ณ เมืองชางเขตปกครองเทพา ทวีปัเพลิง
เมืองชางตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตปกครองเทพาเป็หนึ่งในหกเมืองใหญ่ในเขตปกครองนี้ โดยอยู่ภายใต้การของตระกูลเย่ซึ่งเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมือง
ภายนอกถนนใหญ่หน้าจวนจ้าวเมืองเด็กหนุ่มชุดเขียวอายุราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งวิ่งมาบนท้องถนนบนใบหน้าที่งดงามของเขานั้นเต็มไปด้วยความเฉยเมยระคนร้อนใจในมือถือห่อยาวิ่งบ่ายหน้าไปทางประตูจวนจ้าวเมืองโดยไม่ได้ใส่ใจต่อสายตาผู้คนที่จ้องมองอย่างตื่นตะลึง
“ท่านแม่!ท่านแม่! ชิงหานซื้อยามาให้ท่านแล้วข้าเชื่อว่าท่านต้องอาการดีขึ้นอย่างแน่นอน”
เด็กหนุ่มยังคงวิ่งต่อไปข้างหน้าพร้อมกับบ่นพึมพำกับตัวเอง มองเห็นสิงโตหินขนาดใหญ่สองตัวอยู่ด้านหน้าจวนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลยิ่งทำให้เขาเร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
หน้าประตูจวนจ้าวเมืองมียามเฝ้ารักษาการณ์แปดคนยืนเรียงรายกันอยู่แต่ละคนร่างสูงใหญ่บนตัวสวมชุดเกราะหนาในมือถือดาบยาวมองดูแล้วน่าเกรงขามราวกับเทพผู้เฝ้าอารักขาประตู์ฉันนั้น
วันนี้เป็เวรของทั้งแปดคนที่ต้องมาเฝ้าหน้าประตูใหญ่แม้ว่าหน้าที่ในลักษณะนี้อาจจะถูกคนมองว่าเหมือนสัตว์สี่เท้า(หมา)เฝ้าบ้านแต่ทั้งแปดก็หาได้ใส่ใจไม่ตรงกันข้ามบนใบหน้าที่เคร่งขรึมของพวกเขานั้นกลับแสดงออกให้เห็นถึงความภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำที่เป็เช่นนั้นเพราะประตูจวนที่พวกเขายืนเฝ้าอยู่นี้คือ...ประตูจวนตระกูลเย่ ตระกูลเย่มีฐานะเป็ผู้ปกครองทางตอนใต้ของเขตปกครองเทพาและเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่จึงไม่แปลกที่จะทำให้บ่าวรับใช้เหล่านี้รู้สึกมีเกียรติและภาคภูมิใจ
ด้วยเหตุนี้ทั้งแปดคนจึงรู้สึกว่างานเฝ้าประตูนี้มีเกียรติและมีหน้ามีตา ทำให้พวกเขามองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาที่หยิ่งยโสและอวดดี
ตุบ! ตุบ!
มีคนกำลังตรงมาทางนี้!
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามายามทั้งแปดมีอาการตื่นตระหนกเล็กน้อยเพราะปกติแล้วถ้าเป็บุคคลธรรมดาหากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่มีใครกล้าเฉียดเข้ามาใกล้ประตูจวนจ้าวเมืองโดยเด็ดขาดดังนั้นเสียงฝีเท้าของผู้ที่ตรงเข้ามาต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอนเมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วยามทั้งแปดจึงยืดตัวขึ้นตรงพร้อมกับแสดงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปากแล้วหันหน้าไปยังทิศทางของเสียงที่กำลังตรงเข้ามา
แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นเ้าของเสียงฝีเท้าที่กำลังตรงเข้ามานั้นคือเด็กหนุ่มเสื้อเขียวที่กำลังถือห่อยาอยู่ในมือใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนของพวกเขาก็กลับมาเคร่งขรึมและเ็าดังเดิมโดยทันที
“ข้าก็นึกว่าใครที่ไหนซะอีกที่แท้ก็ไอ้นายน้อยลำดับเจ็ดจอมขยะไร้ค่านี่เองแม้แต่เื่ซื้อยายังต้องมาทำด้วยตัวเอง” หนึ่งในยามทั้งแปดพูดกระซิบกระซาบกับคนอื่นๆพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน
“น้องหกระวังคำพูดของเ้าด้วย ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ยังเป็หนึ่งในนายน้อยถ้าหากคนในตระกูลทราบเข้าเราจะถูกลงโทษเอาได้... ดู! นั่นใครมา? โอ้! นั่นนายน้อยลำดับสองกลับมาแล้ว เร็วพวกเรารีบไปต้อนรับกันเถอะ!”
เมื่อยามทั้งแปดมองเห็นรถม้าคันหนึ่งที่ตกแต่งอย่างหรูหราและโอ่อ่ากำลังวิ่งตรงเข้ามาทันใดนั้นใบหน้าของพวกเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนและเป็มิตรอีกครั้งและเมื่อเห็นตัวอักษร “เย่” ที่เขียนบนธงสีดำที่ปักอยู่บนรถม้าและตัวอักษร “เสียน” ที่อยู่ใต้ตัวอักษรเย่ยิ่งทำให้แววตาของยามทั้งแปดอ่อนโยนและเป็มิตรยิ่งกว่าเดิมยิ่งไปกว่านั้นดวงตาของพวกเขายังแฝงไปด้วยแววของการประจบสอพลอเล็กน้อยอีกด้วย
“ยินดีต้อนรับนายน้อยลำดับสองกลับจวน!”
ยามทั้งแปดร้องะโออกมาพร้อมกันด้วยเสียงอันดังทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็สะดุ้งใเด็กหนุ่มเสื้อเขียวที่ถือห่อยาอยู่พลางหยุดชะงักไปด้วยเขาหันย้อนกลับมามองไปยังรถม้าที่หรูหราโอ่อ่าและใบหน้าที่ดูประจบสอพลอของยามทั้งแปดเขาได้แต่ยิ้มเยาะและเดินมุ่งหน้าต่อไปยังประตูจวน
.................................
เย่ชิงเสียนนายน้อยลำดับสองของตระกูลเย่และยังเป็ศิษย์สายในเขาคิดเสมอว่าด้วยตำแหน่งและฐานะของเขาในโลกนี้น้อยนักที่จะมีเื่หรือใครที่กล้าขัดใจหรือทำให้เขาไม่พอใจแต่ว่าวันนี้อารมณ์ของเขาไม่ดีเป็อย่างมากสาเหตุมาจากนางคณิกาที่หอนางโลมหมอกควันเมามายที่เขาไปเที่ยวเมื่อคืนวาน
มีใครไม่รู้บ้างว่าเขาคือใคร? เขาคือนายน้อยลำดับสองของตระกูลเย่...เย่ชิงเสียน
ตระกูลเย่แสดงถึงอะไร? ตระกูลเย่คือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเขตปกครองเทพาเป็ผู้ปกครองในเขตแดนตอนใต้นี้ แต่นางคณิกาคนนั้นกลับกล้าปฏิเสธเขา? บอกว่าเป็หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง...! บิดาเ้าเถอะ! หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง...
หอนางโลมหมอกควันเมามายคือหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองชางผู้หญิงที่ทำงานที่นั่นล้วนเป็นางคณิกาแต่นางแพศยานั้นกลับปฏิเสธข้าบอกว่านางขายแต่ศิลปะการแสดงไม่ขายร่างกาย ข้าอยากรู้เสียจริงว่าจะมีศิลปินคนไหนไปในสถานที่เช่นนั้นเพื่อชมงานศิลปะกันถ้าเป็งานศิลปะทางด้านร่างกายก็ว่าไปอย่าง
‘ฮึ! ถ้าไม่ใช่ว่ากลัวฝ่ายหอผู้คุมกฎของตระกูลจะลงโทษไม่ใช่ว่ากลัวจะล่วงเกินผู้มีชื่อเสียงที่อยู่ในนั้นหรือว่ากลัวตนเองจะเสียภาพพจน์ ถ้าไม่ใช่...ข้าจะขืนใจมันและพังหอนางโลมหมอกควันเมามายให้ราบเป็หน้ากองเลยทีเดียว!’
เย่ชิงเสียนะโลงจากรถม้าและเดินตรงไปยังหน้าประตูจวนด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำเขาพยายามหาเหตุผลเพื่อมาปลอบใจตนเองให้สงบลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน เมื่อสายตาของเขามองไปยังประตูจวนเขาเห็นสายตาของยามทั้งแปดที่มองมาที่เขามีแววของความประจบสอพลอทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมากคิดในใจว่ายามทั้งแปดคนนี้ช่างมีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักเสียจริงยากที่จะเชื่อได้ว่าแต่ละคนร่างกายกำยำสูงใหญ่น่าเกรงขามราวกับเทพสังหารแต่กลับยิ้มออกมาได้...สวยหยาดเยิ้มเช่นนี้?
เย่ชิงเสียนเห็นดังนั้นจึงยื่นมือตบไปยังไหล่ยามคนหนึ่งเบาๆเพื่อแสดงถึงความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาพร้อมกับแหงนหน้าหัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านเข้าไป
อย่างไรก็ตามเย่ชิงเสียนก็อารมณ์ดีได้เพียงไม่นานก็ต้องหัวเสียขึ้นมาอีกครั้งเพราะด้านข้างของประตูที่เขากำลังเดินเข้าไปนั้นมีเด็กหนุ่มเสื้อเขียวในมือถือห่อยาเดินมาด้วยใบหน้าที่เร่งรีบและด้วยความที่เร่งรีบไม่ทันระวังจึงชนเข้าที่ด้านหลังของเย่ชิงเสียนอย่างจัง
“โอ๊ย!”
เย่ชิงเสียนแม้ไม่ชื่นชอบการฝึกยุทธ์มากนักแต่อย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็ศิษย์สายในผู้มีฝีมืออยู่ในระดับขั้นขอบเขตยอดยุทธ์เมื่อคืนวานหลังจากที่อารมณ์เสียจากนางผู้หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดงเย่ชิงเสียนจึงได้เรียกหญิงคณิกาหลายนางมาเพื่อระบายอารมณ์ตนเอง จนกระทั่งตอนนี้ขาของเขายังมีอาการสั่นขณะเดินถึงแม้จะถูกเด็กหนุ่มเสื้อเขียวชนก็ไม่ถึงกับล้มแต่ก็ซวนเซไปข้างหน้าสองก้าวก่อนที่จะประคองตัวเองได้เขาใเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เมื่อเขาหันกลับไปเห็นเด็กหนุ่มเสื้อเขียวใบหน้าซีดขาวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แสดงความโกรธขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งะโด่า
“เย่ชิงหาน!!ไอ้ลูกพันธุ์ผสม เ้าตาบอดรึอย่างไร?”
“ข้า...ข้าขอโทษเป็ความผิดของข้าเอง ข้าเดินเร็วไปหน่อย” เย่ชิงหานพูดขึ้นอย่างละอายใจพร้อมทั้งรู้สึกลนลานและไม่สบายใจ
“ขอโทษรึ? ถ้าแค่พูดว่าขอโทษแล้วจบเื่ได้ทั่วทั้งทวีปัเพลิงก็คงไม่ต้องมีคนจำนวนมากต้องตายเพราะทำผิดแล้วละ!” เย่ชิงเสียนหัวเราะขึ้นอย่างเ็า มันทำให้เขานึกถึงนางผู้หญิงในหอนางโลมหมอกควันเมามายที่ปฏิเสธเขาโดยกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แบบเดียวกันนี้ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาไม่ดีขึ้นไปอีก จึงด่าออกไปอย่างรุนแรงกว่าเก่า “ทำไม? ดูเ้าเร่งรีบขนาดนี้เ้าจะรีบไปจัดการงานศพให้แม่เ้าหรืออย่างไร?”
“เ้า…เย่ชิงเสียน ข้าแค่ชนเ้าแค่นั้นเอง และข้าก็ได้กล่าวขอโทษไปแล้ว...เ้าอย่าได้ใจเกินไปนักท่านแม่ข้าอย่างน้อยก็ถือเป็ผู้าุโ เ้าควรรู้จักให้ความเคารพท่านบ้าง” เย่ชิงหานเดิมทีรู้สึกละอายใจที่ตนเป็ฝ่ายผิดแต่เมื่อได้ยินเย่ชิงเสียนพูดลบหลู่มารดาของตน ภายในใจพลันบังเกิดความโกรธขึ้นมาทันทีดวงตาของเขาเพ่งมองไปที่เย่ชิงเสียน
“ผู้าุโ?” เห็นสีหน้าที่กำลังโกรธเดือดดาลของเย่ชิงหานมันทำให้เย่ชิงเสียนเกิดความรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกแต่คล้ายกับว่ายังรู้สึกไม่สะใจพอจึงได้พูดยั่วยุขึ้นอีก “ข้าจำได้ว่าไม่เคยมีผู้าุโที่เคยเป็ ‘นางคณิกา’ มาก่อน”
“เย่ชิงเสียน!”มองเห็นสายตายิ้มเยาะของยามทั้งแปดที่อยู่ข้างๆซึ่งกำลังเดินเข้ามามุงดูอย่างสนใจเย่ชิงหานโกรธเดือดดาลถึงขีดสุดจึงร้องะโกลับไปด้วยเสียงทั้งหมดที่มี “ท่านแม่ของข้าตอนนั้นเป็หญิงที่ขายเฉพาะแต่ศิลปะการแสดงไม่ได้ขายร่างกายไม่ได้เป็นางคณิกาอย่างที่เ้ากล่าวหาหากเ้ายังกล่าวลบหลู่ท่านแม่ของข้าอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
“ถุย!”
เมื่อได้ยินคำว่าหญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดงคำนี้อีกสมองเย่ชิงเสียนพลันนึกถึงภาพใบหน้าและคำกล่าวปฏิเสธของนางคณิกาคนนั้นมันทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมาทันทีจึงะโออกไป “หญิงที่ขายศิลปะการแสดง? ลบหลู่? ลบหลู่แล้วเ้าจะทำไม...ไอ้ขยะ! ไอ้ลูกผู้หญิงหากิน! แล้วอย่างไร...เ้าจะทำร้ายข้าอย่างนั้นรึ?”
“เ้า…” ทั้งคำว่าไอ้ขยะและผู้หญิงหากิน ทำให้เย่ชิงหานโกรธอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมเขาวางห่อยาไว้บนพื้นแล้วกระโจนเข้าหาเย่ชิงเสียนทันที
“เย่ชิงเสียนข้าจะสู้กับเ้า...หมัดฮุคซ้าย!”
.................................
“เกิดเื่อะไรขึ้น? เกิดเื่อะไรขึ้น? ”
เหล่าบ่าวรับใช้ภายในจวนที่ได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายต่างตรงเข้ามาดูและสอบถามยามทั้งแปดถึงต้นสายปลายเหตุของเื่ราวที่เกิดขึ้น
“อ๋อ !เื่ราวเป็อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าปกตินายน้อยลำดับเจ็ดเป็คนซื่อๆ เงียบๆไม่ค่อยพูดจาทำไมถึงได้สู้กับนายน้อยลำดับสองได้ที่แท้นายน้อยลำดับสองลบหลู่มารดาของเขานี่เอง”
“ฮึ!ลบหลู่แล้วจะทำไม? ก็มารดาของเขาเป็หญิงขายศิลปะการแสดงจริงๆหลังจากเย่เตาบิดาของเย่ชิงหานตายไปครอบครัวลูกคนรองก็เหลือแค่เย่ชิงหานคนเดียวแถมยังเป็ไอ้ขยะไร้พร์อีกข้าว่าอีกไม่นานพวกเขาคงจะถูกขับไล่ออกจากจวนเป็แน่...”
“ชู่ว์…พูดเบาๆ หน่อย พวกเราไม่ควรพูดคุยกันเื่พวกนี้จะดีกว่าถ้าฝ่ายหอผู้คุมกฎรู้เื่เข้าจะถูกลงโทษเอาได้ข้าว่าพวกเรามาพนันกันดีกว่านายน้อยลำดับเจ็ดจะรับมือนายน้อยลำดับสองได้กี่กระบวนท่า”
“ถุย!ไอ้ขยะไร้พร์อย่างเย่ชิงหานที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงนี่นะถึงแม้นายน้อยลำดับสองจะชอบเที่ยวหาความสำราญแต่พร์ร้ายกาจตอนนี้อยู่ในระดับแรกของขอบเขตยอดยุทธ์ ระดับพลังของทั้งสองห่างกันถึงสามระดับ ข้าว่าไม่น่าเกินสามกระบวนท่าเย่ชิงหานได้ลงไปนอนกองบนพื้นแน่”
“ดูนั่น! นายน้อยลำดับสองหมัดเดียวก็ซัดเย่ชิงหานลอยปลิวไปโน่นแล้ว...”
ทุกคนต่างยุติการพูดคุยพลางมองไปยังทิศทางที่คนทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่เห็นร่างของเย่ชิงหานถูกซัดลอยกระเด็นออกมา
ปัง!
ร่างของเย่ชิงหานลอยละลิ่วไปตกกระทบกับพื้นข้างๆประตูใหญ่ทางเข้าด้วยเสียงอันดัง แต่ที่พื้นก็ไม่ได้มีฝุ่นลอยขึ้นมาแต่อย่างใดเพราะประตูทางเข้าของจวนตระกูลเย่ย่อมต้องมีบ่าวรับใช้มาทำความสะอาดอยู่ทุกวัน
“ทุกคนคงเห็นแล้วว่าเย่ชิงหานมาท้าสู้กับข้าเองและข้าก็ได้ตอบรับคำท้าของเขาถ้าวันหน้าเขาเอาเื่ที่เกิดในวันนี้ไปกล่าวหาข้ากับฝ่ายหอผู้คุมกฎหวังว่าทุกคนจะช่วยเป็พยานให้ข้าได้” เย่ชิงเสียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับปัดมือไปมาเพื่อทำความสะอาดพูดถึงด้านพลังฝีมือเย่ชิงเสียนสามารถจัดการกับขยะอย่างเย่ชิงหานได้ถึงเจ็ดแปดคนในคราเดียวเลยก็ว่าได้แถมในเวลาที่เขาอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้มีคนเสนอตัวมาเป็ที่ระบายให้มีรึเขาจะปฏิเสธ
“อาาา...! ” เย่ชิงหานก้มหน้าครางออกมาเบาๆ พร้อมกับนวดคลึงไปที่เข่าตนเองสายตาของเขาเพ่งมองไปที่เย่ชิงเสียนที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างได้ใจ เขาลุกขึ้นใช้ขาหนึ่งก้าวไปข้างหลังแล้วออกแรงพุ่งทะยานตัวออกไปหาเย่ชิงเสียนอีกครั้ง “หมัดฮุคซ้าย!”
เย่ชิงเสียนยิ้มอย่างเย้ยหยันพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย เขาตวัดขาขวาลอยสูงขึ้นแล้วต่อยด้วยหมัดซ้ายออกไปยังท้องน้อยของเย่ชิงหาน
ปัง!
อีกครั้งที่เย่ชิงหานตัวงอพร้อมกับกระเด็นลอยออกไปหลังจากดิ้นรนอยู่สักพักเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งทะยานเข้าไปหาเย่ชิงเสียนอีกครั้ง
“หมัดฮุคซ้าย”
ปัง!
“ยังคงเป็หมัดฮุคซ้าย...อีกเช่นเดิม!”
ปัง!
“หมัด...ด...ฮุคซ้าย”
ปัง!
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เย่ชิงหานพุ่งทะยานเข้าไปและถูกซัดกระเด็นออกมาเหล่าบ่าวรับใช้ที่รายล้อมดูอยู่ต่างก็เริ่มรู้สึกสงสารเย่ชิงหานกันขึ้นมาบ้างแล้วแต่จะว่าไปแล้วเย่ชิงหานนี่ก็ไม่เอาไหนจนเกินไป แม้แต่สักกระบวนท่าก็ต้านทานไม่ได้ไม่รู้ว่าใช้เป็เพียงแค่ท่าเดียวหรืออย่างไร? แม้ว่าจะออกกระบวนท่าได้ไม่เลวแต่ใช้อยู่ท่าเดียวหมัดฮุคซ้าย! หมัดฮุคซ้าย! และเดี๋ยวก็หมัดฮุคซ้าย! แม้เย่ชิงหานใช้ได้ไม่เบื่อแต่คนดูกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายแทน
“ฮ่าๆไอ้ลูกพันธุ์ผสม เ้ายังไหวไหม? ถ้าไม่ไหวแล้วละก็ข้าจะได้ไปซะทีตอนเย็นจะได้ไปหาพวกน้องนางคณิกาที่ขายศิลปะการแสดงมาปรนนิบัติข้าต่อ ฮ่าๆๆ...”
เย่ชิงหานที่นอนตัวขดงออยู่ไม่ไกลออกไปใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเืและรอยฟกช้ำ แต่เมื่อได้ยินเย่ชิงเสียนกล่าวพาดพิงเกี่ยวกับมารดาของตนอีกครั้งจึงคำรามลั่นออกมาด้วยความโกรธแค้นเป็ทวีคูณเขายื่นมือออกไปคว้าสิ่งที่อยู่บนพื้นพร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วร้องะโออกไปด้วยหน้าตาที่ดุร้าย
“เย่ชิงเสียนข้าจะทำให้เ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิต!”
พูดจบเย่ชิงหานคล้ายกับหมีร้ายที่กำลังบ้าคลั่งเขาชูฝ่ามือขึ้นสูงตระหง่านพร้อมกับฟาดลงไปยังเย่ชิงเสียนอย่างรวดเร็วราวกับะุปืนใหญ่
“ฮ่าๆข้าก็จะทำให้เ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน!”
เย่ชิงเสียนหัวเราะออกมาเสียงดังราวกับเป็เื่สนุกสนานเขาคิดภายในใจคำพูดคุยโวโอ้อวดใครก็พูดได้น้ำหน้าอย่างเย่ชิงหานที่ใช้เป็แต่ท่าหมัดฮุคซ้ายต่อให้ข้าหลับตาก็ยังสามารถซัดให้กระเด็นได้เดี๋ยวครั้งนี้คงต้องออกแรงเพิ่มอีกนิดจะได้รีบจบเกมที่น่าเบื่อนี้เสียทีแม้ว่าการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าจะสนุกสนานแต่เมื่อคืนวานออกศึกกับนางคณิกาพวกนั้นหลายนางใช้เรี่ยวแรงไปเยอะทางที่ดีควรรีบไปนอนพักสักหน่อยจะดีกว่า...
“หมัดฮุคซ้าย...”
เย่ชิงเสียนมองไปยังเย่ชิงหานที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับท่าหมัดฮุคซ้ายที่คุ้นหูเขายิ้มออกมาอย่างเ็าเอี้ยวตัวหลบไปทางด้านขวาโดยสัญชาตญาณพร้อมกับตวัดเท้าขวาขึ้นแล้วปล่อยหมัดซ้ายออกไป
เอ๊ะ? ทำไมข้าซัดไม่โดน? เย่ชิงเสียนแหงนหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยแต่ทว่าสิ่งที่พบเจอกลับมีเพียงแค่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเย็นะเืกับก้อนอิฐขนาดใหญ่
“หมัดฮุคซ้าย...บวกก้อนอิฐขวา”
ตูม!
ก้อนอิฐขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับหัวของเย่ชิงเสียนอย่างจังเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในสมองอย่างรุนแรง สองตาพร่ามัว จากนั้นจึงหมดสติล้มลงไปแต่ก่อนชั่วขณะที่จะหมดหมดสติไปนั้น ในสมองของเขายังคงขบคิดถึงคำของเย่ชิงหาน...ทำไมไม่ใช่แค่ท่าหมัดฮุคซ้าย? แล้วก้อนอิฐขวาโผล่ได้อย่างไร? เป็คนทำไมถึงทำตัวได้ไร้ยางอายถึงเพียงนี้?
เอ่อออ...!
ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองเห็นร่างของนายน้อยลำดับสองที่ค่อยๆล้มลงไปกองกับพื้นและภาพนายน้อยลำดับเจ็ดที่ยืนถืออิฐอยู่ในมือด้วยหน้าตาที่ดุร้าย เงียบกริบ...เงียบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนผู้ที่อยู่ในระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงซัดผู้ที่อยู่ในระดับแรกของขอบเขตยอดยุทธ์จนหมดสติช่างเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อมากล้มล้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีของการฝึกยุทธ์ที่เคยมีมาแม้ว่าวิธีการเอาชนะโดยการลอบทำร้ายของนายน้อยลำดับเจ็ดจะต่ำทรามแต่ชนะก็คือชนะมิใช่รึ? และเขาก็ยืนเด่นอยู่ตรงนั้นมีความสามารถรู้จักเสาะแสวงหากลยุทธ์ในการเอาชนะก็ถือว่าเป็ส่วนหนึ่งของพลังฝีมือมิใช่รึ?
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมายิ่งทำให้ทุกคนที่มุงดูอยู่ถึงกับตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีกนายน้อยลำดับเจ็ดที่ปกติเป็คนซื่อๆ และไม่ค่อยพูดโยนก้อนอิฐทิ้งแล้วะโขึ้นคร่อมร่างของเย่ชิงเสียนจากนั้นเขากระหน่ำปล่อยหมัดซ้ายขวาลงไปยังใบหน้าที่หล่อเหลาของเย่ชิงเสียนอย่างไม่ยั้งมือ
“ข้าบอกแล้วว่าจะทำให้เ้าจดจำวันนี้ไปตลอดชีวิต...”
“นายน้อยลำดับเจ็ดพอเถอะ...เดี๋ยวเื่ได้บานปลายไปกันใหญ่”
ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างพากันร้อนรนยามทั้งแปดที่อยู่ข้างๆ รีบเดินหน้ามาอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นจึงพูดขึ้นห้าม
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” เย่ชิงหานหันกลับไปด้วยสายตาที่ดุร้ายพร้อมทั้งร้องตวาดขึ้น “ทำไม? พวกเ้ากล้าลงมือกับข้าที่เป็นายน้อยอย่างนั้นรึ? พวกเ้าอยากโดนเนรเทศรึอย่างไร? นี่คือการต่อสู้ระหว่างข้ากับเย่ชิงเสียน!แม้ว่าครอบครัวลูกคนรองอย่างข้าฐานะต่ำต้อย แต่ข้าก็ยังเป็นายน้อย!ถ้าพวกเ้าอยากโดนเนรเทศออกไปในวันรุ่งขึ้นก็ก้าวเข้ามา”
ยามทั้งแปดหยุดฝีเท้าลงในทันทีพวกเขารู้กฎของตระกูลดีจึงไม่กล้าที่จะละเมิด ได้แต่ยืนอยู่กับที่พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่า “คือ...พวกข้าไม่ได้คิดที่จะล่วงเกินนายน้อยเลย เพียงแค่อยากช่วยเท่านั้นถ้าหากเื่บานปลายไปมากกว่านี้ท่านจะลำบากเอาได้”
“ฮึ!” เย่ชิงหานกระแทกเสียงออกมาอย่างเฉยชาครั้งหนึ่งก่อนจะง้างหมัดแล้วชกออกไปอย่างสุดแรงจากนั้นจึงลุกขึ้นปัดมือทั้งสองข้างไปมาเพื่อทำความสะอาดและเดินไปหยิบห่อยาที่วางไว้บนพื้น
“ท่านพี่...”
ในเวลานั้นเองมีเด็กสาวนางหนึ่งในชุดสีขาวเดินตรงเข้ามาหาทางเย่ชิงหานด้วยอาการร้อนรนจนเกือบจะสะดุดล้มร่างของนางสั่นเทาและน้ำเสียงที่ร้องเรียกออกมานั้นสั่นเครือเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจทั้งหวาดกลัวและไร้ที่พึ่ง
“หืม?” เย่ชิงหานได้ยินเสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกจึงรีบหันกลับไปดูเมื่อเห็นหญิงสาวที่วิ่งมาอย่างร้อนรนว่าคือผู้ใด ภายในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
“ท่านพี่ ท่านแม่...ท่านแม่เสียชีวิตแล้ว...”
ตุบ! ห่อยาที่เพิ่งจะปิดสนิทหล่นลงสู่พื้น กระดาษที่ห่ออยู่ชั้นนอกฉีกขาดออกยาสมุนไพรที่คล้ายกับรากไม้ที่บรรจุอยู่ข้างในห่อตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น...