จ้าวอสรพิษฟ้าครามหันมาพ่นเปลวเพลิงสีม่วงออกจากหัวด้านหนึ่งของมัน เปลวเพลิงของมันเต็มไปพิษที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก จากนั้นมันจึงเลื้อยถอยไปอย่างรวดเร็ว แต่เปลวเพลิงที่มันพ่นออกมาก็ไม่สามารถป้องกันคลื่นดาบสีดำของอีริกได้ คลื่นดาบพุ่งกระทบเข้าผิวหนังที่เต็มไปด้วยเกล็ดของจ้าวอสรพิษฟ้าคราม แต่ก็ทำลายเกล็ดบนตัวมันออกไปได้แค่เล็กน้อย และการโจมตีของเขายังคงทิ้งรอยแตกร้าวไว้มากมายตามเกล็ดของมัน ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆก็ตาม
จากนั้นอีริกและซาเบลจึงเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จ้าวอสรพิษฟ้าครามได้ในขณะที่มันชะงักจากการโจมตี พวกเขารีบบุกเข้าประชิดตัวของจ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นทันทีที่สบโอกาส และเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะปล่อยให้มันหนีไปได้อีก ทำให้พวกเขาต้องต่อสู้กับมันในระยะประชิดอย่างช่วยไม่ได้
ในตอนนี้การต่อสู้ระหว่างพวกเขาเต็มไปด้วยความดุเดือด หนึ่งสัตว์อสูรและสองมนุษย์ต่างต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมใคร อีริกสู้กับหัวหนึ่ง ส่วนซาเบลสู้กับอีกหัวหนึ่ง และไม่ใช่แค่นั้นพวกเขายังต้องระวังหางของจ้าวอสรพิษฟ้าครามอยู่ตลอด เพราะหางของมันเต็มไปด้วยพิษที่ร้ายแรงยิ่งกว่าพิษที่พ่นออกมาจากปาก ทำให้เหมือนกับว่าพวกเขาสู้อยู่กับสัตว์อสูรถึงสามตัว และนี่คือจุดเด่นของจ้าวอสรพิษฟ้าคราม
หางสีแดงสดของจ้าวอสรพิษฟ้าครามฟาดเข้ามาที่อีริกในขณะที่เขากำลังใช้ดาบต้านการพุ่งเข้าชนด้วยหัวที่มีเขาแหลมคมของมัน
อีริกต้านเขาบนหัวของจ้าวอสรพิษฟ้าครามไว้ด้วยดาบดำในมือขวา ส่วนอีกมือหนึ่งใช้เพื่อต้านรับการโจมตีจากหางสีแดงสดของมันเอาไว้ด้วยดาบอีกเล่มสีขาว
ส่วนทางด้านของซาเบลที่ต้องรับมือกับอีกหัวของจ้าวอสรพิษฟ้าครามนั้น ลำบากพอๆกับทางฝั่งของอีริกเลย ด้วยเธอนั้นมีระดับชีวิตที่ต่ำกว่ามันถึงสองขั้นทำให้การต่อสู้ทางฝากนี้นั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้ มีแผลรอยไหม้เป็นจุดๆบริเวณเสื้อผ้าของเธอ หน้าตาของเธอซีดเซียว บริเวณริมฝีปากเป็นสีม่วงช้ำ ทำให้รู้ได้เลยว่าเธอนั้นถูกพิษเข้าแล้ว
ในตอนนี้ม่านพลังป้องกันเมืองพังทลายลงหมดแล้ว นักล่าหลายคนหลบหนีเอาตัวรอด ในขณะที่นักล่าอีกหลายสิบคนไม่ตายก็บาดเจ็บ
ด้านหน้าของกำแพงเมืองเต็มไปด้วยความโกลาหล อลหม่านและสับสนวุ่นวาย สัตว์อสูรและนักล่าหลากหลายคนกำลังต่อสู้กัน สำหรับบนกำแพงนักล่าด้านบนนั้นต่างกำลังป้องกันสัตว์อสูรที่บินได้ไม่ให้เข้าไปในเมืองอย่างสุดความสามารถ
ส่วนทางด้านของพวกอิกนัสก็กำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์อสูรระดับทองอีกตัวหนึ่ง ซึ่งก็คือ ราชสีห์เพลิงโลกันตร์ สัตว์อสูรระดับทองหนึ่งดาว และในตอนนี้นั้นอิกนัสทำภารกิจจัดการกับสัตว์อสูรระดับทองไปได้แล้วสองตัว โดยยังเหลืออีกแปดตัวที่เขายังคงต้องจัดการให้สำเร็จ ในขณะที่จะถูกกรงเล็บที่เต็มไปด้วยเปลวไฟของมันตะปบเข้า
มีอานักเวทสาวจากกลุ่มของอิกนัส เธอได้ทำการร่ายเวทมนตร์ระดับสามจนเสร็จสิ้นเตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยมันออกไปในทุกเมื่อ ซึ่งก็คือ ดาราเยือกแข็ง และเมื่อเธอเห็นราชสีห์เพลิงโลกันตร์ที่กำลังต่อสู้กับอิกนัสอยู่เธอก็ปล่อยเวทมนตร์ของเธอออกไปทันที กระสุนน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งมากมายเกราะกุมอยู่พุ่งใส่สัตว์อสูรทันที
เมื่อกระสุนน้ำแข็งกระทบเข้ากับร่างกายของราชสีห์เพลิงโลกันตร์ แสงสีฟ้าระยิบระยับก็เริ่มเกราะกุมร่างกายที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงของสัตว์อสูรนั้น ไอเย็นค่อยๆลุกลามตามร่างกายของมันทีละน้อย แท่งน้ำแข็งมากมายผุดขึ้นตามร่างกายของมันอย่างช้าๆ มันค่อยๆเริ่มขยับตัวไม่ได้ และถูกปกคลุมไปด้วยแท่งน้ำเข็งในที่สุดมันก็กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งที่สวยงาม
“ขอบใจมากมีอา ถ้าไม่ได้คุณช่วยผมคงต้องแย่แน่ๆ” อิกนัสกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน พร้อมกับผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ใบหน้าของเต็มไปด้วยคราบเลือดและเหงื่อจากการต่อสู้ แต่สีหน้าของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้กับมีอา
“นายไม่ต้องมาขอบใจชั้นหรอกน่า ชั้นแค่ทำหน้าที่ของเพื่อนร่วมปาร์ตี้เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น” เมื่อกล่าวเสร็จ มีอาจึงหันหน้ากลับไปอย่างไม่เข้าใจตัวเอง
ในตอนนี้พวกอิกนัสทั้งสามคนอ่อนล้าถึงขีดสุด เรี่ยวแรงและพลังชีวิตต่างเหือดแห้ง แต่พวกเขาก็ยังคงต่อสู้กับสัตว์อสูรต่อไป
อิกนัสพบว่าถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้ที่สังหารสัตว์อสูรด้วยตัวเอง แต่ถ้าเขามาส่วนร่วมในการต่อสู้ ระบบก็จะถือว่าเขาทำภารกิจสำเร็จด้วย ทำให้ตอนนี้อิกนัสสามารถจัดการกับสัตว์อสูรระดับทองไปได้แล้วสามตัวนั่นเอง
อิกนัสเริ่มมองหาสัตว์อสูรระดับทองตัวต่อไปเพื่อที่จะรีบทำภารกิจให้สำเร็จ เพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้ายเป็นอย่างมากแล้ว
“ลูกพี่พวกเราจะเริ่มลงมือกันเมื่อไหร่ดี ตอนนี้พวกมันเริ่มเหนื่อยกันแล้ว พลังชีวิตก็น่าจะเหลืออยู่ไม่มากด้วย” เสียงของชายคนหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของการต่อสู้ที่ด้านหน้ากำแพงเมือง
“ยังก่อนเดี๋ยวรอพวกมันเข้าตาจนแล้วพวกเราค่อยลงมือ นึกไม่ถึงเลยว่าไอเด็กนั่นมันจะเป็นผู้ควบคุม แถมยังควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงสองตัวในคราวเดียว มันหยามข้ามากเกินไปแล้วที่ไม่ใช้สัตว์อสูรในการต่อสู้ครั้งนั้น” เสียงชายอีกคนดังขึ้นใกล้เคียงกัน
ถ้าพวกอิกนัสมาเห็นเข้าก็คงบอกได้เลยว่า ชายที่พูดคุยกันอยู่นี้คือ กลุ่มนักล่าลมทมิฬที่พวกเขาพึ่งจะต่อสู้และเอาชนะมาได้นั่นเอง
กลับมาที่การต่อสู้ของอีริกและซาเบลที่กำลังต่อสู้อยู่กับจ้าวอสูรพิษฟ้าครามสองหัว...
ในตอนที่พวกอีริกกำลังเสียเปรียบอยู่นั้นเอง ก็มีชายคนหนึ่งกระโดดลงมาจากด้นบนของกำแพงเมือง แต่ก่อนที่จะถึงพื้น เขาก็พุ่งทะยานกลางอากาศแล้วพุ่งออกไปที่พวกเขา ชุดกราวสีขาวของชายคนนั้นโบกสะบัดอย่างรุนแรง ด้วยแรงลมที่ปะทะยามที่เขาพุ่งตัวออกไป
ใบหน้าที่ดูอ่อนวัยบวกกับหน้าตาที่ดูหล่อเหลาภายใต้แว่นกันแดดสีดำ กับรอยยิ้มที่สุดแสนจะมั่นใจในตนเองที่ประดับอยู่บนใบหน้า ชายคนนี้คือ นิกซ์ ฟูลรี่ เขาเป็นผู้อำการสาขาของศูนย์วิจัยการเล่นแร่แปรธาตุประจำเมืองไวท์ชาโดว์ เขาเป็นนักล่าระดับไดม่อนหนึ่งดาวอีกคนในเมืองนี้และเป็นนักล่าระดับไดม่อนที่มีอายุน้อยที่สุดในเมืองนี้ ที่รอบเอวของเขาสวมด้วยเข็มขัดที่เต็มไปด้วยหลอดทดลองซึ่งบรรจุไปด้วยของเหลวหลากสีสันมากมายหลายหลอด
นิกซ์พุ่งทะยานมาที่จุดที่มีการต่อสู้ของพวกอีริกและจ้าวอสรพิษฟ้าคราม ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นเขาใช้นิ้วมือดีดหลอดทดลองหลอดหนึ่งขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นดึงปืนสั้นออกมาจากแหวนมิติในมือมาถือไว้ แล้วจึงยิงออกไปที่หลอดทดลองหลอดนั้น
“สกรูไดร์ฟเวอร์” กระสุนพลังชีวิตสีส้มแดงปะทะเข้ากับหลอดทดลองที่ใส่ของเหลวสีเทาส่องประกาย จากนั้นของเหลวสีเทาก็ผสมรวมเข้ากับพลังชีวิตสีส้ม กลายเป็นเปลวเพลิงที่มีลวดลายของโลหะขนาดเล็กหลายเส้นสายที่หมุนวนราวกับสว่านสีส้ม มันเจาะทะลวงเข้าผ่านชั้นเกล็ดของจ้าวอสรพิษฟ้าครามไปได้อย่างง่ายดายจนทะลุไปที่อีกข้างของลำตัวของมัน
“ก๊าซซซ” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของจ้าวอสรพิษฟ้าคราม มันแผดเสียงร้องดังสนั่น หัวทั้งสองของมันจ้องไปยังบุคคลผู้ที่ทำให้มันเจ็บปวดอย่างโกรธแค้น ลำตัวของมันสะบัดไปมาด้วยความเจ็บปวด ลำตัวของมันถูกเจาะทะลุถึงสองรูด้วยกัน เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลอย่างมากมาย
การโจมตีของนิกซ์ทำให้อีริกและซาเบลหลุดพ้นจากสภาพที่เสียเปรียบได้ในทันที พวกเขากระโดดถอยตัวออกมาจากจุดที่ยืนอยู่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระชับดาบในมือแน่เตรียมที่จะต่อสู้อีกครั้ง
“ไม่เป็นไรนะครับคุณอีริก คุณซาเบล โดนเล่นงานกันหนักเลยนะครับ มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทถามออกมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยดังออกมาจากปากของชายหนุ่มในชุดกราว นิกซ์ในชุดกราวสาดกระสุนชุดใหญ่เพื่อเปิดทางถอยให้กับทั้งสองคน
“นั่นคุณซาเบลได้รับพิษไม่ใช่เหรอครับ เอานี่ครับยาถอนพิษรุ่นใหม่ล่าสุดของผม คุณซาเบลถือว่าเป็นคนแรกที่ได้ทดลองใช้เลยนะครับยินดีด้วย” เสียงเสียงอันยียวยกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์ของนิกซ์ พร้อมกับรอยยิ้มละไมบนใบหน้า เขาสังเกตอาการของซาเบล ก็พบว่าเธอนั้นถูกพิษของจ้าวอสรพิษฟ้าครามเข้า จากนั้นเขาจึงโยนขวดน้ำยาถอนพิษที่เขาพึ่งทำเสร็จก่อนที่จะเกิดสงครามกับสัตว์อสูรไม่นานนัก
“โอ้!! ไอหนูนิกซ์เองเหรอ ขอบใจมากที่มาช่วยไว้ได้ทันพอดี เกือบแย่ไปเหมือนกัน” อีริกมองผู้ที่มาช่วยเหลือพวกเขาได้ทันเวลาอย่างเอ็นดู เพราะนิกซ์นั้นเป็นลูกศิษย์ของพ่อของเขากับโนเอล เลยคุ้นเคยกันอยู่บ้าง
เมื่ออีริกเห็นนิกซ์นั้นโยนขวดยาถอนพิษให้กับซาเบล อีริกก็ต้องทำหน้าเหยเกเลยทีเดียว พร้อมกับพึมพำในใจว่า ‘ซาเบลของให้เธออยู่รอดปลอดภัยนะ ถ้าเธอไม่ตายเพราะพิษก็คงตายเพราะยาของไอเด็กนั่นแน่ๆ ชั้นขอสาบานจะไม่มีทางถูกพิษอย่างเด็ดขาด’