จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 44 วันพักผ่อน

    ยามสายในย่านการค้าของเมืองชั้นนอก ผู้คนเดินขวักไขว่ ทั้งนักศึกษาใหม่และผู้ปกครองต่างพากันเลือกซื้อของใช้ก่อนวันเปิดเรียน

    ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาเพราะถูกโอบล้อมด้วยสาวงามสามคน กลายเป็นภาพที่สะดุดตาโดยไม่ตั้งใจ

     ชายหนุ่มผู้ไม่ชอบอยู่ในสายตาของผู้คนรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย แต่ก็ได้แค่ถอนหายใจอย่างยอมจำนนต่อสถานการณ์

    “นิค ถนนเส้นนี้เป็นย่านของใหม่ นักศึกษาใช้กันเยอะก็จริง แต่ราคาสูงไปนิด พวกเราลองเดินอีกสองช่วงตึก จะถึงแหล่งของมือสองพอดี ค่อยเข้าไปเลือกดูกัน”

    เสียงใสกระฉับกระเฉงของซีรีนทำให้นิโคลัสคลายความรู้สึกตึงเครียดลงเล็กน้อย

    “ตกลง ตามที่เจ้าว่า”

    เขารับคำสั้น ๆ

     

    “พี่สองคนอยากแวะร้านไหนระหว่างทางก็บอกได้นะ วันนี้ข้าไม่มีธุระอะไร มีเวลาเหลือเฟือ”

    นิโคลัสหันไปพูดกับสองสาวฝาแฝดที่เดินเคียงข้าง

    “ถ้าท่านขาดเงินบอกข้าได้เลยนะ เมื่อวานข้าได้เงินมานิดหน่อย พอใช้ได้สบาย สัปดาห์หน้าคงจะได้เงินอีก ท่านไม่ต้องกังวล”

    อีรินรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงใจ ในขณะยังไม่ทันจบประโยค อารินก็หันขวับมาด้วยสายตาค้อนเข้าให้เพราะไม่อยากให้รบกวนนายน้อย

    “ขอบคุณนายน้อย ช่วงนี้ขอรบกวนก่อนก็แล้วกัน หากพวกข้าเริ่มรับงานได้เมื่อไร จะรีบใช้คืนให้”

    เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น ก่อนหันไปทำหน้าทะเล้นใส่น้องสาวเหมือนไม่สะทกสะท้าน ทำให้อารินได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงตก

    “น้องซีรีน เจ้าพอแนะนำร้านเสื้อผ้าสวย ๆ ที่คนนิยมในเมืองหลวงได้ไหม?”

    …และนั่นคือประโยคที่ทำให้เวลาสามชั่วโมงถัดมาของนิโคลัสกลายเป็นบททดสอบความอดทน

     

    ‘ข้าเคยลอบสังหารเป้าหมายในงานเลี้ยงภายใต้การคุ้มกันนับสิบคน… ยังเหนื่อยน้อยกว่านี้เลย!’

    เขาบ่นในใจเงียบ ๆ พลางเดินตามขบวนสาว ๆ ที่ดูจะไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยกันเลยแม้แต่น้อย

    โชคดีที่ทุกคนมีถุงเก็บของ ไม่ต้องแบกสัมภาระกันให้เมื่อยมือ

    “นายน้อย พวกข้าเลือกของเสร็จแล้ว ไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม? แล้วค่อยไปหาของของท่านต่อ”

    อารินหันมาถามขณะเดินนำกลุ่มออกจากร้านสุดท้าย

    นายน้อยคิดในใจ คนที่พยายามห้ามพี่สาวก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้ว ตอนเลือกซื้อรอยยิ้มไม่เคยหายไปจากใบหน้าเลย

     

    “ยินดีอย่างยิ่ง ข้าเริ่มรู้สึกว่าข้าจะล้มตรงนี้อยู่แล้ว...”

    ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะอดบ่นไม่ได้

    “ข้าถามจริง พวกท่านไม่รู้สึกเหนื่อยกันบ้างเลยหรือไง?”

    “นิค พวกเรายังเดินกันไม่ถึงไหนเองนะ เจ้าอย่าทำเหมือนพึ่งเดินข้ามเมืองสิ!”

    ซีรีนหันมาถลึงตาใส่เขาพลางยิ้มอย่างขบขัน

    เมื่อเจอสายตาคาดโทษของสาวงามสามคน นายน้อยผู้มากฝีมือยังต้องยอมยกธงขาว

     

    แม้จะดูเหมือนเสียเวลาไปกับการเดินดูของ แต่สำหรับนิโคลัสแล้ว นี่ไม่ใช่การเดินเล่นธรรมดาระหว่างทาง เขาใช้สายตากวาดสำรวจร้านค้า บรรยากาศ และความเคลื่อนไหวโดยรอบยิ่งเมื่อสมองปลอดจากเรื่องให้กังวล ความคิดเชิงวิเคราะห์ก็เริ่มทำงานทันที

     

    แฟชั่นที่เด็กสาวทั้งสามเลือกดู แม้จะเรียกได้ว่า “กำลังเป็นที่นิยม” ในเมืองหลวง แต่ในสายตาของเขา มันยังเทียบไม่ได้กับโลกเดิมของเขาเลยชุดหลายแบบดูคล้ายแฟชั่นยุคเก้าสิบด้วยซ้ำ และจากตอนนั้นจนถึงยุคที่เขาจากมา...

    โลกแฟชั่นเดินทางมาไกลจนยากจะจินตนาการ

    ‘แฟชั่นยังล้าหลังขนาดนี้... แล้วเทคโนโลยีอื่น ๆ ล่ะ?’

     

    เขาสังเกตว่า โลกใบใหม่นี้พึ่งพาเวทมนตร์แทบทุกอย่าง ทำให้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมแทบไม่มีการพัฒนาราวกับเขาได้ย้อนเวลากลับไปในโลกยุคแปดสิบก่อนที่เทคโนโลยีสารสนเทศจะเฟื่องฟู

    ‘หากข้ายังไม่มีพลังพอจะยืนหยัดท่ามกลางฝูงหมาป่า... ก็ยังไม่ควรลงมือในใหญ่โต แต่หากเริ่มจากจุดเล็กที่ไม่มีใครจับตา เช่น “แฟชั่น” มันก็น่าจะปลอดภัยพอ’

    ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะหลุบตาลงเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ

    ‘เริ่มจากตรงนี้ก็แล้วกัน…’

     

    พวกเขาเดินผ่านย่านแฟชั่นออกมาสู่โซนร้านอาหาร แม้ร้านจะมีให้เลือกหลากหลาย แต่เมนูส่วนใหญ่กลับคล้ายกันไปหมด ไม่ได้มีความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมอย่างที่เขาคุ้นชินจากโลกเก่า

    ‘นี่ก็เป็นอีกช่องว่างหนึ่งที่ใช้ได้ ไม่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง...’

    ความคิดเรื่องการค้าเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง

    ‘วันนี้มันวันพักผ่อนนะ เลิกคิดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว!’

    นิโคลัสตะโกนในใจจนรู้สึกเหมือนเสียงสะท้อนดังลั่นไปถึงอีกมิติ

    ‘เจ้าตะโกนอะไรนักหนา นิค! ข้าตกใจหมด!’

    เสียงโวยวายของซิลฟี่ดังขึ้นจากมิติสัตว์เลี้ยง

    ‘หา! เจ้าได้ยินที่ข้าคิดด้วยเหรอ?’

    เขาเบิกตากว้างเล็กน้อย พลางใจหายวาบ

    ‘ปกติข้าไม่ได้ยินหรอก แต่รอบนี้เจ้าตะโกนดังจนมิติแทบสะเทือน บ้านเราติดกันก็ควรเกรงใจกันหน่อย! คนกำลังนอน!’

    ‘เมื่อคืนข้าบินเล่นจนเช้า เหนื่อยจะตาย... ไปละ ข้านอนต่อนะ’

    ‘ขอโทษที่รบกวนขอรับ...’

    ชายหนุ่มถอนใจเบา ๆ กับคำบ่นของเจ้าสัตว์กึ่งเวทในร่างตนเองที่พูดจาเหมือนเพื่อนข้างห้อง

    ‘นี่สินะ... ประสบการณ์ที่ข้าขาดหายไปในชาติก่อน’

    ชีวิตธรรมดาแบบนี้กลับซับซ้อนและวุ่นวายกว่าการลอบสังหารเสียอีก

     

    บริเวณย่านร้านอาหารเขตรอบนอกฝั่งตะวันออก

    “อร่อยมากเลย ซีรีน! ขนมปังนี่มันนุ่ม หวาน หอม โรยเกล็ดไอซ์ซิ่งมานาแบบนี้ มันเหมือนมีระเบิดเป๊าะ ๆ อยู่ในปากเลย!”

    อีรินพูดเสียงอู้อี้ในขณะยังเคี้ยวไม่หมด

    “เคี้ยวให้เสร็จก่อนค่อยพูดไม่ได้หรือไง”

    อารินดุพี่สาวเบา ๆ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

    “ใครจะไปกินเร็วเหมือนเจ้าได้ล่ะ เดี๋ยวหมดแล้วเจ้าจะมาแย่งของข้าอีกแน่!”

    ว่าแล้วอีรินก็รีบยัดขนมที่เหลือใส่ปากรวดเดียวจนหมด

    “ฮ่าฮ่าฮ่า…”

    นิโคลัสกลั้นขำไม่อยู่กับภาพที่เห็นโดยเฉพาะอีรินที่ปกติเคยทำตัวเรียบร้อย แต่พออยู่กับน้องสาวทีไร มักเผยนิสัยจริงออกมาเสมอ

    ส่วนซีรีนซึ่งเคยกินขนมชนิดนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก แต่ก็หัวเราะไปพร้อมกับทุกคน

    บรรยากาศระหว่างพวกเขาอบอวลด้วยเสียงหัวเราะ และความผ่อนคลายที่หาได้ยาก

     

    ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาต้องดิ้นรน ฝึกฝน ต่อสู้ และเอาตัวรอดจากสารพัดภัย ในวันนี้ที่ปลอดภัยและสงบพอจะหายใจได้ เขากลับไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรให้ “ปกติ”

    “นิค เจ้าทำไมยังไม่กินอีกล่ะ เดี๋ยวของก็เย็นหมดนะ”

    เสียงหวานของซีรีนที่นั่งข้าง ๆ ปลุกเขาจากภวังค์

    “นายน้อย รีบทานเถอะ เราไม่ได้กินอะไรแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่—”

    อีรินพูดยังไม่ทันจบ ก็สะดุ้งเมื่อถูกเท้าของอารินเตะเบา ๆ เข้าที่หน้าแข้ง

    “ตั้งแต่พวกเราเริ่มเข้าป่า พวกเราก็ฝึกฝนท่านมาตลอด จนท่านสอบเสร็จ... เพราะงั้น วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ นายน้อย”

    เธอรีบเปลี่ยนคำพูดกลางคัน ก่อนหันไปเจอสายตาดุ ๆ ของน้องสาวจึงได้แต่ยิ้มแห้งแล้วหันมาก้มหน้ากินข้าวต่อ

    “ขอบคุณทุกคน ข้าแค่... ยังปรับตัวไม่ทัน ว่าอยู่ดี ๆ พวกเราจะได้ใช้ชีวิตผ่อนคลายแบบนี้จริง ๆ”

    นิโคลัสค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างจริงใจ

     

    “นิค เจ้าต้องพยายามมากแค่ไหนถึงมาได้ขนาดนี้?”

    ซีรีนถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยปนชื่นชม

    “ก็... อาจพอ ๆ กับที่ย่าเจ้าสอนพี่ชายเจ้า ท่านตาข้าก็ไม่ต่างกันมากนัก”

    “หลายเดือนที่ผ่านมา ข้าต้องฝึกในป่าทุกวัน...”

    เขาตอบอย่างเลือกถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่ชวนให้เธอสงสัยมากนัก

    “อึ๋ย! ข้ายอมแพ้!”

    เพียงได้ยินคำว่า ‘ฝึกในป่าทุกวัน’ ก็ทำให้ซีรีนขนลุกซู่ทันที

    “เจ้าก็รู้ โลกเราน่ะ... ไม่ได้มีแค่มนุษย์ ยังมีทั้งสัตว์อสูรและปีศาจอีกมากมาย หากเราไม่แข็งแกร่งพอ... จะปกป้องตัวเองได้อย่างไร”

    น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นอย่างสัมผัสได้ ทำเอาซีรีนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเสียงอ่อนลง

    “รู้แล้วน่า ข้าจะตั้งใจฝึกก็แล้วกัน”

     

    ช่วงบ่าย ทั้งสามสาวพาชายหนุ่มไปเลือกซื้อชุดนักศึกษาสถาบันวาลเดียลา

    ชุดยูนิฟอร์มของสถาบันดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ด้านในเป็นเสื้อยืดคอปกสีขาวคลาสสิก สวมทับด้วยแจ็คเก็ตฟ้าคราม ปักดิ้นทองลวดลายตราสถาบันรูปนกฮูกที่อกซ้าย

    กางเกงสีดำเรียบ รองเท้าดำไม่มีรูปแบบบังคับ สำหรับฝ่ายหญิงสามารถเลือกใส่กางเกงหรือกระโปรงได้ตามสะดวก

    แม้จะเป็นแค่ชุดมือสอง แต่กว่าจะหาได้ครบห้าชุด นิโคลัสต้องเดินวนอยู่ร่วมสองชั่วโมง เพราะชุดไหนที่หลวมไป ตึงไป หรือมีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกสามสาวคัดตกอย่างไร้ความปรานี

     

    “วันนี้พอก่อนเถอะ... ข้าจะตายอยู่แล้ว พวกหนังสือค่อยให้แจ็คช่วยหาซื้อให้ก็แล้วกันนะ”

    เสียงของชายหนุ่มเจือความเหนื่อยล้าอย่างไม่ปิดบัง ขณะพวกสาว ๆ กำลังจะพาเขาเลี้ยวเข้าร้านหนังสือ

    “นายน้อย ปกติท่านแข็งแรงจะตาย ข้ายังไม่เคยเห็นท่านเหนื่อยง่ายแบบนี้เลยนะ”

    อีรินพูดพลางส่ายหน้าอย่างน้อยใจ

    “นายน้อยให้เราเดินเล่นอีกนิดเถอะนะ ซีรีนพาไปรู้จักร้านน่าสนใจหลายร้านเลย ข้าว่ามีประโยชน์มาก”

    อารินที่ไม่ค่อยพูด ออกปากช่วยอีกแรง

    “ก็ได้ ๆ”

    นิโคลัสยิ้มบาง ๆ พลางยกมือยอมแพ้ให้สาว ๆ ไปอีกหนึ่งรอบ

     

      “หือ!”

    นิโคลัสหยุดฝีเท้ากะทันหัน ดวงตากวาดมองรอบด้าน สีหน้าฉายแววกังวล

    “มีอะไรหรือ นายน้อย?”

    อีรินเอ่ยถาม พลางหันกลับไปมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา

    อารินกับซีรีนต่างก็หยุดเดินตาม และเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติจากท่าทีของเขา

    “ดราลเวน เซคูร์... วัลเดริส สการ์น...”

    เสียงร่ายเวทดังขึ้นต่อเนื่องในทันที ไม้เวทในมือของนิโคลัสถูกชูขึ้น แสงเวทหลากสีพวยพุ่งเรียงกันอย่างรวดเร็ว

    เวทเสริมการป้องกัน ความเร็ว พลังโจมตีกายภาพ และเวทมนตร์ ถูกเสริมใส่ทั้งสี่คนอย่างแม่นยำ

    ผู้คนละแวกนั้นเริ่มแตกตื่นเมื่อเห็นการร่ายเวทกะทันหันกลางถนน

     

    “นายน้อย! ท่านทำอะไร?”

    อีรินร้องถามด้วยความตกใจ

    “ข้ารู้สึกไม่ดี... มันเป็นลางสังหรณ์ ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น”

    “ท่านจะทำทั้งหมดนี่แค่เพราะลางสังหรณ์งั้นหรือ?”

    ซีรีนรีบค้านด้วยสีหน้าไม่เชื่อ

    นิโคลัสหันมามองทั้งสามอย่างแน่วแน่ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงชัดเจน

    “มันอาจไม่ถูกต้องเสมอไป... แต่มันช่วยให้ข้ารอดตายมาทุกครั้ง ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น”

    “เตรียมตัวไว้ให้พร้อม สวมชุดเกราะให้เรียบร้อย... พี่อาริน ฝากดูแลซีรีนด้วย”

     

    สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็หยิบชุดเกราะเบาออกมาสวมโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

    ทันทีที่เกราะแนบชิดกับตัว รังสีอันเย็นเยียบของอดีตนักฆ่าก็แผ่ซ่านออกมา

    อารินที่เคยสัมผัสบรรยากาศการล่ามานักต่อนัก ยังต้องขมวดคิ้วแน่น และพยักหน้ารับโดยไม่ต้องคิดนาน

    “ทุกท่าน ขออภัยที่ทำให้ตกใจ... ข้ามักวิตกเกินเหตุบ่อยครั้ง ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความวุ่นวาย”

    นิโคลัสค้อมศีรษะกล่าวขอโทษผู้คนรอบข้างด้วยท่าทีอ่อนน้อม

     

    บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย คนที่เริ่มมุงดูจึงทยอยแยกย้ายกลับไป

    และด้วยธรรมเนียมของเมืองนี้ที่เหล่าฮันเตอร์มักสวมเกราะหรือพกอาวุธติดตัว จึงไม่มีใครสงสัยนัก

    เขากวาดตามองร้านอาหารสองฝั่งถนน โต๊ะเล็ก ๆ วางอยู่หน้าร้าน เรียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยว

    มือข้างหนึ่งยังคงกำไม้เวทที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแน่น

     

    อีรินเริ่มขยับตำแหน่งอย่างแนบเนียน ขณะที่อารินกับซีรีนสวมชุดเกราะเบาเรียบร้อย ถึงจะยังไม่ชักอาวุธออก แต่สีหน้าและแววตาทั้งคู่เงียบกริบและระแวดระวัง

    เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว เบื้องหน้าเป็นกลุ่มเด็กชายสี่ห้าคน วัยประมาณสิบขวบ กำลังเตะลูกบอลนุ่ม ๆ สีสดใสเล่นกันอย่างสนุกสนาน

    ตอนแรกเขาไม่เห็นความผิดปกติอะไร จนกระทั่งหันกลับไปมองอีกครั้ง

    …และภาพตรงหน้านั้นทำให้หัวใจเขาเต้นวูบ

    ลูกบอลที่เคยมีสีสดหลากหลาย ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงเพลิง

    เด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกันหยุดชะงัก และค่อย ๆ ถอยห่างออกมาด้วยความสงสัย

     

    “คุ้มครองเด็ก ๆ!!”

    เสียงตะโกนก้องของนิโคลัสดังขึ้นพร้อมร่างที่พุ่งเข้าไปใกล้

    ไม้เวทในมือถูกยกขึ้น เสียงร่ายเวทดังก้องอีกครั้ง

    “กาลฟารัส โธร์น!”

    สายลมพัดกระหน่ำออกจากไม้เท้า โอบล้อมลูกบอลเอาไว้แน่น และถูกชักนำขึ้นฟ้าด้วยแรงมานา

    “อ้ากกก!!”

    ชายหนุ่มปลดปล่อยมานาเต็มกำลัง ผลักดันลูกบอลที่กำลังลุกโชนขึ้นไปไกลเหนือศีรษะเกินร้อยเมตร

    บึ้ม!!!

    เสียงระเบิดดังกึกก้อง ราวกับฟ้าผ่าใกล้ตัว แรงอัดอากาศปะทะเข้ามาโต๊ะ เก้าอี้ เศษวัสดุกระจายเกลื่อนเสียงกรีดร้องดังระงม หลายคนล้มลงกับพื้นแต่เด็กชายที่เล่นบอลเมื่อครู่... ปลอดภัย ด้วยการปกป้องของสามสาวที่เคลื่อนตัวไปก่อนแล้ว

     

    เสียงกระจกแตกดังขึ้นจากหน้าต่างชั้นสองของร้านอาหารใกล้เคียง

    แล้วร่างเล็ก ๆ สูงเพียงเมตรเดียวก็พุ่งกระโจนออกมาอย่างต่อเนื่อง

    ปีศาจตัวเล็กสีม่วงหม่น ไถลลงพื้นพร้อมเสียงร้องแหลมกรีดหู กรงเล็บแหลมวาววับกรีดหินถนนเป็นรอยยาวบางตัวไต่ผนัง บางตัววิ่งไปบนหลังคา พวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับเงา

    “ซินวาร์ก!!”

    ซีรีนร้องเสียงหลง สีหน้าตกใจ

    “ปีศาจก่อกวน! ใครมันบังอาจอัญเชิญพวกนี้ในเมืองกัน!”

    “อย่าเพิ่งใช้ธนู! คนเยอะเกินไป เดี๋ยวมีคนโดนลูกหลง!”

    นิโคลัสตะโกนห้าม ขณะเก็บไม้เวทแล้วชักมีดสั้นสองเล่มออกมายึดติดเข้ากับพื้นรองเท้าด้วยเวทไม้และโลหะ ก่อนนำดาบสั้นสองเล่มออกมากระชับ

     

    บริเวณนั้นเริ่มวุ่นวายขึ้นทันที

    นักรบบางคนชักอาวุธออกมาต่อสู้ นักเวทบางคนเริ่มร่ายเวทเข้าขัดขวาง

    แต่พวกซินวาร์กนั้นว่องไวเหลือเชื่อ แถมตัวเล็กจนเล็งเป้าแทบไม่ได้ ทำให้การจัดการเป็นไปอย่างยากลำบาก

     

    “พี่อีริน! ทำให้พื้นกลายเป็นน้ำแข็งที!”

    ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง อีรินร่ายเวททันที

    พื้นถนนกว้างเกือบสามสิบเมตรรอบตัวพวกเขากลายเป็นแผ่นน้ำแข็งใสลื่น

    “ทุกคนตั้งมั่นกับที่! โจมตีเฉพาะตอนที่พวกมันเสียการทรงตัว!”

    คำสั่งจบ นิโคลัสกลับพุ่งออกไปร่างของเขาไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง เผชิญหน้ากับตัวแรกที่พุ่งเข้ามา

    “นายน้อย!!”

    อารินร้องเรียกเสียงหลง

    “พวกท่านใช้ธนูได้แล้ว! เล็งเฉพาะตัวที่ล้ม อย่าให้โดนคนอื่น!”

    เขาตะโกนสั่งโดยไม่หันกลับมา ดวงตาจดจ่อไปยังปีศาจที่อยู่ข้างหน้า

    ดาบฟันฉับเดียว หัวเล็ก ๆ ลอยขึ้นกลางอากาศก่อนตกกระแทกพื้น

     

    ทันทีที่เด็ดหัวซินวาร์กตัวแรกได้ เขาก็หยิบมีดสั้นอีกสองเล่มออกมา วางเป็นแนวตั้งใต้ฝ่าเท้าโดยให้คมมีดหันลงพื้น

    “ออร์รัส เชลล์!”

    เวทโลหะถูกร่าย เกราะโลหะบางเฉียบก่อตัวตรึงใบมีดเข้ากับพื้นรองเท้าอย่างแน่นหนา ในเวลาอันรวดเร็ว

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า... นี่มันวันพักผ่อนวันแรกของข้านะ! ชีวิตธรรมดา จะไม่เกิดขึ้นกับข้าเลยใช่ไหม…”

    เสียงหัวเราะแผ่วเบา แฝงทั้งรำพันและยอมจำนน

    รอยยิ้มเย็นเฉียบแต่งแต้มบนใบหน้า ก่อนร่างของ ‘เมจิกเชี่ยน’ จะไถลไปบนพื้นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว

    “ใครบังอาจรบกวนความสุขเล็ก ๆ ของข้า… ต้องชดใช้”

     

     

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน