ก ] เพียงอาทิตย์เดียวเขาก็เข้าใจแล้วสำเร็จ ขั้น 4 แล้ว แน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้กับปู่และตาของเขาที่ทุ่มให้หลินเฟิงใช้ทรัพยากรได้อย่างไร้จำกัด ทำให้หลินเฟิงสามารถใช้สมุนไพรต้มแช่ได้ทุกวัน รวมไปทั้งความเร็วในการทำความเข้าใจและเรียนรู้วรยุทธ์ชองหลินเฟิงที่รวดเร็วกว่าคนปกติทั่วไปไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว


    หลังจากบรรลุ [ ปราการเหล็ก ] ขั้น 4 แล้วหลินเฟิงจึงทำความเข้าใจและปรับปรุงให้ชำนาญกับวรยุทธ์นี้ เขาใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้นในการทำความเข้าใจกับขั้น4ของ [ ปราการเหล็ก ] ตอนนี้เพียงร่างกายหลินเฟิงอย่างเดียว ก็รับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้น 5 ได้ตรงๆแล้ว หากเขาใช้กระบวนท่าของ [ ปราการเหล็ก ] ที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กแล้วจะสามารถรับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้น 6 ได้แน่นอน


    “วรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายนี้ไม่ได้ฝึกฝนยากมากนัก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน เพราะต้องค่อยๆเสริมสร้างร่างกายไปทีละนิดละหน่อย สงสัยคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าข้าจะสำเร็จขั้นสูงสุดได้” หลินเฟิงบ่นพรึมพรำกับตัวเอง 


    มันเป็นเช่นหลินเฟิงคิดที่วรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายมันยากเนื่องด้วยต้องใช้เวลาที่นานมากและคนส่วนมากก็ไม่เต็มใจที่จะรอ แม้ว่าจะทำให้รากฐานพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นก็ตาม  ยังมีหลายวิธีในการเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคง ดังนั้นวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายไม่ใช่วิธีเดียว 


    แต่แน่นอนว่าวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างร่างกายและรากฐานของผู้ฝึกยุทธ์ และจะมีเพียงบุตรหลานตระกูลที่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่อย่างหลินเฟิงเท่านั้นที่เลือกจะฝึกฝนเพราะมีทรัพยากรที่เพียงพอในการฝึกนั่นเอง


    “หลินเฟิง”เสียงสตรีดังขึ้นเรียกหลินเฟิง


    ระหว่างที่หลินเฟิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้เจอกันมาหลายเดือนแต่หลินเฟิงก็ยังจำเสียงนี้ได้ เพราะนี้คือเสียงของหลินหลาน เ


    “เจ้าคิดถึงข้ารึ ถึงได้มาหาข้าถึงที่บ้านเช่นนี้” หลินเฟิงเดินออกมาเปิดประตูและกล่าวหยอกล้อนางทันที


    “ใครจะไปคิดถึงเจ้ากัน!” หลินหลานตะโกนใส่หลินเฟิงอย่างเขินอายก่อนนะหันหน้าหนีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ


    “เข้ามาก่อนสิ” หลินเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มแล้วเชิญหลินหลานเข้ามาในบ้าน


    “ไม่เป็นไร ข้ามาไม่นาน ปู่ข้าให้มาชวนเจ้าไปเมืองเมฆานะ เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?” หลินหลานกล่าวเข้าประเด็นทันที


    “เมืองเมฆา?” หลินเฟิงครุ่นคิดและพรึมพรำ


    “นี้อย่าาบอกนะว่าเจ้าไม่รู้จักเมืองเมฆานะ” หลินหลานกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ


    “ข้าเคยได้ยินมาจากท่านพ่อนะ ” หลินเฟิงกล่าว


    “งั้นก็ลองไปด้วยกันสิ ปู่รอเจ้าอยู่” หลินหลานกล่าวขณะที่หน้าของนางเริ่มแดงขึ้น


    “ได้สิ เดี๋ยวไปบอกท่านพ่อก่อนแล้ว”หลินเฟิงกล่าว เขาเองก็อยากออกไปดูเมืองเช่นกัน เขาเคยแต่ได้ยินพ่อของเขาเล่า ไม่เคยได้ไปเยี่ยมชมด้วยตัวเองสักครั้ง


    “ได้ เดี๋ยวข้าจะรออยู่ตรงนี้แหละ”หลินหลานกล่าว


    หลังจากหลินเฟิงเข้าบ้านไปไม่นานก็ออกมาพร้อมกับถุงเงินที่อยู่ในมือ บิดาของเขาเป็นคนให้ไว้ เผื่อต้องการซื้อของอะไรที่เมืองเมฆา


    “ไปกันเถอะ” หลินหลานกล่าวขณะเดินนำไป


    เดินไปได้สักพัก พวกเขาทั้งสองก็ไปถึงหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิน มี 3 คนยืนอยู่ 1ชายชรา 2ชายวัยกลางคน แน่นอนว่าชายชรานั้นคือ หลินมัวไห่ ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลหลิน ส่วนชายวันกลางคนนั้นคือยามที่เฝ้าทางเข้าประตูไว้


    “ท่านอาวุโส” หลินเฟิงทำความเคารพหลินมัวไห่เมื่อมาถึง 


    “เอาละ เราเดินทางกันเลยเถอะ” หลินมัวไห่กล่าว ขณะเดินนำไป ส่วนทางด้านหลินเฟิงกับหลินหลานนั้นก็เดินตามไปแต่โดยดี


    พวกเขาทั้งสามคนใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วยามเท่านั้น ส่วนระหว่างทางนั้นพวกเขาไม่เจอปัญหาใดๆเลย สำหรับหลินเฟิงที่ตื้นั้นนั้นก็ได้แต่ผิดหวังเล็กน้อย เพราะเขาคิดว่าจะมีอะไรที่แปลกประหลาดให้เขาได้พบเจอ


    แน่นอนว่าระหว่างทางหลินมัวไห่ได้เล่าเรื่องของเมืองเมฆาให้หลินเฟิงฟัง จนในที่สุดหลินเฟิงก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ชื่อคล้ายกับนิกายเมฆา มันเป็นเพราะว่า เมืองเมฆาเป็นเมืองที่นิกายเมฆาสร้างขึ้นมา เพื่อทำธุรกิจ รวมไปถึงให้ตระกูลที่อยู่ภายใต้การดูแลได้มาแลกเปลี่ยนสิ้นค้าและทรัพยากรกันเอง รวมไปถึงนักเดินทางจากต่างแดนมาคอยซื้อขายของกันที่เมือง 


    เมืองเมฆาอยู่ในการดูแลของนิกายเมฆา และภายในเมืองก็มีร้านค้าหรืออาการไว้ให้ผู้คนนมาเช่าเพื่อทำกิจกรรมของตนเอง ไว้ว่าจะไว้อยู่อาศัย หรือทำการค้า บางคนย้ายถิ้นฐานมาจากที่อื่นก็เลือกลงหลักปักบานกันที่เมืองนี้ได้เช่นกัน


    ตระกูลหลินย่อมมีร้านค้าที่เช่าไว้เพื่อทำการค้าด้วยเช่นกัน แต่ร้านค้าของตระกูลหลินนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เป็นเพียงร้านค้าระดับกลางๆเท่านั้น ส่วนร้านค้าใหญ่ๆ จะเป็นของนิกายเมฆาและพวกพ่อค้าที่มาจากต่างแดนกันเป็นส่วนมาก 


    เมื่อมาถึงเมืองเมฆา หลินเฟิงรู้ได้ทันทีเลยว่าเมืองนี้ใหญ่กว่าหมู่บ้านตระกูลหลินหลายเท่านัก รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่ดูหรูหรา ใหญ่โตกว่ามาก หมู่บ้านตระกูลหลินไม่สามารถเทียบได้เลย รวมไปถึงตระกูลอื่นๆที่อยู่ภายใต้การดูแลของนิกายเมฆาด้วย 


    หลินมัวไห่ยังบอกอีกว่า เมืองเมฆาไม่ใช่เมืองเดียวที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ยังมีเมืองอัคคีที่นิกายอัคีกลร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวกับนิกายเมฆา นอกจากนี้ยังมีเมืองอื่นๆของนิกายอื่นๆด้วยเช่นกัน เพียงแต่อยู่ไกลกันมากทำให้หลินมัวไห่ไม่พูดถึง


    “เอาละพวกเจ้าตามข้ามาให้ดี เมืองนี้ถึงจะอยู่ในการดูแลของนิกายเมฆา แต่ก็ใช่ที่จะปลอดภัยอันใด ยังมีเหตุเกิดขึ้นมากมาย จะทำหรือจะพูดอะไรให้ระวังเอาไว้” หลินมัวไห่กล่าวเตือนหลินหลานกับหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    ทั้งสองคนพยักหน้าเข้าใจคำกล่าวของหลินมัวไห่ แม้หลินหลานอาจจะไม่เข้าใจ แต่หลินเฟิงนั้นพอเข้าใจอยู่บ้าง แม้ว่าจะมีระบบรักาาความปลอดภัย มีการจัดการดูแลภายในเมือง แต่ก็ใช่ว่าจะทั่วถึงและก็ใช่ว่าคนของนิกายจะไม่ใช้อำนาจในการข่มขู่


    “พวกเจ้าตามข้ามาก่อน ข้ามีสถานที่ที่ต้องไปเสียก่อน” หลินมัวไห่กล่าวกับสองคนขณะเดินนำ


    ส่วนทั้งสองคนนั้นก็เดินตามไปแต่โดยดี