เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีเห็นเว่ยเจ่าจริงใจเช่นนี้ก็พยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พี่เว่ย ไม่ทราบว่าในหอสมบัติโอสถของท่านมีโอสถหรือสมบัติสำหรับหลอมเนื้อกายหรือไม่มียิ่งมากยิ่งดี ถึงเวลาข้าจะตอบแทนด้วยโอสถขัดเกลาร่างกาย”
หากสามารถหลอมเนื้อกายให้วิญญาณราชาบัลลังก์ทมิฬเขาก็จะมีพลังป้องกันตัวที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“ย่อมมีอยู่แล้ว”เว่ยเจ่าพยักหน้าตอบรับ จากนั้นคำนับลาฟ่านเสวี่ย เขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างสุดกำลังต่อให้ต้องใช้ทรัพย์สินทั้งหมด เขาก็ไม่ยอมให้ฟ่านเสวี่ยหลีออกเงินแม้ตำลึงเดียว
มันคือความแน่วแน่ของเขา
ขณะเดียวกัน เจ้าเมืองก็แสดงสีหน้าซาบซึ้งแล้วพูดว่า “อาจารย์หลิงหลงจื่อ ก่อนหน้านี้เทาเอ๋อนิสัยดื้อรั้น ต้องขอบคุณที่ท่านช่วยรักษาหากอนาคตท่านต้องการสิ่งใด จวนเจ้าเมืองจะตกลงช่วยอย่างมิปฏิเสธ” เขาพูดเหมือนเว่ยเจ่าทุกประการ แต่สิ่งที่เขากล่าวถึงคือทั้งจวนเจ้าเมือง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้อิงเทาก็ชิงพูดขึ้นมาว่า“ท่านพ่อในอดีตท่านเคยได้รับไข่มุกศักดิ์สิทธิ์มาใช่หรือไม่ ไม่ทราบว่าให้อาจารย์หลิงหลงจื่อดูหน่อยไหม”
เจ้าเมืองนิ่งงันไปเล็กน้อยและมองฟ่านเสวี่ยหลีด้วยสีหน้าประหลาดใจไม่รู้ว่านี่เป็นความต้องการของอิงเทาหรือฟ่านเสวี่ยหลีกันแน่
ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้าแล้วพูดว่า “ท่านเจ้าเมือง เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้รับลูกแก้วดาราสวรรค์มาหนึ่งเม็ด และได้ฟังจากอิงเทาว่าท่านมีไข่มุกศักดิ์สิทธิ์ที่ลักษณะคล้ายคลึงกันหนึ่งเม็ดจึงอยากนำมาเปรียบเทียบกันเสียหน่อย” เขาหยิบลูกแก้วดาราสวรรค์มาถือไว้
เมื่อหยิบลูกแก้วดาราสวรรค์ออกมาผู้คนพลันพบว่าทั้งตำหนักสว่างขึ้นมาก อีกทั้งยังมีลำแสงสายหนึ่งเปล่งออกมาจากลูกแก้วดาราสวรรค์ส่องตรงไปยังขอบฟ้าอย่างเจิดจรัส มันต้องเป็นสมบัติระดับเครื่องเงินแน่นอน
เจ้าเมืองเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาเล็กน้อยจากนั้นหยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งที่ใหญ่กว่าลูกแก้วดาราสวรรค์เล็กน้อยออกจากอ้อมอก และยื่นให้ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดว่า“ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมื่อปีก่อนลูกแก้วนี้กลับมืดหมองลง...” เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ก็ส่ายหน้าอย่างเสียดายเขาเคยมองสิ่งนี้เป็นเครื่องเงิน แต่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้กลับเทียบไม่ได้แม้แต่กับเครื่องสำริด
ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึงเล็กน้อยหลังจากที่รับไข่มุกศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ก็พบว่ามันใหญ่กว่าลูกแก้วดาราสวรรค์เล็กน้อยทั้งสองประกบเข้าหากันได้ เม็ดหนึ่งเล็กเม็ดหนึ่งใหญ่ มันมีขนาดเท่าลูกพุทรา และลักษณะคล้ายผลน้ำเต้าอย่างยิ่ง
แต่ไข่มุกศักดิ์สิทธิ์นี้กลับมืดหมองเห็นได้ชัดว่าภายในไม่มีลมปราณโบราณแม้แต่น้อย มีความเป็นไปได้สูงว่าลมปราณโบราณของมันสูญสลายเพราะกาลเวลา
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกผิดหวังและรู้สึกสงสัยเขาไม่รู้มาก่อนว่าไข่มุกสองเม็ดสามารถจับคู่กัน จึงถามเจ้าเมืองว่า “ท่านเจ้าเมือง ไม่ทราบว่าไข่มุกนี้มาจากที่ใดหรือ”
ในเมื่อสามารถกำเนิดลูกแก้ววิเศษเช่นนี้ได้ถึงสองเม็ดเกรงว่าสถานที่นั้นต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
เจ้าเมืองพูดอย่างขมขื่น“ในอดีตข้าได้เข้าไปยังดินแดนวิญญาณไหลเสวียหลี่โดยบังเอิญและได้รับไข่มุกศักดิ์สิทธิ์นี้จากริมแม่น้ำอันห่างไกล หลังจากรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดข้าก็ไม่กล้าเข้าไปในไหลเสวียหลี่อีก” เขาหยิบแผนที่ฉบับหนึ่งออกจากอ้อมอกแลวยื่นให้ฟ่านเสวี่ยหลี
มันเป็นแผนที่ของไหลเสวียหลี่ที่บันทึกไว้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะ แม่น้ำ หมู่บ้าน ภูเขา หรือกระทั่งเส้นทางลับยังถูกบันทึกเอาไว้กล่าวได้ว่าล้ำค่าอย่างยิ่ง
แต่ต่อให้มีแผนที่นี้เจ้าเมืองก็ไม่กล้าเข้าไปในไหลหยาหลี่อีก เนื่องจากในไหลเสวียหลี่มีปีศาจ ดวงวิญญาณและภาพลวงตาต่างๆนับไม่ถ้วน หลังจากเข้าไป อย่าว่าแต่ตามหาสมบัติเลย แค่เอาตัวรอดให้ได้ก็ยากมากแล้ว
“อยู่ในไหลหยาหลี่อย่างนั้นหรือ”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีรับแผนที่มา สายตาของเขากลับแน่นิ่ง
เนื่องจากทันทีที่เขาเห็นแผนที่นี้เขาก็นึกถึงเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งขึ้นมา เมื่อพันปีก่อน เขาเคยอ่านบันทึกความทรงจำของสุดยอดเทพวรยุทธ์ท่านหนึ่ง โดยกล่าวว่าเขาทลายความว่างเปล่าได้โดยบังเอิญจนเข้าสู่ดินแดนลับของโลกย่อยแห่งหนึ่ง และได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังวิญญาณชิ้นหนึ่งจากในนั้นอีกทั้งยังบันทึกไว้ว่า ภายในยังซ่อนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ไว้อีกมากมาย จากนั้นจึงวาดแผนที่ขึ้นที่แท้ก็คือไหลเสวียหลี่นี่เอง!
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างไม่ลังเล “ท่านเจ้าเมือง ข้าขอคัดลอกแผนที่นี้ไว้หนึ่งชุดได้หรือไม่”
เจ้าเมืองยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “หากท่านชอบแผนที่นี้ ท่านเอาไปเลยก็ได้ ข้ายังมีแผนที่สำเนาอยู่” ในเมื่อฟ่านเสวี่ยหลีต้องการ เขาย่อมไม่ปฏิเสธ
ในขณะเดียวกันยังพูดขึ้นมาว่า “ส่วนสมบัติหลอมเนื้อกายที่ท่านต้องการก่อนหน้านี้ จวนเจ้าเมืองก็มีไม่น้อยเช่นกันข้าจะให้ทหารเมืองส่งไปให้ท่านภายหลัง”
เขาตัดสินใจมอบทุกสิ่งที่ฟ่านเสวี่ยหลีใช้ได้ให้หมด
ท้ายที่สุดฟ่านเสวี่ยหลีก็เป็นนักปรุงยาระดับสูงได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้สถานะอันสูงส่งของเขาพอที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจของทั้งเมืองฉางซาน
ฟ่านเสวี่ยหลีนิ่งงันไปครู่แล้วเผยสีหน้าซาบซึ้ง
ในเมื่ออีกฝ่ายจริงใจเช่นนี้เขาจะต้องตอบแทนอย่างสมควรแน่นอน
ในเมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้าก็ควรไขว่คว้าเขาหันสายตามองไปที่อิงหรานทันที เนื่องจากตอนนี้เขามองออกถึงจุดบกพร่องในจิตวิญญาณของนางแม้ว่านางสามารถฝากวิญญาณไว้ในดอกเหมย แต่ร่างกายจำเป็นต้องอยู่ในที่มืดลับ ไม่สามารรับแสงแดดเป็นเวลานาน
เมื่ออิงหรานเห็นฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองมาที่ตนนางคิดว่าอีกฝ่ายต้องการถามสาเหตุที่ตนช่วยชีวิตเขาไว้โดยบังเอิญ จึงเผยความรู้สึกผิดแล้วพูดว่า“อาจารย์หลิงหลงจื่อ ขออภัยด้วย ข้ารับปากไว้กับคนคนหนึ่ง ซึ่งผู้นั้นขอร้องข้าไว้ว่าอย่าเปิดเผยตัวตนของนางเด็ดขาดดังนั้น...”
เมื่อรับปากไว้แล้วไม่ว่าอย่างไรนางจะไม่บอกเด็ดขาด
“องค์หญิงหมิงน่านี่เอง”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็พูดโพล่งออกมาที่แท้อิงหรานก็ถูกฝากฝังโดยหมิงน่า
หากอาจารย์ฟางเป็นผู้ฝากฝังน้ำเสียงของอิงหรานจะต้องเคารพมากกว่านี้แน่นอน เห็นได้ชัดคนคนนั้นต้องเป็นเพื่อนสนิทของอิงหรานและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นคนที่มีสถานะเช่นนั้น ในบรรดาผู้คนที่ฟ่านเสวี่ยหลีรู้จักก็มีเพียงหมิงน่าผู้เดียว
เมื่ออิงหรานได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะมองทะลุความคิดได้อย่างปรุโปร่งเช่นนี้
นางกับหมิงน่าคบหากันมาหลายปีครั้งนี้นางได้รับพิราบส่งสารจากหมิงน่าอย่างเร่งด่วน โดยบอกให้นางช่วยเหลือฟ่านเสวี่ยหลีนางจึงตามสืบข้อมูลและเดินทางตามรอย เสาะหาตามแผนที่จนได้พบภูเขาชิงหย่วน และพบกับฟ่านเสวี่ยหลีอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันนางยังพาแม่และน้องสาวของฟ่านเสวี่ยหลีกลับมาด้วย นางทำทั้งหมดนั่นโดยที่ไม่รู้ตัวตนใดๆของฟ่านเสวี่ยหลี
เดิมทีนางยังรู้สึกสงสัยเนื่องจากหมิงน่ามีนิสัยหยิ่งทะนงแต่ไหนแต่ไร แล้วจะชื่นชอบชายหนุ่มแบบนี้ได้อย่างไรแต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว ดูเหมือนหมิงน่าจะได้พบกับชายหนุ่มอัจฉริยะที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ขณะที่นางกำลังกลุ้มใจทันใดนั้นก็ได้ยินฟ่านเสวี่ยหลีพูดว่า “การหลอมวิญญาณไว้ในดอกไม้ก็ดี การซ่อนจิตไว้ในราตรีก็ไม่เลวไม่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องอะไร แต่วิชาหลอมวิญญาณที่ดีต้องได้ผลทั้งกลางวันและกลางคืนสามารถฝากฝังสรรพสิ่งด้วยดอกไม้ดอกเดียว แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญเช่นกันคือ วิญญาณต้องผ่านการขัดเกลาอย่างดีส่วนวิญญาณของแม่นางอิงหรานเห็นได้ชัดว่าอยู่ระดับที่ไม่สูญสลายแล้ว หากได้รับวิชาหลอมวิญญาณที่ดีและบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องอนาคตต้องประสบความสำเร็จแน่นอน”
บุญคุณต้องตอบแทนแค้นต้องชำระ ฟ่านเสวี่ยหลีจึงบอกจุดบกพร่องพร้อมทั้งวิธีแก้ไขสำหรับวิญญาณของอิงหราน
เมื่ออิงหรานได้ยินเช่นนี้ก็ขยับตัวไม่ได้ราวกับถูกไฟดูด!
ไม่เพียงแต่อิงหรานเท่านั้นแม้แต่จิตใจของเจ้าเมืองยังปั่นป่วนและตื่นตระหนกอย่างยิ่ง อิงหรานเป็นความรู้สึกผิดที่ใหญ่ที่สุดภายในใจของเขาอิงหรานทุ่มความพยายามนับไม่ถ้วนเพื่อวางแผนให้เขา แต่เขากลับทำได้เพียงมองดูอิงหรานทนทุกข์อยู่ในห้องลับ
แต่ตอนนี้ปรากฏแสงแห่งความหวังแล้ว!
อิงเทาที่อยู่ด้านข้างกำลังงุนงงแต่เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของอิงหรานและเจ้าเมืองก็เข้าใจทันที ฟ่านเสวี่ยหลีต้องได้แก้ไขอีกหนึ่งปัญหาอย่างน่าเหลือเชื่อแน่นอน!
อิงหรานกำลังคิดทบทวนคำพูดฟ่านเสวี่ยหลีจิตใจของนางค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เดิมทีนางคิดว่าตนต้องถูกจำกัดอยู่แห่งนี้ไปชั่วชีวิตต้องใช้ทั้งชีวิตในความมืด จะมีสตรีนางใดเล่าที่ยอมอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่า
แต่ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีกลับมอบความหวังอันไร้ขีดจำกัดให้นาง
“อาจารย์หลิงหลงจื่อไม่ทราบว่าอะไรคือวิชาหลอมวิญญาณที่ดีหรือ” อิงหรานถามอย่างจริงจังสายตาของนางมีความฉลาดอันน่าประทับใจ แม้แต่อิงเทาและเจ้าเมืองก็ยังไม่เคยเห็นสีหน้าอันสดใสเช่นนี้มาก่อน
ฟ่านเสวี่ยหลีนิ่งเงียบไปพักใหญ่แล้วพูดว่า “อย่างน้อยต้องเป็นระดับเงินขั้นสูง อีกทั้งต้องเป็นวิชาวิญญาณธาตุหยาง”แม้เขาจะเป็นปรมาจารย์ปรุงยา แต่เขาไม่ใช่ปรมาจารย์หลอมวิญญาณ จึงไม่มีวิชาชนิดนี้เพราะหากเขามีวิชาชนิดนี้ก็หลอมเนื้อกายให้ราชาบัลลังก์ทมิฬขึ้นใหม่ได้โดยง่ายดายแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนี้อิงหรานก็ไม่รู้สึกสิ้นผิดหวังแม้แต่น้อย กลับเผยรอยยิ้มอันสดใสออกมาแล้วพูดว่า “ขอบคุณอาจารย์หลิงหลงจื่อที่ชี้แนะ อิงหรานซาบซึ้งยิ่งนัก” นางอดทนอยู่ในห้องลับอันมืดมิดมานานหลายปีจนถึงวันนี้ จิตใจของนางแน่วแน่กว่าเนี่ยชิวอวี่มากนักเมื่อได้รู้ทิศทางในอนาคตแล้ว นางย่อมรู้สึกว่าเบื้องหน้ามีเพียงความกระจ่าง
ส่วนเจ้าเมืองรู้สึกกลุ้มใจเล็กน้อยวิชาวิญญาณธาตุหยางระดับเงินขั้นสูงนั้นล้ำค่าและหาได้ยากอย่างยิ่ง ต่อให้ใช้ทรัพยากรทั้งหมดในจวนเจ้าเมืองและใช้เวลาหลายสิบปีก็ไม่อาจหาพบมันหาใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มอันสดใสของอิงหราน เขาก็รู้สึกปวดใจทันที
ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้าเขารู้สึกชื่นชมในจิตใจอันแน่วแน่ของนางอย่างยิ่ง
‘เมื่อพันปีก่อนคนผู้นั้นได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังวิญญาณชิ้นหนึ่งจากไหลเสวียหลี่ หากข้าเข้าไปไม่แน่อาจมีโอกาสเจอวิชาวิญญาณที่สามารถช่วยเหลืออิงหราน’ เมื่อเขาคิดเช่นนี้จิตใจก็ยิ่งมุ่งมั่น
จากนั้นเขากล่าวลาเจ้าเมืองและคนอื่นๆเมื่อกลับถึงเรือนได้ไม่นาน ก็มีคนจากจวนเจ้าเมืองและหอสมบัติโอสถมาส่งสมบัติสำหรับการหลอมเนื้อกายให้จำนวนมาก
สมบัติสำหรับหลอมเนื้อกายเหล่านี้ประกอบกับตะขอปะการังราชาเพียงพอสำหรับการหลอมเนื้อกายอันแข็งแกร่งให้ราชาบัลลังก์ทมิฬแล้ว