ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 อัสนีและเพลิงสวรรค์ น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้เชียวเหรอ!

            มอนเต้เร่งฝีเท้าพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วดูภายนอกราวกับไม่ต้องการเปิดโอกาสให้ไป๋ฉางเซิงมีเวลาสะสมพลังนานนักแต่ในความเป็นจริง เขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝั่งนั้นอยู่ตลอดเวลา 

            เมื่อเห็นว่าไป๋ฉางเซิงรวบรวมลูกไฟจนถึงขีดสุดแล้วซัดเข้าใส่เขาจริงๆ ในใจของมอนเต้พลันลิงโลดขณะที่แอบสบถด่าอยู่ในใจ 

            "สัตว์เดรัจฉานยังไงก็เป็นสัตว์เดรัจฉานต่อให้เปิดสติปัญญาได้แล้วก็ยังเป็นสวะอยู่ดี!" 

            "แค่ยั่วโมโหนิดหน่อยก็ขาดสติจนหน้ามืดตามัว แกจะเอาอะไรมาชนะฉัน?" 

            "แถมแกยังจะลากเจ้านายแกให้กระเด็นตกรอบไปพร้อมกันด้วย!" 

            มอนเต้เคยสัมผัสถึงความร้ายกาจของลูกไฟจากไป๋ฉางเซิงมาแล้วและเพราะเหตุนี้เอง เขาถึงมั่นใจขนาดนี้ 

            ขอแค่เขาใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ต้านทานการโจมตีครั้งนี้ไว้ได้การโจมตีสวนกลับไปก็ไม่มีทางที่เจียงจืออวี๋จะรับมือไหวแน่ ๆ! 

            เว้นซะแต่ว่าความแข็งแกร่งของเจียงจืออวี๋จะก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางแล้วแต่มันจะเป็นไปได้เหรอ? 

            แม้แต่โซเฟียที่อาจารย์ฝากความหวังไว้สูงมากตอนนี้ค่าพลังเลือดก็เพิ่งจะแตะสองหมื่นต้น ๆ เท่านั้น 

            ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังถูกยกย่องจากอาจารย์ว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์! 

            เมื่อนึกถึงโซเฟียดวงตาของมอนเต้ก็ฉายแววอิจฉาออกมาวูบหนึ่ง 

            "อาจารย์ ผมจะเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคน เพื่อพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าผมนี่แหละคือนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์!" 

            มอนเต้เริ่มโหดเหี้ยมขึ้นในใจเพื่อให้แน่ใจว่าไป๋ฉางเซิงจะไม่เล่นตลกอะไรกลางคัน เขาถึงกับยอมลดโล่ทองคำในมือลงแล้วชูกระบี่ยักษ์ขึ้นเตรียมท่าพุ่งฟัน 

            ส่วนทางด้านไป๋ฉางเซิงก็ดูเหมือนจะลงมือเต็มกำลังตามที่เขาคาดไว้จริงๆ ไม่มีการออมมือเลยสักนิด 

            เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งเข้ามาใกล้เหลือระยะเพียงไม่กี่เมตรมอนเต้จึงยกโล่ทองคำขึ้นบัง ทันใดนั้นแสงทองทั่วร่างก็พลันเจิดจ้าขึ้นมา 

            "เจียงจืออวี๋ พวกเธอจบเห่แล้ว!" 

            มอนเต้กระหยิ่มยิ้มย่องเขาเหลือบมองเจียงจืออวี๋หวังจะได้เห็นร่องรอยแห่งความเสียใจและตื่นตระหนกบนใบหน้าของเธอ 

            แต่ความจริงก็คือเมื่อเจียงจืออวี๋เห็นเขาฝืนใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งเธอกลับเพียงแค่ส่ายหน้าเบา ๆ 

            อย่าว่าแต่ความเสียใจเลยแม้แต่ความตื่นตระหนกก็ไม่มีให้เห็นสักนิด 

            หมายความว่ายังไง?หรือว่าเธอจะดูไม่ออกว่าตัวเองกำลังจะแพ้แล้ว? 

            ขณะที่มอนเต้กำลังสับสนเขาก็ได้ยินเสียงของไป๋ฉางเซิงดังขึ้น 

            "โดนหลอกอีกแล้วนะ" 

            น้ำเสียงของไป๋ฉางเซิงตอนนี้ไม่มีความรู้สึกหัวร้อนเลยสักนิดในทางกลับกัน มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหยอกล้ออย่างสนุกสนาน 

            ถ้ามีแค่เจียงจืออวี๋ที่แสดงท่าทีแบบนี้ก็พอว่าแต่นี่แม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็ยังเป็นไปด้วย 

            มอนเต้พลันบังเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจในตัวเองขึ้นมาอย่างประหลาด 

            และเพราะความสงสัยนั้นเองที่ทำให้แววตาของไป๋ฉางเซิงวาบผ่านไปด้วยประกายแห่งความขบขัน 

            "จังหวะนี้แหละ จับแกได้จริง ๆ ซะที!" 

            เกล็ดมังกรม่วงตรงหว่างคิ้วของไป๋ฉางเซิงเปล่งแสงเจิดจ้าถึงขีดสุดธาตุสายฟ้าที่ลอยล่องอยู่ในอากาศพลันควบแน่นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาพลังที่สั่งสมไว้ก็พร้อมพรั่ง 

            ก่อนที่มันจะระเบิดออกอย่างรุนแรงภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของมอนเต้! 

            อัสนีบาตสีน้ำเงินขาวพุ่งทะยานเข้าสู่ลานประลองอย่างกะทันหันราวกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ 

            มันไม่ได้เพียงแค่ฉีกกระชากความมั่นใจที่สั่นคลอนของมอนเต้ให้ขาดสะบั้นแต่มันยังทำให้ทุกคนที่เฝ้าดูการประลองตกอยู่ในความตื่นตะลึง 

            คำถามสองข้อพลันผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนพร้อมกัน 

            ทำไมเขาถึงมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดถึงสองอย่าง? 

            แล้วเขาไปรวบรวมพลังเสร็จตอนไหนกัน? 

            บนอัฒจันทร์รับรองคณบดีทั้งสามที่เห็นภาพนี้ต่างก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นพร้อมกัน 

            "ใช้เพลิงเป็นเครื่องบังหน้าเพื่อซ่อนเร้นอัสนีบาตในเมื่อธาตุทั้งสองต่างก็มีความผันผวนรุนแรงเหมือนกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงลงตัวความคิดที่เฉียบแหลมแบบนี้ พรสวรรค์ในการต่อสู้ของเจ้าตัวเล็กนี่นับว่าโดดเด่นจริงๆ" 

            คณบดีหลี่ที่เงียบมานานในที่สุดก็ยอมเปิดปากเอ่ยชม 

            คณบดีจี้ได้ยินแบบนั้นก็พูดเสริมขึ้นว่า"วันนั้นหลังจากที่ได้เห็นอิทธิฤทธิ์เทวะทั้งสองอย่างของเจ้าตัวเล็กนี่ฉันเลยแนะแนวทางให้เขานิดหน่อย ไม่คิดเลยว่าเขาจะเอาท่านี้มาใช้จริง ๆ" 

            คณบดีเฉียนเลิกคิ้วขึ้นทันควันจ้องมองไปทางคณบดีจี้ด้วยความระแวดระวัง 

            ตาแก่นี่คงไม่ได้ฉวยโอกาสตอนที่ตัวเองไม่อยู่แอบมาฉกผลงานหรอกนะ? 

            เขายอมรับได้ที่มีคนช่วยสอนเจียงจืออวี๋พร้อมกันสามคนแต่สำหรับไป๋ฉางเซิงนั้น เขาแทบจะเป็นคนปลุกปั้นมากับมือไม่มีทางยอมให้คนแซ่จี้มาฉกผลงานไปเด็ดขาด 

            ดูเหมือนจะสังเกตเห็นสายตาของคณบดีเฉียนคณบดีจี้เลยยักไหล่พลางอธิบายว่า "วางใจเถอะตอนนั้นฉันแค่อินไปหน่อยเลยลองบอกให้เขาลองเดินตามเส้นทางนี้ดูเล่น ๆก็แค่อินไปตามความรู้สึกเท่านั้น" 

            พอได้ยินแบบนั้นคณบดีเฉียนจึงหันหน้ากลับไป "ก็นั่นสินะแกจะไปรู้อะไรเรื่องการควบคุมสัตว์อสูรกันล่ะ" 

            คณบดีจี้: …… 

            บรรดาผู้ชมบนอัฒจันทร์ไม่เข้าใจสถานการณ์มอนเต้ที่อยู่กลางลานประลองย่อมไม่เข้าใจยิ่งกว่า 

            แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นประเด็นสำคัญคือแม้การโจมตีของไป๋ฉางเซิงจะทำให้เขาตั้งตัวไม่ติดแต่โชคยังดีที่เขาเรียกใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ทันท่วงที 

            ขอแค่ต้านทานการโจมตีทั้งสองนี้ได้!เขาก็จะระเบิดการโจมตีที่รุนแรงเกินกว่าใครจะจินตนาการออกมาได้ทันที! 

            แต่ตอนนี้คำถามเดียวกันกลับวางอยู่ตรงหน้าไป๋ฉางเซิงและมอนเต้ 

            ปราการศักดิ์สิทธิ์จะสามารถต้านทานเพลิงสวรรค์และอัสนีบาตของไป๋ฉางเซิงได้ไหม? 

            ถ้าเป็นตอนเริ่มแรกคำตอบย่อมเป็น ‘ได้’ อย่างแน่นอน 

            พลังป้องกันที่มากกว่าตัวเองหลายเท่าย่อมเพียงพอที่จะทำให้มอนเต้ต้านทานการโจมตีเต็มกำลังของแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางได้ 

            แต่ตอนนี้หลังจากผ่านการวางกลอุบายมาอย่างยาวนานและการร่วมมือประสานงานอย่างรู้ใจกับเจียงจืออวี๋จนสุดท้ายใช้อัสนีบาตที่ปกปิดไว้ซัดเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทันความมั่นใจที่เคยหนักแน่นของมอนเต้ก็ได้พังทลายลงไปแล้ว 

            แม้ผลของปราการศักดิ์สิทธิ์จะยังคงอยู่แต่ขีดจำกัดสูงสุดของมันกลับถูกทอนลงอย่างมหาศาล 

            มาสิมาพิสูจน์กันให้รู้ดำรู้แดง! 

            "ตูม!" 

            ลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งเข้าปะทะกับโล่ทองคำก่อนจะระเบิดออกอย่างรุนแรงเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเข้ากลืนกินร่างของมอนเต้ในพริบตามวลอากาศร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลานประลองยุทธ์ 

            จากนั้นอัสนีบาตก็พุ่งตามมาติดๆ มันทะลวงผ่านเปลวเพลิงโดยไม่เหลือช่องว่างใด ๆแล้วฟาดลงบนร่างของมอนเต้เต็มเหนี่ยว! 

            ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนบนอัฒจันทร์ใจหายวาบ 

            พลานุภาพระดับนี้เป็นสิ่งที่นักศึกษาปีหนึ่งสามารถแสดงออกมาได้จริง ๆ เหรอ? 

            ถ้าเป็นพวกเขาที่ต้องไปรับการโจมตีนั้นแทนเกรงว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวคงได้แหลกสลายไปภายใต้คมเพลิงและสายฟ้านั่นเป็นแน่ 

            ชั่วขณะนั้นสายตาที่ทุกคนมองไปยังไป๋ฉางเซิงพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

            มิน่าล่ะ...มิน่าเจียงจืออวี๋ถึงกล้าปล่อยให้สัตว์อสูรของเธอออกรบเพียงลำพังส่วนตัวเองยืนดูอยู่ข้าง ๆ 

            ด้วยความแข็งแกร่งขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ายอดอัจฉริยะคนไหนเลย 

            หรืออาจพูดได้ว่าต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะพวกนั้นก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าตัวเองจะสามารถระเบิดพลังโจมตีที่รุนแรงกว่าไป๋ฉางเซิงได้ 

            และเมื่อเปลวเพลิงจางหายไปสายฟ้าดับลง ทุกคนก็เห็นมอนเต้ยังคงอยู่ในท่าชูโล่ป้องกันแสงสีทองบนร่างยังคงทอประกายอยู่ 

            นี่เขาต้านไว้ได้งั้นเหรอ? 

            เขาสามารถต้านไว้ได้จริงๆ 

            แต่หลังจากรออยู่นานมอนเต้กลับไม่มีท่าทีว่าจะฟันกระบี่ที่เตรียมไว้ออกไปหาไป๋ฉางเซิงหรือเจียงจืออวี๋เลยสักนิดจนผู้คนเริ่มสงสัย 

            ทำไมไม่ฟันออกไปล่ะ?ขอแค่ฟันกระบี่นี้ออกไป เขาก็จะชนะแล้ว! 

            "แกรก!" 

            เสียงแตกร้าวอันแหลมคมดังขึ้น 

            ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องแสงสีทองรอบกายมอนเต้ปรากฏรอยร้าวสายหนึ่งขึ้นมา 

            มอนเต้ยังคงค้างอยู่ในท่าเดิมแต่หลังจากรอยร้าวแรกปรากฏขึ้นแสงสีทองที่เคยปกคลุมร่างเขาก็พังทลายลงราวกับเกิดหิมะถล่มมันไม่อาจคงสภาพไว้ได้อีกต่อไป รอยร้าวมากมายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า 

            และสุดท้ายมันก็แตกละเอียดหายไปจนหมดสิ้น! 

            ส่วนมอนเต้เองก็ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดร่างของเขาล้มตึงลงบนลานประลองยุทธ์โลหะผสมอย่างแรง 

            เดี๋ยวนะการโจมตีเพียงสองครั้งของไป๋ฉางเซิงถึงกับฟาดฟันจนปราการศักดิ์สิทธิ์ของมอนเต้แตกกระจายคามือเลยเหรอ? 

            อานุภาพของอัสนีบาตและเพลิงสวรรค์น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้เชียวเหรอ! 

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน