ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ถังซิ่วเขย่าลูกเต๋าแต่ความสามารถในการจดจำและการเรียนรู้ของเขานั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากถังซิ่วเพิ่งจะได้สังเกตและเลียนแบบความเคลื่อนไหวของเจี่ยหลุยเต๋าอย่างรอบคอบในการเขย่าถ้วยลูกเต๋าดังนั้นเขาจึงเลียนแบบเทคนิคการเขย่าของอีกฝ่าย
ในตอนแรกการเคลื่อนไหวที่แบบเลียนจากเจี่ยหลุยเต๋าของถังซิ่วยังคงช้าและติดๆ ขัดๆแต่เขาก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือมากขึ้นราวกับว่าการเคลื่อนไหวและเทคนิคของเขาเกือบจะกลายเป็นแบบจำลองของเจี่ยหลุยเต๋า
"กะ กะ แก..."
ตอนแรกเจี่ยหลุยเต๋าไม่ใส่ใจกับการเคลื่อนไหวและเทคนิคของถังซิ่วเนื่องจากมันแตกต่างจากของเขาแต่เมื่อเขารู้ว่าการเคลื่อนไหวและเทคนิคของถังซิ่วเริ่มคุ้นๆตามากขึ้นก็ทำให้เขาถึงกับต้องตะโกนออกมา
เขาใช้เวลามากกว่าสามสิบปีในการวิเคราะห์และปรับทักษะเฉพาะของตนเองมีแค่เขาเท่านั้นที่จะรู้ถึงเทคนิคนี้แต่ถังซิ่วเพียงแค่สังเกตการเคลื่อนไหวของเขาชั่วครู่แต่สามารถเลียนแบบได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกสงสัยว่าสามทศวรรษที่เขาใช้เวลาขบคิดเกี่ยวกับเทคนิคนี้นั้นเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์หรือเปล่า แม้ว่าตัวเขาเองนั้นยังเปิดรับลูกศิษย์ฝึกหัดไม่กี่คนและยังสอนทักษะเฉพาะให้แก่พวกเขาแต่เขาก็มั่นใจมากว่าแม้แต่ลูกศิษย์ของเขาก็จะไม่สามารถเรียนรู้ทักษะของเขาได้อย่างละเอียดแล้วจะไปเทียบอะไรกับลูกคุณหนูที่ไม่มีอะไรดีพวกนี้
อย่างไรก็ตาม การเฝ้ามองคนแปลกหน้าที่แสดงให้เห็นถึงทักษะลับของตัวเองต่อหน้าเขา ความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้มันเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของเจี่ยหลุยเต๋าเต็มไปหมด แม้แต่คำพูดก็ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของเขาได้อย่างแท้จริง
"เด็กคนนี้เป็นเพียงคนนอกวงการและเห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะเข้ามาในสังคมนี้แต่เขามีการรับรู้ที่แข็งแกร่งมาก ถ้าฉันเอาเขาเป็นลูกศิษย์มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะมีผู้สืบทอดสืบทอดมรดกวิชาของฉันต่อไปงั้นหรือ?"
ทันใดนั้นความคิดก็โผล่เข้ามาในใจของเจี่ยหลุยเต๋าและเริ่มเติมเต็มความคิดของเขา ในขณะนี้ทัศนคติของเขาต่อถังซิ่วนั้นเปลี่ยนไปในขณะที่ถังซิ่วเริ่มเป็นที่โปรดปรานของเขามากขึ้น
ถึงแม้ถังซิ่วจะสวมชุดธรรมดาและเรียบง่ายแต่ก็สะอาดและเรียบร้อยโดยเฉพาะผมสีดำของเขาแสดงให้ความรู้สึกที่กล้าหาญคู่กับดวงตาที่สดใสและมีชีวิตชีวา จมูกโด่ง ริมฝีปากบางและรูปร่างสูงให้ความรู้สึกสง่างามและน่าสนใจ
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของ เจี่ยหลุยเต๋าก็ทำให้คนอื่นๆรู้สึกสับสนกันอย่าง พวกเขาไม่ทราบเลยว่านักพนันแต่ละคนมักมีทักษะลับของตนเอง ในสายตาของคนทุกคน ลูกเต๋าเคลื่อนไหวคล้ายกัน พวกเขาไม่เคยจดจำการเคลื่อนไหวของเจี่ยหลุยเต๋าในช่วงก่อนหน้านี้ได้อย่างแน่นอนดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทราบว่าการเคลื่อนไหวและเทคนิคในการเขย่าลูกเต๋าของถังซิ่วนั้นเหมือนกับของเจี่ยหลุยเต๋าอย่างกับถอดแบบมา
ไม่กี่นาทีต่อมาถังซิ่วคว่ำถ้วยเต๋าในมือของเขาไว้บนโต๊ะขณะที่เม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาจากหน้าผากของเขา ในเวลาเดียวกันนี้เองที่สีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาผสมกับความกระวนกระวายใจและวิตกกังวล
ถึงแม้ว่าถังซิ่วจะพยายามอย่างสุดความสามารถและเรียนรู้ได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทักษะลับของเจี่ยหลุยเต๋าแต่สิ่งต่างๆมากมายนั้นสามารถที่จะพัฒนาได้ด้วยเวลาและประสบการณ์เท่านั้น มันมากกว่าแค่การมองและลอกเลียนแบบ การเขย่าลูกเต๋าของถังซิ่วนั้นทำได้อย่างสมบูรณ์แบบตามสำเนาจากเจี่ยหลุยเต๋าแต่เขายังไม่สามารถที่จะเรียนรู้เทคนิคการแยกฟังเพื่อหาจำนวนแต้มของลูกเต๋าภายในถ้วยได้
เหตุผลที่ทำไมถังซิ่วเขย่าลูกเต๋านานกว่าเจี่ยหลุยเต๋า ด้านหนึ่งมันเป็นเพราะว่าการทำความคุ้นเคยกับการเขย่าลูกเต๋าเพื่อให้เขาสามารถมีทักษะในการแสดงเทคนิคการเขย่าให้ดีขึ้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เพราะว่าเขาพยายามที่จะฟังเสียงลูกเต๋ากลิ้ง ในขณะที่เขาพยายามที่จะยืนยันแต้มลูกเต๋าผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งของเสียงเหล่านั้น
"เปิด! นายต้องเปิดมัน! เมื่อลูกเต๋าในถ้วยได้ถูกคว่ำลงบนโต๊ะแล้ว ผลลัพธ์ได้ตัดสินแล้ว แม้ว่านายจะไม่เปิดนายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแต้มของลูกเต๋าได้"
เมื่อเห็นว่าถังซิ่วกำลังกดถ้วยลูกเต๋าและดูเหมือนจะไม่เต็มใจที่จะเปิดมันก็ทำให้ซางหยงจินพ่นคำพูดออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ
ถังซิ่วไม่สนใจคำพูดของซางหยงจิน เขาเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตรงดวงตาของเขาแล้วค่อยๆเปิดถ้วยลูกเต๋าด้วยความวิตกกังวลและความหงุดหงิดได้ปกคลุมใบหน้าของ เขา เมื่อเขาเปิดถ้วยลูกเต๋าก็ทำให้ถึงขนาดที่ว่ามือขวาที่กำลังถือถ้วยของเขาก็สั่นเล็กน้อย
"ฮ่าฮ่า หนึ่งแต้ม ได้เพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น แกเกือบจะฆ่าฉันตายเพราะเพราะเสียงหัวเราะแล้วแท้ๆ ด้วยโชคที่อาภัพของแกนี่ฉันคิดว่าฉันควรที่จะออกไปซื้อหวยเสียดีกว่า"
ซางหยงจินได้แต่หัวเราะเมื่อถังซิ่วเปิดถ้วยเต๋า เมื่อซูเหรินเฟย์และฮูหว่านจุนได้ยินเช่นนี้ก็ทำให้พวกเขาอดดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะเย้ยออกมาขณะที่ซางตี้ฉวินและเจี่ยหลุยเต๋าเองก็รู้สึกโล่งใจ
ก่อนหน้านี้ซางตี้ฉวินและเจี่ยหลุยเต๋าต่างกังวลใจว่าถังซิ่วจะเป็นนักเล่นการพนันที่แอบซ่อนตัวดังนั้นการเล่นการพนันในครั้งนี้อาจจะเป็นกับดักที่ถูกขุดไว้ แต่ความวิตกกังวลในใจของพวกเขาก็หายไปทันทีทันใดที่ถังซิ่วเปิดถ้วยลูกเต๋า หัวใจของพวกเขาราวกับถูกปลดปล่อย
"นี่ฉันแพ้งั้นรึ?"
เมื่อถังซิ่วเห็นจุดสีแดงเล็กๆ เขาสัมผัสได้ถึงความสับสนภายในใจเขา
"น้องชาย ถัง มันไม่เป็นไรหรอก อย่าเพิ่งท้อแท้ เรายังคงมีโอกาสเหลืออยู่อีกสอง ครั้ง"
ถึงแม้ว่าหลงเซ้งหยูจะรู้สึกท้อแท้แต่เขาก็เห็นได้ชัดว่าถังซิ่วนั้นพยายามจริงๆ ในคำพูดของเขาไม่มีเสียงตำหนิหรือกล่าวโทษใดๆพร้อมปลอบโยนออกมาจากด้านข้างด้วยเสียงนุ่มนวล
"พี่ชาย อย่าเพิ่งท้อแท้ไป คนที่จะชนะในท้ายที่สุดนั้นจะต้องเป็นคุณ"
หลงเซ้งหลินพูดเสริมด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อเห็นว่าหลงเซ้งหยูและหลงเซ้งหลินยังคงไว้ใจถังซิ่ว ใบหน้าที่งงงวยของซางตี้ฉวินได้ปรากฏขึ้น เธออดไม่ได้ที่จะหันมองไปทางถังซิ่วอีกครั้งแต่ทั้งสามสหายก็ยังคงเยาะเย้ยเขาอยู่อย่างเคย
"น้องชายตัวน้อย เราจะเริ่มเล่นต่อเลยหรือไม่?"
เจี่ยหลุยเต๋ามองไปที่ถังซิ่วครู่หนึ่งขณะที่เขาก็ยิ้มและถาม
"เชิญปรมาจารย์เจี่ย!"
เมื่อถังซิ่วได้ยินการเปลี่ยนแปลงในคำพูดและเสียงจากเจี่ยหลุยเต๋า เขารู้สึกประหลาดใจก่อนแล้วก็รีบเปลี่ยนการเรียกชื่อของอีกฝ่ายเหมือนกัน
คราวนี้ลูกเต๋าของเจี่ยหลุยเต๋าเขย่าได้ช้ามากเนื่องจากเขาลดการเคลื่อนไหวที่น่าตะลึงและไม่จำเป็น ลูกเต๋าในถ้วยได้เปล่งเสียงออกมาและเมื่อถังซิ่วได้ยินเสียงนี้ก็ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นในขณะที่เขามองไปที่เจี่ยหลุยเต๋าอย่างไม่รู้ตัวและพบว่า อีกฝ่ายกำลังขยิบตาให้กับเขา เมื่อสังเกตเห็นถึงความชื่นชมจากสายตาของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของอีกฝ่ายได้ทันที อีกฝ่ายกำลังแสดงเจตนาดีต่อเขา
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทำไมเจี่ยหลุยเต๋าถึงได้มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปแต่เขารู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา เขาจึงเริ่มฟังเสียงจากลูกเต๋าในถ้วย
การเล่นการพนันครั้งที่สองเป็นเรื่องยากมากขึ้นกว่าครั้งแรก ในการเล่นการพนันครั้งแรกได้ใส่ลูกเต๋าเพียงหนึ่งลูกแต่สำหรับครั้งที่สองนั้นจำนวนลูกเต๋าที่ใส่ลงในถ้วยถูกเพิ่มขึ้นเป็นสามลูก การแยกแยะเสียงของลูกเต๋าหนึ่งลูกเป็นเรื่องง่ายแต่ความยากได้ถูกเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเนื่องจากต้องแยกแยะเสียงที่เปล่งออกมาโดยลูกเต๋าทั้งสามลูก
ถ้าหากว่าเป็นคนอื่น พวกเขาไม่น่าจะสามารถรับฟังและสังเกตจำนวนลูกเต๋าผ่านการฟังเสียงของลูกเต๋ากลิ้งได้ มันก็ยิ่งไม่ค่อยจะมีโอกาสที่จะสามารถมองเห็นเทคนิคการควบคุมลูกเต๋าในถ้วยเพื่อระบุแต้มของลูกเต๋า พวกเขาคงทำได้แค่เขย่าถ้วยลูกเต๋าเพียงไม่กี่ครั้งก่อนที่จะคว่ำลงบนโต๊ะแล้วปล่อยให้สวรรค์ตัดสินความโชคดีของพวกเขา
แต่ตอนนี้เจี่ยหลุยเต๋าไม่ได้คว่ำถ้วยลูกเต๋าทันทีแต่สังเกตการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของถังซิ่ว
เมื่อเจี่ยหลุยเต๋าพบว่าใบหน้าถังซิ่วดูเงียบสงบและผ่อนคลาย ความรู้สึกที่ผ่อนคลายได้ปรากฏบนใบหน้าของเขาในขณะที่เขาค่อยๆคว่ำถ้วยลูกเต๋าลง
เจี่ยหลุยเต๋ายกถ้วยลูกเต๋าขึ้นในขณะที่แต้มของลูกเต๋าทั้งสามได้เผยออกมา มันช่างน่าทึ่งห้าห้าหก มีทั้งหมดสิบหกแต้ม
เมื่อเห็นว่าเจี่ยหลุยเต๋าไม่ได้สิบแปดแต้มก็เกิดความวิตกกังวลขึ้นบนใบหน้าของ ซางตี้ฉวินขณะที่ทั้งสามสหายเองก็เป็นแบบเดียวกัน
แต่เมื่อพวกเขานึกขึ้นมาได้ว่าถังซิ่วเป็นแค่นักพนันอ่อนหัดเท่านั้นก็ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายโดยทันที แม้ว่าปรมาจารย์เจี่ยจะไม่ได้แต้มเต็มแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลนัก ถังซิ่ว ทำได้แค่พึ่งพาโชคของเขาในการหาตัวเลขได้ในขณะที่ความน่าจะเป็นที่จะได้แต้มเต็มสิบแปดแต้มนั้นมีน้อยเหลือเกิน
ซางตี้ฉวินและคนอื่นๆไม่เชื่อว่าถังซิ่วจะได้แต้มเต็มโดยการพึ่งพาโชคเช่นเดียวกับในภาษิตที่กล่าวว่า "ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไปอีกหนึ่งหมื่นก้าว"
อาจหมายความว่าแม้ปรมาจารย์เจี่ยจะแพ้ให้กับถังซิ่วแต่ทั้งสองฝ่ายก็จะแค่เสมอและยังมีเกมที่สามอยู่ แต่ถังซิ่วคงจะไม่สามารถพึ่งพาโชคของเขาให้ชนะปรมาจารย์เจี่ย ได้ถึงสองครั้งหรอกจริงไหม?
หลังจากที่เขาพยักหน้าต่อเจี่ยหลุยเต๋าแล้ว ถังซิ่วก็หยิบถ้วยขึ้นพร้อมลูกเต๋าและเริ่มเกมที่สองของเขา
ผ่านช่วงแรกของการปรับตัวและการฝึกฝน การเขย่าของถังซิ่วได้มีความสามารถมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้เขากำลังจดจ่ออยู่กับการฟังและแยกแยะเสียงที่เกิดจากการกลิ้งของลูกเต๋าภายในถ้วย
ทุกคนต่างโง่งมไปด้วยความประหลาดใจเพราะถังซิ่วได้เขย่าเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น พร้อมกันกับที่เขาคว่ำถ้วยลง
"เฮ้ย ไอ้เวร แกยอมแพ้แล้วใช่ไหม?"
เมื่อระลึกถึงการที่เจี่ยหลุยเต๋าเขย่าถึงห้านาทีเต็มแต่ถังซิ่วใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีก็ไม่แปลกที่ซางหยงจินจะคิดว่าทักษะการพนันของถังซิ่วไม่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า เจี่ยหลุยเต๋าแต่เขาคิดว่าถังซิ่วไม่ต้องการเล่นต่อและหยุดลง
"ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เจี่ยคงทำให้เขารู้สึกกลัวแล้ว ถ้าเขาไม่รีบยอมแพ้เขาจะต้องตายแน่ๆ"
"ไอ้เวร ในที่สุดแกก็รู้ถึงกำพืดของตัวเอง ทักษะการพนันของแกต่ำกว่าเขามาก แม้ว่าแกจะเขย่าถ้วยลูกเต๋าของแกนานขึ้นมันก็ไร้ประโยชน์ แกเลยคิดที่จะพึ่งพาโชคสินะ"
"ก็ดีเราจะได้รีบๆจบเกมส์นี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลา"
เมื่อซูเหรินเฟย์ ฮูหว่านจุนและซางหยงจินเห็นการกระทำของถังซิ่ว พวกเขาก็ต่างแข็งค้างไปพักหนึ่งก่อนที่จะหยอกล้อออกมา
ในขณะที่ดวงตาของทุกคนกวาดไปรอบๆนี้เองที่ใบหน้าของซางตี้ฉวินและซางหยงจินก็ถึงกับแดงก่ำขณะที่ซูเหรินเฟย์ฮูหว่านจุนและเจี่ยหลุยเต๋าเองก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อเช่นเดียวกัน
เพราะตอนที่ถังซิ่วได้เปิดถ้วยขึ้นมานั้นแต้มของเขาได้เผยออกมาให้ทุกคนเห็นชัดเจนว่ามันคือ ห้า หก หก รวมเป็นสิบเจ็ดแต้ม มันเป็นแต้มที่สูงกว่าเจี่ยหลุยเต๋าที่ได้สิบหกแต้มในช่วงก่อนหน้านี้
"เราชนะ! เราชนะจริงๆใช่ไหม?"
แม้ว่าก่อนหน้านี้ หลงเซ้งหยูจะปลอบใจถังซิ่วก็จริงแต่ทว่าเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจากอีกฝ่าย เขาได้ปลอบใจตัวเองโดยอาศัยการควบคุมตนเองที่เขาได้รับการปลูกฝังมานานแล้ว เขาเลือกที่จะปลอบใจตัวเขาเองและไม่โทษหรือกล่าวหาอีกฝ่าย
"พี่ชาย! ฉันรู้ว่าคุณสามารถทำมันได้! พี่ใหญ่ ตอนนี้พี่เชื่อฉันแล้วหรือยัง?"
ประโยคครึ่งแรกของหลงเซ้งหลินพุ่งเป้าไปที่ถังซิ่วขณะที่อีกครึ่งหนึ่งชี้ไปที่หลงเซ้งหยู ในเวลานี้หลงเซ้งหลินกำลังเต้นด้วยท่าทางที่มีความสุขราวกับเด็กน้อย
หลังจากที่ได้รับการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกรวมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าดวงตาของเขาไม่ได้ฝาดไปก็ทำให้หลงเซ้งหยูได้สติกลับมาพร้อมกำหมัดเอาไว้แน่นและคว้าน้องชายด้วยความตื่นเต้นพลางมีน้ำตานองภายในดวงตาของเขา
เป็นเพราะโครงการหมู่บ้านเขาล้อมมีความสำคัญสำหรับหลงเซ้งหยูเป็นอย่างมาก เขาต้องเดินก้าวแรกอย่างมั่นคงเพราะโครงการนี้มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนทั้งชีวิตของเขาดังนั้นเขาถึงได้ใช้ความคิดวิเคราะห์สำหรับโครงการนี้มาเป็นเวลาเกือบสาม ปีเพื่อที่จะทำให้มันเกิดขึ้น หากโครงการโดนตัดออกอย่างฉับพลันก็ทำให้เขาไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถเผชิญหน้ากับความล้มเหลวได้หรือไม่ นี่เป็นเหตุผลที่เขาขอความช่วยเหลือจากทุกที่และเป็นเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเชื่อคำพูดของน้องชายและเชิญคนนอกเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้
"โชคของแกดีจริงๆแต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกจะชนะในเกมส์ต่อไป"
หลังจากเงียบเป็นเวลานาน ซางหยงจินก็พูดด้วยเสียงเย้ยหยันแต่คราวนี้โทนเสียงของเขามันแตกต่างไปจากการพูดก่อนหน้านี้ ตอนนี้ยังไม่มีใครสนับสนุนคำพูดของเขาเพราะผู้คนยังคงอยู่ในอากาศตกตะลึงจากการที่ถังซิ่วได้รับไปถึงสิบเจ็ดแต้ม