“ได้เลยรอสักครู่นะพ่อหนุ่ม เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
ฉินลู่พยักหน้า และรออย่างเงียบๆ
“ปัง!”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดออกเสียงดังพวกอันธพาลสี่ห้าคนสวมเสื้อกล้าม รอยสักเต็มตัวเดินเข้ามาและหัวหน้าแก๊งที่ถือกระบองอยู่ในมือก็ทุบไปที่เครื่องทำความร้อนที่อยู่บนกำแพง
“ตูม”
มีเสียงดังขึ้นอีก เครื่องทำความร้อนถูกทุบจนพังลงมา
ลูกค้าที่กำลังนั่งรับกินอาหารต่างพากันตกใจ เมื่อเห็นพวกอันธพาลท่าทางโหดเหี้ยมจึงไม่กล้าส่งเสียง
ฉินลู่เหลือบมองไปที่พวกนี้ ขมวดคิ้วมุ่น ส่ายหัวด้วยความรังเกียจ
โดยส่วนตัวแล้วเขาเกลียดพวกอันธพาลที่ว่างงานวิ่งหาเรื่องคนอื่นไปทั่วแบบนี้
“ปัง!”
อันธพาลทุบแท่งเหล็กในมือไปที่เครื่องทำความร้อนอีกครั้งแล้วตะโกนใส่เถ้าแก่ที่อยู่ในครัวว่า “ไอ้แก่!พวกข้ายืดเวลาค่าคุ้มครองให้แกไปสองเดือนแล้ว วันนี้รีบจ่ายเงินมาให้พวกข้าซะมิฉะนั้นแกก็อย่าคิดที่จะเปิดร้านนี้ต่อไปเลย”
เถ้าแก่รีบวิ่งออกมาจากครัว ถูมือไปมา ยิ้มให้พวกอันธพาลแล้วพูดว่า“ฉันขอโทษจริงๆ เงินที่พวกคุณต้องการ ฉันยังไม่มีเลย ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงฉันเพิ่งจะจ่ายค่าเทอมลูกสาวไป ฉันไม่มีเงินเหลือให้พวกคุณแล้วขอเวลาฉันหน่อยได้ไหม ไม่นานหรอก แค่สองสัปดาห์ก็ได้”
“ถุย!” หัวหน้าแก๊งสีหน้าบูดบึ้งจ้องไปที่เถ้าแก่และพูดว่า “แกไปถามร้านละแวกนี้สิ พวกนั้นจ่ายเงินให้เราตรงเวลาแม้จะไม่เยอะอะไร แต่พวกเราก็ยังปกป้องพวกแกจากพวกลูกค้าที่ใช้ความรุนแรง ไม่เอาเปรียบเกินไปหรอกใช่ไหมแต่มีแค่แกนั่นแหละ!มาเอาเงินนิดหน่อยทำเหมือนจะมาเอาชีวิตอย่างงั้นแหละ เงินแค่เท่าไหร่เอง แกก็ผลัดวันประกันพรุ่งแบบนี้ผลัดไปเรื่อยๆ ผลัดแล้วผลัดอีก!”
อันธพาลเดินเข้าไปผลักเจ้าของร้าน “เมื่อสองเดือนก่อนแกบอกฉันว่ายังไงแกบอกว่าลูกสะใภ้แกป่วย เอาเงินไปรักษาเธอ ให้เราผ่อนผันไปก่อนสักสองสามวันแล้วพวกข้าบอกว่ายังไง ให้เวลาแกไปเลยครึ่งเดือน ใจดีกับแกมากเลยใช่ไหม แล้วหลังจากครึ่งเดือนก็กลับมาหาแกแต่แกบอกว่าอาการของลูกสะใภ้แย่ลงอีก แกใช้เงินไปหมดแล้วพวกข้าก็ไม่ใช่คนใจจืดใจดำ ก็ยืดเวลาออกไปอีกครึ่งเดือนแล้วแกยังจะมีเรื่องอื่นอีกเหรอ ยังจะขอยืดเวลาอีกงั้นเหรอ”
“ปัง!” อันธพาลใช้กระบองทุบโต๊ะแล้วพูดอย่างโมโห “ข้าไม่มีศักดิ์ศรีเลยเหรอไง คิดจะจูงจมูกไปทางไหนก็ได้เหรอ”
“แต่...แต่...” สีหน้าของเจ้าของร้านกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก “แต่นี่ไม่มีทางเลือกจริงๆคุณว่าปีนี้ดวงฉันดีไหมล่ะ เรื่องร้ายต่างก็เข้ามารุมเร้า”
“แกโชคร้ายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้า หยุดพูดเรื่องไร้สาระถ้ารีบจ่ายเงินมาตอนนี้จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่...” อันธพาลเขย่าแท่งเหล็กในมือ และพูดเยาะเย้ย“ความโชคร้ายที่ใหญ่ที่สุดของแกในปีนี้กำลังจะมาถึง”
“ฉัน...นี่...”
เจ้าของร้านเหงื่อตกด้วยความกังวล
แต่ปีนี้เขามีหลายสิ่งหลายอย่างประเดประดังเข้ามาไม่เพียงแต่เงินในบัญชีจะไม่มีแล้ว เขายังต้องไปยืมเงินจากญาติอีกเป็นจำนวนมากด้วยตอนนี้เขามีเงินอยู่ในมือพันหยวน ซึ่งต้องใช้ซื้อของเข้าร้าน
“พวก...พวกคุณช่วยผ่อนผันให้ฉันอีกสักสองสามวันได้ไหมฉัน...ฉันจะไปยืมมาให้พวกคุณ....”
“ปัง!”
ในที่สุดนักเลงก็ไม่สามารถระงับความโกรธได้กระแทกกระบองกับโต๊ะอย่างแรง ทำให้โต๊ะที่ไม่ได้หนามากหักออกจากนั้นก็โบกมือแล้วพูดว่า “พี่น้อง พังร้านมัน! ต้องเชือดไก่ให้ลิงดูสักหน่อย ผ่านไปปีกว่าแล้วที่ไม่ได้ลงไม้ลงมือพวกเจ้าของร้านเหล่านี้ก็เลยไม่เชื่อฟังพวกเราแล้วใช่ไหม”
พวกนักเลงหลายคนที่อยู่ด้านหลังยกกระบองที่อยู่ในมือขึ้น เตรียมพุ่งเข้าใส่
“เดี๋ยวก่อน!”
นักเลงที่เป็นหัวโจกส่งเสียงห้ามไว้ แล้วหันไปพูดกับลูกค้าในร้านว่า“เรื่องวันนี้เป็นเรื่องของฉันกับเหล่าอวี๋โถวเท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณพวกคุณกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลง”
ลูกค้าที่อยู่ในร้านตกใจจนตัวสั่นเมื่อได้ยินคำพูดของนักเลงหัวโจกก็ไม่รอช้า รีบวิ่งออกจากร้านไปบางคนแม้แต่ค่าอาหารก็ไม่ได้จ่าย
ไม่นานลูกค้าที่มากินข้าวก็ออกไปหมด
พวกนักเลงจึงเข้ามายืนบังประตูไว้อีกครั้ง จากนั้นก็ขู่เจ้าของร้านว่า“เป็นยังไงบ้างล่ะเหล่าอวี๋โถว สรุปว่าแกจะจ่ายค่าคุ้มครองไหม”
“ฉัน...ฉัน...”
เจ้าของร้านตกใจจนหน้าซีดเผือด พลางพูดด้วยเสียงอันสั่นเทา “ตอน...ตอนนี้ฉันมีเงินอยู่พันกว่าหยวน ให้...ให้พวกคุณทั้งหมดเลย...”
“บัดซบ! พันกว่าหยวนทำไมแกไม่เอาไปให้ขอทานเลยล่ะ” เมื่อพวกนักเลงได้ยินสิ่งที่เจ้าของร้านพูดก็โมโหทันทีโบกแท่งเหล็กในมือแล้วตะโกนว่า “พวกเรา พัง! พัง! พังให้หมด!”
“เถ้าแก่...”
ขณะที่พวกนักเลงกำลังเตรียมจะลงมือ เสียงนิ่งๆของชายคนหนึ่งดังมาจากมุมห้อง “รีบเอาซาลาเปาของผมมาเสิร์ฟเร็วๆ หน่อยได้ไหมครับ”
เจ้าของร้านและพวกนักเลงต่างตกตะลึงพวกเขาหันไปมองชายที่อยู่ตรงมุมห้องอย่างงงงวย นั่นก็คือฉินลู่!
ฉินลู่หันไปสบตากับพวกเขา จากนั้นก็จ้องไปที่เจ้าของร้าน และพูดซ้ำ“เถ้าแก่ครับ โจ๊กกับซาลาเปาของผมล่ะ ช่วยเอามาเสิร์ฟให้ผมเดี๋ยวนี้”
“ฉัน...รอสักครู่นะ...ตอนนี้ฉันมีเรื่องนิดหน่อย...”เจ้าของร้านพูดโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเขาก็ได้สติขึ้นมาและพูดกับฉินลู่ว่า“พ่อหนุ่มตอนนี้ฉันมีปัญหาอยู่ วันนี้ทำไม่ได้แล้ว คุณออกไปก่อนเถอะ”
นักเลงสองสามคนที่อยู่ข้างๆ มองหน้ากัน จากนั้นก็มองฉินลู่อย่างสงสัย“แกโง่เหรอไง ไม่เห็นเหรอว่าพวกข้ากำลังมีเรื่องกัน รีบไสหัวไปซะ!”
ฉินลู่ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินไปหาพวกนักเลงเหล่านั้นมองไปที่เจ้าของร้านที่กำลังกังวลใจ จากนั้นก็พูดกับพวกนักเลงว่า“สิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือขยะอย่างพวกแก ขยะสังคม”
ใบหน้าของพวกอันธพาลหลายคนปรากฏแววตาไม่อยากจะเชื่อขึ้นมา
พวกเขารู้ว่าพวกเขาเป็นพวกอันธพาล เป็นขยะสังคมพวกเขายอมรับมันโดยลังเลเลยสักนิดแต่ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามาที่นี่ก็ไม่มีใครกล้าพูดกับพวกเขาแบบนี้! โดยเฉพาะมาเหยียดหยามต่อหน้าต่อตาอย่างนี้!
แววตาของหัวหน้าอันธพาลเต็มไปด้วยความรุนแรงเขาขยับหัวไหล่เพื่อเป็นการวอร์มและก้าวไปข้างหน้าใช้หน้าอกของเขาชนกับหน้าอกของฉินลู่ และพูดอย่างโหดเหี้ยม“ไอ้หนุ่ม แกเพิ่งมาอยู่ที่นี่ใช่ไหม แกรู้ไหมว่าแกกำลังอวดเก่งอยู่กับใคร”
ฉินลู่เพิกเฉยต่อคำพูดของหัวหน้าอันธพาลแต่หันไปหาเจ้าของร้านและพูดว่า “เถ้าแก่ไปเตรียมอาหารที่ผมต้องการมาเดี๋ยวนี้ตอนที่คุณยกออกมาเสิร์ฟ ผมก็จัดการปัญหาที่นี่ให้คุณเสร็จแล้วล่ะ”
เจ้าของร้านจะเชื่อคำพูดของฉินลู่ได้อย่างไร เขาก้าวไปข้างหน้าและผลักฉินลู่“พ่อหนุ่ม คนพวกนี้เก่งมากนะ คุณออกไปก่อนเถอะ ไปเถอะ...”
“ไปไม่ได้แล้ว!” หัวหน้าอันธพาลตะโกนใส่เจ้าของร้านจากนั้นก็จ้องไปที่ฉินลู่และพูด “ไอ้หนุ่ม วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนให้แกเองแกจะได้รู้ว่าแกจะอวดเก่งในทุกเรื่องไม่ได้”
ขณะที่พูด หัวหน้าอันธพาลก็ยกท่อนเหล็กในมือขึ้นมา!