เราเดินทางกลับมาถึงพระราชวังแห่งแคว้นหลวนเซียน ซึ่งตอนนี้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดมีทหารเดินยามกันแข็งขัน เพราะท่านอ๋องจัดเตรียมการสู้ศึกกับกองทัพปีศาจเยือกแข็ง อีกทั้งตอนนี้เราสัมผัสได้ถึงแรงกดดันแปลกประหลาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งมีลมเย็นผิดฤดูพัดแผ่กระจายมาจากหุบเขาเคียงนภา
จนเสวียฉีพูดออกมาว่าปีศาจเยือกแข็งพลังมันแข็งแกร่งขึ้น คงดูดเอาพลังวิญญาณพวกปีศาจบนเขาเคียงนภาเป็นแน่ พลังถึงได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ ซิ่นหลิงกับเฟยเจินเริ่มใจร้อนอยากเป็นฝ่ายบุกจึงชักชวนให้เราไปบุกที่ภูเขาเลยดีกว่า แต่หยงเป่าห้ามไว้บอกให้ทั้งสองใจเย็นๆ ขืนบุ่มบ่ามบุกไปได้หนาวตายก่อนจะเจอตัวปีศาจเยือกแข็ง ขนาดเขาไปค้นหาแค่หนึ่งวันยังรู้สึกหนาวแขนขาชาไปทั้งตัว
ซึ่งในระหว่างทางที่เรากำลังเดินไปตำหนักดอกบัว พบองครักษ์จิ้นฝานกำลังเดินตรงเข้ามาหาบอกว่ากำลังรอเราอยู่พอดี ขอเชิญเราให้ไปพบกับท่านอ๋องที่ตำหนักม่อลี่ แต่เสวียฉีตอบว่าถ้าอยากพบเราก็ให้ท่านอ๋องมาที่ตำหนักดอกบัว
ฉันจึงพูดกับเสวียฉีว่าท่านอ๋องอาจจะมีธุระพูดคุยเรื่องปีศาจเยือกแข็ง อีกอย่างตอนนี้เราก็ยังเดินไปไม่ถึงตำหนักดอกบัวเลย เราเดินไปที่ตำหนักม่อลี่เลยก็ได้ แต่ทั้งสี่ไม่สนใจกลับกอดคอฉันพาเดินตรงไปยังตำหนักดอกบัว องครักษ์จิ้นฝานจึงเดินกลับไปอย่างมีมารยาทไม่แสดงอาการขุ่นเคืองอะไรออกมา
สักพักเดียวท่านอ๋องก็เดินเข้ามาในตำหนักดอกบัว เพื่อพูดคุยเรื่องแผนการบุกไปหุบเขาเคียงนภา เพราะท่านอ๋องรู้สึกได้เช่นกันถึงพลังน่ากลัวบางอย่างกำลังแผ่ออกมาจากทางทิศที่ตั้งของหุบเขาเคียงนภา ซึ่งการเตรียมทัพของแคว้นหลวนเซียนนั้นพร้อมแล้ว ส่วนทัพเสบียงจากแคว้นฮุ่ยจูกำลังเดินทางมา รอแต่ทัพสนับสนุนที่ส่งมาจากแคว้นจินชางคงมาถึงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะออกเดินทัพในวันมะรืน
ซิ่นหลิงได้ยินดังนั้นยิ่งฮึกเหิมอยากต่อสู้ ลุกขึ้นจากเก้าอี้บอกว่าจะกลับไปตามกองทัพแมงมุมกับฝูงงูที่ป่าไผ่เขียวให้มารอเดินทัพที่นอกกำแพงเมือง เฟยเจินจึงลุกพรวดขึ้นมาด้วยอีกคนจะออกไปเรียกนกเหยี่ยวกับฝูงนกอินทรีย์ดำให้บินมารอที่นี่ด้วยเช่นกัน
แต่ทันใดนั้นเราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของทหารที่ด้านนอก พร้อมกับองครักษ์จิ้นฝานวิ่งเข้ามาในตำหนักรายงานว่ามีปีศาจร่างใหญ่ตนหนึ่งบุกเข้ามาในวัง ปีศาจตนนั้นพูดว่ามาตามหาฉันกับเฟยเจิน พวกทหารจึงพากันล้อมจับเพราะไม่รู้ว่ามาดีหรือร้าย
เราจึงรีบวิ่งออกไปดูเห็นทหารหลายสิบคน กำลังถืออาวุธล้อมจับผู้ชายตัวใหญ่กำยำท่าทางคุ้นๆแต่ฉันยังเห็นชัดๆว่าเป็นใคร ปีศาจตนนั้นพลันกระโดดข้ามหัวพวกทหารวืดเดียวมาหาเรา แต่ถูกซิ่นหลิงใช้ทวนหวดเข้าไปทีหนึ่ง แต่ปีศาจตนนั้นใช้เท้าปัดป้องทวนกระโดดถอยหลังกลับไปยืนตั้งหลักห่างจากเราไม่ไกลมากนัก
ซึ่งพอเห็นหน้าชัดๆฉันกับเฟยเจินจึงรีบห้ามซิ่นหลิงทันที บอกทุกคนว่าปีศาจตนนั้นคือราชากระต่ายจากเกาะกระต่ายผีเป็นสหายกันมิใช่ศัตรู ราชากระต่ายเห็นว่าซิ่นหลิงไม่โจมตีแล้วจึงเดินเข้ามาหาพูดตำหนิซิ่นหลิงว่า หวดโดยไม่คิดจะถามก่อนเลยหรือว่าเขาเป็นใคร? ซิ่นหลิงตอบว่าจู่ๆกระโดดพุ่งเข้ามาใครจะคิดว่ามาดี!
ราชากระต่ายมองดูซิ่นหลิงกับเสวียฉีและหยงเป่า แล้วพูดด้วยท่าทางหวาดหวั่นว่า “หือ! มีแต่นักล่าจะกินข้าหรือเปล่าเนี่ย?! เสวียฉีเบะปากพูดสวนทันทีว่า พูดไม่ดูสภาพตัวเองมีอะไรให้น่ากิน เฟยเจินจึงถามราชากระต่ายว่ามาที่นี่ได้ยังไง หรือที่เกาะมีปัญหาเกิดขึ้นงั้นหรือ?
ราชากระต่ายตอบว่าที่เกาะไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนกอินทรีย์ดำกับพวกกระต่ายทุกตนต่างอยู่กันอย่างสันติเลิกทะเลาะวิวาทกันแล้ว แต่ที่เขามาที่นี่เพราะตั้งแต่เกิดความสันติบนเกาะเขาก็ว่างมากจนเกินไป จึงตัดสินใจตามพวกนกอินทรีย์ดำจะไปที่ป่าอัคคี แต่นกอินทรีย์ดำบอกว่าฉันกับเฟยเจินอยู่ที่พระราชวัง เขาจึงมุ่งตรงมาหาที่นี่แต่ถูกพวกทหารมนุษย์รุมล้อมจับตัว เลยลงมือตุ๊บตั๊บกันไปนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วงเขายังไม่ได้ฆ่าใครตาย
จากนั้นราชากระต่ายก็ถามว่าซิ่นหลิงเป็นใคร มีพลังแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ขนาดหวดเขาด้วยทวนแม้จะยังออกแรงไม่เต็มที่ แต่ถ้าหลบไม่ทันเขาคงได้ไปพบหน้าพ่อแม่กระต่ายบนดวงจันทร์แล้ว เฟยเจินจึงแนะนำว่าผู้ชายสามคนนี้คือพี่ชายของเรา ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆคือท่านอ๋อง พี่ชายทั้งสามก็ร้องอ๋อนี่หรือคือราชากระต่ายที่เฟยเจินเคยเล่าให้ฟัง
หยงเป่าจึงบอกราชากระต่ายว่าเราจะไปต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็งที่หุบเขาเคียงนภาในวันมะรืน ตอนนี้กำลังรอทหารอีกทัพมาเสริมในวันพรุ่งนี้ สนใจจะไปด้วยหรือไม่ และยังบอกราชากระต่ายอีกด้วยว่าบนภูเขาเคียงนภามีอากาศหนาวเย็นมาก ราชากระต่ายจะทนความเหน็บหนาวไหวหรือไม่
ราชากระต่ายร้องโอ๊ะ! พูดว่าเขาไม่ค่อยชอบอากาศหนาว แต่ไหนๆก็ตั้งใจมาต่อสู้จะให้เปลี่ยนใจกลับเพราะกลัวความหนาว คงได้อายลูกหลานกระต่ายบนเกาะแถมโม้ไว้เยอะซะด้วย! จากนั้นเขาก็หัวเราะอารมณ์ดีเหมือนคนมาเที่ยวเล่นมากกว่าจะมาช่วยสู้รบ ท่านอ๋องจึงเชิญราชากระต่ายให้พักอยู่ในวังจะให้คนไปจัดที่พักไว้ให้
ราชากระต่ายตอบตกลงทันที และยังถามท่านอ๋องว่ามีเหล้าให้ดื่มใหม ตอนนี้รู้สึกคอแห้งอยากดื่มเหล้ารสดีของมนุษย์ในวัง ท่านอ๋องตอบว่ามีเหล้าเดี๋ยวจะให้คนจัดเหล้ากับอาหารไปให้ในที่พัก เฟยเจินจึงชวนราชากระต่ายให้อยู่ดื่มเหล้าด้วยกันในตำหนักดอกบัว แต่ก่อนที่ราชากระต่ายจะเดินตามเราเข้าไปในตำหนัก เขาหันไปบอกท่านอ๋องว่าขอผักกับผลไม้นะเขาไม่กินเนื้อสัตว์
ท่านอ๋องทำหน้าแปลกใจที่เห็นปีศาจบอกว่าไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ท่านอ๋องก็พยักหน้ารับทราบ แต่ยังมองตามหลังราชากระต่ายที่กำลังเดินตามเราเข้าไปในตำหนัก องครักษ์จิ้นฝานจึงขยับเข้ามาพูดกับท่านอ๋องใกล้ๆว่า ปีศาจตนนี้คงเป็นกระต่ายจริงๆนั่นแหละ แต่มีกล้ามใหญ่แข็งแรงชะมัด! ท่านอ๋องพยักหน้าแล้วพูดว่าเป็นกระต่ายที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
ซิ่นหลิงอยู่ดื่มเหล้าพูดคุยกับราชากระต่ายสักพักเดียว ก็ขอแยกตัวกลับป่าอัคคีเพื่อไปตามกองทัพแมงมุมกับเหล่าฝูงงูในป่าไผ่เขียว เฟยเจินจึงขอตัวสักครู่เช่นกันเพื่อออกไปผิวปากเรียกนกเหยี่ยวกับนกอินทรีย์ให้มาเฝ้าอยู่รอบๆกำแพงพระราชวัง และยังสั่งให้หลี่เฉียงคอยเดินตรวจตรารอบๆพระราชวังอีกด้วย
หยงเป่าเห็นทุกคนตั้งใจรวมพลกันแข็งขันจึงลุกขึ้นพูดว่า เห็นพี่น้องมีกองทัพงู แมงมุม นก เขาเองก็ต้องไปหาบ้างแล้ว ฉันจึงแซวเขาว่านึกอยากมีอะไรตอนนี้ มันไม่ทันแล้วแม่ะ! เพราะวันมะรืนจะเดินทัพกันแล้ว หยงเป่ายิ้มแล้วพูดว่าเขาพอจะมีกลุ่มเสือดำอยู่บ้างที่ป่าทางใต้ จะลองไปตามดูเผื่อจะมีเสือดำสักสองสามตัวอยากตามมาขัดเขี้ยวขัดฟันกับพวกปีศาจเยือกแข็ง
ฉันจึงบอกหยงเป่าว่าให้แวะไปบอกสองลิงแฝดให้มาหาฉันด้วย ฉันมีสมุนลิงเหมือนกันจะพาไปลุยให้เละกันไปข้างนึงเลย แต่หยงเป่าส่ายหน้าตอบว่าให้สองลองแฝด อยู่ที่ป่าไผ่เขียวนั่นแหละอย่าเรียกมาซนให้ปวดหัว จากนั้นหยงเป่าก็เดินออกไปจากตำหนัก ทิ้งให้ฉันกับเสวียฉีและเฟยเจินนั่งพูดคุยดื่มเหล้าอยู่กับราชากระต่าย
แต่พอช่วงบ่ายนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาเดินเข้ามาเชิญฉันไปพบฮองเฮาที่ตำหนัก แต่ครั้งนี้นางกำนัลมีกิริยาท่าทางอ่อนน้อม ไม่มีทีท่าแข็งกระด้างใส่ฉันเหมือนแต่ก่อน นางกำนัลอ้างว่าฮองเฮาตั้งใจจะมาพบฉันที่ตำหนักดอกบัว แต่ฮองเฮามีอาการแพ้ อีกทั้งครรภ์เริ่มใหญ่จึงเดินไม่สะดวก
ฉันจึงถามไปตามตรงว่าหมอหวังไม่อยู่เหรอ เพราะหมอหวังคือผู้ดูแลครรภ์ของฮองเฮา นางกำนัลตอบว่าหมอหวังอยู่ในวัง แต่ฮองเฮาต้องการจะพูดคุยกับฉันเป็นการส่วนตัว ฉันจึงบอกนางกำนัลให้รอสักครู่แล้วลุกเดินไปหยิบผ้าคลุมไหล่มาห่มคลุม เพราะยังคิดระแวงกลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยสาดน้ำกรด แต่ใจหนึ่งก็คิดในด้านดีว่าฮองเฮาอาจจะอยากถามถึงเรื่องที่ฉันปฏิเสธตำแหน่งสนมเอกก็เป็นได้
จึงเดินตามนางสนมไปจนถึงตำหนักของฮองเฮา บรรยากาศภายในตำหนักนั้นดูปกติไม่อึมครึม เหล่านางกำนัลในตำหนักทุกคนล้วนมีใบหน้าอิ่มเอิบไม่ตึงเครียด ช่างแตกต่างจากตำหนักอดีตพระชายาของท่านอ๋องอย่างลิบลับ นางกำนัลเดินนำฉันเข้าไปในห้องรับรองแขก เห็นฮองเฮากำลังนั่งลูบคลำท้องนูนใหญ่ยิ้มปนเศร้าอยู่บนเก้าอี้
แต่ฉันกลับโล่งใจที่ไม่เห็นแก้วทรงสูงใส่น้ำกรดวางตั้งอยู่บนโต๊ะ มีเพียงถ้วยน้ำชาส่งกลิ่นหอมควันลอยฉุยออกมาจากถ้วย เมื่อฮองเฮาเห็นฉันมายืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของนางก็เปลี่ยนพยายามทำให้ดูปกติ ซึ่งฉันเองก็อยากไปจากตรงนี้เร็วๆ จึงไร้มารยาทเอ่ยถามฮองเฮาก่อนเลยว่า ต้องการพูดคุยฉันเรื่องปฏิเสธตำแหน่งสนมเอกใช่หรือไม่
ฮองเฮาตอบว่าใช่ และยังพูดอีกว่านางรู้แล้วว่าฉันปฏิเสธ แต่นางอยากถามให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่ต้องการเป็นสนมเอกจริงหรือ ทั้งๆที่ฉันรักและห่วงใยขนาดยอมยกอายุขัยให้ฮ่องเต้ แต่เหตุใดกลับปฏิเสธ มีเรื่องติดขัดอันใดหรือต้องการเงินทอง หรือต้องการตำหนักหลังใหม่นางจะสร้างให้ ส่วนเรื่องไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจของวังหลังนางก็จะยอมให้เช่นกัน ขอเพียงแค่บอกว่าฉันต้องการอะไร
ฉันจึงตอบไปตามความจริงว่าไม่สามารถมีสามีได้ เพราะมีเลือดพรหมจรรย์พิษหากถูกล่วงล้ำชายผู้นั้นจะตาย ฮองเฮาอุทานตกใจว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ ฉันจึงกรีดปลายนิ้วชี้ให้ฮองเฮาดูเลือดที่ไหลออกมาเป็นแปลวไฟ ทำให้ฮองเฮาตกใจตาค้างนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า เรื่องนี้นางมีวิธีแก้ไขโดยจะหาผู้ชายสักคนมาช่วยทำลายพรหมจรรย์พิษ ก่อนถึงวันเข้าตำหนักปรนนิบัติฮ่องเต้ ฉันรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันทีไม่เอาวิธีนี้เด็ดขาด
แต่ฮองเฮากลับพูดเหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องผู้ชายที่นางจะหามาให้ นางจะคัดชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี มีคุณสมบัติดีสักสามคน มาให้ฉันเลือกเพื่อร่วมเตียง และเมื่อหลังจากเสร็จกิจทุกอย่างจะเป็นความลับจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด เพราะชายผู้นั้นจะไม่ได้กลับออกจากพระราชวังไปปริปากบอกใคร
เมื่อฉันได้ยินแบบนี้กลับอึ้งมากกว่า ไม่คิดว่าฮองเฮาจะกล้าคิดเอาชีวิตคน จึงกล่าวปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เอาและอย่าคิดเอาชีวิตผู้อื่นเพื่อมาทำเรื่องเช่นนี้ ถึงฉันจะไม่ได้เป็นสนมเอก แต่ฉันจะอยู่ดูแลฮ่องเต้จะไม่จากไปไหน ขอให้ฮองเฮาล้มเลิกความคิดนี้เถิด อีกอย่างฉันมีคนที่รักอยู่แล้ว จึงอยากจะเก็บพรหมจรรย์ไว้ให้ชายที่รัก ส่วนเรื่องพรหมจรรย์พิษฉันจะหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง
เมื่อฮองเฮาได้ยินฉันพูดว่ามีคนรักอยู่แล้ว นางก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่รู้ว่าฉันไม่ได้คิดจะแย่งชิงฮ่องเต้ไปจากนาง แต่พยายามเก็บอาการทำเป็นไม่สนใจและพูดแค่ว่า “งั้นรึ!” ซ้ำยังไม่ถามเลยสักคำว่าชายที่ฉันรักเป็นใคร แต่ถึงนางจะถามฉันก็ไม่บอกอยู่ดีว่าเป็นใคร
ฮองเฮาจึงพูดว่านางมีอีกวิธีหนึ่ง คิดว่าฉันอาจจะสามารถทำลายพรหมจรรย์พิษได้ด้วยตัวเอง จึงหันไปกระซิบกับนางกำนัลคนสนิทแล้วยื่นกุญแจดอกหนึ่งให้ จากนั้นนางกำนัลก็เดินหายเข้าไปในห้องบรรทมของฮองเฮาเพียงครู่เดียว ก็เดินถือกล่องไม้สีน้ำตาลแดงเดินออกมาจากห้องกล่องหนึ่งนำมายื่นให้ฉัน
ฮองเฮาพูดอย่างอายๆว่าของในกล่องคือแท่งฮ่องเต้ มีเฉพาะแค่ฮองเฮากับเหล่านางสนมเท่านั้นได้รับคนละหนึ่งกล่อง เป็นแท่งตัวแทนของฮ่องเต้ยามไม่ได้เสด็จมาหา จึงมีขนาดเท่าของจริงของฮ่องเต้แต่นางไม่เคยหยิบออกมาใช้เลยสักครั้ง จึงมอบให้ฉันไว้ใช้ทำลายพรหมจรรย์พิษ
ฉันฟังแล้วคิดตามมันทะแม่งๆ จึงเลื่อนเปิดฝากล่องออกด้วยความสงสัย ถึงกับตาโตร้องอั๊ยหย๋า! ไม่คิดว่าในยุคโบราณนานนับพันกว่าปีจะมีของแบบนี้ใช้กันด้วย เพราะของภายในกล่องคือแท่งหยกเขียวขนาดเขื่องหนึ่งอัน เป็นแท่งยาวตรงหัวมีรอยโค้งมนเหมือนของผู้ชายเด๊ะ มองปราดเดียวรู้ได้ทันทีคือแท่งอวัยวะเพศชาย แถมที่โคนแท่งเจาะรูร้อยด้วยห่วงสีเงินวงใหญ่สำหรับมือจับ หรืออาจไว้ใช้กั้นกันแท่งหลุดเข้าไปข้างในตัวสตรีทั้งแท่ง ทำเอาเขิลมือสั่นไม่กล้าหยิบออกจากกล่องมาดูใกล้ๆ
ฮองเฮาพูดด้วยสีหน้าเขิลอายเช่นกันว่าแท่งฮ่องเต้ของนางทำมาจากหยก ส่วนของเหล่านางสนมทำจากทองแดง และพูดย้ำอีกครั้งว่านางไม่เคยใช้และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ จึงมอบให้เพราะคิดว่าฉันมีความจำเป็นมากกว่า
แม้ในใจอยากทดลองใช้เห็นแล้วมันก็ได้อารมณ์อยู่ แต่อีกใจไม่อยากใช้วิธีนี้เลย ถ้ามีคนรู้ว่าเสียพรหมจรรย์ให้แท่งหรรษาคงอับอายตายชัก! จากนั้นฮองเฮาก็พูดว่าตอนนี้นางหมดธุระจะพูดคุยกับฉันแล้ว และอยากนอนพักงีบหลับกลางวันเสียหน่อย
ฉันเดินถือกล่องแท่งหรรษาออกมาจากตำหนัก ในใจครุ่นคิดว่าจะจัดการยังไงดีกับของที่ได้รับมา จึงเดินถือกล่องไม้ไปนั่งเล่นในศาลาข้างสระหงส์ที่อยู่ห่างจากตำหนักของฮองเฮาไม่ไกลมากนัก เปิดฝากล่องนั่งมองดูแท่งหรรษาพาเสียวอีกครั้ง แหม่! เห็นแล้วมันก็มีอารมณ์วูบวาบน้ำเดินขึ้นมาได้เหมือนกัน
จึงพยายามสลัดความคิดกับอารมณ์วูบวาบนี้ทิ้งไป ไว้รอให้เสร็จศึกกับปีศาจเยือกแข็งก่อน ค่อยคิดอีกทีว่าจะจัดการกับแท่งหยกนี้ยังไง จึงเก็บใส่ลงในเข็มขัดเวทย์ แล้วคิดว่าไปหาหมอหวังที่จวนแพทย์หลวงดีกว่า ไปช่วยหมอหวังจัดเตรียมยาไว้รักษาทหารที่บาดเจ็บจากการทำศึกดีกว่า หาอะไรทำไม่ให้คิดฟุ้งซาน ตอนเย็นๆค่อยกลับตำหนักดอกบัว