หยวนิเย่กลับมาถึงหมู่บ้านฟ้าครามก็่บ่ายแล้ว
สองปู่หลานได้ช่วยกันยกเตาปรุงยาเข้าไปในห้องนอนของหยวนิเย่
“ เย่เอ๋อร์ เ้าต้องเรียนรู้ให้ได้เยอะๆ อนาคตข้าจะพาเ้าไปที่ศาลาโอสถเพื่อที่จะฝึกเ้าเป็นักปรุงโอสถ ” หยวนเฉิงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
ศาลาโอสถคือสถานที่ที่มีแต่นักปรุงโอสถอาศัยอยู่ร่วมกัน พวกเขาถูกนับว่าเป็กองกำลังระดับสูงของอาณาจักรแสงจันทร์ เนื่องจากไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนอยากเป็ศัตรูกับนักปรุงโอสถหรอก
ส่วนศาลาโอสถของเมืองหยกศิลา พวกเขามีนักปรุงโอสถระดับปฐีคอยดูแลอยู่ นักปรุงโอสถระดับปฐีพวกเขามีอำนาจและทรงพลังอย่างยิ่ง แม้แต่ตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์ก็ยังต้องให้ความเคารพและไว้หน้าถึงสามส่วน
“ ขอบคุณขอรับท่านปู่ ” หยวนิเย่พยักหน้ารับเบาๆ แน่นอนว่าเขาไม่มีความคิดที่จะบอกกับปู่ของเขาหรอกว่าตอนนี้เขาสามารถเป็นักปรุงโอสถระดับปฐีได้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้อง หยวนิเย่ก็หยิบหินค่ายกลระดับหนึ่งออกมาวางไว้ตามจุดต่างๆภายในห้อง
หลังจากที่วางไว้ตามจุดต่างๆแล้ว หยวนิเย่ก็ทำสัญลักษณ์มืออย่างรวดเร็วพร้อมกับท่องคาถาบางอย่างไปด้วย ทันใดนั้นหินค่ายกลก็ส่องแสงสว่างขึ้นมา
ผ่านไปหลายนาที
“ เปิด ”
“ ก่อสร้าง ”
ผ่านไปอีกสักพักหยวนิเย่ก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
“ ในที่สุดก็สำเร็จ โชคดีที่สำเร็จั้แ่ครั้งแรก ” หยวนิเย่ถอนหายใจ
ค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นมาก็คือค่ายกลกลั่นิญญา
ค่ายกลกลั่นิญญาเป็ค่ายกลระดับเหนือสรรพสิ่งที่เขาดัดแปลงให้มันมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมและใช้หินค่ายกลน้อยกว่าเดิม
แต่เนื่องจากมันเป็ค่ายกลระดับเหนือสรรพสิ่งทำให้มันต้องใช้เวลาและพละกำลังมหาศาลในการสร้างขึ้น
ความสามารถของค่ายกลกลั่นิญญาก็คือค่ายกลนี้จะดูดซัพพลังิญญาที่อยู่รอบๆเข้ามาอยู่ภายในค่ายกล เนื่องจากหินค่ายกลที่ใช้สร้างเป็เพียงหินค่ายกลระดับหนึ่ง ทำให้ประสิทธิภาพของค่ายกลนั้นอ่อนแออย่างมาก ซึ่งภายในค่ายกลนี้จะมีพลังิญญาหนาแน่นกว่าด้านนอกเพียงแค่สามเท่าเท่านั้น
หรือก็คือถ้าหากหยวนเฉินบ่มเพาะพลังในนี้ก็เท่ากับเขาบ่มเพาะพลังด้านนอกถึงสามวัน นับว่าเป็การประหยัดเวลาได้อย่างมาก
ลองคิดดูถ้าหากหยวนิเย่บ่มเพาะพลังในนี้หนึ่งปีก็เท่ากับบ่มเพาะภายนอกถึงสามปี เท่านี้ก็ประหยัดเวลาไปได้สองปี แล้วถ้าหากหยวนิเย่มีหินค่ายกลระดับสูงกว่านี้มันก็จะยิ่งช่วยลดเวลาบ่มเพาะกว่าเดิมมาก
และด้วยค่ายกลกลั่น์จะทำให้หยวนิเย่สามารถสร้างกองกำลังที่ทรงพลังออกมาได้เรื่อยๆแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม
นอกจากนี้ค่ายกลนี้หยวนิเย่รู้ว่าเสวียนปิงหยุนก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากค่ายกลนี้ได้หายสาบสูญไปนานหลายร้อยล้านปีแล้ว
“ เพียงแต่ต้องรอให้มันรวบรวมพลังิญญาก่อนถึงจะค่อยบ่มเพาะพลังในนี้ได้ คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวัน ” หยวนิเย่พึมพำออกมาเบาๆ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามเดือน
ภายในส่วนที่ลึกที่สุดของป่าเฮยกัง
หยวนิเย่ในชุดธรรมดาถือดาบสีเงินแวววาวพร้อมกับมองไปยังเบื้องหน้าด้วยแววตาจริงจัง
“ ตัด! ”
หยวนิเย่คำรามเบาๆพร้อมกับวาดดาบไปยังทิศทางบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ปราณดาบที่ทรงพลังสีทองพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วจนมันพุ่งไปไกลหลายร้อยจั้งก่อนที่จะค่อยๆสลาย
หยวนิเย่มองดูปราณดาบเมื่อกี้ก่อนที่จะกล่าวเบาๆว่า “ คลื่นดาบนี้ทรงพลังพอที่จะสังหารระดับจักรพรรดิยุทธ์เลยทีเดียว ดูเหมือนว่าข้าต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของทักษะการต่อสู้ให้มากกว่านี้ เพราะเมื่อก่อนข้าเอาแต่บ่มเพาะพลังจนไม่ได้ให้ความสำคัญกับทักษะต่อสู้เลย ”
ปราณดาบที่หยวนิเย่ใช้เมื่อครู่มาจากทักษะดาบกลืนนภา ซึ่งเป็ทักษะดาบระดับศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็ทักษะที่ทรงพลังอำนาจมากๆ เพียงแต่นี้เป็เพียงแค่ขั้นแรกเท่านั้น ซึ่งทักษะนี้มีอยู่ทั้งหมดห้าขั้น
ถ้าหากเป็ขั้นที่สองก็จะรุนแรงกว่าขั้นแรกสามเท่า ขั้นที่สามก็จะรุนแรงกว่าขั้นที่สองสามเท่า เป็แบบนี้เรื่อยๆจนไปถึงขั้นที่ห้า
นอกจากทักษะดาบแล้วหยวนิเย่ก็ยังมีทักษะกายา ทักษะท่าร่าง ทักษะอำพราง ระดับศักดิ์สิทธิ์เป็จำนวนมาก
หยวนิเย่รอนั่งฝึกฝนวิชาดาบอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั้งเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขาก็มานั่งพักอยู่ที่ใต้ต้นไม้พร้อมกับหยิบโอสถฟื้นฟูออกมากินด้วย
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งพักกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงการต่อสู้ดังขึ้นจากทิศทางหนึ่ง
หยวนิเย่ใและรีบซ่อนตัวทันที โดยที่เขาแอบอยู่บนต้นไม้พร้อมกับใช้ทักษะอำพรางตัวเองทันที
‘ ให้ตายเถอะใครมันชอบมาสู้กันในป่านี้กันเนี้ย ’ หยวนิเย่บ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ
ไม่นานก็มีเงาสายหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีร่างเงาอีกหลายเงาพุ่งตามร่างเงาแรกไปอย่างรวดเร็ว
“ ระดับปราชญ์ยุทธ์สามคนและระดับบรรพจารย์ยุทธ์อีกสี่คน ” หยวนิเย่หรี่ตาลง
คนแรกที่วิ่งหนีไปคือระดับปราชญ์ยุทธ์ ส่วนกลุ่มที่ตามหลังก็มีระดับปราชญ์ยุทธ์อีกสองคน
ตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์คือตัวตนที่ปกครองพื้นที่แถวนี้ นับว่าเป็ผู้ยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือทำไมพวกเขาถึงมาไล่ล่ากันภายในป่าแห่งนี้
‘ ช่างเถอะคิดมากไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทางที่ดีข้ากลับไปที่บ้านดีกว่า ’ หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน
เพียงแต่จู่ๆเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะจู่ๆมีเสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ หรือว่าเ้าพวกเมื่อกี้มาสู้กันตรงนี้? ” หยวนิเย่ประหลาดใจ
หยวนิเย่รีบไปดูทันทีก่อนที่จะพบว่าเป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ
กลุ่มคนชุดดำกำลังล้อมกรอบชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนใบหน้าซีดขาว ร่างกายเต็มไปด้วยาแนับไม่ถ้วน
“ อู๋จวินหยาง เ้ายอมตายเสียเถิด อีกอย่างค่าหัวของเ้านับว่าสูงยิ่ง ข้าขอรับหัวของเ้าไปขึ้นเงินแล้วกัน ” ชายวัยกลางคนใบหน้าสีเหลี่ยมะโออกมาด้วยความเ็า
“ สารเลวเอ้ย ต้องเป็พวกตระกูลต้วนแน่ๆที่ตั้งค่าหัวข้า!! ” อู๋จวินหยางกัดฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า เพราะศัตรูของเขาก็คือตระกูลต้วนเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น อีกอย่างตระกูลต้วนก็เป็ตระกูลที่ทรงพลังอีกด้วย
“ ฮ่าฮ่า นับว่าเ้าฉลาด แต่ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องเป็วันตายของเ้า ” ชายวัยกลางคนอีกคนะโออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะพุ่งเข้าไปทันที
หยวนิเย่ที่แอบฟังอยู่ก็แอบจำคำพูดของกลุ่มคนเหล่านี้เอาไว้
‘ อู๋จวินหยาง ตระกูลต้วน กลุ่มคนนักฆ่า ’ หยวนิเย่ครุ่นคิด
ไม่นานพวกเขาก็สังหารอู๋จวินหยางได้สำเร็จ จากนั้นหยวนิเย่ก็เห็นกลุ่มคนชุดดำค้นตัวของอู๋จวินหยางก่อนที่จะนำป้ายหยกออกมาอันหนึ่ง จากนั้นป้ายหยกก็หายไปทันที
ดวงตาของหยวนิเย่หรี่ลงเมื่อเห็นฉากนี้
‘ อุปกรณ์มิติแน่ๆ!! ’ หยวนิเย่ตื่นเต้น
ต้องรู้ว่าอุปกรณ์มิติที่ต่ำที่สุดก็มีราคาหลายหมื่นตำลึงทองแล้ว เขาไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์มิติ แต่วันนี้กลับมีคนใช้อุปกรณ์มิติต่อหน้าเขา แล้วเขาจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปได้อย่างไร
อีกอย่างถ้าหากมีคนมาตรวจสอบก็ทำได้แค่พบว่าพวกมันถูกสัตว์ร้ายกินไปแล้วเท่านั้น
“ เอาไงเอากัน ” หยวนิเย่พุ่งตัวไปทันที
สาเหตุก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ได้ไปช่วยอู๋จวินหยางก็เพราะเขาไม่้าหาเื่ใส่ตัว แต่เมื่อเขาได้ประโยชน์แน่นอนว่าต้องลงมือเอง
ฟุบ
เป้าหมายแรกที่หยวนิเย่สังหารก็คือชายวัยกลางคนใบหน้าเหลี่ยมที่มีความแข็งแกร่งในระดับปราชญ์ยุทธ์
ในขณะที่พวกมันกำลังหัวเราะกันอยู่ จู่ๆก็มีสายลมที่รุนแรงพัดผ่าน
ทุกคนหันไปมองก็พบว่าเป็เงาสายหนึ่งเท่านั้น
“ ใครกัน!! ” ชายวัยกลางคนอีกคนที่แข็งแกร่งในระดับปราชญ์ยุทธ์ะโขึ้นด้วยความใ ส่วนลูกน้องก็รีบหยิบอาวุธออกมาทันที
ทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องใเพราะจู่ๆหัวของชายหน้าเหลี่ยมก็หล่นลงพื้น
สีหน้าของทุกๆคนแปรเปลื่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ในขณะที่ทุกๆคนกำลังมองหาศัตรูที่โจมตีพวกเขา จู่ๆชายวัยกลางคนที่เป็ถึงตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์ก็รู้สึกเจ็บหน้าอก
ชายวัยกลางคนก้มหน้ามามองก็พบว่าที่หน้าอกของเขามีดาบสีเงินทิ่มแทงตรงหัวใจของเขา และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามองก็ต้องใยิ่งกว่าเก่า เพราะเบื้องหน้าของเขาเป็เพียงแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุไม่ถึงสิบปีเลยด้วยซ้ำ
“ ไม่จริงน่า เ้าเป็ใครกันแน่… ” สิ้นเสียงของชายวัยกลางคน ร่างของชายวัยกลางคนก็ค่อยๆล้มลง
หลังจากที่สังหารตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์ทั้งสองคนแล้ว หยวนิเย่ก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย จากนั้นไม่นานตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์อีกสี่คนก็ถูกสังหารทิ้งอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของหยวนิเย่เงียบขรึม
“ นี้เป็ครั้งแรกที่ข้าสังหารมนุษย์ด้วยกัน มันช่างไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ ” หยวนิเย่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จู่ๆเขาก็รีบวิ่งไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนที่จะอ้วกออกมา
หลังจากที่อ้วกอยู่หลายนาที หยวนิเย่ก็ค่อยๆเช็ดปาก
“ ให้ตายเถอะ จู่ๆอาหารที่เคยกินก่อนหน้านี้ก็พุ่งออกมาเฉย ” หยวนิเย่ยิ้มแห้งๆก่อนที่จะไปเก็บอุปกรณ์มิติของคนชุดดำทันที
“ รวยแล้ว ” หยวนิเย่ตื่นเต้น เนื่องจากกลุ่มคนชุดดำก็มีอุปกรณ์มิติกันทั้งหมด นอกจากนี้ภายในอุปกรณ์มิติของพวกมันก็เต็มไปด้วยโอสถจำนวนมากรวมไปถึงอาวุธระดับมนุษย์ขั้นสูงอีกด้วย
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังตรวจสอบแหวนมิติอยู่นั้น จู่ๆเขาก็หันไปมองศพของอู๋จวินหยาง
จู่ๆเขาก็ััได้ว่าลมหายใจของอู๋จวินหยางเบาบางมากๆ
หยวนิเย่หรี่ตาลงก่อนที่จะเดินไปที่อู๋จวินหยางแต่ไม่ได้เดินไปใกล้มาก
“ าเ็สาหัสแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต นอกจากนี้ยังใช้ทักษะปกปิดเพื่อที่จะซ่อนลมหายใจของตัวเองเพื่อให้คิดว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ” หยวนิเย่พึมพำออกมาเบาๆ
อู๋จวินหยางค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆก่อนที่เขาจะเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่
“ เ้าพวกนั้นกลับไปหมดแล้วสินะ ” อู๋จวินหยางพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่จะแสดงสีหน้าเ็ปออกมา
“ เ้าหนู เ้าช่วยอะไรข้าสักอย่างได้หรือไม่? ” อู๋จวินหยางมองไปที่หยวนิเย่และกล่าวออกมาอย่างแ่เบา
“ ให้ช่วยอะไรหรือ? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ ข้ามีนามว่าอู๋จวินหยาง เป็ผู้ฝึกยุทธ์พเนจร แต่วันหนึ่งข้าได้เข้าไปในป่ากระดูกและพบเจอสมบัติบางอย่าง แต่ตอนนั้นคนของตระกูลต้วนก็เห็นข้าเข้า พวกมันอ้างว่าข้าได้ขโมยสมบัติของพวกมันมา ข้าจึงสังหารพวกมันทิ้งทั้งหมดและหลบหนีมา แต่ใครจะรู้ว่าพวกมันเองก็รู้ว่าข้าเป็คนทำ พวกมันได้ส่งคนมาและยังได้ตั้งค่าหัวของข้าอีกด้วย ทำให้นักฆ่าจำนวนมาก้าสังหารข้า ข้าไม่ได้้าอะไรมาก ข้าไม่ได้้าให้เ้าไปทำลายตระกูลต้วนให้ข้า เพียงแค่อยากให้เ้าสืบทอดทักษะของข้าก็เท่านั้น ข้าไม่้าให้ทักษะของข้าหายไป ” อู๋จวินหยางกล่าวเสียงเบา
“ ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรงั้นหรือ? ” หยวนิเย่เหยียดยิ้มออกมาเบาๆ
“ เอาแบบนี้เป็อย่างไง ถ้าหากเ้าติดตามรับใช้ข้า ข้าจะช่วยชีวิตของเ้า ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
อู๋จวินหยางแสดงสีหน้าประหลาดใจและมองไปที่หยวนิเย่ด้วยความไม่อยากเชื่อและเต็มไปด้วยความโกรธ
“ หนูน้อยเ้าเป็เพียงแค่คนธรรมดาจะมาช่วยอะไรข้าได้? ” อู๋จวินหยางไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี
“ อยู่ที่เ้าว่าเ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ ” หยวนิเย่ยิ้มออกมาบางๆ
สีหน้าของอู๋จวินหยางลังเลออกมา ไม่นานเขาก็ถามขึ้นว่า “ แล้วเ้าจะช่วยข้าได้อย่างไร? ”
หยวนิเย่ไม่ตอบเพียงแค่หยิบโอสถสีขาวนวลออกมา
อู๋จวินหยางใเพราะหยวนิเย่หยิบโอสถออกมาจากอุปกรณ์มิติ
อย่างที่รู้กัน การที่จะใช้งานอุปกรณ์มิติได้จะต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กคนนี้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ แถมยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาเลย
นอกจากนี้โอสถในมือของเด็กหนุ่มด้านหน้าก็คือโอสถรักษาอาการาเ็ภายใน ซึ่งโอสถนี้จะช่วยรักษาอาการาเ็ภายในให้กับเขาได้อย่างแน่นอน