เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 83 หวนรำลึกกลางสายฝน



    สายฝนกระหน่ำซัดพัดพรูถล่มชานเมืองสระบุรียามเย็นจนท้องฟ้ายามวิกาลมืดมิดรวดเร็วกว่าปกติ เสียงพายุลมพัดกรรโชกแรงหอบละอองน้ำฝนปะทะหลังคาสังกะสีแคมป์วิศวกรส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวดั่งกองรบย่ำกลองสังกะสี อากาศภายในห้องนอนแคบๆ อับชื้นลอยไอเย็นปนกลิ่นดินเหนียวเปียกฝนและกลิ่นสนิมเหล็กเก่าจากวงกบหน้าต่าง โคมไฟหลอดนีออนดวงเดี่ยวบนเพดานกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมหึ่งๆ ปล่อยแสงสีขาวสลัวรางพาดสะท้อนเงาของเอกที่นั่งกอดเข่าคู้ลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ทอดเงายาวทอดเหยียดบนฝาผนังไม้กระดานผุพัง เอกยกแก้วชาน้ำร้อนที่บัดนี้เย็นชืดไร้รสชาติขึ้นแตะริมฝีปากพลางเฝ้ามองเงาสะท้อนใบหน้าตกสะท้านของตนเองในกระจกเงาสลัวที่ฝ้าขึ้นไอน้ำเกาะพราว ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวศีรษะระบมกระแสประสาทสั่นคลอนจากการระบายอารมณ์ด้วยเหล้าวิสกี้หนักหน่วงชานเมืองเมื่อคืนวาน ชายหนุ่มมองจ้องกระจกที่ฝ้าขึ้นหนาทึบ บรรยากาศเงียบเหงาปนความหนาวเหน็บจากลมพายุที่ลอดตามช่องแตกของผนังไม้กระดานกระตุ้นความทรงจำร้าวให้หวนย้อน


    เสียงสายฝนที่ดังกลบทุกเสียงจากภายนอกช่วยดึงสติของเอกให้จมดิ่งสู่กระบวนการคิดไตร่ตรองและถอดรหัสรอยร้าวในอดีตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มวิศวกรหลับตาลงนึกถึงช่วงเวลาเจ็ดปีที่ครองคู่กับแก้ม แก้มเคยเป็นหญิงสาวร่าเริงเปี่ยมความสุขยามเริ่มต้นรัก ชายหนุ่มยังคงจำได้แม่นยำถึงวันแรกที่นัดเดตพบกันที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำโชยสายลมเย็นอุ่น เอกเคยจับมือแก้มและให้สัญญาหนักแน่นว่า: "เราจะสร้างครอบครัวและบ้านที่มั่นคง แข็งแรงที่สุด และเราจะแก่เฒ่าไปด้วยกันนะแก้ม" ชายหนุ่มระลึกถึงวันที่พวกเขาสองคนร่วมเดินตรวจดูที่ดินเปล่าผืนใหญ่เพื่อสร้างบ้านเดี่ยวป้ายแดง หล่อนเคยซบไหล่เอกและกล่าวเสียงหวานใสว่า: "นี่คือที่ดินแห่งความฝันของเรานะเอก แก้มไม่ได้สนใจหรอกว่าบ้านมันจะหลังใหญ่โตหรูหราขนาดไหน ขอแค่มีเอกอยู่ร่วมห้องนั่งคุยและอยู่เคียงข้างแก้มทุกคืนก็พอแล้ว" คำพูดง่ายๆ นั้นสะท้อนความต้องการอันบริสุทธิ์ของหล่อน ทว่าเอกกลับหลงทาง มัวแต่บ้างานมุ่งคำนวณการก่อสร้างหวังสร้างสิ่งมีชีวิตตึกเดี่ยวที่ใหญ่โตเกินขอบเขต ชายหนุ่มระลึกถึงวันแต่งงานที่เขาเคยสวมแหวนหยกแหวนแต่งงานเพชรให้เธอ สัญญาว่าจะสร้างวิมานหรูหราสร้างบ้านเดี่ยวป้ายแดงให้เธอมีชีวิตเยี่ยงราชินี ชายหนุ่มยอมรับกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ไร้ทิฐิบังหน้าว่า ตัวเขาเองบ้างานก่อสร้างอย่างสุดโต่ง คุมงานไซต์โยธาหามรุ่งหามค่ำ กลับบ้านเดี่ยวหรูหรายามดึกดื่นสี่ห้าทุ่มเกือบทุกวัน ชายหนุ่มทุ่มเทหาเงินสร้างป้อมปราการคอนกรีตขึ้นมาเพียงเพื่อจะกักขังภรรยาคนสวยให้อยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างแน่นอกในบ้านหลังใหญ่กว้างขวางปูพื้นหินอ่อนอิตาลีราคาแพง แต่ทว่าบ้านหลังนั้นกลับกลายเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์แห่งความว่างเปล่า ปราศจากเพื่อนคุย ปราศจากการเอาใจใส่ดูแลจิตใจเป็นเวลาร่วมครึ่งปี ปล่อยให้ภรรยาคนงามต้องเผชิญกับเงาของตึกใหญ่ตามลำพัง


    เอกหวนระลึกว่าตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและถูกทาบทามเข้ารับทำงานในบริษัทก่อสร้างโยธาชั้นนำระดับประเทศทันที ชายหนุ่มทะนงตนประดุจราชาแห่งไซต์งานคุมงานตึกคุมงานสะพาน ชายหนุ่มวุ่นวายอยู่กับการทดสอบความหนืดของปูนซีเมนต์ การตรวจสอบเหล็กเส้นโครงสร้างเสริมแรง  และควบคุมระยะเวลาหล่อแบบคอนกรีต ชายหนุ่มใช้เวลาหมดไปกับการประชุมเคร่งเครียด เขียนรายงานส่งลูกค้า และคุมไซต์งานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เขากลับไม่เคยวัดและคำนวณกำลังต้านทานความเงียบเหงาและขีดจำกัดทางใจของภรรยาตนเองเลย ชายหนุ่มกลับบ้านด้วยกล้ามเนื้อไหล่และหลังสลัวตึงเครียดจนอ่อนล้า ความตึงเครียดของงานสะสมในสมองก่อเกิดปัญหาความเสื่อมสมรรถภาพชั่วคราวและการหมดความกระหายในเรื่องกามารมณ์สวาท ชายหนุ่มรู้สึกอับอายและเสียหน้าในฐานะสามีหนุ่มผู้เปี่ยมศักดิ์ศรี แทนที่จะพูดคุยเปิดอกกับแก้ม เอกกลับเลือกที่จะแกล้งนอนหลับลึกหันหลังหนีคำถามหรือแสร้งทำเป็นยุ่งคัดเกาแบบแปลน


    แก้มพยายามช่วยสร้างบรรยากาศรักโดยการจัดซื้อชุดนอนผ้าซาตินบางเบาเนื้อละเอียด สลัดกลิ่นเหงื่อด้วยน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบและลาเวนเดอร์อ่อนโยน จุดเทียนหอมอุ่นๆ ในห้องนอนสลัว ทว่าเอกกลับทำเพียงลูบไหล่ปลอบโยนเบาๆ เอ่ยตอบปัดว่า "แก้ม ดับเทียนเถอะ กลิ่นน้ำหอมมันทำให้ผมเวียนหัวปวดขมับ พรุ่งนี้ผมต้องคุมงานเทฐานรากแต่เช้า" ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนหันหลังให้ภรรยาด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ละเลยความสุขและความต้องการทางเนื้อหนังของหล่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายหนุ่มจำเสียงถอนหายใจยาวลึกของแก้มในความมืดมิดยามค่ำคืนวิกาลได้ดี มันคือเสียงร้าวรานของหัวใจภรรยาที่ถูกทอดทิ้งอย่างเงียบงันกักขังความโหยหาไว้ก้นบึ้ง ชายหนุ่มระลึกถึงคืนหนึ่งที่เขากลับบ้านเที่ยงคืนและพบแก้มยอมนั่งร้องไห้เงียบงันในห้องรับแขกที่มืดมิด ชายหนุ่มถามด้วยความรำคาญใจว่าร้องไห้ทำไม แก้มสะอื้นตอบ: "แก้มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวิญญาณเร่ร่อนในบ้านหลังนี้เลยเอก แก้มพูดก็ไม่มีใครตอบ แก้มกอดก็ไม่มีใครกอดตอบ แก้มเหงาเหลือเกิน" ทว่าเอกในตอนนั้นกลับตอบกลับอย่างไร้เยื่อใยว่า: "ผมทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อผ่อนบ้านหลังนี้นะแก้ม หยุดทำตัวไร้สาระเจ้าอารมณ์ได้ไหม ผมเหนื่อยจะแย่แล้ว" ความไร้หัวใจและขาดความเข้าอกเข้าใจในอดีตทำให้เอกตอนนี้รู้สึกรังเกียจทิฐิตัวเองในอดีตเหลือเกิน ในขณะที่พ่อชาญบิดากรรมกรวัยห้าสิบสองปียังคงมีเนื้อร่างแข็งแกร่งจากการทำงานปูนด้วยสองมือ มีสายใยอบอุ่น และอยู่คอยดูแลบ้านปรึกษาหารือแก้มตลอดเวลา


    เอกหวนคิดถึงคำที่พ่อชาญเคยสอนเกี่ยวกับการทำงานไม้สมัยเด็ก พ่อเคยบอกว่า: "คอนกรีตมันแข็งแกร่งนะเอก แต่มันไม่มีวันหายใจได้เหมือนไม้ ไม้มีแก่นไม้ที่หายใจยืดหดตัวได้ตามสภาพความชื้นและสภาพอากาศ ถ้าเอ็งไม่เหลือช่องว่างเผื่อให้มันขยายตัวปูนรัดแน่นเกินไป ไม้มันก็บิดงอและแตกหักคามือในที่สุด" บัดนี้เอกเข้าใจลึกซึ้งแล้วว่าชีวิตแต่งงานของเขาก็เปรียบประดุจงานไม้ที่เขาจงใจฉาบปูนซีเมนต์หนาอุดทับปิดกั้นช่องทางหายใจของแก้ม จนสุดท้ายไม้รักชิ้นนั้นก็ต้องบิดงอหนีไปพึ่งพิงความชื้นอุ่นจากมือช่างไม้เก่าบิดาชาญ ชายหนุ่มวิศวกรเปรียบเทียบในใจดั่งวิชาชีพโยธา: "หากสะพานคอนกรีตถล่มลงมาคามือ วิศวกรคุมงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบโครงสร้างฐานรากที่ทรุดพัง ไม่ใช่ไปด่าทอดดินเหนียวทรายผสมปูนแดง... ครอบครัวของเขาก็เช่นกัน ตัวเขาคือวิศวกรคุมชีวิตครอบครัวที่บกพร่องเรื่องคำนวณกำลังต้านทานความเหงาของเมียรัก จนนำมาสู่เหตุชู้สาวเสน่หาอันตราบาปนี้" ความกตัญญูที่พ่อชราเคยตรากตรำทำงานส่งเสียตนเรียนจนจบก็พรั่งพรูเข้ามา พ่อขัดสนและเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อเขา วันนี้เขาจะปล่อยให้พ่อชราและอดีตภรรยาต้องทนทุกข์กรรมกรตากแดดเปื้อนฝุ่นปูนแดงต่อไปได้อย่างไร


    เมื่อสำนึกยอมรับส่วนผิดของตนเองอย่างถ่องแท้ ความโกรธเคืองต่อบิดาชราและแก้มพลันมอดดับสลายไปจนเกือบหมดสิ้น เอกลอบมองใบสัญญาเอกสารหย่าร้างสีขาวสะอาดที่ยังวางว่างเปล่าไร้รอยลงนามปากกาค้างอยู่บนโต๊ะไม้ ชายหนุ่มเอื้อมมือสั่นเทาหยิบกลักไม้ขีดไฟซองเก่าขึ้นมาจุดประกายไฟสว่างวาบสะท้อนประกายแววตาสลัวแดงก่ำ ชายหนุ่มจุดไฟเผาขอบเอกสารใบหย่าช้าๆ เปลวไฟสีส้มแดงค่อยๆ ลูบเลียเนื้อกระดาษนำพาควันไฟกลิ่นเคมีฟุ้งกระจาย มอดไหม้ลายลักษณ์อักษรจนกลายเป็นธุลีผงเถ้าถ่านสีเทา ปล่อยทิ้งทำลายหลักฐานความแตกแยกชู้สาวเสน่หาจนสิ้นซาก ชายหนุ่มใช้นิ้วมือหนาแตะสัมผัสเศษขี้เถ้ากระดาษสีดำมืดมิดบนจานรอง รู้สึกว่าถ่านขี้เถ้านี้เปรียบเสมือนชอล์กถ่านที่ช่างใช้ขีดเขียนแบบแปลนบนแผ่นปูน ชายหนุ่มตระหนักชัดเจนว่า แปลนชีวิตครอบครัวของเขาบัดนี้ต้องถูกออกแบบและเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมด ชายหนุ่มตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องยอมลดทิฐิเกียรติยศศักดิ์ศรีวิศวกรหัวหน้างานลงราบคาบ เพื่อเดินทางกลับไปง้อขออโหสิกรรมบิดาและรับเมียรักกลับมาโอบอุ้มเยียวยาแก้ไขฐานรากครอบครัวอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มปิดล็อกลิ้นชักและโยนกุญแจรถเก๋งเตรียมออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ เพื่อปลดปล่อยความแค้นฝังลึก


    เสียงสายฝนหยุดตกลงอย่างสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงความเงียบงันและกลิ่นไอดินดิบเปียกชื้น เอกรู้สึกถึงความกระจ่างแจ้งในจิตวิญญาณเป็นครั้งแรก หนทางข้างหน้าอาจยากลำบากและต้องสูญเสียศักดิ์ศรีวิศวกรหนุ่มโยธาไปจนหมดสิ้น แต่นี่คือหนทางเดียวที่จะกู้ชีวิตและจิตวิญญาณของครอบครัวเขาไว้ได้ ชายหนุ่มจ้องมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกอีกครั้ง ลุกขึ้นยืน สลัดความอ่อนล้า จัดเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า และคว้ากุญแจรถเก๋งใส่กระเป๋ากางเกง ชายหนุ่มพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้าความจริงเพื่อลบล้างมลทินและประสานรอยร้าวของตระกูลตนกลับคืนมาให้มั่นคงดั่งคอนกรีตปูนต้านพายุฝนชะล้างความมืดมนสลัวใจ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาทางบานหน้าต่างระบายพัดผ่านหน้าผากของวิศวกรหนุ่มเบาๆ คล้ายเครื่องเตือนสติเตือนวิญญาณว่าบัดนี้เวลาทบทวนหวนรำลึกเสียใจได้สิ้นสุดยุติลงแล้ว และถึงเวลาที่ต้องก้าวเดินหน้าล้างมลทินแก้ไขปมทุกอย่างเสียที