จอมอักขระ จ้าวศาสตรา

    บทที่ 39: ออกเดินทาง

    สายลมยามเช้าที่คุ้นเคยพัดผ่านกำแพงหินอันแข็งแกร่งของด่านซีเหมินหอบเอากลิ่นอายของผืนดินและไอร้อนจางๆ ของทะเลทรายมาด้วย บนลานฝึกกว้าง เอี้ยเสวียนในวัยสิบแปดปีเพิ่งจะเสร็จสิ้นการฝึกยุทธ์ประจำวันร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อาบไปด้วยเหงื่อภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบนั้นแฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ

    สามปี... เวลาสามปี ได้หล่อหลอมเด็กหนุ่มผู้ร้อนรนจากตระกูลเอี้ยให้กลายเป็นชายหนุ่มที่สุขุมและเด็ดเดี่ยวใบหน้าที่เคยมีแววซุกซนบัดนี้คมคายหล่อเหลาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดคือ นัยน์ตา ของเขามันลุ่มลึกเสมือนบ่อน้ำโบราณและเปล่งประกายแห่งปัญญาคมกริบดั่งดาบที่ผ่านการลับคมมานับครั้งไม่ถ้วน รอยแผลเป็นจางๆที่พาดผ่านคิ้วข้างหนึ่งคือเครื่องเตือนใจถึงการต่อสู้นับร้อยนับพันครั้งที่เขาผ่านมาในด่านซีเหมินแห่งนี้

    เขาทอดสายตามองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของยามเช้าเสียงโห่ร้องฝึกซ้อมของเหล่าทหารเริ่มดังขึ้นเป็นสัญญาณของวันใหม่... และมันจะเป็นวันสุดท้าย ของเขาที่นี่

    ความทรงจำต่างๆ ในสามปีที่ผ่านมาผุดผาดขึ้นมาในใจดั่งคลื่นทะเลวันแรกที่เขาเดินทางมาถึงด่านซีเหมิน การไม่ยอมรับในความสามารถของตนจนกระทั่งใช้ความสามารถของตนเองพิสูจน์ตนเองจนสามารถเอาชนะใจผู้คนรอบกายการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้เขาเข้าใจว่าชีวิตมีค่าเพียงใดการสูญเสียผู้คนที่รักและการได้รับเพื่อนใหม่ที่ไว้ใจได้ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียนที่สอนให้เขาเติบโตขึ้นจากเด็กหนุ่มที่ไม่อินังขังขอบกับเรื่องใดๆกลายเป็นชายหนุ่มที่มีความรับผิดชอบและมีเป้าหมายชัดเจน

    หน้าประตูด่านซีเหมินที่เคยผ่านเข้าออกจนนับครั้งไม่ถ้วนวันนี้กลับดูแปลกตาไป เหล่าทหารหาญตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เอี้ยเสวียนด้วยความเคารพและอาลัยอาวรณ์ที่ใจกลางวงล้อมนั้นคือ แม่ทัพลู่ ผู้เคร่งขรึมเสมอมา, เหล่ารองแม่ทัพ, จิวฮุ่ย หัวหน้านักจารึกอักขระ และหัวหน้านักหลอมเจิ้ง ทุกคนต่างมาส่งเขาด้วยตนเองบรรยากาศเศร้าโศกปนความอบอุ่นลอยฟุ้งไปทั่วลานหน้าประตู

    ทหารหนุ่มหลายคนแอบเช็ดน้ำตาพวกเขาจำได้ว่าเอี้ยเสวียนเคยช่วยเหลือพวกเขาอย่างไรบ้างบางคนเอาชีวิตรอดจากการต่อสู้กับอสูรเพราะเอี้ยเสวียนมาช่วยทันเวลาบางคนได้รับการรักษาจากยาที่เอี้ยเสวียนแบ่งปันและทุกคนต่างได้รับแรงบันดาลใจจากการมองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นชายแกร่งท่ามกลางความทุกข์ยาก

    แม่ทัพลู่ก้าวเข้ามาตบบ่าเอี้ยเสวียนหนักๆ สองครั้งดวงตาคู่คมกริบของเขาเปล่งประกายแห่งความภาคภูมิใจ "เจ้าหนูเอี้ยเสวียนในที่สุดวันที่เจ้าจะกางปีกโบยบินก็มาถึง ข้าทั้งดีใจและใจหายในเวลาเดียวกัน"แม่ทัพลู่ถอนหายใจเบาๆ แล้วหัวเราะเสียงกึกก้อง "นับจากนี้ไปโลกภายนอกจะได้รู้เสียทีว่าคำว่า 'หายนะเดินได้' มันเป็นอย่างไร! ฮ่าๆๆ!"

    รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิง หัวเราะอย่างเต็มไปด้วยความรู้สึก"ท่านแม่ทัพกล่าวถูกเผง 'รู้ใจบุตรไม่มีใครเกินบิดา' ข้ายังจำรายงานเรื่องของเจ้าและคำที่พ่อเจ้าชอบบอกแก่เจ้าเอี้ยเสวียนได้ไม่ลืม 'ทำอะไรให้มันเบาๆ หน่อย อย่าให้มันต้องดังเปรี้ยงปร้างทุกเรื่องเข้าใจมั้ยเจ้าเด็กบ้า'... ดูเหมือนว่าสามปีมานี้เจ้าจะทำได้ 'เบา' ที่สุดแล้วกระมัง"เสียงหัวเราะครื่นดังขึ้นจากทุกคน พวกเขานึกถึงวีรกรรมต่างๆของเอี้ยเสวียนตลอดสามปีที่ผ่านมาตั้งแต่การถล่มรังอสูรไปจนถึงการสร้างความปั่นป่วนในหมู่ทหารใหม่การสร้างลูกปัดหยินหยาง การออกแบบธนูพิฆาตอสูรหรือการต่อสู้กับศิษย์สำนักใหญ่ด้วยวิชาของพวกเขาเองทุกอย่างล้วนเป็นตำนานที่จะถูกเล่าขานต่อไปในหมู่ทหารรุ่นหลัง

    "เอี้ยเสวียน...การที่เจ้ามาเยือนด่านซีเหมินเป็นสิ่งที่ข้าคิดว่าสวรรค์ยังมีตาเจ้าช่วยชาวบ้านที่นี่แล้วยังสอนให้พวกเรานักจารึกอักขระก้าวหน้าเป็นอย่างมาก"จิวฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้าจิวฮุ่ยสาบานว่าตราบใดที่ข้ายังอยู่กำแพงอักขระจะไม่มีวันเป็นอะไรอย่างแน่นอน"

    หัวหน้านักหลอมเจิ้ง ด้วยเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู"ออกไปข้างนอก อย่าให้ใครรังแกได้ง่ายๆ เล่า หากมีปัญหา ส่งข่าวกลับมาพวกเราที่นี่ยังพร้อมจะยกทัพไปช่วยเจ้าเสมอ นี่คือของฝากจากข้า"เขายื่นถุงหนังเล็กๆ ให้เอี้ยเสวียน "ข้างในมีแร่ธาตุหายากที่เจ้าอาจใช้ได้เอาไปเถิด"

    เอี้ยเสวียนสูดลมหายใจลึก หัวใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้งเขาก้มศีรษะโค้งคำนับให้ทุกคนอย่างจริงใจที่สุด "คำชี้แนะ การปกป้องและความเมตตาจากทุกท่านตลอดสามปีที่ผ่านมา เอี้ยเสวียนผู้นี้จะจดจำไว้ในใจตลอดไปด่านซีเหมินคือบ้านของข้า และทุกท่านคือครอบครัวของข้า ข้าขอขอบคุณจากใจจริงและข้าสัญญาว่าจะกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ก็ตาม ข้าจะกลับมาหาทุกท่าน"

    ก่อนจะก้าวออกจากประตู เอี้ยเสวียนแยกไปยังสุสานเล็กๆที่ตั้งอยู่อย่างสงบใกล้กำแพงด่านที่นี่คือที่พักพิงสุดท้ายของเหล่าทหารและชาวบ้านผู้กล้าที่สละชีพปกป้องด่านซีเหมินเขายืนสงบนิ่งอยู่หน้าป้ายไม้เรียบง่ายที่สลักชื่อ 'ตู้ต้าเก้อ' ลมยามบ่ายพัดผ่านใบไผ่ที่ปลิวไสว สร้างเสียงเศร้าโศกเบาๆที่ดูเหมือนจะเป็นเสียงกระซิบของเหล่าวิญญาณ เอี้ยเสวียนนั่งลงข้างหลุมฝังศพมือลูบไล้ผิวหินเย็นๆ ความเศร้าโศกและความผูกพันยังคงโหมกระหน่ำใจเขาเช่นเคย

    เขาย่อตัวลง เอานิ้วลูบไล้ตัวอักษรบนแผ่นไม้อย่างแผ่วเบาความทรงจำในวันที่เพื่อนคนนี้เอาชีวิตเข้าแลกยังคงชัดเจนในใจเสียงหัวเราะแสนสดใสของต้าเก้อ ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและวินาทีสุดท้ายที่เขาหันมายิ้มให้เอี้ยเสวียนก่อนจะปิดตาลง

    "ต้าเก้อ... ข้ากำลังจะไปแล้วนะ"เขากระซิบเสียงเบา "ข้าจะเดินทางต่อไปในนามของเจ้าและทุกคนที่นี่ข้าจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าแทนพวกเจ้าด้วยข้าจะแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีใครต้องมาสละชีวิตเพื่อข้าอีก...และข้าจะนำข่าวแห่งชัยชนะกลับมาบอกพวกเจ้าให้ได้ รอข้านะ"เขาหยิบดอกไผ่ป่าสีขาวที่เด็ดมาใส่ไว้หน้าหลุมศพ "เมื่อไหร่ที่ข้ากลับมาข้าจะมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้ฟัง รอข้าด้วย เพื่อนรัก..."สายลมพัดวูบหนึ่ง ดอกไผ่ปลิวไปมาเบาๆ ราวกับเป็นคำตอบรับจากเหล่าดวงวิญญาณเอี้ยเสวียนยืนขึ้น โค้งคำนับครั้งสุดท้าย แล้วเดินออกจากสุสานด้วยก้าวที่มั่นคง

    เอี้ยเสวียนมุ่งหน้าสู่หุบเขาไร้ขอบเขตเสียงคำรามกึกก้องต้อนรับการมาถึงของเขา พญาวานรต้าเสี่ย ในร่างอสูรเทวะสูงตระหง่านเดินออกมาพร้อมกับจิ้งจอกเก้าหาง ในร่างมนุษย์ที่งดงามพวกเขารู้ดีว่าวันนี้เป็นวันที่เอี้ยเสวียนจะจากไป

    "เอี้ยเสวียน!" ต้าเสี่ยโค้งศีรษะลงเล็กน้อยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพและความอาลัย"ข้าเพียงอยากจะบอกว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่ข้าต้าเสี่ยได้ร่วมรบกับเจ้ามาและเจ้าได้สอนให้พวกเราเข้าใจว่าความเป็นมิตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายเลือดหรือเผ่าพันธุ์ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ พวกเราจะดูแลด่านซีเหมินและหุบเขาแห่งนี้อย่างดีที่สุดหวังว่าสักวันเจ้าจะกลับมาเยี่ยมพวกเราบ้าง"

    จิ้งจอกเก้าหางพยักหน้าเสริม นัยน์ตาคู่สวยฉายแววอาวรณ์"ใช่แล้ว... ท่านต้องกลับมานะ อย่าลืมว่าที่นี่ยังเป็นบ้านของท่านเสมอพวกเราจะรออยู่ที่นี่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน" อสูรตัวอื่นๆในหุบเขาต่างแสดงความเคารพด้วยการก้มหัว พวกเขาที่เคยเป็นศัตรูกับมนุษย์ บัดนี้กลับรู้สึกอาลัยที่จะต้องจากลามนุษย์คนหนึ่งไปเอี้ยเสวียนได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นแล้วว่าความเข้าใจกันนั้นเป็นไปได้จริง

    เอี้ยเสวียนยิ้มอย่างอบอุ่น หัวใจเต็มไปด้วยความปิติ "ข้าสัญญาข้าจะกลับมาแน่นอน พวกเจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วย หากมีเรื่องอะไรส่งข่าวไปหาข้าที่ด่านซีเหมิน พวกเขาจะรู้วิธีติดต่อข้า"

    จากนั้น เขาเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่พำนักของ จูหลง และ ไป๋เจ๋อ แสงเรืองรองจากเกล็ดของทั้งสองส่องสว่างไปทั่วบริเวณอากาศในถ้ำเย็นสบาย เต็มไปด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้รู้สึกสงบ

    "ผู้อาวุโสทั้งสองข้ากำลังจะออกเดินทางเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันห้าอาณาจักร ส่วนเรื่องของชิ้นส่วนวัตถุแห่งชีวิตที่เหลืออีกสี่ชิ้นไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใด ข้าจะนำมันกลับมาให้จงได้ข้าต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำจากทั้งสองท่าน"

    จูหลงเงยหัวขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูนัยน์ตาคู่โบราณนั้นเต็มไปด้วยภูมิปัญญาและประสบการณ์นับพันปี"หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล และเต็มไปด้วยอันตรายที่เจ้าคาดไม่ถึงโลกภายนอกคือกระดานหมากที่ใหญ่กว่าที่เจ้าเคยเห็น มีผู้เล่นมากมายที่เจ้ายังไม่รู้จักจงเดินแต่ละก้าวอย่างระมัดระวัง อย่าเชื่อใจใครง่ายๆแต่อย่าปิดใจไม่รับใครเลยเหมือนกัน"

    ไป๋เจ๋อเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความนัย"พรสวรรค์ของเจ้าจะดึงดูดทั้งมิตรและศัตรูจงจำไว้ว่าความอิจฉาริษยานั้นอันตรายกว่าคมดาบเสียอีกบางครั้งผู้ที่ยิ้มแย้มกับเจ้าอาจเป็นอันตรายมากกว่าผู้ที่แสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยระวังตัวด้วย อย่าให้ความไว้วางใจเป็นจุดอ่อนของเจ้า"

    "มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้า"จูหลงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ชิ้นส่วนวัตถุแห่งชีวิตแต่ละชิ้นจะมีผู้พิทักษ์ บางชิ้นอยู่ในอาณาจักรอื่นบางชิ้นอยู่ในสถานที่ลับที่อันตรายเจ้าต้องเตรียมใจให้พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่เจ้าเคยพบมา"

    บรรยากาศการร่ำลาเต็มไปด้วยความผูกพัน ความห่วงใย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความหวังและเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนอยู่ในใจของเอี้ยเสวียนเขารู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ง่าย แต่เขาก็รู้เหมือนกันว่าตนพร้อมแล้ว

    หลังจากร่ำลาทุกคนแล้ว เอี้ยเสวียนก็เริ่มออกเดินทางโดยเลือกที่จะเดินทางด้วยเท้าการเดินทางที่เชื่องช้าทำให้เขามีเวลาซึมซับบรรยากาศและรวบรวมข้อมูลเขาไม่ได้มุ่งหน้ากลับเมืองหลวงในทันทีแต่กลับเลือกเส้นทางที่อ้อมออกไปทางตะวันออกของ อาณาจักรจิ่วเซียว ซึ่งเป็นดินแดนที่ติดกับชายแดนของอาณาจักรเมฆาอุดรและอาณาจักรพยัคฆ์ทมิฬ

    ภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะทางนั้นน่าทึ่งยิ่งนักจากทะเลทรายและหินผาที่แห้งแล้ง ดินแดนก็ค่อยๆกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาสลับกับป่าไผ่ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกยามเช้าอันเยือกเย็น อากาศที่เคยร้อนระอุค่อยๆเย็นสบายขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเขาเดินทางห่างออกมาจากด่านซีเหมินมากเท่าไหร่ความชื้นในอากาศก็เพิ่มขึ้น ชวนให้รู้สึกสดชื่น

    เมืองเล็กๆ ที่เขาเดินทางผ่านนั้นมีสภาพแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงบางเมืองยังคงมีร่องรอยความเสียหายจากภัยอสูรในอดีต กำแพงเมืองร้าวแตกเป็นทางยาวบ้านเรือนหลายหลังถูกทิ้งร้างและรกรุงรังราวกับไม่มีผู้ใดเหลียวแลมานานหลายปีในขณะที่บางเมืองกลับคึกคักไปด้วยการค้าชายแดนร้านค้ามากมายเรียงรายไปตามสองฟากถนนเสียงต่อรองราคาและเสียงหัวเราะของพ่อค้าแม่ขายดังก้องไปทั่วบ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวาของผู้คน

    เอี้ยเสวียนใช้เวลาในแต่ละเมืองอย่างเงียบๆ เขาเข้าพักในโรงเตี๊ยมพร้อมทั้งกินอาหารที่รสชาติแตกต่างจากที่เค้าเคยลิ้มลองที่นี่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกต้มข้นควันกรุ่น เงี่ยหูฟังข่าวสารต่างๆที่เล็ดลอดออกมาจากวงสนทนาของผู้คน เขาเดินสำรวจตลาดที่คึกคักสังเกตการณ์วิถีชีวิตภายในเมืองและพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของแต่ละอาณาจักรจากการสนทนาของผู้คนในท้องถิ่น

    สิ่งที่เขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามอาณาจักรมีข่าวลือหนาหูว่า อาณาจักรเมฆาอุดร กำลังจับกุมคนแปลกหน้าเข้าคุกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรสร้างความหวาดระแวงในหมู่ผู้คนทั่วไป อาณาจักรพยัคฆ์ทมิฬ ก็เพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดนอย่างมีนัยสำคัญทหารลาดตระเวนในชุดเกราะครบครันต่างเดินตรวจตราไปมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดวงตาที่กวาดมองไปรอบๆ ราวกับกำลังสอดส่องหาภัยคุกคามที่มองไม่เห็นเอี้ยเสวียนต้องพยายามหลบหลีกเส้นทางลาดตระเวนเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาและเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวแปลกๆ เกี่ยวกับ คนหายตัวไปอย่างลึกลับ ในหลายเมืองบางครั้งมีการพบ ร่องรอยขนาดใหญ่ที่ผิดธรรมชาติคล้ายกับรอยเท้าของอสูรระดับสูง ปรากฏขึ้นตามพื้นที่ห่างไกลหรือแม้กระทั่งมีข่าวลือประหลาดเกี่ยวกับ เสียงหวีดหวิวชวนขนหัวลุกที่ได้ยินในคืนเดือนมืดซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงลางร้ายบางอย่างเรื่องราวเหล่านี้ยิ่งโหมกระพือความตึงเครียดให้เพิ่มสูงขึ้นในบรรดาอาณาจักรทั้งสามสร้างบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนและความหวาดระแวงไปทั่วทุกหนแห่ง