ยามนี้ตัวมันฉินเทียนได้แต่ร่ำร้องในใจว่า 'สำเร็จแล้วอีกในไม่ช้าข้าก็จะได้ออกจากไอ้เทือกเขาเฮ้งซวยนี่' โดยตอนนี้บุตรตัวน้อยทั้งสองของมันทำตัวราวกับเป็นหน่วยคุ้มกันให้กับตัวมัน ฉินเทียนยามนี้ปลื้มใจเป็นที่สุดตัวมันแม้จะบอกกล่าวสองเด็กน้อยว่ามันจะเดินนำเป็นแบบอย่างหากแต่เอาเข้าจริง ตลอดทางเดินมันอ้างการฝึกฝน ส่งสองเด็กน้อยเป็นแนวหน้า กรุยทางเดินแสนสะดวกให้กับตัวมัน ยามนี้สัตว์อสูรที่ต่ำกว่าตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มมิมีตัวใดกล้าเข้าใกล้สองตัวน้อยของมันอีกแล้ว
หากแต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ฉินเทียนก็มิอาจจะทำตัวแค่เดินตามสบายๆ ได้
ตลอดทางมันแสร้งทำตัวเป็นผู้ทรงภูมิพูดกล่าวสั่งสอนเด็กน้อยทั้งสองอยู่ตลอด โดยวาจาที่มันพูดนั้นล้วนเป็นวาจาแห่งนามธรรมที่มิมีถูกผิด
"ลูกจวิ้นเจี๋ยเจ้าจงจำไว้ง้าวของเจ้านั้นยังไม่สมบูรณ์ ในอ่อนต้องมีแข็ง ในแข็งต้องมีอ่อน ในความพลิ้วไหวไร้แบบแผนมีแบบแผน ในการซุ่มซ่อนของสัตว์อสูรศัตรูทั้งหลาย แม้มั่นใจแต่ก็จงอย่าวางใจไปทั้งหมด มิเช่นนั้นหากศัตรูมีแผนร้ายสังหารหลบซ่อนและถูกใช้อย่างฉับพลันเจ้านั้นจะไม่ทันระวังตัวได้ ลูกจวิ้นเจี๋ยเจ้าเข้าใจไหม"
เจ้าเด็กน้อยล่ำบึ้กฉินจวิ้นเจี๋ยรีบโค้งกายคำนับฉินเทียนผู้เป็นบิดาพร้อมกล่าวอย่างมั่นใจ "ท่านพ่อลูกเข้าใจขอรับ ต่อไปจวิ้นเจี๋ยจะทำตามที่ท่านพ่อสั่งสอน คำสั่งสอนของท่านพ่อช่างล้ำลึก"
ฉินเทียนพยักหน้ารับอย่างยินดี หากแต่ในใจมัน 'ดีมากเจ้าตัวน้อยล่ำบึ้กของพ่อ เอ็งช่างเก่งกล้าเกินบิดานัก บิดายังไม่เข้าใจหากแต่เอ็งเข้าใจแล้ว'
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ฉินเทียนก็หันมองไปที่สตรีตัวน้อยของมัน มันต้องแสร้งทำหน้าที่ของบิดาผู้มีภูมิความรู้ มันจำต้องพูดสิ่งยากๆ ที่เด็กน้อยมิมีวันเข้าใจ สร้างภาพจำแก่ทั้งสอง แม้ในใจมันจะแอบสงสารตัวน้อยของมันอยู่บ้างที่ต้องมาฟังอะไรก็ไม่รู้จากตัวมัน "ลูกพิงสตรีตัวน้อยน่ารักของบิดา เมื่อกี้ยามที่เจ้าเข้าสัประยุทธ์กับเหล่าสัตว์อสูรตัวน้อยทั้งหลายนั้น มีบางสิ่งที่บิดาจำต้องบอกกล่าวเจ้าเอาไว้ แม้มียอดวิชาหมื่นแสนหากแต่ก็มิสู้หนึ่งชำนาญ การมีวิชามากมายนั้นก็ดีหากแต่เจ้าควรจะมีวิชาที่ถนัดชำนาญและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วเจ้ารู้ไหม" ฉินเทียนพูดกล่าวด้วยใบหน้าทรงภูมิยิ่ง
เจ้าสตรีตัวน้อยฉินผิงรีบพยักหน้ารับ "เจ้าค่ะท่านพ่อ"
ฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็พยักหน้ารับพร้อมคิดในใจ 'ดีแล้วตัวน้อยของพ่อ มิเช่นนั้นหากเจ้ายังใช้วิชามากมายไม่ซ้ำกันต่อเนื่องแบบนี้ แม้แต่บิดาผู้นี้ก็มิรู้จะชี้แนะเจ้าอย่างไร ส่วนอาจารย์ผู้สอนของเจ้าก็ช่างยอดเยี่ยมสมกับเป็นมหาเทวะปรมัตถ์ผู้มีฉายยา [บัญญัติเจ็ดหางแห่งความตาย] มิคิดเลยว่านอกจากวิชาที่บิดาได้ซื้อหาด้วยแต้มบุญให้กับเจ้า หลี่เจียอี้มหาเทวะปรมัตถ์ผู้นั้นจะสอนวิชาอื่นเจ้าอีกมากมายนัก พอบิดาเห็นเจ้าใช้วิชาได้มากมายเช่นนี้แม้แต่ตัวบิดาเองก็ยังแอบอิจฉามีแต่ต้องบอกให้เจ้าเบาๆ มือหน่อย มิเช่นนั้นบิดาคงตาลายเป็นแน่ คิดดูขนาดเจ้าจะจับกระต่ายอสูร เจ้าใช้ไปถึง 48 วิชาไม่ซ้ำกัน และพอมองที่ตัวบิดาผู้นี้สิ พึงมีวิชาติดตัวเพียงห้าวิชา แถมวิชาที่ใช้งานได้จริงๆ มีเพียงแค่ 2 วิชาจากทั้งหมด หากเจ้ายังแสดงวิชาไม่ซ้ำกันอีกแบบนี้พอบิดาได้เห็นแล้วมันช่างเจ็บปวดหัวใจในความอ่อนแอของตัวเองเหลือเกิน'
ฉินเทียนส่ายหัวพลางคิดกล่าวกับตัวเอง
ฉินผิงเจ้าสตรีตัวน้อยเห็นฉินเทียนส่ายหน้าในใจนางก็พลันคล้ายมีรอยแตกร้าว ได้แต่โทษตัวเองในใจที่ยังฝึกฝนไม่มากมาย นางทำสีหน้าผิดหวัง คล้ายต้องการจะร้องไห้เหลือเกิน
ฉินเทียนเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่าผิดท่าแล้ว มันมิคิดเลยว่าเด็กสตรีตัวน้อยจะเก็บคำพูดของมันไปคิดและโศกเศร้าถึงเพียงนี้ มันรีบเดินก้าวไปหาสตรีตัวน้อยดึงอุ้มร่างนางขึ้นพร้อมลูบหลังเบาๆ "เป็นเช่นไรตัวน้อยของบิดา เจ้าเศร้าเสียใจหรือ"
ฉินผิงสตรีตัวน้อยรีบพยักหน้ารับ ในสายตาของคนอื่นนางอาจจะเป็นสตรีตัวน้อยหน้าตามิงดงาม
หากแต่ในสายตาของฉินเทียนนางคือนางฟ้าบุตรธิดาในฟันของมันชัดๆ ด้วยหน้าตาแบบนี้ ตาตี่ จมูกแบนไม่มีดั้ง ฟันก็ไม่งาม เรียกว่าความสวยต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปมากนัก หากแต่สำหรับฉินเทียนแล้วนิแหละคือนางสวรรค์ นั่นเพราะอะไร ก็เพราะลูกสาวแบบนี้โอกาสออกเรือนน้อยเต็ม ยามนางเติบใหญ่บุรุษใดเล่าจะสนใจ สุดท้ายก็มีแต่บิดาผู้นี้แหละจะอยู่เคียงข้างนาง นางจะเป็นสตรีตัวน้อยที่จะอยู่กับมันตลอดไป
นอกจากนั้นเพราะความไม่งดงามของนางสิ่งหนึ่งที่ฉินเทียนมั่นใจ ในภายภาคหน้าบทตัวเอกนางงามแสนวุ่นวายจะไม่มีวันตกถึงบุตรสตรีตัวน้อยผู้นี้ของมันแน่นอน ตัวฉินเทียนมันนั้นไม่มีวันทำใจได้ โดยเฉพาะการข้ามมิติมาแบบนี้ นั่นเพราะอะไร เพราะจากนวนิยายที่มันอ่านมานับร้อยนับพัน เหล่าสตรีนางเอกงดงามตัวเด่นดังทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีชะตากรรมอย่างไร
หากแค่อ่านสนุกๆ ในฐานะแฟนฟันแท้ผู้อ่านก็พอทน
หากแต่เอ็งเกิดเป็นบิดาของเหล่านางเอกตัวละครเด่นพวกนั้นเอ็งทนไหวหรือ ที่บุตรสาวผู้งดงามของเอ็งต้องมีชะตากรรมเช่นนั้น
หนึ่ง วันดีคืนดีเป็นยอดหญิงงามของสำนักหรือแผ่นดินอยู่ดีๆ ไม่รู้ว่ามีตัวห่าเหวอะไรอยู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมา หากบทที่แมร่งได้ดันเป็นพระเอกชะตากรรมของนางเอกก็ราวต้องมีเคราะห์เจ็ดชั้น เพราะไม่ว่าพระเอกแมร่งจะมีนิสัยห่าเหวอะไร นางเอกนั้นก็จะหลงรักไอ้เวรนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
สอง ต่อให้เอ็งเป็นสาวบริสุทธิ์ถือพรหมจรรย์มาหนึ่งล้านปีแสง หากแต่บุตรสาวที่น่าสงสารของเอ็งจะต้องถูกอะไรสักอย่างหนึ่งทำให้เสียตัวไอ้บุรุษตัวร้าย บ้างก็อ้างปราณหยิน บ้างก็อ้างพิษ บ้างก็อ้างยาปลุกกำหนัด บ้างอ้างเพราะเคล็ดวิชาฝึกฝน หากแต่ทุกอย่างที่อ้างมา ลูกสาวเอ็งจะปลอดภัยถ้าถูกอึบด้วยไอ้พระเอกนิยายบัดซบ และคิดดูเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกสาวเอ็งหัวใจผู้เป็นบิดาของเอ็งจะปวดร้าวแค่ไหน
สาม หากบุตรสาวเอ็งเป็นนางเอกสายฮาเร็ม ลูกสาวเอ็งต้องเป็นหนึ่งในคนที่อยู่บนเตียงในฉากสวิ้งกิ้ง ลองคิดดูหัวใจของบิดาสิเอ็งรับได้ไหม
นอกจากนั้นข้อสี่ หากลูกสาวเอ็งได้เป็นนางเอกรอบตัวนางนอกจากพระเอกที่ว่าชั่วร้ายแล้ว หากแต่ที่ชั่วร้ายกว่ากับอยู่เต็มรอบกายของนาง นอกจากนั้นบทโง่ๆ เซอร์ๆ อีก
และเมื่อฉินเทียนมองมาที่สตรีตัวน้อยของมัน มันก็พบว่าหน้าตาบ้านๆ ออกไปทางขี้เล่ห์แบบนี้ช่างประเสริฐนัก อีหนูของพ่อตลอดชีวิตจะเป็นสตรีที่มิมีวันถูกใครรังแกได้
ยามนี้ฉินเทียนกอดปลอบสตรีตัวน้อยของมันยกใหญ่ "ฉินผิงไม่ร้องไห้นะเด็กดีของบิดา ให้บิดาเช็ดน้ำตาให้เจ้านะ"
สตรีตัวน้อยเมื่อเห็นฉินเทียนปลอบโยนนางเช่นนี้นางก็คล้ายมีความสุขมากขึ้นในทันที ตอนนี้นางมีปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าจะต้องไม่ทำให้ท่านพ่อของนางต้องผิดหวังในตัวนางอีก ฉินผิงมองหน้าฉินเทียน "ท่านพ่อเจ้าค่ะ ฉินผิงจะตั้งใจ ฉินผิงจะพยายามให้มากขึ้นเจ้าค่ะ ท่านพ่อสั่งสอนถูกต้องแล้ว ฉินผิงต้องฝึกฝนวิชาให้ชำนาญมากกว่านี้"
ฉินเทียนเอามือลูบหัวก่อนปล่อยสตรีตัวน้อยของมันลง ตอนนี้อารมณ์ของนางดีขึ้นมากแล้ว
หากแต่ในฐานะบิดาผู้ยิ่งใหญ่ มันก็ต้องแสร้งสั่งสอนนางต่อไป ทั้งที่มันมีประโยชน์จริงๆ รึเปล่าฉินเทียนก็ไม่รู้
"ฉินผิง จวิ้นเจี๋ย วันนี้เราก็ออกเดินทางกันมาได้หลายสิบลี้แล้ว นอกจากเพื่อขัดเกลาฝีมือในการต่อสู้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้าควรจำไว้ ยามเดินป่าท่องแดนอันตรายที่เรามิอาจจะล่วงรู้ การมีแต่ยอดวิชานั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่ยังต้องรู้ระแวดระวัง นอกจากนั้น... ฉินผิงเจ้าตัวน้อยของพ่อ เจ้ามีวิชาสำรวจอาณาเขตใช้หรือไม่ วันนี้เจ้าได้ใช้แล้วหรือยัง"
ฉินผิงสตรีตัวน้อยรีบส่ายหน้า
ฉินเทียนพยักหน้ารับ "วิชาสำรวจอาณาเขตนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ขาดมิได้เลยหากเราออกเดินทางไปยังที่ที่เราไม่ล่วงรู้ ไหนฉินผิงเจ้าลองใช้วิชาอาณาเขตของเจ้าสิ"
พอฉินเทียนพูดจบสตรีตัวน้อยของมันฉินผิงก็กางมือร่ายอิทธิฤทธิ์ทันที ไม่ช้าแผ่นดินโดยรอบก็ปรากฏอักขระอักษรลึกลับประจำเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ไม่ในกลุ่มอักขระเหล่านั้น อยู่ดีๆ ก็มีจิ้งจอกวิญญาณสีขาวมากมายตัวเล็กเท่าฝ่ามือวิ่งออกมา ก่อนจะวิ่งไปทั่วทุกสารทิศอย่างรวดเร็วนับหมื่นตัว
ฉินผิงยืนนิ่งหลับตา รับรู้สิ่งต่างๆ โดยรอบ
ไม่ช้านางก็ร้องตะโกนเสียงดัง "ท่านพ่อเจ้าค่ะ มีคนบาดเจ็บ"
หากแต่ฉินเทียนยืนนิ่งก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ หากแต่ในใจของตัวมันตอนนี้หวาดกลัวเหลือเกิน ตัวมันพึงผ่านเหตุการณ์สังหารเทพอสูรสังหารโลหิตครามมาหยกๆ มันกลัวเหลือเกินว่าเหตุการณ์แปลกๆ เช่นนั้นจะเกิดขึ้นอีก หากแต่ถึงแม้มันจะคิดเช่นนั้น มันก็ได้แต่พยักหน้ารับสตรีตัวน้อยของมัน
.
.
.
ไม่ช้าทั้งสามก็เดินไปถึงพุ่มไม้แห่งหนึ่งที่มีกลิ่นยาหนาแน่น นอกจากนั้นยังมีการลงอักขระเป็นค่ายกลปิดซ่อนขนาดเล็กกลบเสียง กลิ่นและสัมผัสอีก เมื่อฉินเทียนเห็นแบบนี้จึงไม่แปลกใจที่จะไม่มีใครสังเกตเห็น
หากเจ้าตัวน้อยของมันฉินผิงมิได้ใช้วิชาสำรวจอาณาเขต ตัวฉินเทียนจะไม่มีวันรู้เลยว่าตรงนี้มีผู้บาดเจ็บอยู่
เมื่อมาถึงตรงนี้ฉินเทียนก็ออกเดินนำ เพราะตัวมันเกรงจะมีตัวตนแปลกๆ เช่นเทพอสูรสังหารโลหิตครามปรากฏอีก
เมื่อเดินเข้าไปถึงใจกลางค่ายกลเล็ก ตรงกลางนั้นฉินเทียนก็เห็นร่างชายชราผู้หนึ่งที่กำลังหอบหายใจรวยรินคล้ายๆ กำลังจะตาย เมื่อชายชราผู้นั้นเห็นฉินเทียนมันก็รีบร้องเรียกทันที กลางหน้าผากของมันนั้นมีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มห้าจุดแต้มอยู่ ซึ่งแสดงถึงฝีมือที่ไม่ต่ำทรามเลย
"สหายนี่คงเป็นวาสนา..." พูดมาถึงตรงนี้ชายชราก็กระอักเลือดทันที พร้อมกับพูดได้อีกเพียงแค่สองสามคนก่อนจะตายลงทันที "ช่วยนำ... ป้ายนี้... ไป..."
ฉินเทียนยืนนิ่งค้างในใจยังสับสนว่านี่มันเรื่องอะไรกันวะ
เหตุใดจึงมีเหตุการณ์แปลกๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับมัน ตัวมันฉินเทียนยามนี้หากมันอยู่คนเดียวมันจะหันซ้ายหันขวาดูทันทีว่ามีใครวางกับดักมันรึเปล่า หากแต่ตอนนี้มันจนใจที่ทำมิได้ ภาพลักษณ์ของมันสูงส่งเกินไปที่จะทำเช่นนั้น มันจึงได้แต่แสร้งเป็นเข้าใจคำพูดของชายชรา พร้อมเดินไปหยิบป้ายไม้นั้นขึ้นมา
"ท่านพ่อเจ้าค่ะ ผู้เฒ่าผู้นี้คือ..."
ฉินเทียนได้ยินสตรีตัวน้อยกล่าวถามมันเช่นนี้ ตัวมันก็ไม่รู้จะพูดกล่าวอย่างไรดี เด็กตัวน้อยของมันต้องคิดแน่ว่าตัวมันนั้นล่วงรู้ทุกอย่าง และรู้อยู่แล้วว่ามีชายชราผู้บาดเจ็บอยู่ที่นี่ และเพราะว่าตัวมันรู้ มันเลยให้สตรีตัวน้อยใช้วิชาอาณาเขตสำรวจดู
หากแต่ถ้ามันตอบแบบขอไปทีว่าไม่รู้ว่ามีคนอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าชายชราบาดเจ็บ แน่นอนเรื่องแบบนี้ตัวมันฉินเทียนไม่สามารถทำได้ มันขัดกับภาพลักษณ์ของมันมากเกินไป
มันจึงได้แต่พูดจาราวเป็นปริศนาธรรมกับเหล่าตัวน้อยของมัน
"ฉินผิง ฉินจวิ้นเจี๋ย นี่คือวาสนาที่พวกเราต้องแบกรับ..." ฉินเทียนพูดจาด้วยสีหน้าคมเข้ม
จากนั้นไม่ช้าทั้งสองปานรู้ความนัยใจของฉินเทียน ต่างก็รีบขานรับคำของฉินเทียน "ท่านพ่อขอรับ!!!" "!!!ท่านพ่อเจ้าค่ะ"
ฉินเทียนรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นทันทีมิต้องการให้ทั้งสองพูดต่อ
เหตุการณ์มันฉุกละหุกเกินไป ต้องบอกตรงๆ ตัวมันก็มีวันที่สมองทึบแต่งเรื่องไม่ทันเช่นกัน
หากแต่ด้วยความที่มันเป็นคนสมองดีมันคิดแผ่นการยามเจอสถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว
สิ่งที่ต้องทำมีแค่ หนึ่ง. ทิ้งปริศนาธรรมเอาไว้ สอง. มิให้คนอื่นพูดอะไรอีกจนกว่ามันจะคิดหาคำพูดดีๆ และแต่งเรื่องเสร็จ
หากแต่ยามนี้ฉินเทียนรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่มันต้องสวมบทบาทพระเอกต่างโลกเสียที
มันเคยพลาดมา 2 ครั้งแล้ว
มันจะไม่ให้มีครั้งที่ 3 เกิดขึ้นอีก
.
.
.
นั่นก็คือการปล้นทรัพย์คนตาย
ยามนี้มีแค่ตัวมันกับบุตรตัวน้อยของมันสองคน เพียงแค่มันหาข้ออ้างดีๆ จากนั้นหยิบฉวยทรัพย์สินคนตาย แค่นี้มันก็ได้รับทุนในการเดินทางเพิ่มขึ้นแล้ว
ครั้งก่อนได้กำไลมิติจากนางมารผลึกโลหิต ในนั้นมีหมื่นเหรียญทองกว่าๆ มันยังใช้ไม่หมดเลย
ยามนี้ตรงหน้ามันเป็นศพของยอดฝีมือระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มห้าจุดแต้ม ตัวมันฉินเทียนมั่นใจสิ่งที่ได้ในครั้งนี้ต้องมีค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทองแน่
หากแต่ตรงนี้มีบุตรของมันสองคนอยู่ด้วย มันจำต้องมีข้ออ้างดีๆ พูดกล่าวกับเด็กน้อยทั้งสองของมันเสียหน่อย
"ฉินผิง ฉินจวิ้นเจี๋ย เดินไปด้านหลังบิดา พร้อมหันหลังให้บิดาเสีย บิดาจะร่ายอิทธิฤทธิ์คืนวิญญาณ คาถานี้รุนแรงมาก พวกเจ้ายังอ่อนเยาว์นักมิอาจจะจ้องมองบิดาร่ายอิทธิฤทธิ์นี้ได้ จงเดินออกห่างจากบิดาเสีย 10 จั้ง พร้อมหันหลังไปเสีย มิว่าจะได้ยินหรือมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็อย่าได้หันกลับมาหากมิได้ยินเสียงบิดา"
สองเด็กน้อยของฉินเทียนได้ยินดังนั้นก็เชื่อตัวมันฉินเทียนอย่างมิมีความสงสัยเลยแม้แต่น้อย
พร้อมกับคิดในใจว่าท่านพ่อของเรานั้นช่างเก่งกาจเหลือเกิน แม้แต่คนที่ตายไปแล้วท่านพ่อยังดึงวิญญาณกลับมาพูดคุยได้อีก ความภูมิใจในบิดาของทั้งสองช่างมากมายอย่างไม่มีประมาณเหลือเกิน
.
.
.
หากแต่สองตัวน้อยหารู้ไม่ คนที่มันเรียกว่าท่านพ่อนั้น แท้จริงแล้วก็แค่โจรชั่วที่ปรารถนาจะปล้นทรัพย์คนตายเท่านั้นเอง
ฉินเทียนยามนี้มิอาจจะหุบยิ้มได้อีกต่อไป
บทบาทพระเอกในนวนิยายที่มันใฝ่ฝันอยู่ตรงหน้าแล้ว มันรีบเดินไปค้นร่างศพของชายชราทันที ไม่ช้ามันก็พบกำไรมิติสามวง
หากแต่ในไม่ช้าเสียงที่ไม่คาดฝันก็ปรากฏ
["ระบบศาลเทพสวรรค์ตรวจพบจิตใจไม่ปกติของเจ้าของศาลเทพสวรรค์ ซึ่งละเมิดมรรคาแห่งฟ้า ท่านต้องได้รับบทลงโทษจากฟ้าดินทัณฑ์สวรรค์ [อัสนีสวรรค์ 9 ชั้นฟ้า] จะปรากฏใน 5.. 4.. 3.."]
⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง ⚡️เปรี๊ยง
เจ้าเด็กน้อยล้ำบึกหันไปทางน้องสาวของมันทันทีพร้อมส่งเสียงจิตไปหานางฉินผิงผู้เป็นน้องสาว "นินิฉินผิงดูสิอำนาจอิทธิฤทธิ์ของท่านพ่อช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ทำให้แม้แต่ท้องฟ้าก็ปั่นป่วน เจ้าเห็นเมื่อกี้นี้ไหม มันน่าจะเป็นอัสนีสวรรค์ 9 ชั้นฟ้าที่ท่านอาจารย์เคยเล่าให้เราฟัง ว่ากันว่ามีแต่มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะเรียกอัญเชิญสายฟ้าเช่นนี้ออกมาได้"
สตรีตัวน้อยฉินผิงรีบพยักหน้ารับอย่างภูมิใจ "ท่านพ่อช่างเก่งกล้าเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่ วันหนึ่งฉินผิงจะเป็นแบบท่านพ่อบ้างเจ้าค่ะ"
.
.
.
โดยที่สองตัวน้อยไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ฉินเทียนนั้นกำลังนอนนิ่ง พร้อมร่างสั่นไหวชักกระตุกไปมาอยู่ ตัวมันฉินเทียนตอนนี้กำลังรอบร้องด่าไอ้ระบบศาลเทพสวรรค์เฮงซวยนี่ในใจอย่างหนักหนา
หากแต่เนื่องจากมีแต่คำหยาบค่า ผู้แต่งจึงได้แต่ละไว้มิอาจจะบรรยายปากสุนัขของฉินเทียนมันได้ก็แต่เพียงเท่านั้น...