บทที่ 32: สยบขุนศึกประจัญบาน
ลมป่าพัดกระโชกแรงจนใบไม้สีแดงแดงเหลืองในหุบเขาป่าทิพย์พริ้วปลิวว่อนไปทั่วผืนฟ้าสีครึ้ม บรรยากาศนอกค่ายทหารและหน้าผาชันชานเมืองเต็มไปด้วยกลิ่นอายมาคุและไอสังหารอันเข้มข้น กองกำลังทหารราบและทหารม้าในชุดเกราะศึกเหล็กไหลสีดำเข้มข้นกว่าหมื่นนายล้อมรอบทางเข้าออกของหุบเขาไว้ทุกตารางนิ้ว ธงศึกตราเสือสีโลหิตของฝ่ายกบฏโบกสะบัดต้านลมส่งเสียงพรึบพรับชวนใจหาย ทหารกบฏทุกคนต่างกระชับดาบยาวและคันธนูในมือพร้อมหน้าตาเหี้ยมเกรียมแผ่ไอลมปราณกดดันเต็มพื้นที่
เบื้องหน้าทัพกบฏม้าศึกเกราะดำตัวใหญ่ยักษ์ปรากฏร่างขุนพลผู้แข็งแกร่งที่สุดในสังกัดของอัครเสนาบดีหลี่ลินฝู่ นั่นคือ **"เยี่ยเสี้ยว"** (ยอดจอมพลเกราะพยัคฆ์ทมิฬ ผู้มีพลังบ่มเพาะระดับขอบเขตแกนทองคำขั้นที่ 9 ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในราชสำนัก) มันนั่งสง่าอยู่บนหลังม้าศึกสูงหกฟุต ในมือถือทวนเหล็กกล้าลายมังกรศิลาหนักกว่าสามร้อยชั่ง แววตาป่าเถื่อนดุดันและเต็มไปด้วยความทะนงตนในความแข็งแกร่งของยุทธภพที่รบราฆ่าฟันมาทั้งชีวิต
"เจ้าเด็กสารเลวหน้าขาวเซียวเฉิน! และฮ่องเต้ทรราชจีเฟิง! จงไสหัวกบาลอกมาคุกเข่ารับความตายเดี๋ยวนี้! หากส่งตัวองค์หญิงใหญ่จีเสวี่ยและยอมจำนนชิงยอมคุกเข่าต่อหน้าข้า ข้าจะละเว้นศพพวกเจ้าให้มีแผ่นดินฝัง! แต่หากพวกเจ้ายังดื้อดึง ข้าจะสั่งทหารกบฏบดขยี้ป่าทิพย์นี้ให้ราบคาบและสับเนื้อพวกเจ้าโยนให้สุนัขกิน!" เสียงคำรามดังก้องของเยี่ยเสี้ยวแผ่ซ่านด้วยพลังลมปราณแกนทองคำขั้นเก้าบดขยี้ก้อนหินและกิ่งไม้ชานป่าจนแตกร้าวเป็นผุยผงสร้างความสะพรึงกลัวให้แก่ทหารองครักษ์เกราะขาวจวนหลวงสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง ทหารบางคนถึงกับเข่าอ่อนถือทวนสั่นระริก
ผมเดินเยื้องย่างโบกพัดกระดาษสลักลายมังกรม่วงทองอย่างใจเย็น ท่าทางเกียจคร้านเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ด้านหลังของผมมีเหล่าฮูหยินคนงามทั้งห้าเดินเคียงคู่ประคองล้อมรอบ ลู่เหมยหลินในชุดสีขาวฟ้าสง่างามสะกดสายตา ไป๋หลิงลูบฝักกระบี่คู่กายด้วยดวงตาเป็นประกายคม เฉินฮวากำหมัดเหล็กแน่นส่งเสียงข้อต่อดังลั่น ซูเหยียนโบกตลับยาในมือยิ้มแย้มมีเสน่ห์ และองค์หญิงใหญ่จีเสวี่ยที่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดินเกาะแขนผมสายตาทรงเสน่ห์คลั่งรักใคร่เป็นที่สุด คอยเอานิ้วลูบไล้แผ่นหลังของผมอย่างเอาใจใส่
"แหม... จอมพลเยี่ยเสี้ยวจ๋า เสียงดังหนวกหูจริง ๆ เลยโว้ยจ้ะพี่ชาย! คนจะหลับจะนอนแถมเพิ่งออกกำลังกายในถ้ำน้ำพุร้อนสากลบำบัดรักมาเหนื่อย ๆ ดันมาแหกปากป่าว ๆ ขัดความสุขสุนทรีย์ของข้าเสียได้ นี่ไม่รู้หรือไงว่าเสียงของเจ้ามันทำลายบรรยากาศรักแสนหวานของข้ากับฮูหยินน่ะโว้ย!" ผมบ่นอุบอย่างขี้เล่นส่งสายตากะล่อนกวนโทสะมันเต็มพิกัดพลางโยกตัวเย้าแหย่
"เจ้าเขยขยะสับปลับปากดี! อาศัยเพียงผู้หญิงปกป้องวัน ๆ ดันกล้ามาสามหาวต่อหน้ากองทัพของข้า! วันนี้ข้าจะใช้ทวนเหล็กฟาดกะโหลกเจ้าให้แหลกคาพื้นดินเพื่อล้างอายตระกูลหลี่!" เยี่ยเสี้ยวโกรธจนหน้าดำหน้าแดงก่ำควบม้าศึกพุ่งกระโจนทะยานร่างเข้ามาหาผมประดุจพายุหินผาถล่มทลายแผ่นดิน ทวนมังกรศิลาในมือควงหมุนวนจนเกิดลมหมุนพายุหมุนรุนแรงแผ่ไอปราณแหลมคมฟาดพุ่งตรงมาที่ยอดอกของผมอย่างเหี้ยมโหดหมายเอาชีวิตในกระบวนท่าเดียว แรงฟาดฟันแหวกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู
ทหารหลวงจวนพากันกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวว่าผมจะโดนแทงดับ ทว่าภรรยาทั้งห้าของผมกลับยืนยิ้มกะล่อนอย่างสงบและแสนผ่อนคลาย เพราะพวกนางผ่านการโดนผมกระแทกกระทั้นสยบเตียงนอนมานับครั้งไม่ถ้วน รู้ดีว่ากายาของสามีนั้นแกร่งและถึกปานใดในใต้หล้า
ผมยืนนิ่งเฉยไม่คิดจะขยับหลบเลี่ยงหรือชักกระบี่สวรรค์ออกมาต่อต้านเลยสักนิด ข้าเพียงแค่ยืนโบกพัดกระดาษสบายอารมณ์พลางผิวปากส่งเสียงเพลงกวนประสาท ยามทวนมังกรศิลาแกร่งกล้ากระแทกเข้าเต็มยอดอกของผมอย่างจังเสียงดัง *เปรี้ยง!!!* แรงลมพัดระเบิดขี้ฝุ่นดินและหญ้าแห้งปลิวกระจายพัดรอบลานดินจนฝุ่นตลบอบอวลบังร่างพวกเรา
ทว่า... ร่างกายของผมกลับไม่ขยับเยื้อนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว! ผิวหนังบริเวณหน้าอกของผมไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนรอยแดง!
*แก๊ง!*
เสียงทวนเหล็กปะทะกับร่างกายเนื้อหนังของผมดังสนั่นประหนึ่งค้อนยักษ์ปะทะทั่งเหล็กกล้า ปลายทวนคมกริบของเยี่ยเสี้ยวแตกหักสะบั้นกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนคาอกเสื้อของผมทันที! พละกำลังสะท้อนกลับอันมหาศาลจากการบล็อกของ "กายาอมตะตรากตรำ" บดกระแทกผ่านด้ามทวนเหล็กไหลส่งตรงเข้าสู่แขนทั้งสองข้างของเยี่ยเสี้ยวจนกระดูกข้อมือและท่อนแขนของมันลั่นดัง *กร๊อบ!* เกราะแขนโลหะแตกแยกสลายตัวเป็นริ้ว ๆ เลือดสดไหลทะลักปากคอของมัน
"อะ... อะไรกัน?! กายเนื้อของเจ้าเป็นเหล็กไหลศักดิ์สิทธิ์หรือทรายหยกขาวกันแน่?! ขนาดข้าใช้พลังลมปราณแกนทองคำขั้นที่เก้าฟาดเต็มแรงยังไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนบนผิวหนังของเจ้าได้เลย! เจ้ามันตัวประหลาดชัด ๆ!" เยี่ยเสี้ยวตาค้างปากอ้ากว้างตกตะลึงลานสับสนมึนงงจนม้าศึกของมันตกใจตื่นตระหนกยกล้อหน้าชูชันไม่ยอมสงบ
"คิก ๆ... ของมันแน่อยู่แล้วจ้ะพี่ชาย กายาของข้ามันแข็งแกร่งถึกทนไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยสยบสตรีระเบิดชีพจรเตียงนอนมานับไม่ถ้วน นับประสาอะไรกับทรายเหล็กขูดหินของเจ้าล่ะโว้ย! ขืนเจ้าคิดจะใช้กำลังหยาบช้ากับข้า ชาติหน้าก็ยังไม่ระคายเคืองหนังข้าหรอกจ้ะ!" ผมแสยะยิ้มหล่อเหลาขี้โกงกะล่อนยิ้มพราย
[ ติ๊ง! ]
[ โฮสต์ใช้งานระบบกายาอมตะตรากตรำสะท้อนกลับการโจมตีสำเร็จสมบูรณ์! ]
[ ได้รับแต้มคะแนนแมงดา: 5,000 แต้ม ]
[ ปลดล็อก: เพลงกระบี่สวรรค์เก้าดาราขั้นต้น! ]
ผมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งสติหรือถอยทัพ ขยับปลายเท้าดีดตัวพุ่งร่างเบาดุจขนนกทะยานลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือหัวของเยี่ยเสี้ยวด้วยความเร็วระดับผีสะกด สะบัดพัดกระดาษขวับเรียกแรงกดดันขอบเขตแกนทองคำขั้นที่ 3 ผสานปราณจักรพรรดิหงส์หิมะที่ดูดซับจากจีเสวี่ย แผ่รังสีแสงสีชมพูทองระเบิดกวาดทางลบล้างจนบรรยากาศโดยรอบอบอุ่นฉับพลัน
*เพียะ!!!*
ผมฝาดฝ่ามือลามกตบแก้มของเยี่ยเสี้ยวเข้าฉาดใหญ่อย่างจัง เสียงตบดังลั่นป่าดุจเสียงฟ้าผ่า แรงตบส่งผลให้ยอดขุนพลแกนทองคำขั้นเก้าตัวลอยปลิวกระเด็นหลุดออกจากอานม้าศึก หมุนควงกลางอากาศสามรอบครึ่ง ฟันและโลหิตสีแดงฉานหลุดร่วงสลบเหมือดร่วงหล่นกระแทกพื้นดินฝุ่นตลบ *ตุบ!* สลบไสลหมดสภาพและสิ้นฤทธิ์ทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ร้องโอ้ยหรือโต้ตอบแม้แต่ครึ่งคำนอนนิ่งตัวเกร็ง
ทหารกบฏนับหมื่นนายเบิกตากว้างอ้าปากค้างอย่างตกใจสุดขีดจนอาวุธในมือแทบร่วงหล่น จอมทัพที่แกร่งที่สุดในแดนหลวงโดนเด็กหนุ่มหน้าขาวตบทีเดียวฟันร่วงสลบคากองดินเนี่ยนะ?! ความหวาดกลัวดั่งขุนเขาเริ่มกัดกินหัวใจกองทัพกบฏจนไม่มีใครกล้าก้าวขาออกมาสู้รบอีกเลย ต่างพากันวางทิ้งอาวุธหอกดาบโล่คุกเข่ายอมจำนนสวามิภักดิ์กันจนราบคาบเป็นหน้ากลองส่งเสียงร้องขอชีวิตเซ็งแซ่
"ทหารหลวงองครักษ์! จงควบคุมตัวพวกเชลยกบฏทั้งหมดไว้ ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขืน! ส่วนเยี่ยเสี้ยวมัดมันด้วยโซ่เหล็กไหลขังคุกใต้ดินไว้เค้นความลับแฉอัครเสนาบดีหลี่หลินฝู่ให้ราบคาบ!" องค์หญิงใหญ่จีเสวี่ยประกาศวาจาศักดิ์สิทธิ์น้ำเสียงทรงอำนาจดุจนางพญาหงส์สวรรค์ข่มกองทัพทหารทุรยศ
ฮ่องเต้จีเฟิงพยุงร่างก้าวเดินออกมาจากแนวหลังอย่างซาบซึ้งและตื้นตันใจเป็นที่สุด เข้ามากอดบ่าของผมอย่างสนิทสนมประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือด: *"น้องเขยเซียวเฉินเอ๋ย! หากไม่ได้เจ้าช่วยลุยเดี่ยวปราบสัตว์อสูรและสยบกองทัพกบฏช่วยพวกเราไว้ในวันนี้ ราชวงศ์ของพวกเราคงต้องล่มสลายและข้าต้องกลายเป็นกบฏแผ่นดินเป็นแน่แท้! บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าขุนเขา ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นขุนนางคุมอำนาจเงินคลังแผ่นดินและเลื่อนขั้นตระกูลลู่ให้ใหญ่โตที่สุดในประเทศ!"*
ผมแอบเบ้ปากเบา ๆ พลางโบกพัดคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย: *'โอ๊ย... ฮ่องเต้จ๋า เลื่อนขั้นให้ข้าทำงานขุนนางราชสำนักเนี่ยนะ? ข้าเป็นแมงดานอนกินองุ่นชิลล์ ๆ บนหน้าตักเมียรักตระกูลลู่ก็สบายดีอยู่แล้วโว้ยจ้ะ ขืนต้องไปนั่งประชุมสภาขุนนางหน้าเบื่อปวดหัวกับพวกปู่ ๆ โบราณคงปวดขมับแย่ ทว่าเพื่อเงินทองของรางวัลระบบและขยายฮาเร็มสาวงามแสนสวยทั่วหล้า ข้าต้องแสร้งรับหน้าฉากขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ไว้ก่อนล่ะโว้ยพี่น้อง!'*
ผมหันกลับไปหาเหล่าภรรยาแสนสวยทั้งห้าคน โอบกอดสะโพกนุ่มนิ่มหอมกลุ่นของหลิวเหมยหลินและไป๋หลิงเข้ามากระซิบกระเซ้าเย้าแหย่ที่ข้างริมหูขาวระหงสะท้านใจเบา ๆ: *"ฮูหยินรักจ๋า คืนนี้กลับจวนไปแล้วช่วยช่วยกันนวดแผ่นหลัง บำรุงพละกำลังสะโพกเหล็กไหลให้สามีจอมกะล่อนคนนี้ด้วยนะจ๊ะ ศึกการตบคนในวันนี้ช่างตบไอ้จอมพลเสียงดังหนวกหูเหนื่อยล้ากล้ามเนื้อเหลือเกินโว้ยจ้ะแม่คนงาม! สามีต้องการสัมผัสอันแสนอ่อนนุ่มและน้ำทิพย์บำรุงของพวกเจ้ามาช่วยหลอมรวมลมปราณขยายชีพจรสวาทแล้วโว้ย!"*
สองสาวคนสวยหันมาค้อนควับตีต้นแขนของผมเบา ๆ พลางใบหน้าหวานใสขึ้นสีแดงระเรื่อเขินอายปนขัดเขินกับสายตาทหารรอบข้าง ทว่าก็แฝงรอยยิ้มพราวเสน่ห์อย่างรักใคร่ปนเอ็นดูและยอมตามใจในความทะลึ่งกะล่อนหน้าระรื่นของสามีปราชญ์แมงดาเทพผู้นี้เป็นที่สุด! ข้าหัวเราะเริงร่าควงพัดสะบัดชายเสื้อคลุม เดินนำทัพเกราะดำบึ่งกลับสู่เมืองหลวงสวรรค์ เตรียมแผนล้างแค้นตระกูลเสนาบดีและจัดฉากบุกทะลวงคลังหลวงสวรรค์ยึดทรัพย์พวกกบฏให้เรียบอาวุธและทรัพย์สินทั้งหมดมาเชยชมในยุทธการถัดไปอย่างเร้าใจแน่นอนโว้ยจ้ะพี่น้อง!
(โปรดติดตามบทต่อไป...)