ราชันเวทเทพองเมียว

    68 สุสานมังกร (3) – ยันต์ร้อยภูต

    ต้าหมินศึกษาตำราอย่างคร่ำเคร่ง หลายข้อที่เคยไม่กระจ่างกลับกลายเป็นชัดเจนแจ่มแจ้ง อาจเพราะอยู่ในเขตขั้นใหม่ เมื่อมองย้อนกลับย่อมเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าครั้งแรก นอกจากนี้ความทรงจำที่ก่อนนี้เคยลืมเลือน ขอเพียงนึกถึงก็กลับจดจำขึ้นได้ใหม่

    อย่างเรื่องความสามารถขององเมียวจิ

    เท่าที่ตำราบอกกับที่เคยเห็นในเกม การ์ตูน ภาพยนตร์ รวมถึงตำราเรียน มีหลายข้อแตกต่างแต่ส่วนใหญ่ตรงกัน 

    องเมียวจิมีหน้าที่จัดทำปฏิทิน ดูแลเวลาอันอ้างอิงจากนาฬิกาน้ำ ทำพิธีปัดเป่าโรคภัย พิธีบูชาเทพยดา การปลุกเสกยันต์และเครื่องราง การควบคุมภูตผี การพยากรณ์อากาศและภัยพิบัติ ดูฮวงจุ้ย การสาปแช่งและป้องกันสิ่งชั่วร้าย การสวดส่งวิญญาณผู้วายชนม์ รวมถึงการปราบเหล่าภูตผีปีศาจ 

    เพื่อให้สามารถทำสิ่งเหล่านี้ จำต้องมีความเข้าใจในวิถีแห่งหยินหยาง และพลังของธรรมชาติอันสอดแทรกอยู่ในธาตุทั้งห้า ดิน น้ำ ไฟ ไม้ เหล็ก โดยระดับความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นตามลำดับขั้นขององเมียวจิ

    ขั้นที่หนึ่ง (ทารก) เป็นพื้นฐานของขั้นที่สองและสาม เนื่องจากเด็กสามารถพัฒนาพลังวิญญาณได้อย่างไม่จำกัด จึงถูกเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ‘ขั้นบ่มเพาะ’ จุดด้อยคือไม่มีกำลังกายสักเท่าไร อ่อนแอจนแทบป้องกันตัวเองไม่ได้

    ขั้นที่สอง (มนุษย์) เป็นพื้นฐานของขั้นที่สามและสี่ สามารถสร้างชิกิงามิไว้รับใช้ อยู่ในขั้นเรียนรู้และควบคุมอารมณ์เพื่อให้เข้าใจในเนื้อแท้แห่งธาตุธรรมชาติ สามารถสร้างยันต์เพื่อบงการธาตุต่าง ๆ ได้บ้าง

    ขั้นที่สามเป็นพื้นฐานของขั้นที่สี่ ขั้นนี้เชี่ยวชาญธาตุทั้งห้า สามารถประกอบและสร้างยันต์ที่เกี่ยวเนื่องโดยใช้ห้าธาตุเป็นฐาน อย่าง ยันต์สายฟ้า ยันต์วายุอัสนี ส่วนจะก้าวหน้าเพียงใดในธาตุไหนขึ้นกับลักษณะนิสัยของเจ้าตัวเป็นสำคัญ

    ขั้นที่สี่เป็นขั้นตอนแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาวะตัวตน จุดสูงสุดของขั้นนี้คือ ครึ่งก้าวเทพเทวา เท่ากับระดับเดียวกับเซียนจิ้งจอกแดง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเทพเซียนในนิยายจีนก็คงไม่ผิด

    ขั้นที่ห้า (เทพเทวา) พลิกฟ้า ผ่ามหาสมุทร ถล่มปฐพี คือคำนิยามของเขตขั้นนี้

    ภายหลังการกรอกกม่อมครั้งอยู่ในย่านคนยากไร้ ต้าหมินสัมผัสได้ถึงความเมตตาของอาจารย์ที่มีต่อตน แววตาของท่านลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ชั่วขณะนั้นรู้สึกว่าท่านไม่ใช่มนุษย์ เป็นธรรมชาติ เป็นอัสนี เป็นวารี เป็นเมฆา เป็นวายุ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพียงครู่ไม่นานก็เลือนหาย

    หลังจากได้คิดทบทวน อาจารย์น่าจะอยู่ขั้นที่สี่ ‘ครึ่งก้าวเทพเทวา’ หรือขั้นที่ห้า ‘เทพเทวา’ ไม่ว่าขั้นไหนย่อมสามารถสังหารมังกรปีศาจได้ไม่ยาก สำหรับตนซึ่งอยู่ระดับกลางของขั้นมนุษย์ การทำความเข้าใจอารมณ์ที่เกินจากอายุของตนเป็นเรื่องยากลำบาก เหมือนกับการเรียนหนังสือข้ามขั้น คงไม่อาจให้เด็กมัธยมต้นไปเรียนวิชาของเด็กมหาวิทยาลัย ด้วยเวลาอันจำกัดคงไม่อาจก้าวหน้าไปมากกว่านี้

    จำต้องใช้สิ่งที่มีอยู่ให้คล่องแคล่วที่สุด

    ยามนี้สามารถสร้างชิกิงามิจากยันต์ อาจไม่หลากหลายแต่น่าจะเพียงพอ ของวิเศษที่มีอาจไม่มากก็จริง หากจับคู่ให้ดีอาจพอต่อกรได้ ปัญหาคือมังกรปีศาจตัวนี้เป็นมังกรจริง ๆ หรือเป็นสิ่งคล้ายมังกร หลายปีก่อนดูสารคดีได้ยินว่ามีการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ตั้งแต่ยุคกลาง ด้วยรูปร่างใหญ่โตเกินกว่าสัตว์ป่าตนใดทำให้คนสมัยนั้นเข้าใจผิดว่าคือกระดูกของมังกร

    แรกเริ่มที่เขาอยากไปต้นน้ำของลำธารเกล็ดมังกร ไม่ใช่ว่าอยากได้กระดูกของมังกรแต่อย่างใด เพียงคิดสนุกว่าอาจมีโอกาสเจอกระดูกไดโนเสาร์ จะได้อัญเชิญไทแรนโนซอรัสมาสักตัวสองตัว เพราะมังกรตัวจริงน่าจะมีสุสานอยู่ในวังบาดาลมากกว่า 

    การสร้างชิกิงามิสามารถสร้างสัตว์ที่มีแต่ในตำนานหรือจินตนาการได้ อย่าง นูเอะ*หรือเงือก น่าเสียดายยามนี้ยังอ่อนด้อย สามารถสร้างได้เฉพาะสัตว์ที่เคยเห็นด้วยตาเท่านั้น 

    จำต้องพึ่งกำลังรบด้านอื่นอย่าง ‘ยันต์ร้อยภูต’

    [ยันต์ร้อยภูต ควบคุมบงการภูตผี]

    คือคำอธิบายที่พี่ตำราบอกไว้ สั้นอย่างยิ่ง แต่ส่วนลึกในใจบอกว่ายันต์ร้อยภูตไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น เมื่อใช้ยันต์นี้ประกอบกับคำแนะนำของเซียนจิ้งจอกแดงในเรื่องการจัดทัพ น่าจะสามารถทลายกรอบความคิด ก่อเกิดแนวทางไม่รู้จบ ต่อให้ไม่ชนะมังกรปีศาจก็น่าจะไม่แพ้ หรือต่อให้แพ้ก็น่าจะไม่พ่ายแพ้หมดรูป

     

    หาดน้ำตื้น

    แสงจันทร์กระจ่าง ลมแม่น้ำพัดเฉื่อยฉิว 

    มินะโมะโตะ โนะ ซาซาเอะนั่งมองสายน้ำดำมืดไหลเลื่อนข้างกาย อยู่ ๆ ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาตามลม

    บางทีอาจเป็นซากสัตว์ป่า... เป็นธรรมดาที่หญิงสาวซึ่งเติบโตอยู่ในเมืองจะคิดแบบนี้

    ทาเคชิ หนึ่งในสามองครักษ์ยอดฝีมือที่ผู้นำตระกูลส่งมาคุ้มครองบุตรสาว ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่ามาตามลมเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกหลอนเหมือนย้อนกลับไปวัยเยาว์ คราวนั้นมีหมีลงจากภูเขามาทำร้ายชาวบ้านและจับสัตว์เลี้ยงกินเป็นอาหาร หลังอิ่มหนำค่อยกลับขึ้นภูเขาตามเดิม 

    บิดาออกคำสั่งสังหาร เขาอาสาขอติดตามชุดไล่ล่า  

    ไม่ว่าเพราะต้องการพิสูจน์ตนเองหรือความตื่นเต้นของเด็กหนุ่มก็แล้วแต่ ทำให้เขากับคนรับใช้พลัดหลงจากขบวน แต่แทนที่จะย้อนกลับทางเดิม ทั้งคู่กลับล่วงลึกเข้าไปในป่า ยามนั้นคิดเข้าข้างตนเองว่าแค่พวกตนสองคนก็สามารถสังหารหมีตัวหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

    ที่ไหนได้มันดุร้ายกว่าที่คิด คนรับใช้ถูกกรงเล็บตะปบเข้ากลางหลังและหัวไหล่ โลหิตไหลนอง ส่วนตัวเขาบาดเจ็บที่ขา โชคดีแสร้งตายถึงรอดชีวิตมาได้ ยามนั้นเพื่อรอให้หมีจากไปเขาต้องนอนอยู่ข้างศพคนรับใช้ มองเห็นเนื้อตัวเหี่ยวแฟบค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นบวมพอง น้ำหนองไหลซึม กลิ่นเน่าเหม็นยังติดจมูกไม่หาย และกลิ่นนี้ที่ลอยมาตามลมคือกลิ่นเดียวกัน 

    นายกองและเหล่าทหารก็ได้กลิ่นเช่นกัน การเพิกเฉยและล่องเรือต่อไปสามารถทำได้ แต่ทว่าทางน้ำสายนี้คือเส้นทางสำคัญ จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนและรอบคอบ 

    นายกองออกคำสั่งให้เรือของตนเข้าเทียบชายหาด ส่วนเรืออีกลำหนึ่งของคุณหนูให้ลอยลำอยู่กลางน้ำ หากเกิดอะไรขึ้นสามารถหลบหนีได้ทันท่วงที ก่อนคนเรือจะผูกเชือกเข้ากับหลักไม้ เขาสั่งทหารหมู่หนึ่งลุยน้ำไปตั้งขบวนรอบนหาด เผื่อเกิดอะไรขึ้นยังสามารถแล่นเรือหนีได้ทัน

    เมื่อจอดเรือเรียบร้อย ทหารอีกหมู่หนึ่งถูกสั่งให้ตั้งขบวนเป็นรูปพัดซ้อนลำเรือเอาไว้ ส่วนหมู่ก่อนหน้าได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ไม่นานข่าวก็ถูกส่งกลับมาซึ่งสร้างความตระหนกอย่างยิ่ง

    ซากศพเกลื่อนไปหมดแทบไม่มีเศษซากสมบูรณ์ ต้นไม้หักโค่นเป็นทางยาวราวกับเกิดสงครามขนาดย่อม อาวุธที่พบล้วนเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหาร ไม่ว่า ดาบ คันศร หอก มั่นใจได้ว่าคนเหล่านี้ต้องเป็นคนของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง น่าเสียดายคนพวกนี้ล้วนแต่งกายชุดธรรมดา ประกอบกับศพไม่สมบูรณ์จึงยากระบุตัวตน

    “ท่านนายกอง ตรงฟากนู้นพบศพหนึ่งอาจพอแยกแยะว่าเป็นใครขอรับ”

    “ไหน ไปยกมาให้ข้าดู”

    “ขอรับ”

    ไม่นานศพศพหนึ่งในชุดนักดาบถูกยกมาวางริมหาด ส่วนศพอื่น ๆ นายกองสั่งให้ยกมากองรวมกันก่อนกลบฝังเพื่อตรวจสอบให้แน่นอนก่อนว่า คนเหล่านี้ตายด้วยอะไร ส่วนอาวุธถูกเก็บกลับมาทั้งหมด หากเสียหายสามารถซ่อมแซมได้

    ยังไม่ทันได้ประเมินศพนักดาบพลันเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

    “ข้ารู้จักคนผู้นี้”

    ทาเคชิเดินเข้ามา ก้มตัวใช้คบไฟส่องไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อหารอยแผลหรือร่องรอยการต่อสู้ สุดท้ายพบเพียงจุดเดียวที่ลำคอ ช่างเป็นมีดสั้นที่น่ากลัวยิ่งนัก แค่เห็นบาดแผลก็พออนุมานการต่อสู้ได้ 

    โคจิศิษย์ของไทระ โนะ ซาโตชิตายในทันที แทบไม่มีโอกาสต่อสู้ แสดงว่าคนที่ซัดมีดสั้นต้องเป็นยอดฝีมือทางอาวุธลับ เพราะยามยอดฝีมือต่อสู้กันอาวุธลับพวกนี้ทำได้แค่ก่อกวนความเคลื่อนไหว หรือเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่มีทางเป็นท่าสังหารเด็ดขาด ยิ่งเผชิญกับคนในสำนักดาบแห่งนี้ที่เน้นความรวดเร็วเป็นวิถี การตายในการประดาบย่อมไม่น่าตระหนกเท่าการตายจากอาวุธลับ

    ขณะกำลังคิดใคร่ครวญ ท่านหญิงซาซาเอะหยุดยืนครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปพร้อมกับองครักษ์อีกคนเพื่อตรวจสอบศพอื่น 

    ท่านหญิงเดินกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ได้ยินเธอพึมพำเบา ๆ 

     

    “คนเหล่านี้ถูกกินวิญญาณ”

     

    *นุเอะ เป็นปีศาจที่มีลักษณะเป็นสัตว์ผสมลิง เสือ งูและนก มีนิสัยดุร้าย เสียงร้องของมันน่ากลัวและฟังดูโศกเศร้า ทำให้เชื่อกันว่าเป็นลางบอกเหตุร้าย

    มีบันทึกในหนังสือโคะจิกิ ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่เล่าความเป็นมาของประเทศญี่ปุ่น บันทึกไว้ว่านุเอะปรากฏตัวครั้งแรกในสมัยนาราเป็นเมืองหลวง สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนยุคนั้นอย่างมาก และปรากฏตัวอีกครั้งในสมัยโชกุนโยชิโตโมะ คราวนี้ท่านได้ส่งซามูไรออกไล่ล่า กระทั่งสามารถสังหารมันได้และนำซากศพมันไปเผา นับแต่นั้นก็ไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีกเลย

    คล้ายกับเรื่องราชันเวทเทพองเมียว ที่คุณอ่าน