บทที่ 29 ไม่ต้องสนใจนาง
ร้านจี้เหรินถังถึงกับจะยุติความร่วมมือกับตระกูลชิว
เช่นนั้นตระกูลเหอของเขา...จะเป็นไปได้หรือไม่
ยังไม่ทันจะได้คิดให้ละเอียดผู้จัดการใหญ่หนิงวัยราวสามสี่สิบปีของร้านก็เหลือบมาเห็นเขาเข้า
เมื่อทราบว่าเหอจื่อชงมาขอเจรจาเรื่องการจัดหาสมุนไพรผู้จัดการใหญ่หนิงก็รีบให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
หลังได้ฟังสถานการณ์ของเหอจื่อชงเขาก็หัวเราะอย่างสดใสพลางกล่าวว่า “ร้านซ่านเหรินถังมีเพียงตระกูลเหยียนให้พึ่งพิงเท่านั้นท่านวางใจได้ หากท่านซื่อตรงจริงใจย่อมไม่มีปัญหาบอกพวกเขาไปว่าท่านตกลงร่วมมือกับจี้เหรินถังของเราแล้วต่อให้เป็นตระกูลเหยียนก็ไม่กล้าทำอะไรท่าน! เรื่องนี้ไม่ควรชักช้าไปตรวจดูแปลงปลูกและสมุนไพรของท่านกันก่อน หากไม่มีปัญหาเราจะเซ็นสัญญากันภายในวันนี้เลย”
ความยินดีถาโถมใส่เหอจื่อชงราวกับสายฟ้าฟาด
ปรมาจารย์เซียวกล่าวไว้ไม่ผิดเลยทุกอย่างเป็นเรื่องจริง! เขากำลังพลิกวิกฤตเป็นโอกาสจริงๆ
แม้จะไม่รู้ว่าผู้หนุนหลังของจี้เหรินถังคือผู้ใดแต่ก็รู้แน่แก่ใจว่าไม่มีใครในแคว้นกล้าหาเรื่องพวกเขาเรื่องนี้ก็เพียงพอจะบอกถึงอิทธิพลเบื้องหลังของจี้เหรินถังได้แล้ว
เขาในวันนี้ไม่เพียงไม่ต้องหวาดกลัวร้านซ่านเหรินถังอีกต่อไปแม้แต่กิจการของตระกูลเหอก็จะยิ่งเติบโตขึ้นไม่หยุด!
เหอจื่อชงพาผู้จัดการใหญ่หนิงกลับคฤหาสน์ด้วยความปลาบปลื้มยิ่งนักสิ่งแรกที่เขาทำก็คือสั่งให้พ่อบ้านเตรียมเงินหนึ่งแสนเหรียญทองส่งไปให้คุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวทันทีนี่เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์เซียวกำชับไว้ก่อนที่เขาจะจากมา อีกทั้งเงินนี้ต้องมอบให้คุณหนูเซียวโดยตรง
เมื่อท่านอารองและอาสะใภ้รวมไปถึงบรรดาญาติๆทราบว่าเหอจื่อชงเพียงออกไปไม่กี่ชั่วยามกลับสามารถเจรจาร่วมมือกับร้านจี้เหรินถังได้สำเร็จก็พากันเดือดดาลแทบคลั่ง
เดิมนี่เป็นโอกาสทองของพวกเขาหากเหอจื่อชงทำพลาด ทรัพย์สินตระกูลเหอทั้งหมดก็จะตกถึงมือพวกเขาบัดนี้ทุกอย่างกลับพังทลาย กลายเป็นเพียงความฝันจะไม่ให้แค้นจนแทบกระอักได้อย่างไร!
เช้าวันถัดมา
วันนี้เป็นวันพิธีบูชาฟ้าดินบ่าวไพร่ในจวนต่างรีบร้อนแต่งองค์ทรงเครื่องให้บรรดาคุณชายคุณหนูเพื่อให้เจิดจรัสสะกดสายตาผู้คนในพิธีให้ได้มากที่สุด
เมื่อคืนที่ผ่านมาเหล่าคุณชายที่ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาต่างๆก็พากันกลับจวนเพื่อร่วมงานพิธีใหญ่ครั้งนี้
ในหมู่พวกเขาบุตรของซ่างกวนหลิวสองคน ได้แก่ เซียวฉางอวี่วัยสิบเจ็ดปี และเซียวฉางอันวัยสิบสี่ปีต่างก็ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาเทียนเซิ่งซึ่งนับว่าดีที่สุดของแคว้นฮั่วหลี
เด็กทั้งสองคือความภาคภูมิใจสูงสุดของซ่างกวนหลิว
แต่เช้าตรู่ของวันนั้นเองเมื่อเซียวเย่ว์หยาได้ยินว่าพี่ชายของตนกลับมาแล้ว นางก็แสร้งร่ำไห้อย่างน่าสงสารราวกับดอกสาลี่ต้องลมฝน ร้องไห้พลางกล่าวโทษเซียวหลิงอวิ๋นด้วยเสียงสะอื้น
“พี่ใหญ่ ท่านกลับมาเสียที ท่านรู้หรือไม่ว่าพี่หญิงผู้นั้นร้ายกาจเพียงใด!นางทำให้ท่านแม่ของเราถึงกับล้มป่วยเป็นอัมพาต!แถมยังฆ่าซ่างกวนหมัวมัวที่เลี้ยงดูพวกเรามาแต่เล็ก และยังหักข้อมือข้าอีกด้วย! ทั้งหมดนี้พี่หญิงตั้งใจทำเพื่อยึดครองจวนสกุลเซียวเป็นของตนเอง!พี่ใหญ่ หากท่านกลับมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อยเกรงว่าข้ากับท่านแม่คงไม่มีโอกาสได้พบหน้าท่านอีกแล้ว ฮือๆๆ...” เซียวเย่ว์หยาร่ำไห้ราวกับนางคือสตรีผู้อาภัพไร้ที่พึ่ง
เซียวฉางอวี่สวมชุดยาวสีขาวหน้าตาหล่อเหลาคมคาย ดวงตาเปี่ยมด้วยความเฉียบขาด ขณะนี้กลับเคลือบแววเย็นเยียบเขาทุบโต๊ะดังปัง กล่าวด้วยเสียงกดต่ำ
“ที่แท้ท่านแม่ป่วยเป็นอัมพาตเพราะฝีมือของเซียวหลิงอวิ๋นนี่เองช่างอุกอาจนัก! นางช่างกล้ากระทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร! เจ้าวางใจได้หลังจากพิธีบูชาฟ้าดินในวันนี้ผ่านพ้นไป ข้าจะให้นางรู้ว่าต้องให้ความเคารพเชื่อฟังท่านแม่อย่างไร!”
“ฮึ! นางกล้าหักข้อมือพี่รองหรือ อยู่ดีไม่ว่าดีแล้วกระมัง!ข้าจะต้องสั่งสอนนางให้หลาบจำ จะได้ไม่กล้ามารังแกพี่รองของข้าอีก!”
เสียงที่ดังกังวานปนความโกรธแค้นดังขึ้นจากชายหนุ่มร่างอ้วนกลมในชุดแพรสีน้ำเงินเขาเดินเข้ามาจากหน้าประตูพร้อมเนื้อหนังที่กระเพื่อมไหวตามแรงเดินแววตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
ใบหน้ากลมป่องพองเต็มสองแก้มจนบดบังดวงตาแทบมิด
เซียวเย่ว์หยามองเขาด้วยความระอาในใจแต่ก็ยังแสร้งกล่าวเออออตามน้ำ
“น้องรอง เจ้าคงไม่รู้ว่าเซียวหลิงอวิ๋นกำแหงแค่ไหนนางถึงกับสั่งพ่อบ้านเซียวให้รู้จักที่ต่ำที่สูงบอกให้เขาเข้าใจเสียใหม่ว่าใครกันแน่คือเจ้าของตัวจริงของจวนนี้”
เซียวฉางอันได้ฟังเช่นนั้นหน้าก็ยิ่งแดงก่ำด้วยโทสะ
“ดีนัก! เซียวหลิงอวิ๋นนางเศษสวะนี่เจ้าคิดจะเป็นเจ้าของจวนเจิ้นกั๋วโหวหรือไร จวนนี้ในอนาคตเป็นของพี่ใหญ่ต่างหากไม่เกี่ยวอะไรกับนางแม้แต่น้อย! ข้าเพิ่งห่างจากที่นี่แค่ปีเดียวนางก็กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนายหญิงของจวนเสียแล้ว หากรู้เช่นนี้แต่แรกข้าควรจับนางถ่วงน้ำในสระบัวตายไปเสีย!”
“น้องรอง ระวังคำพูด!” จู่ๆ เซียวฉางอวี่ก็กล่าวปรามเสียงเข้มเขาตวัดสายตาเย็นชามองเซียวฉางอันพร้อมกล่าวต่อ
“ตอนนี้เรื่องพิธีบูชาฟ้าดินสำคัญที่สุด ไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปกับข้าที่งานพิธี”
เซียวเย่ว์หยาและเซียวฉางอันต่างก็หวั่นเกรงในท่าทีเฉียบขาดของเซียวฉางอวี่ที่ทั้งรูปลักษณ์และบุคลิกคล้ายบิดาของตนจึงได้แต่รีบพยักหน้ารับคำโดยไม่กล้าอิดออดแม้แต่น้อย
เซียวเย่ว์หยาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบกล่าวขึ้นทันที
“พี่ใหญ่ เซียวหลิงอวิ๋นบอกว่านางจะไปร่วมพิธีบูชาฟ้าดินในปีนี้ด้วยนางอัปลักษณ์ขนาดนั้น ข้าไม่อยากให้เราไปพร้อมกับนางเลย อับอายขายหน้าพวกเรานัก!”
เซียวฉางอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเซียวหลิงอวิ๋นรู้ดีมาตลอดว่านางมีรูปโฉมไม่น่าดูจึงไม่กล้าออกงานสังคมหรือพบเจอผู้คนที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏตัวในพิธีบูชาฟ้าดินเลยสักครั้งแต่ครั้งนี้กลับกล้าเข้าร่วมพิธี...ดูท่าจะเริ่มกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที!
เขากล่าวเสียงเย็น“ไม่ต้องไปสนใจนาง พวกเราไม่จำเป็นต้องไปพร้อมกับนาง!”
ในใจของเซียวเย่ว์หยาเบิกบานพี่ใหญ่กับน้องรองกลับมาแล้วต่อแต่นี้เซียวหลิงอวิ๋นอย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบสุข!
เมื่อก่อนเซียวหลิงอวิ๋นเจอพี่ใหญ่กับน้องรองก็เหมือนหนูเจอแมวกลัวจนตัวสั่นไปหมดนางอยากเห็นนักว่าเมื่อเซียวหลิงอวิ๋นรู้ว่าพี่ใหญ่กับน้องรองกลับมาแล้วจะถึงกับหลบไปซ่อนใต้เตียงด้วยความหวาดกลัวหรือไม่ ฮ่าๆๆ!
เซียวหลิงอวิ๋นกำลังจัดการกับเส้นผมยาวสีดำขลับของตนแม้จะเลือกมัดด้วยทรงที่เรียบง่ายที่สุดแล้ว แต่มันยังยุ่งยากอยู่ดี
ครึ่งชั่วยามผ่านไปกว่านางจะจัดการทั้งเรือนผมและเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็เล่นเอาเหนื่อยไม่น้อยใจครุ่นคิดว่าจะอยู่ต่อไปแบบนี้อีกไม่ได้ถึงเวลาต้องตามหาบ่าวคนสนิทที่มารดาทิ้งไว้ให้กลับมาช่วยดูแลอีกครั้ง
เรื่องแต่งตัวประจำวันยังพอทนแต่ฝั่งมารดานั้นจำเป็นต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลา!
ในกระจกสะท้อนภาพของเซียวหลิงอวิ๋นในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายร่างบางสูงโปร่งยืนตระหง่านดูงดงามยิ่ง
นี่เป็นชุดที่เรียบที่สุดเท่าที่หาได้จากตู้เสื้อผ้าของเซียวเย่ว์หยาแล้วเสื้อผ้าของเซียวเย่ว์หยาแทบทุกชุดล้วนฉูดฉาดหลากสี การแต่งหน้าก็จัดจ้านเกินงามแม้จะดูสะดุดตาแต่เซียวหลิงอวิ๋นไม่อาจรับได้
นางเพียงแต้มสีริมฝีปากเล็กน้อยเติมเส้นคิ้วและขนตาบางๆ บนใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางกลับเผยให้เห็นความงามหมดจดน่าหลงใหล
เซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ได้รับเครื่องแต่งกายใหม่ที่ดูงดงามเช่นกันเมื่อสวมใส่แล้ว ทั้งสองก็กลับมาเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ สง่างามจับตา
ด้วยเค้าหน้าคล้ายมารดาอยู่เดิมทำให้ทั้งคู่ยิ่งดูโดดเด่นโดยเฉพาะเซียวหลิงเฟิงซึ่งสง่างามและอ่อนโยนสมเป็นบุรุษในฝันของหญิงสาวส่วนเซียวหลิงเย่ที่ยังมีแก้มอวบอิ่มแบบเด็กๆ อยู่ก็ดูน่ารักไม่แพ้กัน
เมื่อทั้งสามเตรียมตัวเสร็จก็ถึงเวลาจะออกเดินทาง
เซียวฉางอวี่และเซียวเย่ว์หยาพร้อมพรรคพวกออกไปตั้งแต่เช้ามืดมุ่งหน้าสู่ลานเทียนเซิ่ง อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสูงสุดของแคว้นฮั่วหลี
ขณะเซียวหลิงอวิ๋นและสองพี่น้องออกมายังหน้าจวนก็พบเพียงรถม้าที่เรียบง่ายจนเกินทนรถม้าคันนี้เห็นชัดว่าเป็นแบบที่ใช้ส่งบ่าวไพร่ไปทำธุระข้างนอกเสียมากกว่า
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่พากันมองพ่อบ้านเซียวด้วยสายตาไม่พอใจนักเซียวหลิงอวิ๋นเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วโหวไฉนจึงจัดรถม้าเช่นนี้ให้นางเล่า!