ตงฮุ่ยฉือแววตาวิบวับขึ้นมาทันทีอยากจะชูมือขึ้นแล้วร้อง เย้!! ดังๆ แต่ก็รู้ว่ามันไม่สำรวม จึงทำได้เพียงกุมมือตนเองไว้ด้านหน้าและค้อมตัวลงเล็กน้อย
“หากเป็ประสงค์ของอาจารย์ศิษย์ก็มิขัดขอรับ”
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจึงพยักหน้าและหมุนกายเดินนำลูกศิษย์ “อืม ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาเถิด”
เมื่ออาจารย์หันหลังให้ตงฮุ่ยฉือก็ยิ้มกับตนเองจนตาหยี ชกมือขึ้นกลางอากาศสองครั้งและเดินตามอาจารย์ด้วยท่าทีสำรวมตามเดิม
เมื่อกลับถึงบ้านจางฝูลู่อยากจะถามเฉินอี้เหลือเกินว่าเกิดอันใดขึ้นแต่เมื่อมองใบหน้าที่ยังซีดขาวของเฉินอี้แล้ว จางฝูลู่ก็พูดมิออก
อาหลิ่งเองก็หมดพลังไปมากเช่นกันนางต้องสร้างเกราะคุ้มภัยด้วยพลังเต็มพิกัดให้เฉินอี้มาตลอดทางเพราะิญญาที่พบเจอเขาระหว่างทางต่างก็ตามเข้ามาสบทบกันจนจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆหากนางลดพลังของเกราะคุ้มภัยลงสักนิด เฉินอี้คงถูกดูดพลังชีวิตไปจนหมด
เฉินอี้มองอาหลิ่งที่ดูอ่อนแรงลงไปอย่างเห็นได้ชัดตอนนี้อาหลิ่งกลายเป็ิญญาร่างบางโปร่งใส มองทะลุได้จนถึงด้านหลังแสดงให้เห็นถึงพลังิญญาที่สูญเสียไปอย่างมากมายเฉินอี้รู้สึกเสียใจที่ทำให้นางต้องสูญเสียพลังิญญาไปมากมายขนาดนี้เพราะตนเองกระทำไม่รู้จักคิดให้รอบคอบ
“ข้าขอโทษต่อไปจะมิทำเช่นนี้อีก” เฉินอี้กล่าวกับอาหลิ่ง นางมองหน้าเฉินอี้พลางส่ายหน้ายิ้มๆ
“มิเป็ไรเฉินอี้อย่ากล่าวโทษตนเอง”
จางฝูลู่ได้ยินเฉินอี้กล่าวคำขอโทษก็นึกว่าพูดกับตนเองจึงหันไปถามเขา
“อาอี้ที่ร้านบะหมี่นั่นเกิดอันใดขึ้นกันแน่” จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้
เฉินอี้เองก็พูดมิออกได้แต่ถอนใจเบาๆ แล้วจึงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากเข็มขัดของตนและวางบนโต๊ะเมื่อจางฝูลู่เห็นว่ามีถุงหอมถูกพันด้วยเศษผ้า จึงขมวดคิ้วขึ้นมาทันใด “เอ๊ะ!นี่มัน…..”
“ถุงหอมนี้เ้าได้มาอย่างไร”เฉินอี้ถามจางฝูลู่ที่กำลังนั่งมองถุงหอมในมือของเขา
“เป็คนงานในโรงไม้นำมันมาให้ข้าบอกว่ามีคนฝากมาให้ แล้วเ้าเอาถุงหอมนี่มาั้แ่เมื่อใดกัน” จางฝูลู่แปลกใจมากเพราะกล่องใส่ถุงหอมยังอยู่ในห้องนอนของเขา แต่ไม่คาดคิดว่าถุงหอมนี้จะมาอยู่กับเฉินอี้แล้ว
“มันเป็ของอู๋ชวน”เฉินอี้บอกจางฝูลู่ จางฝูลู่สะดุ้งโหยง
“หา!อู๋ชวนน่ะหรือ มันจะเอาของแบบนี้มาให้ข้าทำไมกัน อย่าบอกนะว่า…….ไม่ๆ คงไม่ใช่น่า”จางฝูลู่ทำท่าขนพองสยองเกล้า
“มิใช่แบบนั้นหรอก”เฉินอี้อดขำไม่ได้ทั้งที่หน้าตายังซีดเซียว
เฉินอี้เก็บถุงหอมและนำเศษผ้าห่อไว้ตามเดิมจางฝูลู่มองการกระทำของเขาด้วยความงุนงงแต่เศษผ้าที่ห่อถุงหอมนั่นดูคุ้นตาเขาเหลือเกิน
“นั่นใช่ชายกระโปรงของท่านแม่ข้าหรือไม่”
เฉินอี้พยักหน้าจางฝูลู่ยื่นมือมาเพื่อจะหยิบไปดู เฉินอี้ตีมือเขาดังเผียะ“เ้าอย่าได้แตะมันเชียว”
จางฝูลู่ถูมือข้างที่โดนตีงงๆ“เหตุใดจึงแตะมิได้ แล้วเ้ารู้ได้อย่างไรว่าอู๋ชวนเป็คนส่งมันมาให้กับข้า”
“อู๋ชวนส่งของลงมนต์ดำให้กับเ้าเพื่อให้ปิศาจทำร้ายเ้าอย่างไรเล่าข้ารู้เพราะมือทั้งสองข้างของอู๋ชวนมีกลิ่นไอมนต์ดำติดอยู่” เฉินอี้อธิบายน้ำเสียงปกติ
จางฝูลู่มองเฉินอี้ขณะที่เขาพูดคิ้วของจางฝูลู่ก็เลิกสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเฉินอี้กล่าวจบจางฝูลู่ก็กระพริบตาปริบๆ
“เอ่อ…..เ้าบอกว่าปิศาจ”
“อืม”
“เ้าบอกว่ามนต์ดำ”
“อืม”
“เ้าบอกว่าเ้ารู้เพราะมือของอู๋ชวนมีกลิ่นมนต์ดำ”
“อืม”
จางฝูลู่เงียบไปพักหนึ่ง
“มิเชื่อข้า?”เฉินอี้ถามจางฝูลู่
“เอ่อ…..เชื่อเชื่อสิ เ้าจะมาโกหกข้าทำไม ใช่หรือไม่” จางฝูลู่กล่าวเช่นนั้นแต่สีหน้ากลับมิได้บอกว่าเชื่อเฉินอี้เลยสักนิด
เมื่ออาหลิ่งกล่าวว่าเสี่ยวจางมิได้เชื่อท่านเลยแม้แต่น้อย เฉินอี้จึงยิ้มบางๆ อย่างมิได้ถือสาอันใด
“แล้วที่ร้านบะหมี่เล่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดข้าวของจึงเคลื่อนย้ายได้เองทำไมเ้าต้องให้เงินจี๋ิ่ถึงสองตำลึงเงิน เ้ารู้ได้อย่างไรว่าบ้านของเขาไฟไหม้”จางฝูลู่ถามเฉินอี้รัวเป็ชุด เฉินอี้หลับตาลงอย่างอ่อนเพลียแต่ก็ตอบคำถามเขา
“หากข้ามิพูดว่าบ้านของเขาไฟไหม้จี๋ิ่ก็คงจะมิรีบกลับบ้าน” เฉินอี้พูดพลางยกศอกขึ้นวางบนโต๊ะและใช้มือยันศีรษะตนเองไว้
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็หลอกเขาหรือ” จางฝูลู่ถามขึ้นอย่างงงงัน
“ข้ามิได้หลอก”เฉินอี้พูดเบาๆ
“แล้วเื่เงินเล่าเื่น้องของจี๋ิ่อีก มันคืออะไรกัน……แน่?”
“…….”
จางฝูลู่มองเฉินอี้ที่นั่งเอามือยันศีรษะหลับอยู่ที่โต๊ะก็ถอนใจเบาๆเมื่อเข้าไปจับตัว เฉินอี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น จางฝูลู่จึงกึ่งอุ้มกึ่งลากพาเขาไปนอนที่เตียงอีกทั้งถอดรองเท้าและห่มผ้าให้อย่างเรียบร้อย
แล้วจางฝูลู่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเฉินอี้เคยเป็แบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาจำได้ว่าวันนั้นเขากำลังเดินกลับจากบ้านลุงเจียงที่อยู่อีกฝั่งคลองเพราะท่านแม่ให้ไปขอขี้ไต้มาจุดไฟ
ขณะเดินกลับบ้านเขาก็เห็นเฉินอี้เดินหมดเรี่ยวหมดแรงใช้ไม้เท้าพยุงตนเองมาจนเกือบถึงสะพานข้ามคลอง เขาจึงรีบเข้าไปช่วยเฉินอี้โดยจับเขาขึ้นหลังและแบกเขากลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้านเฉินอี้ก็สลบไสลไม่ได้สติไปถึงสามวันเต็ม จนท่านแม่ร้อนใจและให้หมอมาดูอาการ
ท่านหมอกลับบอกว่าเฉินอี้มิได้เป็อะไรเพียงแค่เหนื่อยมากและอ่อนเพลียเท่านั้น เมื่อเขาตื่นแล้วให้ต้มยาบำรุงให้เขากินอาการก็จะดีขึ้น
เมื่อเฉินอี้ฟื้นขึ้นมาหลังจากหมดสติไปสามวันเขาก็ต้องนอนอยู่บนเตียงอีกราวครึ่งเดือนกว่าจะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาเดินเหมือนเดิมได้
เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นจางฝูลู่ยืนมองเฉินอี้สีหน้าครุ่นคิด
ครั้งนี้เขาต้องถามเฉินอี้ให้กระจ่างให้ได้
จางฝูลู่เดินกลับไปที่บ้านของตนเองเพื่อไปบอกมารดาว่าคืนนี้เขาจะนอนค้างที่บ้านของเฉินอี้
“อาอี้มิค่อยสบายขอรับท่านแม่คืนนี้ข้าจะไปนอนเป็เพื่อนเขา”
“อาอี้มิสบายงั้นรึเป็อันใดไปมากหรือไม่” ฮูหยินจางถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้าเองก็มิแน่ใจขอรับท่านแม่แต่อาการของเขาเหมือนกับครั้งก่อนที่เขานอนมิได้สติอยู่สามวัน”จางฝูลู่เองก็มีสีหน้ากังวลเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นแม่ตามเ้าไปดูอาอี้ด้วยสักหน่อยดีกว่า เ้ารอแม่ประเดี๋ยวนะอาลู่แม่ไปหยิบของก่อน”
จางฝูลู่พยักหน้าฮูหยินจางจึงกลับเข้าห้องไปครู่หนึ่ง และเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับลูกชาย
เมื่อไปถึงเฉินอี้ก็ยังนอนอยู่ในสภาพเดิม มิได้ขยับตัวแม้แต่น้อยฮูหยินจางทาบมือไปบนหน้าผากของเฉินอี้ และดูโล่งใจที่เขาไม่มีไข้จากนั้นจึงดึงผ้าขนาดเท่าฝ่ามือผืนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อและนำไปสอดไว้ใต้หมอนของเขา
“ท่านแม่ท่านทำอันใดขอรับ” จางฝูลู่สังเกตเห็นผ้าสีแดงแวบหนึ่ง ก่อนที่มารดาของตนจะนำไปสอดไว้ใต้หมอนของเฉินอี้
“คราวก่อนที่อาอี้เป็แบบนี้แม่ก็ไปหาหมอเหลียงมาด้วย แม่เล่าอาการของอาอี้ให้ท่านหมอฟังท่านก็ให้ยันต์แม่มาผืนหนึ่ง และบอกว่าถ้าหากอาอี้มีอาการเช่นนี้อีก ให้นำผ้ายันต์มาสอดไว้ใต้หมอนของเขาจะช่วยได้”
“หมอเหลียงที่บ้านอยู่อีกฝั่งคลองหรือขอรับ” จางฝูลู่ขมวดคิ้ว ฮูหยินจางพยักหน้า
“เดี๋ยวท่านแม่ นั่นมันหมอผีมิใช่หรือขอรับ!” จางฝูลู่กล่าวอย่างใ
“ใช่แล้วท่านหมอยังให้น้ำมนต์ปลุกเสกมาด้วย บอกว่าให้อาอี้ดื่มทั้งหมดนี่แล้วอาอี้จะดีขึ้นทันที” ขณะที่พูดอยู่ ฮูหยินจางก็หยิบขวดกระเบื้องขนาดไม่ใหญ่นักออกมาจากแขนเสื้อและประคองศีรษะเฉินอี้ขึ้นมาเตรียมจะป้อนให้เขาดื่ม