ตอนที่ 46
เพลิงโทสะของหานเฟิง (กลาง)
หานเฟิงยืนตระหง่านชมมองค่ายกระโจมจากแนวป่า เป็นเพราะร่ายใช้เร้นประกายดารา จึงไม่มีผู้ใดทราบถึงการมาของมัน มัน ที่แม้ยามนี้ต้องการจะปลดปล่อยเพลิงโทสะที่สุดระงับ หากยังคงมีสติ เป็นเพราะยังไม่อาจทราบรู้ ว่าศัตรูมีจำนวนเท่าไร ทั้งที่เก่งกาจจนมันไม่สามารถรับมือได้ จะมีอยู่บ้างหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องร่ายใช้เร้นประกายดารา แล้วค่อยใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบดู
กระทั่งที่ชั่วครู่ใหญ่ของการตรวจสอบผ่านไป หานเฟิงก็แน่แก่ใจแล้ว ว่าไม่มีศัตรูใดที่สามารถทำให้มันรู้สึกตรึงมือ เพราะที่ตรวจพบ สูงสุดก็เพียงแค่ปราณปฐพีขั้นที่สิบเท่านั้น ซึ่งสำหรับมันในตอนนี้ ปราณปฐพีขั้นที่สิบ ก็หาได้เป็นอันใดในสายตาของมัน
หานเฟิงปลดคลายเร้นประกายดาราออก เพราะที่มันมาเยือนที่นี่ในคืนนี้ ที่นอกจากยาถอนพิษที่ต้องนำกลับไปช่วยซวงเอ๋อร์แล้ว มันยังคิดมาเพื่ออาละวาด ปลดปล่อยเพลิงโทสะอันสุดระงับ ดังนั้นแล้ว มันมิจำต้องพึ่งพากลยุทธ์ลอบสังหารอันใดต่อคู่ต่อสู้ที่ระดับฝีมือเพียงเท่านี้
หลังจากปลดคลายเร้นประกายดาราออก ภายในค่ายกระโจมก็เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ซุ้มกระโจมหลายต่อหลายหลังถูกเลิกเปิด ก่อนจะพากันก้าวเดินออกมาด้วยตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์ สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองมาที่หานเฟิง
หานเฟิงกวาดสายตาชมดู ขบคิดไปว่า ซุ้มกระโจมเหล่านี้ใช่เป็นพวกพ้องกองโจรทั้งหมดเลยหรือไม่ ใช่มีพวกชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมาปะปนอยู่บ้างหรือเปล่า? หากขบคิดไม่ทันไร ก็เห็นว่า กระโจมบางหลังได้ปรากฏหญิงสาว ที่ร่าง เกือบจะเปลือยเปล่า พากันวิ่งออกมาจากกระโจม ก่อนจะพากันวิ่งหายไปในทิศทางเดียวกัน
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจ ย่อมเป็นเหล่าบุรุษกลัดมันที่มากท้นไปด้วยพละกำลังเหล่านี้ ได้พาเหล่าหญิงสาวมาปรนเปรอในยามค่ำคืน หากมิรู้ว่า ยังมีที่ซ่อนตัวไม่ยอมออกมาอยู่อีกหรือไม่...
‘ ช่างเถอะ ข้ามาฆ่าคน หาได้มาเพื่อช่วยคน...’
หานเฟิงคิด เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างลุกท่วมด้วยเปลวอัคคีสีทอง ก่อนจะพุ่งฝ่าออกไปราวกับศรที่หลุดจากแล่ง เป็นเคล็ดอัคคีดาวหาง
“ ตูมมมม…”
หานเฟิงร่ายใช้อัคคีดาวหางร่นระยะทาง เรียกเสียงระเบิดสะเทือนเลือนลั่น ซุ้มกระโจมมอดไหม้ ผู้คนตกตายกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน
เพียงการโจมตีแรกของหานเฟิง ก็เรียกเอาเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดกันดังระงม
“ บัดซบ!!! ฆ่ามัน…”
เป็นคำกล่าวหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากกลุ่มคน ส่งผลให้บังเกิดเป็นเสียงขานรับดังเป็นทอดๆว่า “ ฆ่ามัน”
หานเฟิงที่บุกเข้าถึงค่ายกระโจม ก็มิได้รู้สึกหวาดหวั่นต่อเสียง ที่ดังว่า “ ฆ่ามัน” แต่อย่างใด เพราะวันนี้ มันเอง ก็มาเพื่อเข่นฆ่าสังหารเช่นกัน
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
จึงบังเกิดเป็นเสียงระเบิด อันเกิดจากเคล็ดวิชา จากทั้งฝั่งของหานเฟิง และฝั่งของกองโจรร้อยอสูร ทว่า ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียว กลับเป็นหนึ่งคนใช้พลังที่เหนือกว่า บดขยี้กลุ่มคนอยู่ถ่ายเดียว
รอบกายของหานเฟิงจึงปรากฏเป็นหยาดโลหิตพร่างพรม เศษชิ้นส่วนอวัยวะปลิวว่อน หรือไม่ก็เป็นถูกเปลวอัคคีแผดเผาจนกลับกลายเป็นเถ้าถ่านฟุ้งกระจาย
“ บัดซบ!!!...”
“ อ๊ากกกกกกกก….”
“ ม มันเป็นใคร!!!...”
“ ตูมมม….”
“ ข แข็งแกร่งยิ่ง!!! ข้าสัมผัสได้ว่า ระดับพลังของมันเพียงแค่ปฐพีขั้นกลางเท่านั้น...”
สมรภูมิการต่อสู้จึงมากไปด้วยสรรพเสียงนานับประการ ทั้งเสียงกรีดร้องโอดครวญ ทั้งถ้อยคำแตกตื่นเหลือเชื่อ ทั้งไหนจะเสียงระเบิดจากเคล็ดวิชาที่แทบจะไม่หยุดชะงัก
หานเฟิงยามนี้ประหนึ่งเทพสังหาร มาหนึ่งตายหนึ่ง มาสองตายเป็นคู่ เคล็ดวิชาใช้ออกเป็นอันต้องมีศพ ดาบกวัดไกวเป็นอันต้องเรียกให้หยาดโลหิตให้สาดกระเซ็น ทั้งมันเองก็มิคิดใช้ลมปราณปกป้องเรือนร่างจากหยาดโลหิต จึงยิ่งมา เสื้อผ้าหน้าผมของมันต้องอาบชะโลมไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉาน จึงยิ่งกลับกลายเป็นสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาให้แก่ผู้พบเจอ
อันที่จริง ศัตรูที่หานเฟิงต้องรับมือด้วยครานี้ ต้องสมควรกล่าวว่าก็มิใช่กระจอก เพราะเหล่าครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์เหล่านี้ระดับพลังล้วนไม่ต่ำทราม ที่เห็นจะอ่อนด้อยสุดก็เป็นบาดาลขั้นกลาง มีมากหน่อยก็เป็นบาดาลขั้นปลายกับปฐพีขั้นต้น กระทั่งศัตรูที่ระดับพลังเทียบเคียงได้กับมันคือปฐพีขั้นกลางก็ยังมีให้มองเห็น แม้ปฐพีขั้นปลายจะยังไม่ลงมือ การกลุ้มรุมโจมตีเช่นนี้ก็สมควรมีบ้างที่หานเฟิงจะพลาดพรั้งเจ็บตัว
แต่เปล่าเลย ไม่ว่าจะระดับพลังเท่าใด ก็ล้วนเป็นหานเฟิงสับสังหารอยู่ถ่ายเดียว เป็นเพราะระดับพลังของมันในยามนี้ที่สูงล้ำเกินสามัญสำนึกไปไกลโข แม้จะเห็นว่าเป็นเพียงปฐพีขั้นกลาง แต่ต่อให้เป็นนภาขั้นต้นมาพบเจอมันยังคล้ายว่าจะไม่หวาดเกรง
“ ตูมมม…”
“ อ๊ากกกก…”
“ ตูมมม…”
“ ม่ายยยย…”
“ ฆ่ามานนนนน…”
ยิ่งมา ผู้คนยิ่งตกตาย ฝ่ายกองโจรร้อยอสูรก็ราวกับฝูงชนที่บ้าคลั่ง เห็นพวกพ้องตกตายก็แทนที่จะหลบหนี กลับกัน ยิ่งพากันพุ่งเข้าใส่พร้อมกระบวนวิชา จึงยิ่งพาเอาเสียงกึกก้องกังวานไปทั่วผืนปฐพี แต่ถึงกระนั้น เพียงความสามารถของพวกมัน กลับไม่แม้แต่จะทำให้หานเฟิงต้องหลบเลี่ยงหลีกหนี มันวาดดาบเข้าต้านรับ ปลดปล่อยเปลวอัคคีแผดเผาทำลาย
“ บัดซบ!!!...”
“ อ๊ากกกกก…”
ยิ่งมาเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดยิ่งดังระงม กองโจรร้อยอสูรมีจำนวนเท่าใด ร้อยคนใช่หรือไม่ หากที่ตกตายไปด้วยน้ำมือของหานเฟิง ทั้งที่ก่อนหน้าและยามนี้ นับรวมดูแล้ว ก็เกือบจะห้าสิบ หานเฟิงจึงคิดว่า กองโจรร้อยอสูรที่ว่ามีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ เป็นถึงหัตถาในเงามืดของราชวงศ์ผู้ปกครอง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงแค่กลุ่มคนชั้นเลว ที่เพียงระดับความสำเร็จมากหน่อย คนก็เยอะหน่อย จึงทำกร่างไปได้ทั่วทั้งอาณาจักร แต่นั่นกลับไม่มีอันใดควรค่าให้หานเฟิงต้องหวาดเกรง ทว่า มันยังต้องการยาถอนพิษไปให้กับซวงเอ๋อร์ คิดเข่นฆ่าสังหารจนหมดสิ้นไปเช่นนี้ เห็นทีจะไม่ได้
หากชั่วเวลาที่หานเฟิงขบคิด กลับพลันสัมผัสได้ถึงกระแสปราณสี่สายที่แข็งแกร่งอยู่บ้าง ทั้งยังพุ่งมาพร้อมกันจากสี่ทิศทาง หานเฟิงมิรอช้า วาดดาบหมุนวน ร่ายใช้วงแหวนพินาศเข้าต้านทาน
เสียง “ ตูมมม…” ดังขึ้นสี่ครั้งแทบจะพร้อมกัน กระทั่งว่าแรงกดดันที่หานเฟิงต้านรับ ยังถึงกับทำให้ลมหายใจของมันปั่นปวนอยู่ชั่วขณะ เมื่อครู่ที่มันสังเกตเห็น รู้สึกว่าจะเป็นเคล็ดวิชาสีสายธาตุ เป็น ดิน น้ำ ลม และไฟ
“ แค่ก ๆ…”
หานเฟิงกระแอมไอออกมาสองคำ หากไร้หยาดโลหิตให้รินไหล จากนั้นจึงค่อยวกดาบเตรียมรับมือการจู่โจมที่จะโถมเข้ามาต่อ หากกลับพบว่า ฝูงชนที่ก่อนนี้ยังรุกเข้ามาราวกับคนบ้าเสียสติ กลับพากันสืบเท้าถอยอย่างพร้อมเพรียง วงล้อมที่คับแคบจึงกระจายตัวออกไป กระทั่งเผยให้เห็นสี่เงาร่างที่ยืนอย่างโดดเด่นจากสี่ทิศทาง
ซึ่งยังคงเป็นอมนุษย์ในร่างสัตว์ เบื้องหน้าของหานเฟิงมองเห็นเป็นมนุษย์ตะกวด กลางหน้าผากเห็นตัวเลขสิบสามชัดถนัดตา ระดับพลังของมัน คือปราณปฐพีขั้นที่เก้า
เหลียวมองไปทางซ้ายเห็นเป็นมนุษย์นกยูง รำแพนหางคลี่กางเห็นเป็นตัวเลขสิบสอง ระดับพลังคือปราณปฐพีขั้นที่เก้าเช่นกัน
ส่วนด้านขวามองเห็นเป็นมนุษย์หมูป่า พุงกลมๆของมันมองเห็นเป็นตัวเลขสิบเอ็ด ระดับพลัง ยังคงเป็นปราณปฐพีขั้นที่เก้า
และท้ายสุดคือด้านหลัง เหลียวหน้ามองไป จึงเห็นเป็นมนุษย์ไก่ หงอนสีแดงบนศีรษะมองเห็นเป็นตัวเลขสิบสีดำ ระดับพลังมากสุดในทั้งสี่ คือปราณปฐพีขั้นที่สิบ
หานเฟิงเหลียวหน้าชมมองทั้งสี่ทิศทาง เห็นว่า พวกที่ระดับพลังเหนือกว่าตนปรากฏตัวออกมากันแล้ว หากมันกลับมิได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด กระทั่งยังเป็นคนเปิดปากกล่าวความขึ้นก่อน
“ ยาถอนพิษอยู่ที่ผู้ใด?”
ที่หานเฟิงกล่าวพูดด้วยคือมนุษย์ไก่ เพราะเห็นว่าระดับพลังของมันสูงสุด ทั้งลำดับตัวเลขยังน้อยสุด จึงคิดว่า มันคงจะมีปากมีเสียงมากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดที่รวมกันอยู่ ณ ตรงนี้
“ หืม?!!!...”
มนุษย์ไก่สงเสียงออกมาอย่างงุนงง แต่แล้ว แววตาก็พลันสาดประกายด้วยความเข้าใจ ก่อนจะเปิดปากกล่าวขึ้นว่า
“ นั่นอยู่ที่ว่าเจ้ามีความสามารถจะนำมันกลับไปได้หรือไม่…”
สิ้นคำ แขนที่แลคล้ายกับปีก ก็ประสานไคว่เป็นท่ามุทราที่กลางอก ทั้งไม่เพียงแค่มนุษย์ไก่ เพราะทั้งมนุษย์ตะกวด นกยูง และหมูป่าต่างก็ทำเช่นเดียวกัน กระแสลมปราณทะลักทลายพุ่งขึ้นจากทั้งสี่ทิศทาง ก่อนที่คนทั้งสี่จะเปิดปากกล่าวคำขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“ เขตแดนอาคม…”
“ ...สี่ลักษณ์จตุบาท”
สิ้นคำ ทั้งสี่ทิศทางก็พลันปรากฏลักษณ์มายาของสัตว์ขนาดใหญ่ อยู่เหนือร่างของคนทั้งสี่
หานเฟิงชมมองโดยมิเข้าขัดขวาง มิใช่ไม่ต้องการ หากมิอาจกระทำ เพราะเขตแดนอาคมนี้ใช้ออกได้รวดเร็วยิ่ง คล้ายดั่งพวกมันได้เตรียมการไว้ก่อนหน้าชั่วขณะหนึ่งแล้ว
เบื้องหน้าของหานเฟิงยามนี้จึงปรากฏเห็นเป็นลักษณ์มายาของจระเข้ตัวใหญ่ ด้านซ้ายเป็นพยัคฆ์สีขาว ด้านขวาเป็นกระทิงสีดำทมิฬ ส่วนด้านหลังเป็นราชสีห์ที่แผงคอลุกเป็นไฟ
หานเฟิงเหลียวหน้าชมมองรอบทิศ ลักษณ์มายาของสัตว์ทั้งสี่กระจายออกเป็นอำนาจสะกดข่ม สัมผัสได้ถึงปราณของธาตุทั้งสี่ ซึ่งยังคงเป็นดิน น้ำ ลม และไฟ กระทั่งที่การเปลี่ยนแปลงต่อมาของกลุ่มคน จึงพลันให้หานเฟิงที่ชมมองต้องถอนใจอย่างเหน็นเหนื่อย
เป็นกลุ่มคนโดยรอบ ที่พากันกระจายตัวออกไปยืนรวมอยู่ใต้ลักษณ์มายาของสัตว์ทั้งสี่ จึงทำให้พลังอำนาจของลักษณ์มายาทั้งสี่เพิ่มทวีสูงขึ้น ทั้งลักษณ์ที่เป็นมายาของสัตว์ทั้งสี่ก็แลดูชัดเจนขึ้นอักโข
“ โฮกกกกกก!!!....”
เสียงคำรามจากลักษณ์มายาดังขึ้นจากทั้งสี่ทิศทาง พลังไร้สภาพที่แฝงมากับเสียง จู่โจมเข้าใส่หานเฟิงจนเลือดลมปั่นป่วน ก่อนที่หานเฟิงจะได้คิดทำสิ่งใด ถ้อยความหนึ่งก็ดังขึ้น
“ สังหารคนของข้าไปตั้งมากมาย...” ผู้กล่าวเป็นมนุษย์ไก่ ที่อยู่ภายใต้ลักษณ์มายาของราชสีห์เพลิง
“ ทีนี้จักขอดูว่าเจ้าจะอยู่รอดไปได้นานสักเท่าไร แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า คิดจะฝ่าออกไปมิง่ายอย่างที่เจ้าคิด...”
หานเฟิงได้ยินคำกล่าวชัดเต็มสองหู มันที่เพียงสัมผัสดูก็ทราบรู้ ว่าเขตแดนนี้ปิดกั้นมิติ ดาราวาบวับของมันมิอาจใช้ฝ่าทะลวงออก จึงไพล่ให้นึกไปถึงสถานการณ์อันคุ้นเคยในตำหนักอัคคีขึ้นมา
ยามนั้นมันมีเสวี่ยเอ๋อร์อยู่เคียงข้าง ทั้งยังเป็นนางที่คลี่คลายวิกฤตเป็นตายในตอนนั้นให้กับมัน มันได้นางปกป้อง สุดท้ายกลับมิอาจออกจากตำหนักอัคคีไปพร้อมกันกับนาง
‘ ...ยามนี้มิรู้ว่านางเป็นเช่นไร ใช่สุขสบายดีอยู่หรือไม่? ใช่คิดว่าข้าได้ตกตายไปแล้วกระมัง...’
หานเฟิงคิด แม้ตัวจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะสู้ดี หากยังมีใจคิดไปอื่น ที่มันกล้าเพลอไผลคิดไปไกลเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะมันหาได้หวาดกลัวต่อเขตแดนนี้แต่อย่างใด มันกระทั่งยังคงคิดไปถึงตอนที่เสวี่ยเอ๋อร์ใช้เขตแดนของนางกำราบเขตแดนของเฉินฟ่านในครานั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นเพราะระดับความสำเร็จของตนในตอนนั้นที่อ่อนด้อย จนไม่อาจร่ายใช้วิชาเขตแดนออกมา ทว่า ระดับพลังของมันในยามนี้สามารถแล้ว ทั้งขอบเขตปราณปฐพียังมีเขตแดนเป็นดั่งเคล็ดวิชาไม้ตาย
แต่ถ้าคิดร่ายใช้เขตแดนเข้าต่อกรกับเขตแดน นั่นยังคงต้องดูกันอีกว่า เขตแดนของฝ่ายใด ที่สามารถใช้ออกได้เหนือล้ำกว่ากัน
ขบคิดได้ดังนั้นก็มิรอช้า มันมีเวลาจำกัด ค่ำนี้ล่วงผ่านมาครึ่งคืนแล้ว ทั้งพวกมัน นับดูแล้วก็ยังคงออกมากันไม่ครบจำนวน พวกที่ลำดับตัวเลขต่ำกว่าสิบยังไม่ปรากฏออกมา มิรู้ว่าอยู่ที่ใด ใช่กำลังรีบตรงมาอยู่หรือไม่ ดังนั้น มันจำต้องใช้วิธีที่รวดเร็วรวบรัดที่สุดจัดการ
“ เขตแดน!!!...”
หานเฟิงตวาดกร้าว ลมปราณทะลักทลายแผ่พุ่งออกจากร่าง เสื้อผ้าหน้าผมพริ้วสะบัดราวกับบังเกิดกระแสลมกระโชก
“ สระบงกช…”
ทุกคนในที่นั้นพลันสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่พุ่งขึ้นจากพื้นดิน ไอความร้อนที่พาให้ภาพบรรยากาศโดยรอบบิดเบือน กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาดังขึ้น ภาพการเปลี่ยนแปลงจึงพาให้ทุกคนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“ ...บึงอเวจี”
สิ้นคำ ผืนดินที่เดิมคือหย่อมหญ้าและฝุ่นดินก้อนหิน ได้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นผืนน้ำสีเหลืองขุ่น ผืนน้ำปลดปล่อยกลิ่นอายที่ร้อนระอุ ก่อนจะผุดพลายขึ้นมาด้วยบงกชสีแดงเหลือคณา
เหล่าบงกชงอกเงยจนผืนน้ำเหลืองขุ่นกลับกลายเป็นแดงฉาน หากเพียงพริบตา บงกชแดงก็คลี่กลีบเบ่งบาน ปราณอัคคีแผ่พุ่ง คลื่นความร้อนทะลักทลาย
ฉับพลันนั้น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดพลันดังระงม
“ อ๊ากกกกกกกกกกก…”
“ ร้อนนนน….”
“ ม่ายยยยย...”
กลับเป็นเขตแดนอาคม สี่ลักษณ์จตุบาท ที่ถูกเขตแดนของหานเฟิงสะกดข่มด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า ซึ่งถึงแม้จะใช้ออกด้วยกำลังของคนเพียงผู้เดียว หากเป็นผู้เดียวที่เทียบกันแล้ว ระดับพลังยังคล้ายจะเทียบได้กับการนำพลังของทุกคนมารวมกัน ดังนั้นจึงต้องวัดกันที่ระดับของเคล็ดวิชา ซึ่งเคล็ดวิชาที่หานเฟิงใช้ออก ก็มิใช่เคล็ดวิชาเขตแดนกระจอกๆบนดาวดวงนี้
หากเป็น เขตแดน สระบงกชบึงอเวจี ดอกที่เจ็ดจากกระบวนวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจี ของแดนเทวาบุปผา แห่งแดนเทพอันไกลโพ้น (*** ที่หานเฟิงเคยใช้ออก มีเพียงดอกที่หนึ่ง บงกชแดงทำลายล้าง เคยใช้สู้กับเฉินฟ่าน ในตอน วิกฤตตำหนักอัคคี (6)*** )
ย่อมแน่นอนว่าขีดความสามารถของทักษะวิชาจากแดนเทพย่อมเหนือล้ำกว่าเคล็ดวิชาจากดาวชั้นต่ำดวงนี้เป็นไหนๆ ดังนั้น เขตแดนที่ใช้ออกด้วยคนหมู่มาก จึงถูกเขตแดนที่เหนือล้ำกว่าที่ใช้ผ่านคนเพียงผู้เดียวทุบทำลาย ผลก็คือ คนทั้งหมดต่างพากันร่วงหล่นลงสู่ สระบงกชบึงอเวจี เรียกเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม หากก็เพียงแค่ชั่วครู่ เพราะชั่วอึดใจต่อมา ทุกร่างได้มอดไหม้ กลับกลายเป็นเถ้าธุลี
ยามเมื่อเสียงเงียบลง เขตแดนของหานเฟิงก็เป็นอันสิ้นสุด บงกชแดงเลือนหาย บึงน้ำเหลือขุ้นเหือดแห้งไปในพริบตา ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งราวกับไม่เคยมีสิ่งใดคงอยู่ ผืนดินราบเรียบ ซุ้มกระโจมรอบบริเวณหายไป
หานเฟิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าหน้าอกหอบสะท้อนเล็กน้อย เมื่อครู่ที่เรียกใช้สระบงกชบึงอเวจี เป็นมันต้องใช้ออกด้วยลมปราณไปหลายส่วน ยามนี้จึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับศึกที่เคยผ่านๆมาแล้ว ยามนี้ก็ยังนับว่าสบายดี
หานเฟิงกวาดไล่สายตามองดูโดยรอบ ทั้งปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณเข้าตรวจสอบ หวังพบเจอสมาชิกกองโจรที่ซ่อนตัวอยู่บ้าง จะได้จับมันมาสอบถามถึงยาถอนพิษที่มันต้องการ ทว่า โดยรอบกลับปราศจากร่องรอยของผู้ใด
“ หืม!!!!...หรือเป็นข้าพรั้งมือสังหารไปจนสิ้นแล้ว?...”
“ เช่นนั้นคงต้องเสียเวลาตรวจค้นตามกระโจมด้วยตัวเองแล้ว”
หานเฟิงกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย กล่าวจบก็สืบเท้าขึ้นหน้า ดาราวาบวับเตรียมร่ายใช้ หากเท้านั้นกลับพลันต้องหยุดชะงัก เมื่อสัมผัสวิญญาณสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่หานเฟิงจะทันได้เห็นเงาร่าง เสียง ที่ดังกังวานก็ดังขึ้นมาก่อนแล้ว
“ ไอ้เจ้าไก่หัวหงอนบัดซบ ข้ารึอุตส่าห์บอกว่าท่านหัวหน้าเรียกให้กลับไปพบ แล้วยังจะส่งสัญญาณเรียกข้ากลับมาทำพระแสงอันใดไม่ทราบ…”
หานเฟิงเหลียวหน้ามองไปยังทิศทางที่ตนจับสัมผัสได้ ก่อนที่เงาร่างนั้นจะปรากฏขึ้นมาในกรอบสายตาของมัน
เป็นร่างมนุษย์ที่ดำทมึน ทั้งมีหางสีดำที่ยาวยิ่ง เป็นอสูรเสือดำ
หากที่มากไปกว่านั้น คือมันกำลังเหินร่อนบินมา
“ ปราณนภา? เช่นนี้คงไม่ต้องเหนื่อยค้นหาตามกระโจมแล้ว...” หานเฟิงกล่าวพึมพำ...