ในระหว่างทางกลับจวน จ้าวรั่วซีจึงสอบถามเขาถึงสถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ
“เราช่วยชาวบ้านออกมาได้มากน้อยแค่ไหนเพคะ”
องค์ชายหนุ่มถอนหายใจแรง ก่อนจะตอบ “ช่วยออกมาได้เยอะพอสมควร แต่หลายคนก็...นำออกมาได้แต่ร่าง คนบาดเจ็บมากมาย เจ้าก็เห็นแล้ว แต่ก็ยังมีชาวบ้านหลายคนที่ยังไม่เจอคนในครอบครัว ข้าคาดว่าพวกนั้นคงไม่ยอมออกจากพื้นที่ตรงนั้นหรอก แต่ทหารก็พยายามที่สุดแล้ว บางจุดมันถล่มหนักมากจนเราขุดเข้าไปไม่ถึงใจกลาง”
“ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคนที่ยังติดอยู่ให้ออกมาได้ และขอให้ทุกคนทั้งชาวบ้าน ทั้งทหารปลอดภัยด้วยนะคะ” หญิงสาวพนมมือหลับตาแล้วกล่าวเพื่อขอพร
“ขอบใจเจ้ามากนะ ซีซี สำหรับสิ่งที่เจ้าทำทั้งหมดวันนี้ มีคนเจ็บหลายคนที่หากไม่ได้เจ้า คงเสียชีวิตก่อนจะถึงมือหมอแน่ๆ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นพระสนมจริงๆ แต่เจ้ากลับทำหน้าที่ได้ดีมาก ข้าไม่มีคำพูดที่ดีกว่าคำว่า ... ขอบใจมาก”
หญิงสาวยิ้มรับ แล้วส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรเลยเพคะ ฝ่าบาทอย่าลืมสิ หม่อมฉันเคยบอกแล้วว่าหม่อมฉันเป็นหมอ อย่างไรก็มีหน้าที่ต้องช่วยด้วยจรรยาบรรณของหมออยู่แล้ว หม่อมฉันดีใจมากที่ได้ช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของพวกเขาได้”
เธอนึกถึงตอนสอบเข้าเรียนแพทย์ปีหนึ่ง แล้วเล่าต่อไปว่า “ตอนเราเข้าเรียนแพทยศาสตร์ปีแรก พวกเราต้องให้สัตย์ปฏิญาณ...” หญิงสาวยกมือขึ้นเสมอบ่าแล้วชูสามนิ้วในท่าปฏิญาณตน “ว่า...’จะต้องยึดมั่นในเกียรติยศและความศักดิ์สิทธิ์ของการแพทย์ จะให้ความเคารพสูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ มอบความเท่าเทียมและเมตตาธรรม คนไข้สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รู้คุณค่าชีวิต พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อแบกรับความรับผิดชอบอันสูงส่งในการพัฒนาสุขภาพของมนุษย์’... และหม่อมฉันก็ดีใจที่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ แบ่งเบาภาระให้ฝ่าบาทได้บ้างเพคะ”
ไป๋หลงหลานได้ยินคำปฏิญาณของเธอ ฟังดูแทบไม่ต่างจากสิ่งที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ รวมถึงท่านอดีตราชครูหยวนเสี้ยวเคยสั่งสอนเขานัก เพียงแต่สำหรับเขา มันคือการดูแล รับผิดชอบ และให้ความสำคัญกับผสกนิกรทั้งหมดของแคว้น
ได้ฟังปณิธานของหญิงสาวแล้ว มุมมองที่เคยทึ่ง เคยชื่นชมความสามารถของเธอ ก็ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งรู้จัก ยิ่งเห็นจิตใจที่บริสุทธิ์ รักความยุติธรรม และความมุ่งมั่น เธอก็คือหญิงสาวคนหนึ่ง ที่สดใส น่ารัก แต่เนื้อแท้ๆ ของเธอกลับแข็งแกร่ง เข้มแข็ง และมีคุณธรรมสูงส่ง ความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอในวันนี้ ต่อให้เขาพยายามอย่างไรก็คงไม่สามารถปฏิเสธหัวใจตนเองได้อีกต่อไป
เขามองหญิงสาวด้วยสายตาที่เปิดเผยความในใจ อย่างไม่ปิดบัง หากแสงสว่างภายในรถม้ามีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดรอดผ่านหน้าต่างด้านข้างเข้ามาเท่านั้น หญิงสาวจึงมิได้เห็นสายตาแสนอ่อนหวาน อบอุ่น ที่ไป๋หลงหลานคนนี้ไม่เคยมอบให้กับใครมาก่อน
ลมเย็นๆ ยามหัวค่ำพัดผ่านมาพร้อมกับแสงนวลในยามค่ำคืน ด้วยความเหนื่อยและอ่อนล้า กับการวิ่งวุ่นจัดการสิ่งต่างๆ มาทั้งวัน เมื่อมีสายลมอ่อนที่พัดผ่านใบหน้านวลเบาๆ พอให้เส้นผมปลิวไสว กำลังสบาย ทำให้หญิงสาวเผลอนั่งหลับ ร่างบางโอนเอนตามแรงกระเทือนของรถม้าที่วิ่งไม่เร็วนัก ไป๋หลงหลานจึงเอื้อมมือรั้งหญิงสาวให้เอียงพิงกับอกของเขา แล้วโอบกระชับร่างน้อยมาตลอดทางจนถึงจวน
***
“ฝ่าบาทต้องเสด็จกลับไปที่นั่นอีกไหมเพคะ” จ้าวรั่วซีถามขึ้นทันทีที่ไป๋หลงหลานนั่งลงที่โต๊ะอาหารเช้า
“ไป เพราะเมื่อวานยังมีส่วนที่ยังค้นหาไม่ทั่ว ทหารที่ท่านแม่ทัพส่งมาช่วยน่าจะมาถึงเช้าวันนี้ และทางสำนักแพทย์หลวงน่าจะส่งหมอบางส่วนไปสมทบเพิ่มด้วยเช่นกัน”
“หม่อมฉัน...ไปด้วยได้ไหมเพคะ”
“ไม่ต้องมาทำตาปริบๆ ถึงจะไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงอันตราย แต่ก็คงต้องขอให้เจ้าไปช่วยอยู่ดี เพราะอยากให้เจ้าไปช่วยสอน ช่วยจัดระเบียบให้พวกหมอหลวงทั้งหลาย วันหลังจะได้หัดคิด หัดจัดการกันเองได้มั่ง” ปลายเสียงมีความหงุดหงิดแกมหมั่นไส้
“หม่อมฉันยินดีช่วยอยู่แล้วเพคะ” เมื่อได้ในสิ่งที่ขอ หญิงสาวก็ยื่นหน้าเข้าไป แล้ว ‘ยิ้มแป้น’ ให้เขา ยิ้มที่ไม่ใช่แค่ที่ปาก หากดวงตากลมโตก็ยิ้มให้เขาด้วยเช่นกัน มือชายหนุ่มชะงักกลางอากาศ ปล่อยให้ชิ้นอาหารที่ตะเกียบในมือคีบไว้หล่นแปะลงในจานข้าว แต่ก็รีบคีบกลับมาใส่ปากทาน ‘แก้เก้อ’ ได้ทันก่อนที่เธอจะทันสังเกตเห็น
กว่าที่ไป๋หลงหลานสั่งการทุกฝ่ายจนเป็นที่พอใจ ก็เป็นยามบ่ายแก่แล้ว เขาต้องการความมั่นใจว่าการช่วยเหลือจะเป็นไปตามระบบที่ดี ทั้งในส่วนที่เป็นหน่วยค้นหาคน และหน่วยแพทย์ย่อมๆ ที่จ้าวรั่วซีสร้างระบบการจัดการที่ดีมากเอาไว้ให้ ซึ่งเธอก็ได้ถ่ายทอด และแนะนำการจัดการทั้งหมดให้กับกลุ่มแพทย์หลวงที่เพิ่งมาร่วมในวันนี้ จนเป็นที่เข้าใจ และชื่นชมในความสามารถของพระสนมขององค์ชายรองเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋หลงหลานสั่งให้ลู่เจ๋อและท่านรองแม่ทัพที่มาสบทบพร้อมกับเหล่าทหาร ช่วยสั่งการดูแลต่อ แล้วเขาจึงพาหญิงสาวกลับจวน
ระหว่างทาง เขาบอกกับหญิงสาวว่าอีกห้าวันข้างหน้า เขาจะนำข้อมูล หลักฐาน และพยานเข้าไปกราบทูล แก้คดีต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ และเหล่าขุนนาง เพราะฉะนั้นช่วงสามสี่วันนี้ เธอคงต้องช่วยเขาซักซ้อม และเรียบเรียงเอกสารให้เข้าใจ พร้อมกับซักซ้อมกับหมอสมุนไพรที่ทรงเชิญมาช่วยสำทับให้กับข้อแก้ต่างเรื่องสมุนไพรพิษ รวมถึงแนวทางงการทดสอบ เพื่อให้ชัดเจน ไร้ข้อกังขา
“เช่นนี้แล้ว ช่วงนี้เจ้าคงต้องเหนื่อยหน่อยล่ะ”
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันยินดี เท่าที่ฟังฝ่าบาทเล่า ท่านเสนาบดีหยวนเสี้ยวเป็นคนดี ซื่อสัตย์ เป็นขุนนางที่ดี หม่อมฉันไม่อยากให้ท่านได้รับความอยุติธรรมเพคะ แล้วยังฝ่าบาทอีกที่ต้องมาเป็นแพะรับบาป”
“ข้าน่ะ ไม่ใช่แพะหรอก แต่เป็นเป้าหมายหลักของเสด็จพี่ใหญ่เลยล่ะ ท่านอาจารย์เป็นแค่เครื่องมือที่จะโค่นอำนาจในมือของข้า แล้วก็กำจัดทุกคนที่สนับสนุน” ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะมองเหม่อ แล้วนึกย้อนอดีตไปไกล...
------------------------
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตาม และส่งกำลังใจนะคะ 