ยามสายในย่านการค้าของเมืองชั้นนอก ผู้คนเดินขวักไขว่ ทั้งนักศึกษาใหม่และผู้ปกครองต่างพากันเลือกซื้อของใช้ก่อนวันเปิดเรียน
ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาเพราะถูกโอบล้อมด้วยสาวงามสามคน กลายเป็นภาพที่สะดุดตาโดยไม่ตั้งใจ
ชายหนุ่มผู้ไม่ชอบอยู่ในสายตาของผู้คนรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย แต่ก็ได้แค่ถอนหายใจอย่างยอมจำนนต่อสถานการณ์
“นิค ถนนเส้นนี้เป็นย่านของใหม่ นักศึกษาใช้กันเยอะก็จริง แต่ราคาสูงไปนิด พวกเราลองเดินอีกสองช่วงตึก จะถึงแหล่งของมือสองพอดี ค่อยเข้าไปเลือกดูกัน”
เสียงใสกระฉับกระเฉงของซีรีนทำให้นิโคลัสคลายความรู้สึกตึงเครียดลงเล็กน้อย
“ตกลง ตามที่เจ้าว่า”
เขารับคำสั้น ๆ
“พี่สองคนอยากแวะร้านไหนระหว่างทางก็บอกได้นะ วันนี้ข้าไม่มีธุระอะไร มีเวลาเหลือเฟือ”
นิโคลัสหันไปพูดกับสองสาวฝาแฝดที่เดินเคียงข้าง
“ถ้าท่านขาดเงินบอกข้าได้เลยนะ เมื่อวานข้าได้เงินมานิดหน่อย พอใช้ได้สบาย สัปดาห์หน้าคงจะได้เงินอีก ท่านไม่ต้องกังวล”
อีรินรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงใจ ในขณะยังไม่ทันจบประโยค อารินก็หันขวับมาด้วยสายตาค้อนเข้าให้เพราะไม่อยากให้รบกวนนายน้อย
“ขอบคุณนายน้อย ช่วงนี้ขอรบกวนก่อนก็แล้วกัน หากพวกข้าเริ่มรับงานได้เมื่อไร จะรีบใช้คืนให้”
เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น ก่อนหันไปทำหน้าทะเล้นใส่น้องสาวเหมือนไม่สะทกสะท้าน ทำให้อารินได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงตก
“น้องซีรีน เจ้าพอแนะนำร้านเสื้อผ้าสวย ๆ ที่คนนิยมในเมืองหลวงได้ไหม?”
…และนั่นคือประโยคที่ทำให้เวลาสามชั่วโมงถัดมาของนิโคลัสกลายเป็นบททดสอบความอดทน
‘ข้าเคยลอบสังหารเป้าหมายในงานเลี้ยงภายใต้การคุ้มกันนับสิบคน… ยังเหนื่อยน้อยกว่านี้เลย!’
เขาบ่นในใจเงียบ ๆ พลางเดินตามขบวนสาว ๆ ที่ดูจะไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยกันเลยแม้แต่น้อย
โชคดีที่ทุกคนมีถุงเก็บของ ไม่ต้องแบกสัมภาระกันให้เมื่อยมือ
“นายน้อย พวกข้าเลือกของเสร็จแล้ว ไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม? แล้วค่อยไปหาของของท่านต่อ”
อารินหันมาถามขณะเดินนำกลุ่มออกจากร้านสุดท้าย
นายน้อยคิดในใจ คนที่พยายามห้ามพี่สาวก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้ว ตอนเลือกซื้อรอยยิ้มไม่เคยหายไปจากใบหน้าเลย
“ยินดีอย่างยิ่ง ข้าเริ่มรู้สึกว่าข้าจะล้มตรงนี้อยู่แล้ว...”
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะอดบ่นไม่ได้
“ข้าถามจริง พวกท่านไม่รู้สึกเหนื่อยกันบ้างเลยหรือไง?”
“นิค พวกเรายังเดินกันไม่ถึงไหนเองนะ เจ้าอย่าทำเหมือนพึ่งเดินข้ามเมืองสิ!”
ซีรีนหันมาถลึงตาใส่เขาพลางยิ้มอย่างขบขัน
เมื่อเจอสายตาคาดโทษของสาวงามสามคน นายน้อยผู้มากฝีมือยังต้องยอมยกธงขาว
แม้จะดูเหมือนเสียเวลาไปกับการเดินดูของ แต่สำหรับนิโคลัสแล้ว นี่ไม่ใช่การเดินเล่นธรรมดาระหว่างทาง เขาใช้สายตากวาดสำรวจร้านค้า บรรยากาศ และความเคลื่อนไหวโดยรอบยิ่งเมื่อสมองปลอดจากเรื่องให้กังวล ความคิดเชิงวิเคราะห์ก็เริ่มทำงานทันที
แฟชั่นที่เด็กสาวทั้งสามเลือกดู แม้จะเรียกได้ว่า “กำลังเป็นที่นิยม” ในเมืองหลวง แต่ในสายตาของเขา มันยังเทียบไม่ได้กับโลกเดิมของเขาเลยชุดหลายแบบดูคล้ายแฟชั่นยุคเก้าสิบด้วยซ้ำ และจากตอนนั้นจนถึงยุคที่เขาจากมา...
โลกแฟชั่นเดินทางมาไกลจนยากจะจินตนาการ
‘แฟชั่นยังล้าหลังขนาดนี้... แล้วเทคโนโลยีอื่น ๆ ล่ะ?’
เขาสังเกตว่า โลกใบใหม่นี้พึ่งพาเวทมนตร์แทบทุกอย่าง ทำให้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมแทบไม่มีการพัฒนาราวกับเขาได้ย้อนเวลากลับไปในโลกยุคแปดสิบก่อนที่เทคโนโลยีสารสนเทศจะเฟื่องฟู
‘หากข้ายังไม่มีพลังพอจะยืนหยัดท่ามกลางฝูงหมาป่า... ก็ยังไม่ควรลงมือในใหญ่โต แต่หากเริ่มจากจุดเล็กที่ไม่มีใครจับตา เช่น “แฟชั่น” มันก็น่าจะปลอดภัยพอ’
ชายหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะหลุบตาลงเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ
‘เริ่มจากตรงนี้ก็แล้วกัน…’
พวกเขาเดินผ่านย่านแฟชั่นออกมาสู่โซนร้านอาหาร แม้ร้านจะมีให้เลือกหลากหลาย แต่เมนูส่วนใหญ่กลับคล้ายกันไปหมด ไม่ได้มีความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมอย่างที่เขาคุ้นชินจากโลกเก่า
‘นี่ก็เป็นอีกช่องว่างหนึ่งที่ใช้ได้ ไม่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง...’
ความคิดเรื่องการค้าเริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง
‘วันนี้มันวันพักผ่อนนะ เลิกคิดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว!’
นิโคลัสตะโกนในใจจนรู้สึกเหมือนเสียงสะท้อนดังลั่นไปถึงอีกมิติ
‘เจ้าตะโกนอะไรนักหนา นิค! ข้าตกใจหมด!’
เสียงโวยวายของซิลฟี่ดังขึ้นจากมิติสัตว์เลี้ยง
‘หา! เจ้าได้ยินที่ข้าคิดด้วยเหรอ?’
เขาเบิกตากว้างเล็กน้อย พลางใจหายวาบ
‘ปกติข้าไม่ได้ยินหรอก แต่รอบนี้เจ้าตะโกนดังจนมิติแทบสะเทือน บ้านเราติดกันก็ควรเกรงใจกันหน่อย! คนกำลังนอน!’
‘เมื่อคืนข้าบินเล่นจนเช้า เหนื่อยจะตาย... ไปละ ข้านอนต่อนะ’
‘ขอโทษที่รบกวนขอรับ...’
ชายหนุ่มถอนใจเบา ๆ กับคำบ่นของเจ้าสัตว์กึ่งเวทในร่างตนเองที่พูดจาเหมือนเพื่อนข้างห้อง
‘นี่สินะ... ประสบการณ์ที่ข้าขาดหายไปในชาติก่อน’
ชีวิตธรรมดาแบบนี้กลับซับซ้อนและวุ่นวายกว่าการลอบสังหารเสียอีก
บริเวณย่านร้านอาหารเขตรอบนอกฝั่งตะวันออก
“อร่อยมากเลย ซีรีน! ขนมปังนี่มันนุ่ม หวาน หอม โรยเกล็ดไอซ์ซิ่งมานาแบบนี้ มันเหมือนมีระเบิดเป๊าะ ๆ อยู่ในปากเลย!”
อีรินพูดเสียงอู้อี้ในขณะยังเคี้ยวไม่หมด
“เคี้ยวให้เสร็จก่อนค่อยพูดไม่ได้หรือไง”
อารินดุพี่สาวเบา ๆ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ใครจะไปกินเร็วเหมือนเจ้าได้ล่ะ เดี๋ยวหมดแล้วเจ้าจะมาแย่งของข้าอีกแน่!”
ว่าแล้วอีรินก็รีบยัดขนมที่เหลือใส่ปากรวดเดียวจนหมด
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
นิโคลัสกลั้นขำไม่อยู่กับภาพที่เห็นโดยเฉพาะอีรินที่ปกติเคยทำตัวเรียบร้อย แต่พออยู่กับน้องสาวทีไร มักเผยนิสัยจริงออกมาเสมอ
ส่วนซีรีนซึ่งเคยกินขนมชนิดนี้มาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก แต่ก็หัวเราะไปพร้อมกับทุกคน
บรรยากาศระหว่างพวกเขาอบอวลด้วยเสียงหัวเราะ และความผ่อนคลายที่หาได้ยาก
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาต้องดิ้นรน ฝึกฝน ต่อสู้ และเอาตัวรอดจากสารพัดภัย ในวันนี้ที่ปลอดภัยและสงบพอจะหายใจได้ เขากลับไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรให้ “ปกติ”
“นิค เจ้าทำไมยังไม่กินอีกล่ะ เดี๋ยวของก็เย็นหมดนะ”
เสียงหวานของซีรีนที่นั่งข้าง ๆ ปลุกเขาจากภวังค์
“นายน้อย รีบทานเถอะ เราไม่ได้กินอะไรแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่—”
อีรินพูดยังไม่ทันจบ ก็สะดุ้งเมื่อถูกเท้าของอารินเตะเบา ๆ เข้าที่หน้าแข้ง
“ตั้งแต่พวกเราเริ่มเข้าป่า พวกเราก็ฝึกฝนท่านมาตลอด จนท่านสอบเสร็จ... เพราะงั้น วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ นายน้อย”
เธอรีบเปลี่ยนคำพูดกลางคัน ก่อนหันไปเจอสายตาดุ ๆ ของน้องสาวจึงได้แต่ยิ้มแห้งแล้วหันมาก้มหน้ากินข้าวต่อ
“ขอบคุณทุกคน ข้าแค่... ยังปรับตัวไม่ทัน ว่าอยู่ดี ๆ พวกเราจะได้ใช้ชีวิตผ่อนคลายแบบนี้จริง ๆ”
นิโคลัสค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างจริงใจ
“นิค เจ้าต้องพยายามมากแค่ไหนถึงมาได้ขนาดนี้?”
ซีรีนถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยปนชื่นชม
“ก็... อาจพอ ๆ กับที่ย่าเจ้าสอนพี่ชายเจ้า ท่านตาข้าก็ไม่ต่างกันมากนัก”
“หลายเดือนที่ผ่านมา ข้าต้องฝึกในป่าทุกวัน...”
เขาตอบอย่างเลือกถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่ชวนให้เธอสงสัยมากนัก
“อึ๋ย! ข้ายอมแพ้!”
เพียงได้ยินคำว่า ‘ฝึกในป่าทุกวัน’ ก็ทำให้ซีรีนขนลุกซู่ทันที
“เจ้าก็รู้ โลกเราน่ะ... ไม่ได้มีแค่มนุษย์ ยังมีทั้งสัตว์อสูรและปีศาจอีกมากมาย หากเราไม่แข็งแกร่งพอ... จะปกป้องตัวเองได้อย่างไร”
น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นอย่างสัมผัสได้ ทำเอาซีรีนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเสียงอ่อนลง
“รู้แล้วน่า ข้าจะตั้งใจฝึกก็แล้วกัน”
ช่วงบ่าย ทั้งสามสาวพาชายหนุ่มไปเลือกซื้อชุดนักศึกษาสถาบันวาลเดียลา
ชุดยูนิฟอร์มของสถาบันดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ด้านในเป็นเสื้อยืดคอปกสีขาวคลาสสิก สวมทับด้วยแจ็คเก็ตฟ้าคราม ปักดิ้นทองลวดลายตราสถาบันรูปนกฮูกที่อกซ้าย
กางเกงสีดำเรียบ รองเท้าดำไม่มีรูปแบบบังคับ สำหรับฝ่ายหญิงสามารถเลือกใส่กางเกงหรือกระโปรงได้ตามสะดวก
แม้จะเป็นแค่ชุดมือสอง แต่กว่าจะหาได้ครบห้าชุด นิโคลัสต้องเดินวนอยู่ร่วมสองชั่วโมง เพราะชุดไหนที่หลวมไป ตึงไป หรือมีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกสามสาวคัดตกอย่างไร้ความปรานี
“วันนี้พอก่อนเถอะ... ข้าจะตายอยู่แล้ว พวกหนังสือค่อยให้แจ็คช่วยหาซื้อให้ก็แล้วกันนะ”
เสียงของชายหนุ่มเจือความเหนื่อยล้าอย่างไม่ปิดบัง ขณะพวกสาว ๆ กำลังจะพาเขาเลี้ยวเข้าร้านหนังสือ
“นายน้อย ปกติท่านแข็งแรงจะตาย ข้ายังไม่เคยเห็นท่านเหนื่อยง่ายแบบนี้เลยนะ”
อีรินพูดพลางส่ายหน้าอย่างน้อยใจ
“นายน้อยให้เราเดินเล่นอีกนิดเถอะนะ ซีรีนพาไปรู้จักร้านน่าสนใจหลายร้านเลย ข้าว่ามีประโยชน์มาก”
อารินที่ไม่ค่อยพูด ออกปากช่วยอีกแรง
“ก็ได้ ๆ”
นิโคลัสยิ้มบาง ๆ พลางยกมือยอมแพ้ให้สาว ๆ ไปอีกหนึ่งรอบ
“หือ!”
นิโคลัสหยุดฝีเท้ากะทันหัน ดวงตากวาดมองรอบด้าน สีหน้าฉายแววกังวล
“มีอะไรหรือ นายน้อย?”
อีรินเอ่ยถาม พลางหันกลับไปมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา
อารินกับซีรีนต่างก็หยุดเดินตาม และเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติจากท่าทีของเขา
“ดราลเวน เซคูร์... วัลเดริส สการ์น...”
เสียงร่ายเวทดังขึ้นต่อเนื่องในทันที ไม้เวทในมือของนิโคลัสถูกชูขึ้น แสงเวทหลากสีพวยพุ่งเรียงกันอย่างรวดเร็ว
เวทเสริมการป้องกัน ความเร็ว พลังโจมตีกายภาพ และเวทมนตร์ ถูกเสริมใส่ทั้งสี่คนอย่างแม่นยำ
ผู้คนละแวกนั้นเริ่มแตกตื่นเมื่อเห็นการร่ายเวทกะทันหันกลางถนน
“นายน้อย! ท่านทำอะไร?”
อีรินร้องถามด้วยความตกใจ
“ข้ารู้สึกไม่ดี... มันเป็นลางสังหรณ์ ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น”
“ท่านจะทำทั้งหมดนี่แค่เพราะลางสังหรณ์งั้นหรือ?”
ซีรีนรีบค้านด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
นิโคลัสหันมามองทั้งสามอย่างแน่วแน่ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงชัดเจน
“มันอาจไม่ถูกต้องเสมอไป... แต่มันช่วยให้ข้ารอดตายมาทุกครั้ง ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น”
“เตรียมตัวไว้ให้พร้อม สวมชุดเกราะให้เรียบร้อย... พี่อาริน ฝากดูแลซีรีนด้วย”
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็หยิบชุดเกราะเบาออกมาสวมโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง
ทันทีที่เกราะแนบชิดกับตัว รังสีอันเย็นเยียบของอดีตนักฆ่าก็แผ่ซ่านออกมา
อารินที่เคยสัมผัสบรรยากาศการล่ามานักต่อนัก ยังต้องขมวดคิ้วแน่น และพยักหน้ารับโดยไม่ต้องคิดนาน
“ทุกท่าน ขออภัยที่ทำให้ตกใจ... ข้ามักวิตกเกินเหตุบ่อยครั้ง ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความวุ่นวาย”
นิโคลัสค้อมศีรษะกล่าวขอโทษผู้คนรอบข้างด้วยท่าทีอ่อนน้อม
บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย คนที่เริ่มมุงดูจึงทยอยแยกย้ายกลับไป
และด้วยธรรมเนียมของเมืองนี้ที่เหล่าฮันเตอร์มักสวมเกราะหรือพกอาวุธติดตัว จึงไม่มีใครสงสัยนัก
เขากวาดตามองร้านอาหารสองฝั่งถนน โต๊ะเล็ก ๆ วางอยู่หน้าร้าน เรียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยว
มือข้างหนึ่งยังคงกำไม้เวทที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแน่น
อีรินเริ่มขยับตำแหน่งอย่างแนบเนียน ขณะที่อารินกับซีรีนสวมชุดเกราะเบาเรียบร้อย ถึงจะยังไม่ชักอาวุธออก แต่สีหน้าและแววตาทั้งคู่เงียบกริบและระแวดระวัง
เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว เบื้องหน้าเป็นกลุ่มเด็กชายสี่ห้าคน วัยประมาณสิบขวบ กำลังเตะลูกบอลนุ่ม ๆ สีสดใสเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ตอนแรกเขาไม่เห็นความผิดปกติอะไร จนกระทั่งหันกลับไปมองอีกครั้ง
…และภาพตรงหน้านั้นทำให้หัวใจเขาเต้นวูบ
ลูกบอลที่เคยมีสีสดหลากหลาย ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงเพลิง
เด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกันหยุดชะงัก และค่อย ๆ ถอยห่างออกมาด้วยความสงสัย
“คุ้มครองเด็ก ๆ!!”
เสียงตะโกนก้องของนิโคลัสดังขึ้นพร้อมร่างที่พุ่งเข้าไปใกล้
ไม้เวทในมือถูกยกขึ้น เสียงร่ายเวทดังก้องอีกครั้ง
“กาลฟารัส โธร์น!”
สายลมพัดกระหน่ำออกจากไม้เท้า โอบล้อมลูกบอลเอาไว้แน่น และถูกชักนำขึ้นฟ้าด้วยแรงมานา
“อ้ากกก!!”
ชายหนุ่มปลดปล่อยมานาเต็มกำลัง ผลักดันลูกบอลที่กำลังลุกโชนขึ้นไปไกลเหนือศีรษะเกินร้อยเมตร
บึ้ม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ราวกับฟ้าผ่าใกล้ตัว แรงอัดอากาศปะทะเข้ามาโต๊ะ เก้าอี้ เศษวัสดุกระจายเกลื่อนเสียงกรีดร้องดังระงม หลายคนล้มลงกับพื้นแต่เด็กชายที่เล่นบอลเมื่อครู่... ปลอดภัย ด้วยการปกป้องของสามสาวที่เคลื่อนตัวไปก่อนแล้ว
เสียงกระจกแตกดังขึ้นจากหน้าต่างชั้นสองของร้านอาหารใกล้เคียง
แล้วร่างเล็ก ๆ สูงเพียงเมตรเดียวก็พุ่งกระโจนออกมาอย่างต่อเนื่อง
ปีศาจตัวเล็กสีม่วงหม่น ไถลลงพื้นพร้อมเสียงร้องแหลมกรีดหู กรงเล็บแหลมวาววับกรีดหินถนนเป็นรอยยาวบางตัวไต่ผนัง บางตัววิ่งไปบนหลังคา พวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับเงา
“ซินวาร์ก!!”
ซีรีนร้องเสียงหลง สีหน้าตกใจ
“ปีศาจก่อกวน! ใครมันบังอาจอัญเชิญพวกนี้ในเมืองกัน!”
“อย่าเพิ่งใช้ธนู! คนเยอะเกินไป เดี๋ยวมีคนโดนลูกหลง!”
นิโคลัสตะโกนห้าม ขณะเก็บไม้เวทแล้วชักมีดสั้นสองเล่มออกมายึดติดเข้ากับพื้นรองเท้าด้วยเวทไม้และโลหะ ก่อนนำดาบสั้นสองเล่มออกมากระชับ
บริเวณนั้นเริ่มวุ่นวายขึ้นทันที
นักรบบางคนชักอาวุธออกมาต่อสู้ นักเวทบางคนเริ่มร่ายเวทเข้าขัดขวาง
แต่พวกซินวาร์กนั้นว่องไวเหลือเชื่อ แถมตัวเล็กจนเล็งเป้าแทบไม่ได้ ทำให้การจัดการเป็นไปอย่างยากลำบาก
“พี่อีริน! ทำให้พื้นกลายเป็นน้ำแข็งที!”
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง อีรินร่ายเวททันที
พื้นถนนกว้างเกือบสามสิบเมตรรอบตัวพวกเขากลายเป็นแผ่นน้ำแข็งใสลื่น
“ทุกคนตั้งมั่นกับที่! โจมตีเฉพาะตอนที่พวกมันเสียการทรงตัว!”
คำสั่งจบ นิโคลัสกลับพุ่งออกไปร่างของเขาไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง เผชิญหน้ากับตัวแรกที่พุ่งเข้ามา
“นายน้อย!!”
อารินร้องเรียกเสียงหลง
“พวกท่านใช้ธนูได้แล้ว! เล็งเฉพาะตัวที่ล้ม อย่าให้โดนคนอื่น!”
เขาตะโกนสั่งโดยไม่หันกลับมา ดวงตาจดจ่อไปยังปีศาจที่อยู่ข้างหน้า
ดาบฟันฉับเดียว หัวเล็ก ๆ ลอยขึ้นกลางอากาศก่อนตกกระแทกพื้น
ทันทีที่เด็ดหัวซินวาร์กตัวแรกได้ เขาก็หยิบมีดสั้นอีกสองเล่มออกมา วางเป็นแนวตั้งใต้ฝ่าเท้าโดยให้คมมีดหันลงพื้น
“ออร์รัส เชลล์!”
เวทโลหะถูกร่าย เกราะโลหะบางเฉียบก่อตัวตรึงใบมีดเข้ากับพื้นรองเท้าอย่างแน่นหนา ในเวลาอันรวดเร็ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า... นี่มันวันพักผ่อนวันแรกของข้านะ! ชีวิตธรรมดา จะไม่เกิดขึ้นกับข้าเลยใช่ไหม…”
เสียงหัวเราะแผ่วเบา แฝงทั้งรำพันและยอมจำนน
รอยยิ้มเย็นเฉียบแต่งแต้มบนใบหน้า ก่อนร่างของ ‘เมจิกเชี่ยน’ จะไถลไปบนพื้นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
“ใครบังอาจรบกวนความสุขเล็ก ๆ ของข้า… ต้องชดใช้”