นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 94 เจรจา

            ตอนที่ 94 เจรจา

             

             

            “คุยธุรกิจงั้นเหรอครับ งั้นขอแสดงความยินดีด้วยนะครับองค์หญิง องค์หญิงทำให้คุณตาคนนี้สนใจได้แล้วล่ะครับ” นัยน์ตาของอารากะสาดประกายเจิดจ้า เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย สลัดคราบของคุณตาใจดีเข้าสู่สภาวะของนักธุรกิจผู้กร้านโลกในทันใด

             

            “ก่อนอื่นเราไปหาที่นั่งกันดีกว่าค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปาก เธอดึงเวลาเพื่อสร้างความน่าตื่นเต้นและกระตุ้นความสนใจของอารากะ

             

            อารากะได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย เขาผายมือเชิญทั้งกลุ่มไปนั่งที่ศาลาริมน้ำอันแสนวิจิตร เหล่าคนรับใช้ราวกับจับตาดูอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาทิ้งตัวลงนั่งกันครบเหล่าคนรับใช้ก็พากันยกของกินและเครื่องดื่มมากมายแจกจ่าย

             

            ไลล่าและองค์หญิงไพลินไม่ได้รีบร้อนอะไร เพียงนั่งจิบชาชั้นดีอย่างสบายอารมณ์ส่วนอารากะก็เจนสนามไม่แพ้กัน เขาไม่มีท่าทีตื่นเต้นหรือสนใจแม้แต่น้อย เพียงนั่งนิ่งมององค์หญิงไพลินด้วยรอยยิ้มบางเท่านั้น

             

            “กลุ่มการค้าเชียนเป่าได้สิทธิ์เป็นตัวแทนขนส่งของการคมนาคมทางบกสายย่อยในนครรัตนะโดยต้องจ่ายภาษีต่ำมากรวมถึงการขยับขยายความหมายของการเก็บภาษีย้อนหลัง กลุ่มการค้าอิสึกะคงทราบดีอยู่แล้วใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินเอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ

             

            “ครับ เพราะสิทธิ์เหล่านั้นกลับได้รับการอนุมัติอย่างไม่น่าเชื่อ แถมที่น่าตลกยิ่งกว่าคือค่าโดยสารเพื่อเดินทางมาเขตการค้าหลักของกลุ่มการค้าอิสึกะเราเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” อารากะกล่าวยิ้ม ๆ

             

            “ผลกระทบเล็กน้อยเพียงแค่นั้นกลับส่งผลให้ร้านค้ามากมายของเราสูญเสียรายได้ไปถึง 2ใน10 ทีเดียวครับ” แม้ใบหน้าของเขาจะยิ้ม หากสายตาของอารากะกลับไม่ยิ้มตามไปด้วยแม้แต่น้อย

             

            “จากที่เราทราบ ว่าด้วยสนธิสัญญาการค้าเมื่อร้อยปีก่อน ร้านค้าสมบัติและโรงรังสรรค์ต้องถูกภาษีมากถึง 4ใน10 ของผลกำไรเลยใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินกางบันทึกเล่มหนึ่งพลางพลิกไปยังหน้าที่ว่าด้วยสนธิสัญญา

             

            “ถูกต้องครับ แม้จะค่อนข้างสูงมาก แต่ในฐานะของเมืองหลวงแห่งมหาอำนาจเช่นนครรัตนะซึ่งเป็นศูนย์รวมหลากเผ่าพันธุ์ ทางเรามองว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งครับ” อารากะยิ้มเล็กน้อย

             

            “แต่เรามองว่าเศรษฐกิจมหภาคของอาณาจักรเราเปลี่ยนแปลงไปจากร้อยปีก่อนมากมายนัก สนธิสัญญาบางส่วนสมควรได้รับการแก้ไข คงจะเป็นการดีหากได้รับการเสนอแนะจากคุณตาค่ะ” องค์หญิงไพลินยกชาขึ้นจิบ

             

            “กลุ่มการค้าอิสึกะยินดีมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นครับ เรายินดีมอบทั้งความรู้เรื่องเศรษฐกิจและดัชนีต่าง ๆ ที่ทางเรารวบรวมมาหลายปี” อารากะเอนหลังพิงพนัก

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หากก็แปลงสีหน้ากลับไปเป็นรอยยิ้มบางเช่นเดิม เธอต้องการคำพูดยืนยันจากปากอารากะในแง่ที่ว่าเขายินดีร่วมมือกับเธอ หากเขากลับพูดถึงเพียงแง่ของการมอบข้อมูล

             

            จะอย่างไรสิ่งที่เธอเสนอก็คือการจะร่างแก้สนธิสัญญาใหม่เรื่องการเก็บภาษีที่เธอมั่นใจว่าอารากะย่อมสนใจ

             

            “ราชวงศ์ย่อมยินดียิ่งที่จะได้รับข้อมูลจากกลุ่มการค้าอิสึกะค่ะ ข้อมูลเหล่านั้นสามารถทำให้เราร่างสนธิสัญญาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตได้” องค์หญิงไพลินวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา

             

            “งั้นกระผมจะรวบรวมข้อมูลส่งให้ทางราชวงศ์ในเร็ววันครับ” อารากะไม่เผยจุดอ่อนแม้แต่น้อย เพียงยิ้มบางขณะจับจ้องไปที่นัยน์ตาสีชมพูอ่อนที่เวลานี้เริ่มสั่นเครือเล็กน้อย

             

            “ขอความกรุณาเพิ่มข้อมูลด้านยอดขายของโรงประมูลด้วยนะคะ สนธิสัญญาใหม่ที่เราได้ลองร่างคร่าว ๆ กับทางคณะกรรมการพวกเราลงความเห็นกันว่าควรจะระบุให้โรงประมูลถือเป็นส่วนหนึ่งของการค้าสมบัติค่ะ มีแนวโน้มสูงมากที่สนธิสัญญานี้จะถูกปรับใช้ในเร็ววัน” องค์หญิงไพลินพลันเผยรอยยิ้ม

             

            อารากะที่กำลังจะยกชาขึ้นมาจิบพลันชะงักไปเล็กน้อย เขาจับจ้องไปที่องค์หญิงไพลินชั่วครู่แล้วจึงเอ่ยต่อ

             

            “รับทราบครับ ทางเราจะรวบรวมข้อมูลในเร็ววัน” อารากะยังคงควบคุมตนได้อย่างดียิ่ง โรงประมูลเป็นหนึ่งในหน้าตาของกลุ่มการค้าอิสึกะเสมอมา เม็ดเงินที่พวกเขาได้รับย่อมสูงจนไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญคือโรงประมูลไม่ถูกนับเป็นการค้าสมบัติ เป็นการค้าแบบพิเศษจึงไม่ถูกภาษี 4 ใน 10ส่วน 

             

            แต่หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน ผลกำไรหลักของกลุ่มการค้าอิสึกะจะหายไปอีกจำนวนมาก 

             

            อารากะจึงชะงักไปเนื่องจากสิ่งที่องค์หญิงไพลินกล่าวออกมานี้ใกล้เคียงกับการข่มขู่เป็นอย่างมาก

             

            “และตามข้อกฎหมายที่ถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ จากสิทธิ์ในการขยายความหมายของการเก็บภาษีจากกลุ่มการค้าเชียนเป่า การเก็บภาษีย้อนหลังจะถูกย้อนกลับไปถึง 30ปีก่อนเช่นกันค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้มหวาน

             

            คราวนี้สีหน้าของอารากะพลันแข็งค้างอย่างชัดเจน แม้แต่นัยน์ตาที่แข็งแกร่งของเขาพลันปรากฏความหวั่นไหวขึ้นมา หากยังไม่ทันที่อารากะจะตอบอะไร องค์หญิงไพลินพลันฉวยโอกาสกล่าวเสริมขึ้นมา

             

            “ส่วนตัวเราเองไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เราเลยพูดคุยกับคณะกรรมการเรื่องการเพิกถอนการขยายความหมายนี้ หากจะให้มตินี้ผ่านเราคงต้องใช้สิทธิ์ในฐานะผู้ประคองบัลลังก์” องค์หญิงไพลินเอนหลังกับพนัก มือหนึ่งหยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมากินอย่างเรียบร้อย

             

            อารากะเลิกคิ้วขึ้น เขาจ้องมองใบหน้าขององค์หญิงไพลินเป็นระยะเวลานาน ก่อนจะหัวเราะออกมาน้อย ๆ

             

            “แม้ตัวผมเองจะเห็นด้วยกับความคิดขององค์หญิง แต่มตินี้สมควรผ่านคณะกรรมการได้ไม่ง่ายนักหรอกครับ การเก็บภาษีย้อนหลังย่อมส่งผลถึงประชาชนต่าง ๆ มากมาย ไม่สมเหตุสมผลนักที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ยิ่งถ้าผู้ประคองบัลลังก์ปฏิเสธขึ้นมาด้วยแล้ว” อารากะลองเชิง

             

            อารากะพูดได้ถูกต้อง กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้หากผ่านขึ้นมาโดยง่ายประชาชนจำนวนมากย่อมไม่พอใจ จะอย่างไรการเก็บภาษีย้อนหลังเกือบ 30ปีก็เป็นเรื่องที่ไร้สาระเกินไปมาก 

             

            เขายังเสริมลองเชิงด้วยการที่ออกตัวว่าผู้ประคองบัลลังก์สามารถปฏิเสธข้อกฎหมายนี้ได้ เป็นการย้ำเตือนว่าตัวเขายังไม่ได้เลือกฝั่งใด และตัวเขาเองสามารถเข้าร่วมฝักฝ่ายอื่นได้

             

            “ถึงไม่ได้ผ่านโดยง่ายแต่เรื่องน่าปวดหัวย่อมตามมาอีกเป็นพรวนค่ะ ยิ่งช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้กลุ่มการค้าเชียนเป่าแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าเพียงเข้าร่วมเพื่อผลประโยชน์ ไม่ว่าจะฝั่งใดพวกเขาย่อมไม่ยอมให้คู่แข่งได้รับผลประโยชน์ร่วม”

             

            “กลุ่มการค้าอิสึกะก็มองไว้เช่นนั้น หากศึกผู้ประคองบัลลังก์นี้มิได้เป็นศึกสองทาง” อารากะกล่าวเตือน

             

            “ถูกต้องค่ะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการเข้าร่วมฝักฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจึงเป็นตัวเลือกที่ฉลาดที่สุด”

             

            “ดังนั้นแล้วหากฝักฝ่ายหนึ่งสามารถมอบผลประโยชน์ อีกฝักฝ่ายหนึ่งเพียงกดข่มด้วยเหตุการณ์ในอนาคต บางทีการไม่เลือกเลยอาจจะเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องนะครับ” อารากะเลิกคิ้ว

             

            ระหว่างองค์ชาย 1 ที่สามารถมอบผลประโยชน์ให้เขากับองค์หญิงไพลินที่ข่มขู่เช่นนี้ ฝ่ายใดจะน่าสนใจกว่าคงไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะตัดสินใจ

             

            “เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ กลุ่มการค้าเชียนเป่าไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธการขยายความหมายของการเก็บภาษี ยิ่งเพิ่มพูนไปด้วยสิทธิ์การคมนาคม เดาไม่ยากเลยล่ะค่ะว่าฝั่งไหนกันที่มีเปรียบ” องค์หญิงไพลินอธิบาย

             

            เธอไม่ต้องการให้อารากะมองว่าเธอเพียงข่มขู่แต่อย่างใด จะอย่างไรหากองค์ชายจันทรกานต์ชนะการเลือกตั้งขึ้นมา ร้อยทั้งร้อยกลุ่มการค้าเชียนเป่าย่อมไม่ปล่อยให้กลุ่มการค้าอิสึกะอยู่สบาย

             

            อารากะไม่ตอบอะไร เขาเพียงคิดเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าไปมา

             

            “เป็นความจริงครับ หากน่าเสียดายที่กำไรจากนครรัตนะแม้จะมากมหาศาล หากกลับไม่สูงค่าพอให้กลุ่มการค้าอิสึกะเรายินยอมมีอริอย่างเปิดเผยกับทางราชวงศ์ในกรณีที่ผู้ประคองบัลลังก์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการค้าเชียนเป่า” อารากะส่ายหน้า

             

            ในฐานะของเมืองหลวงของมหาอำนาจอย่างอาณาจักรไฟกัลป์ ผลกำไรที่พวกเขาได้รับจากที่นี่นั้นมหาศาล แต่จากการวิเคราะห์ของเขา ผลกำไรส่วนนี้ยังไม่มากพอให้เขานำกลุ่มการค้าอิสึกะไปผูกกับราชวงศ์และปัญหาภายใน

             

            พวกเขายินยอมเสียผลกำไรส่วนนี้ได้ แต่ถ้ากลุ่มการค้าอิสึกะอยู่ผิดฝั่งขึ้นมา การเป็นศัตรูกับราชวงศ์ย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

             

            “แต่ผลประโยชน์ที่สามารถพัฒนารากฐานของทั้งตระกูลได้ย่อมมีค่าพอใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินเผยรอยยิ้ม เธอชำเลืองมองไปทางนิทานที่ตีสีหน้าเครียดจากการพยายามทำความเข้าใจการสนทนาอันเต็มไปด้วยความหมายแฝงมากมายนี้

             

            อารากะหรี่ตาลงจ้องมององค์หญิงไพลิน เขาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอราวกับต้องการจับว่าเธอกำลังโกหกหรือไม่

             

            “ผลประโยชน์เช่นนั้นมิใช่อะไรที่องค์หญิงผู้หนึ่งจะสามารถหยิบยื่นให้ได้ครับ” อารากะปฏิเสธอย่างชัดเจน เขาไม่เชื่อไพลินแม้แต่น้อย

             

            “เราย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้อยู่แล้ว ที่เรามอบให้ได้คือโอกาสค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้ม

             

            “กลุ่มการค้าอิสึกะทราบใช่มั้ยคะว่าในรอบหลายร้อยปีหรืออาจจะหลายพันปีมานี้ ผู้ใดคือผู้ที่แตกฉานที่สุดในด้านการพัฒนาสายพันธุ์สัตว์อสูร” องค์หญิงไพลินหยั่งเชิง

             

            “ย่อมต้องเป็นตระกูลอิสึกะเราครับ การขยายพันธุ์ปลาคาร์ปผนึกอักษรคือหลักฐานที่ดีที่สุด” อารากะตอบอย่างภูมิใจ

             

            “แต่ดูเหมือนจะติดขัดมานานหลายปีแล้วใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินจี้จุด

             

            “การพัฒนาสายพันธุ์สัตว์อสูรเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้เวลานานในการวิจัยครับ” อารากะยังคงมั่นใจในกลุ่มการค้าอิสึกะ การพัฒนาและขยายสายพันธุ์มิใช่อะไรที่อยากจะทำก็ทำได้ ต้องใช้ทั้งเวลาและการทดลองจำนวนมาก ลองผิดลองถูกสะสมข้อมูล กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างออกมาได้เวลาหลายปีเป็นเรื่องธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

             

            “แต่เราคิดว่าการข้ามสายพันธุ์หรือการผสมสายพันธุ์เป็นแนวทางหนึ่งที่มีค่าพอให้ทดสอบดูนะคะ อย่างเช่นวิธีการของขุนนางพันธุ์ผสม” องค์หญิงไพลินยิ้มกว้าง

             

            อารากะได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ จะอย่างไรขุนนางพันธุ์ผสมก็เป็นผู้แสวงวิถีผู้หนึ่งผู้เป็นเอกด้านการผสมข้ามสายพันธุ์ สังเกตได้ง่ายจากกองทัพของเขาที่ล้วนเกิดขึ้นจากการข้ามสายพันธุ์หรือในสุสานของเขาเองที่มีแต่สัตว์อสูรดัดแปลง

             

            “เป็นความจริงครับ หากแต่ว่าขุนนางพันธุ์ผสมเสียชีวิตมากว่าร้อยปีแล้ว ข้อมูลวิจัยเหล่านั้นถูกกักเก็บรักษาไว้ในชั้นในสุดของสุสาน หากให้ผู้แข็งแกร่งทำลายเข้าไปโดยตรงมีโอกาสสูงมากที่ข้อมูลจะถูกทำลาย แต่หากใช้เพียงนักสลักเอกเข้าไป การเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดนั้นแทบไม่มีหวัง” อารากะถอนหายใจ

             

            นี่คือหนึ่งในเรื่องที่กลุ่มการค้าอิสึกะวางแผนมาหลายเดือน ข้อมูลชุดนี้มีค่ากับพวกเขามากจริงหากการจะไปเอานั้นไม่ง่ายเลย ไม่มีใครรู้ว่าขุนนางพันธุ์ผสมผู้นั้นเก็บข้อมูลไว้ในรูปแบบใด หากใช้กำลังถล่มโดยตรงอาจทำให้ข้อมูลส่วนนี้เสียหายไป พวกเขาเพียงมั่นใจว่าขุนนางพันธุ์ผสมย่อมมีบันทึกตลอดชีวิตของเขาเก็บเอาไว้ในสุสานนั้น

             

            “ข้อมูลวิจัยเหล่านั้นมีค่ามากจริง ๆ ครับ มากพอจะยินยอมให้กลุ่มการค้าอิสึกะเข้าร่วมสงครามการเมืองอย่างเต็มตัว ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนของผม แต่เป็นฐานะของกลุ่มการค้าอิสึกะทั้งกลุ่ม” อารากะกล่าวอย่างหนักแน่น เขามองที่นัยน์ตาขององค์หญิงไพลินเพื่อเสาะหาว่าเธอได้โป้ปดอันใดหรือไม่

             

            ข้อมูลชุดนั้นมีคุณค่ามากพอให้พวกเขากระโจนเข้าสู่สงครามจริง แต่ตัวเขาเองย่อมไม่เชื่อว่าองค์หญิงไพลินสามารถนำมันมาได้ ไม่เพียงแต่ต้องใช้นักสลักเอกทั้ง ๆ ที่สัตว์อสูรและกับดักในนั้นอันตรายเกินกว่านักสลักระดับต้นไปมาก


            จะให้พวกเขาหว่านหานักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 4คำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หน่ออ่อนชั้นยอดเหล่านั้นส่วนมากมักตกไปอยู่ในมือของขุมกำลังใหญ่เสียหมดแล้ว


            ไม่ต้องกล่าวถึงตัวตนอย่างผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน ให้พวกเขาส่งคนเข้าไปตายนับพันนับหมื่นยังมีโอกาสสูงกว่า

             

            “เราบอกแล้วค่ะว่าสิ่งที่เราจะมอบให้คือโอกาส โอกาสในการพูดคุยและจ้างวานโดยตรงกับผู้เรียนรู้อัจฉริยะที่เทียบเคียงได้กับนักสลัก” องค์หญิงไพลินมองไปทางนิทาน

             

            นิทานเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจน้อย ๆ เขาพอจะเดาได้ตั้งแต่ตอนที่ไพลินพูดถึงขุนนางพันธุ์ผสมแล้ว แต่ก็ยังดีที่เธอเพียงพูดคร่าว ๆ ว่าเขาเทียบเคียงนักสลักเท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยความสามารถที่แท้จริงของเขาแต่อย่างใด

             

            อารากะหันมามองสำรวจนิทานตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายชราท่าทางใจดีคนนี้ใช้สายตาราวกับอินทรีล่าเหยื่อจับจ้องเขาทุกลมหายใจราวกับกำลังประเมินสมบัติล้ำค่า

             

            “ผมคงต้องบอกว่าน่าประทับใจ แต่ข่าวต่าง ๆ ย่อมไม่น่าเชื่อถือเท่าการได้เห็นด้วยตาตนเองหรอกนะครับ” อารากะพูดขณะมองมาทางนิทาน

             

            นิทานหันไปมองหน้าองค์หญิงไพลินเล็กน้อย เขาเห็นสายตาซุกซนของเธอ หากในนั้นกลับไม่ได้ปรากฏความวิงวอนขอร้อง กดดัน หรือ บังคับอะไร

             

            เธอได้กล่าวไปอย่างชัดเจนแล้ว เธอให้โอกาสในการเจรจากับเขา และผู้ตัดสินใจมีเพียงเขาเท่านั้น จะอย่างไรการที่เธอมอบการเจรจาให้เช่นนี้เท่ากับว่าผลประโยชน์มากมายย่อมมาถึงตัวเขาโดยตรง

             

            นิทานคิดเช่นนั้นก็อดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ เขาหยิบหอกอย่างดีออกมาเล่มหนึ่ง ส่วนทางคีตาก็เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อม มันเริ่มโคจรพลังในร่าง ระบุเป้าหมายการไล่ตามเป็นมนุษย์ต้นไม้ สัตว์อสูรระดับกึ่งนักสลักโทที่มันเคยต่อกรที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์ แล้วจึงมอบพลังทั้งหมดให้นิทาน

             

            ความแข็งแกร่งของนิทานพุ่งขึ้นสูง เมื่อได้รับพลังจากคีตาที่ทุ่มสุดตัว พลังกายของเขาเวลานี้จึงไม่ด้อยไปกว่านักสลักโทแม้แต่น้อย เพียงพลังกายอย่างเดียวก็สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับนักสลักได้

             

            เขาฉีกยิ้มกว้างพลางเริ่มอัดพลังใส่หอกอย่างที่ทำเป็นประจำ ประกายสายฟ้าเริ่มแลบลั่น การหมุนเร็วจี๋ทำให้ตัวหอกปรากฏกลิ่นไหม้คละคลุ้ง ประกายแสงสีฟ้าเริ่มสว่างจ้าออกมาจากตัวหอกที่ถูกปั่นจนกลายเป็นเส้นสีขาว

             

            “ท่านป้าคะ รบกวนด้วยค่ะ” องค์หญิงไพลินแม้จะตกใจไม่น้อยที่นิทานยอมทุ่มพลังมากมายถึงเพียงนั้นแต่เธอก็เก็บสีหน้า เพียงฉีกยิ้มราวกับมองเรื่องธรรมดา ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวัน เธอกล่าวขอให้อริยะแปลงเพลิงลงมือ

             

            อริยะแปลงเพลิงได้ยินเช่นนั้นก็เสกลูกไฟก้อนมหึมาก้อนหนึ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า เธอซัดลูกไฟเข้าใส่นิทานโดยตรงท่ามกลางสายตาตกใจของอารากะ

             

            จากระดับพลังที่อริยะแปลงเพลิงปล่อยออกมา ลูกไฟยักษ์นั่นเกือบเทียบเท่ากับอริยะแล้ว ไม่ว่านักสลักคนใดก็ไม่อาจต้านทานได้ ไม่ต้องพูดถึงผู้เรียนรู้ทั่ว ๆ ไปคนหนึ่ง

             

            นิทานฉีกยิ้มกว้างพลางซัดวัชระดาวตกพุ่งตรงเข้าใส่ลูกไฟขนาดมหึมานั้น

             

            ตูม!

             

            เสียงระเบิดดังลั่นไปทั่วบริเวณ ฝุ่นควันกระจายคละคลุ้งจากแรงปะทะ กระทบกับข่ายอาคมรอบสระปลาคาร์ปเกิดเป็นม่านแสงมากมายปกคลุม

             

            เมื่อฝุ่นควันจางหาย อารากะจึงได้เห็นนิทานที่ยืนนิ่งอย่างไร้รอยขีดข่วน เพียงมีลมหายใจที่หอบเบาและท่าทางอ่อนล้าเล็กน้อย หากมั่นใจได้เต็มที่ว่ายังสามารถเข้าปะทะได้ต่อเนื่อง

             

            อารากะสีหน้าแข็งค้างไป ปากอ้ากว้างนัยน์ตาเบิกโพลงอย่างไม่อาจเชื่อสายตา เขาไม่เหลือมาดของนักธุรกิจผู้เจนสนามแม้แต่น้อย

             

            อารากะจับจ้องไปที่นิทานอย่างไม่วางตา นัยน์ตาของเขาเรืองแสงขึ้นเล็กน้อย มองไล่ไปยังอุปกรณ์ทุกชิ้นบนร่างของนิทาน หากยิ่งมองก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น

             

            "ไม่มีร่องรอยการปิดบัง เป็นผู้เรียนรู้จริง ๆ..." อารากะพูดเสียงเบา

             

            “หากรอเพียงสักครู่และผลประโยชน์มากพอ เราคิดว่าเพื่อนของเราน่าจะพอบุกเข้าไปส่วนลึกที่สุดของสุสานไหวนะคะ” องค์หญิงไพลินยิ้มกว้าง


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน