ตัวประกอบอย่างผมเคยเป็นฮ่องเต้มาก่อนนะครับ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 28 รอให้พูดออกมาพอดี

            “ขอบคุณทุกคนที่เหนื่อยกันมามาก วันนี้จะเป็นการถ่ายทำฉากสุดท้ายและเป็นฉากจบของเรื่องแล้ว ขอให้ทุกคนเต็มที่กันด้วยนะครับ หลังจากนั้นเราก็มารอลุ้นความสำเร็จด้วยกัน” เซี่ยตงจื่อบอกกับทีมงาน เขาพักกองไปเกือบครึ่งเดือนเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว ดีที่ผู้สนับสนุนหลักคือบริษัทในเครือตระกูลฉินซึ่งเป็นครอบครัวของน้องสะใภ้ ผู้ลงทุนจึงไม่ได้ตำหนิเขา แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อกลับมาทำงาน เขาก็ต้องเร่งถ่ายทำให้ทันตามกำหนดการเดิมอยู่ดี เพราะกำหนดการออกฉายภาพยนตร์ยังเป็นกำหนดการเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง

            “หมายความว่าพอปิดกอง พี่จะพาพวกเราไปเลี้ยงฉลองใช่ไหมครับ” จ้าวจิ่นเทาพูดขึ้นก่อนใคร “ดีเลย ผมได้รับอนุญาตจากภรรยาแล้วว่าวันนี้ให้ผมเมาได้อย่างเต็มที่ บอกทุกคนก่อนเลยนะครับ วันนี้ไม่เมาไม่กลับ”

            เซี่ยตงจื่อมองจ้าวจิ่นเทาแล้วยิ้ม เขาตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่สละสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก จ้าวจิ่นเทาเหมาะที่จะเป็นคุณพ่อของเด็กน้อยมากกว่าเขา เด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมาคนนั้นต้องมีความสุขมากแน่ๆ ที่มีทั้งคุณพ่อและคุณแม่ที่รักเขาด้วยใจจริง

            “พี่ยืนยิ้มอะไรอยู่เหรอครับ รีบถ่ายทำเถอะครับ ผมกับอี้อี้เตรียมตัวกันตั้งนานแล้ว” เซี่ยฮ่าวหยูเร่งพี่ชาย

            “จริงด้วยค่ะ ถ้าพี่ยังพูดให้กองถ่ายคึกคักอยู่อย่างนี้ ฉันกับฮ่าวหยูต้องไปทำสมาธิเพื่อปรับอารมณ์ใหม่อีกแน่” ฉินซูอี้แกล้งหันไปทำหน้าดุใส่จ้าวจิ่นเทา “พอพูดถึงเรื่องเลี้ยงฉลองขึ้นมา ฉันก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว เป็นเพราะนายคนเดียวเลย”

            จ้าวจิ่นเทาเปลี่ยนมาทำหน้าหนักใจ “พี่ตงจื่อ มันจะดีจริงเหรอครับที่จะให้หนังจบแบบนี้ ผมว่ามันดูเศร้าไปหน่อยนะ”

            ฉากจบของละครคือฉากที่ฮ่องเต้ดื่มยาพิษเพื่อจบชีวิตไปพร้อมคนรัก เซี่ยฮ่าวหยูเขียนมันขึ้นมาจากชีวิตจริงของเขากับฉินซูอี้ในชาติที่แล้ว เขาอยากให้คนรับรู้ถึงความรักที่เขามีต่อเธอ ความจริงแล้วเขาได้เพิ่มตอนจบไว้ให้เซี่ยตงจื่อเลือกถึงสองแบบ แบบที่หนึ่งคือหลังจากพระเอกดื่มยาพิษเพื่อตายตามนางเอก วิญญาณของทั้งคู่ก็ได้ไปเกิดใหม่ แบบที่สองคือให้ดวงวิญญาณของทั้งคู่ขึ้นไปครองคู่กันบนสวรรค์ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปจนนิรันดร์

            แต่เซี่ยตงจื่อเลือกตอนจบแบบที่พระเอกดื่มยาพิษเพื่อตายตามนางเอกไป เพราะหนังหรือละครสมัยนี้นิยมให้คนดูจินตนาการตอนจบด้วยตัวเอง อีกทั้งหากกระแสของหนังได้รับการตอบรับที่ดีก็อาจจะมีการสร้างหนังภาคต่อขึ้นมาอีกก็ได้ เซี่ยตงจื่ออธิบายความคิดของเขาให้ทีมงานฟังไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนกังวลกับมันอยู่ดี 

            “ฉันรู้ว่านายกังวลเรื่องอะไร แต่เชื่อฉันเถอะ ผลลัพธ์มันต้องออกมาดีแน่ นายเตรียมตัวแสดงภาคต่อให้ดีก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าจากบทพระรอง ภาคต่ออาจจะเป็นคู่ของนายที่เป็นตัวเอกก็ได้นะ” เซี่ยตงจื่อหันไปยิ้มให้เสี่ยวซูซู “ซูซูของเราก็แสดงดีขึ้นมาก แฟนคลับก็เยอะขึ้นมากด้วย ต่อไปคงไม่มีเวลาว่างมาเป็นหัวหน้าแฟนคลับให้จิ่นเทาแล้วมั้ง”

            “หนูไม่เป็นแฟนคลับให้พี่จิ่นเทาแล้วล่ะค่ะ” เสี่ยวซูซูยิ้มอย่างมีแผนการ “เพราะหนูจะไปตั้งกลุ่มใหม่เพื่อติดตามชีวิตของน้องแฝดโดยเฉพาะ”

            “เฮ้ย! จะได้ยังไง เธอขออนุญาตฉันหรือยัง ฉันยังไม่อยากให้ลูกของฉันเป็นคนดังตอนนี้นะ เดี๋ยวเขาจะกดดันเกินไป” จ้าวจิ่นเทาโวยวายขึ้นมา 

            “ฉันขออนุญาตพี่ซูเม่ยแล้วค่ะ พี่ซูเม่ยบอกว่ายินดีให้ฉันสร้างกลุ่มขึ้นมาได้ แต่พี่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะฉันจะลงแค่ภาพนิ่งของเด็กๆ เท่านั้น”         เสี่ยวซูซูย่นจมูก “พี่ต้องเข้าใจแฟนคลับอย่างพวกฉันด้วยนะคะ พวกฉันติดตามพี่มาตั้งนานตั้งแต่พี่ยังเป็นดาราตัวประกอบ จนตอนนี้พี่กลายเป็นดาราดังระดับท็อปของวงการ พี่ก็ต้องให้เราเห็นชีวิตของพี่นอกจากงานแสดงด้วยสิคะ”

            จ้าวจิ่นเทากอดอกยิ้มอย่างภูมิใจ “มันก็จริงของเธอนะ จะมีดารารูปหล่อสักกี่คนที่มีลูกแฝดอย่างฉัน”

            เซี่ยฮ่าวหยูส่ายหน้าอย่างระอาก่อนจะเดินไปผลักไหล่เพื่อนรัก “โอเคพ่อดารารูปหล่อ ไปเตรียมตัวเข้าฉากได้แล้ว”

            เซี่ยตงจื่อไปประจำอยู่หลังมอนิเตอร์ นักแสดงและทีมงานทุกคนก็เข้าประจำที่ของตัวเอง หลังจากนั้นก็เริ่มการถ่ายทำ…

            ฉินซูอี้ดื่มสุราพิษแล้วนอนสิ้นลมไปอย่างเดียวดาย ในมือของนางถือจดหมายที่เขียนบรรยายความในใจทิ้งไว้ให้ฝ่าบาทดูต่างหน้า ฮ่องเต้เซี่ยฮ่าวหยูก็วิ่งเข้ามากอดร่างที่ไร้ลมหายใจของหญิงอันเป็นที่รักไว้แนบอกด้วยความโศกเศร้าเสียใจ

            เซี่ยฮ่าวหยูเริ่มพูดตามบท แต่ไม่มีใครรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดที่เขาเคยพูดไว้จริงๆ ท่าทางที่แสนโศกเศร้าบวกกับเสียงสะอื้นคล้ายว่าจะขาดใจตามคนรักทำให้บรรยากาศในกองถ่ายเศร้าตามไปด้วย ทีมงานต่างน้ำตาคลอและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลจนขอบตาแดงก่ำ แม้แต่เซี่ยตงจื่อที่นั่งกำกับภาพอยู่ยังรู้สึกว่าสิ่งนี้คือความจริง

            เซี่ยฮ่าวหยูยกจอกสุราผสมยาพิษขึ้นมาดื่มจนหมด จอกสุราถูกทิ้งลงบนพื้นพร้อมกับมือของเขาที่กุมลำคอเอาไว้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างพร้อมกับเลือดที่ไหลออกจากมุมปากและจมูก

            เซี่ยฮ่าวหยูก้มลงมองฉินซูอี้ด้วยความตกใจ เขายกมือขึ้นอังที่จมูกของเธอถึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่การแสดง ฉินซูอี้กำลังจะสิ้นลมหายใจจริงๆ แต่เขาไม่สามารถตะโกนขอความช่วยเหลือออกไปได้ เขาพยายามขอความช่วยเหลือผ่านสายตา แต่กลับไม่มีใครเข้าใจ 

            ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย เซี่ยฮ่าวหยูก้มหน้าแล้วเอาหน้าผากของตนเองแนบกับหน้าผากของฉินซูอี้ จากนั้นเขาก็ปิดตาลง

            “คัท!” เซี่ยตงจื่อประกาศ “ฮ่าวหยู อี้อี้ พวกเธอเล่นได้สมบทบาทมาก รับรองว่ารางวัลนักแสดงนำชายหญิงของปีนี้ต้องเป็นของพวกเธอแน่นอน”

            “ฮ่าวหยู นายแสดงได้เยี่ยมมาก ฉันเชื่อที่ครูแอนนาพูดแล้วว่านายมีพรสวรรค์ด้านการแสดง ฉันนับถือนายจริงๆ” จ้าวจิ่นเทาชมเพื่อนรักจากใจจริง

            “อี้อี้ ฉันรู้ว่าเธอเป็นนักแสดงที่เล่นได้ทุกบทบาท แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกร่วมไปตัวละครของเธอ” เจียลี่ลี่ปรบมืออย่างชอบใจ

            “ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ที่ฉันตั้งกลุ่มคู่จิ้นอี้หยูขึ้นมา” เสี่ยวซูซูปรบมืออย่างชอบใจเช่นกัน “พี่ฮ่าวหยู พี่อี้อี้ ฉันจะเป็นแฟนคลับของพี่ตลอดไป”

            ทุกคนยังชมการแสดงอันสมจริงของเซี่ยฮ่าวหยูกับฉินซูอี้ต่อไปอีกสักพัก เซี่ยตงจื่อเริ่มเห็นความผิดปกติ เขารีบวิ่งไปหาน้องชายและน้องสะใภ้

            “ฮ่าวหยู!” เซี่ยตงจื่อเขย่าตัวน้องชาย จากนั้นเซี่ยฮ่าวหยูก็นอนหงายไปกับพื้น “รถพยาบาล! โทรเรียกรถพยาบาลเร็ว!”

     

            ณ แคว้นต้าเซี่ย

            ฮ่องเต้เซี่ยฮ่าวหยูนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษร ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างคือเสี่ยวตงจื่อผู้ซื่อสัตย์ และสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ใครที่ไหน พวกนางคือเสด็จแม่และเหลียงซินซิน

            “เรานึกว่าเจ้าจะแกล้งหลับต่อไปโดยไม่คิดที่จะสนใจเราแล้ว” เหลียงไทเฮาพูดกับฝ่าบาทอย่างไม่พอใจ “ทุกครั้งที่เรามาถามเจ้าเรื่องการอภิเษก เจ้าก็จะบอกปัดเราทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เราไม่ยอมแล้ว เจ้าต้องอภิเษกกับสตรีที่เราเลือกให้”

            เซี่ยฮ่าวหยูนั่งมองสตรีที่อยู่เบื้องหน้าโดยไม่พูดอะไร เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เขากำลังถ่ายหนังและดูเหมือนจะมีคนวางยาในสุราที่พวกเขาใช้ถ่ายทำ แต่เวลานี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษรอันแสนคุ้นเคย และเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าคือเหตุการณ์ที่เหลียงซินซินพูดจาใส่ร้ายหาว่าอี้อี้ของเขาไปมีสัมพันธ์กับชายอื่น ‘นี่เราย้อนเวลากลับมาในยุคของเราแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นเวลานี้อี้อี้ที่รักของเราก็ยังมีชีวิตอยู่น่ะสิ แต่ก่อนที่เราจะไปพบอี้อี้ เราต้องจัดการปัญหาตรงหน้าก่อน’

            “ฝ่าบาท หากเจ้ายังเงียบอยู่อย่างนี้ เราจะถือว่าเจ้าเห็นด้วยที่จะให้เราเป็นคนเลือกสตรีให้กับเจ้า” เหลียงไทเฮาเคยชินกับการกดขี่ลูกชาย นางไม่ได้รักลูกชายเหมือนอย่างที่ผู้อื่นเห็น เป็นเพราะนางไม่เคยมีความรักให้กับอดีตฮ่องเต้แม้แต่น้อย การแต่งงานเข้ามาอยู่ในราชวงศ์ก็เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเท่านั้น 

            และการที่นางอยากให้เหลียงซินซินแต่งกับบุตรชาย นอกจากจะทำเพื่อความมั่นคงของตระกูลแล้ว นางยังจะหาโอกาสผลักดันให้บุรุษในดวงใจของนางขึ้นมานั่งบนบัลลังก์มังกรแห่งนี้ด้วย ต่อไปราชวงศ์ต้าเซี่ยจะต้องเปลี่ยนจากตระกูลเซี่ยมาเป็น ‘ตระกูลหวัง’

            “เสด็จแม่ต้องการให้ลูกอภิเษกกับผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยฮ่าวหยูถามเสียงเรียบ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงชักสีหน้าและตะโกนกลับอย่างไม่พอใจ สุดท้ายเสด็จแม่ก็จะบีบน้ำตาแล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นลูกอกตัญญูเป็นแน่ หลังจากนั้นทั้งในและนอกวังก็จะมีข่าวลือว่าเขาเป็นกษัตริย์หยาบช้าที่ไม่เคารพมารดา

            เหลียงไทเฮามองลูกชายอย่างแปลกใจ นางคิดว่าลูกชายต้องต่อว่านางด้วยถ้อยคำรุงแรงเหมือนที่ผ่านมา จากนั้นนางก็จะบีบน้ำตาแล้วเอ่ยให้ลูกชายยอมรับการแต่งงานกับเหลียงซินซิน แต่ทำไมตอนนี้ลูกชายถึงได้เปลี่ยนไป “เจ้า...เจ้าพูดกับเราว่าอย่างไรนะ”

            “ลูกถามว่าเสด็จแม่ต้องการให้ลูกอภิเษกกับสตรีนางใดพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยฮ่าวหยูพูดย้ำอย่างใจเย็น

            เหลียงไทเฮาเรียกสติกลับมาก่อนจะฉีกยิ้มแล้วจับมือเหลียงซินซินไว้ “เจ้าจำซินเอ๋อได้หรือไม่ ตอนเจ้ายังเด็ก ทุกครั้งที่ไปบ้านท่านตา เจ้ามักจะเล่นกับนางอยู่เป็นประจำ ตอนนี้นางถึงวัยออกเรือน ท่านตากับแม่ไม่วางใจที่จะให้นางแต่งไปกับผู้อื่น เช่นนั้นแม่อยากให้เจ้า...”

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เสด็จแม่อยากให้ลูกหาคู่ครองให้นางก่อนที่ลูกจะอภิเษกใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยฮ่าวหยูพูดขัด

            “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร แม่อยากให้เจ้ารับนางเป็นชายา จากนั้นก็จะให้เจ้าแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮา” เหลียงไทเฮารีบพูดเช่นกัน

            “เสด็จแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องคู่ครองของลูก เพราะลูกมีสตรีในดวงใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องคุณหนูเหลียง ลูกคงรับความหวังดีนี้ไว้ไม่ได้” เซี่ยฮ่าวหยูยิ้มแต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา “การแต่งงานครั้งนี้ นอกจากเสด็จแม่ทำเพื่อตระกูลเหลียงแล้ว เสด็จแม่ยังคิดจะปูทางให้กับขุนพลหวังด้วยใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

            ขุนพลหวังที่เซี่ยฮ่าวหยูกล่าวถึงเป็นบุตรบุญธรรมของราชครูเหลียง ซึ่งราชครูเหลียงคือบิดาที่แท้จริงของไทเฮาและเป็นท่านตาของเซี่ยฮ่าวหยู

            ขุนพลหวังถูกราชครูเหลียงรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเพราะมารดาของขุนพลหวังเคยช่วยชีวิตราชครูเหลียงไว้ แต่ถึงอย่างนั้นขุนพลหวังก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้แซ่เหลียง เป็นเพราะมารดาที่แท้จริงของขุนพลหวังเป็นเพียงหญิงคณิกา ตระกูลเหลียงเป็นตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนจะรับบุตรของหญิงคณิกามาร่วมสกุลได้อย่างไร แค่รับเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรมก็นับว่าเมตตามากแล้ว

            ขุนพลหวังกับเหลียงไทเฮาเติบโตมาด้วยกันและมีใจให้กันมาตลอด แต่เพราะเหลียงไทเฮาต้องแต่งเข้าราชวงศ์ ความรักของพวกเขาจึงไม่สมหวัง จนมาถึงตอนนี้ที่ขุนพลหวังมีอำนาจทหารอยู่ในมือ เหลียงไทเฮาจึงคิดที่จะชิงบัลลังก์ของลูกชายมาให้ชายคนรัก จากนั้นพระนางจะได้ใช้ชีวิตในวังหลังร่วมกับชายคนรักอย่างที่พระนางเฝ้าใฝ่ฝัน ต่อให้บัลลังก์แห่งนี้จะเป็นของลูกชายแต่นางก็ไม่สนใจ เพราะหัวใจของนางมีเพียงขุนพลหวังเท่านั้น

            เหลียงไทเฮาไม่คิดว่าบุตรชายจะพูดประโยคนี้ออกมา เช่นนั้นก็หมายความว่าบุตรชายรู้ความลับของนางแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาที่นางจะยอมรับ         “ฝ่าบาทตรัสเช่นนั้นได้อย่างไร แม่จะปูทางให้ใครได้หากแม่ไม่ปูทางให้เจ้า”

            “เช่นนั้นลูกต้องขอบพระทัยเสด็จแม่ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูก แต่ลูกอยากบอกเสด็จแม่อีกครั้งว่าลูกมีสตรีในดวงใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ และลูกจะแต่งกับนางผู้เดียวเท่านั้น”

            “ขออภัยเพคะฝ่าบาท หากนางในดวงใจของฝ่าบาทคือฉินซูอี้ หม่อมฉันมีความจริงบางอย่างเกี่ยวกับนางจะบอกให้ฝ่าบาททรงทราบเพคะ” เหลียงซินซินพูดแทรก

            เซี่ยฮ่าวหยูยกยิ้มที่มุมปาก ‘เรากำลังรอให้เจ้าพูดประโยคนี้ออกมาอยู่พอดี’