สถานที่ที่ โจวเหวินเชาและต่งเทียนปาพบกันก็คือร้านน้ำชาสไตล์โบราณเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ในห้องส่วนตัวนั้น เขาได้ปิดประตูและผ้าม่านสนิท แต่ภายในห้องยังคงสว่างด้วยแสงไฟ
ทั้งสองสนทนากันขณะสูบบุหรี่
ต่งเทียนปาพูดว่า “เหล่าโจว ตอนนี้ผลไม้ในกวนซานใกล้สุกเต็มที ใกล้เวลาที่เราจะเก็บเกี่ยวแล้ว ถ้าเราได้ที่ดินใกล้ภูเขาชุ่ยผิงมาเมื่อโครงการภูเขาชุ่ยผิงเริ่มต้น ที่ดินจะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาล ถึงตอนนั้นเราต้องทำเงินได้มากมายแน่นอน ดังนั้นอันดับแรกเราจะต้องระดมทุน ก่อนเซียนเฟิงกรุ๊ปจะเริ่มลงมือตามข้อตกลง เราต้องหาทางให้ชาวบ้านขายที่ดินให้พวกเรามาเกร็งกำไร นี่มันโอกาสทองชัดๆ เราจะพลาดได้ยังไง นายยังมัวลังเลอะไรอยู่นี่คือโอกาสแก้แค้นหลิวชิงหยู่เชียวนะ ดีไม่ดีเราสามารถใช้โอกาสนี้ทำลายหลิวชิงหยู่และไล่มันออกจากกวนซานไป”
ใบหน้าอันหล่อเหลาของโจวเหวินเชาเผยรอยยิ้มที่สุขุม เขาส่ายหัวเบาๆ พลางพูดว่า “เทียนปา นายกังวลไปแล้ว นายลืมเรื่องของไห่เยว่กรุ๊ปไปได้เลย แม้ผลลัพธ์ในเรื่องนี้จะไม่สามารถยืนยัน แต่ทำไมนายถึงต้องร้อนรนรีบเก็บลูกท้อในเวลานี้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่สุกงอม หากมันส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงตำแหน่งนายกของพ่อพวกเรา พ่อพวกเราก็จะพลาดท่าให้ฝ่ายตรงข้ามทันทีดังนั้นเราไม่ต้องรีบร้อน ต้องวางแผนให้ดีๆ”
“วางแผน วางแผนอะไร นี่ไม่ใช่ว่านายมีแผนแล้วหรอ บอกทีสิว่าเราควรทำยังไง” ต่งเทียนปา รู้ว่าโจวเหวินเชาฉลาดเรื่องการวางแผนการชั่วมากกว่าเขา ดังนั้นโจวเหวินเชาจึงเป็นคนเดียวที่จะทำให้แผนของพวกเขาลุล่วงได้
โจวเหวินเชายิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเราต้องเก็บเกี่ยวลูกท้อในจิงหลิน เราจะต้องเริ่มทำสองสิ่ง ตัวแปรอย่างแรกคือหลิวชิงหยู่ เราจะต้องหาทางทำให้ชื่อเสียงของหลิวชิงหยู่มันลดลง แม้วิธีนี้เราอาจจะไม่เอาชนะหลิวชิงหยู่ได้ก็จริง แต่เราสามารถทิ้งเงาแค้นไว้ในใจมันได้”
ต่งเทียนปาเห็นแบบนั้นก็อดที่จะขมวดคิ้วแล้วพูดไม่ได้ว่า “เหล่าโจว มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก หลิวชิงหยู่คนนั้นโหดร้ายป่าเถื่อนมาก มันบ้าบิ่นถึงขนาดที่กล้ากระทืบฉัน แล้วจะมีอะไรอีกล่ะที่มันไม่กล้าทำ ตอนนี้ถังจื่อหย่งติดตามมัน ดังนั้นเราจะทำอะไรคงไม่ง่าย”
โจวเหวินเชายิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ง่ายมาก ฉันได้ยินมาว่าเทศบาลเมืองกำลังเตรียมจัดงานรวมตัวหนุ่มสาวผู้มากความสามารถที่โรงแรมชางซานช่วงสุดสัปดาห์นี้ และยังมีงานเต้นรำที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้ทำความรู้จักกัน ในการเต้นรำครั้งนี้ทางผู้จัดอนุญาตให้พาคู่มาเองได้ และครั้งสุดท้ายที่ฉันอยู่บ้านรองนายกซู ฉันพบว่า ซูลั่วเสวี่ยคู่หมั้นของฉันดูจะชอบหลิวชิงหยู่เอามากๆ และเขาดูเหมือนจะชอบเธอเช่นกัน ดังนั้นการขจัดความรู้สึกที่ซูลั่วเสวี่ยมีต่อหลิวชิงหยู่ ถังจื่อหย่งคงไม่มีปัญญาทำอะไรได้ เพราะถังจื่อหย่งแอบชอบ หวังซินหยาน ลูกสาวของรัฐมนตรีหวังมาโดยตลอด ดังนั้นเราต้องหาวิธีขอให้เธอช่วยชักชวนถังจื่อหย่งเพื่อให้เขาแยกตัวออกไป เท่านี้ถังจื่อหย่งจะไม่สามารถช่วยหลิวชิงหยู่ได้แล้ว"
กล่าวถึงตรงนี้โจวเหวินเชาก็ยิ้มเยาะ” ถ้าหลิวชิงหยู่ไม่มีคนสนับสนุน เขาจะถูกศัตรูจากภายนอกโจมตีอย่างแน่นอน หลังจบงานเราจะเยาะเย้ยเขาด้วยคำพูดต่างๆ มันต้องทำให้เขาหงุดหงิดหัวเสียอย่างมาก เท่าที่ฉันรู้ ฉินรุ่ยเจียจากกวนซานเองก็คิดจะเข้าร่วมฝ่ายหลิวชิงหยู่เพื่อจัดการกับซือเจิ้นเฉียง จากการวิเคราะห์มีความเป็นไปได้สองประการคือ ฉินรุ่ยเจียที่เลือกเข้าฝ่ายหลิวชิงหยู่เพราะเห็นถึงศักยภาพความสามารถและอนาคตของหลิวชิงหยู่ นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่าฉินรุ่ยเจียอาจมีใจให้หลิวชิงหยู่ เรื่องนี้ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะหลิวชิงหยู่เป็นคนหน้าตาดี รูปร่างโดดเด่น ฉันได้ยินมาว่าฉินรุ่ยเจียเองก็เป็นสาวงาม อายุประมาณ 25 - 26 ปี ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าเธอจะชอบหลิวชิงหยู่ แต่เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของเรา เราไม่อาจปล่อยให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองราบรื่น ดังนั้นเราจะต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลมทำลายความสัมพันธ์นี้ทิ้งซะ”
ต่งเทียนปาถึงกับผงะ เขาพูดขึ้นว่า “จะทำลายอย่างไร”
โจวเหวินเชากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ง่ายมาก เราสองคนจัดเป็นแขกชั้นสูงในงานนี้ แน่นอนเราสองคนต้องหาทางคอยดึงฉินรุ่ยเจียออกมา ถึงแม้มันจะล้มเหลว แต่ความสัมพันธ์ของหลิวชิงหยู่กับฉินรุ่ยเจียก็ย่อมไม่คืบหน้า ต่อให้เราทำไม่สำเร็จฉันก็จะหาชายหนุ่มหน้าตาดีมาลวงเธอเอง”
“เหวินเชา นายจะหาจากที่ไหน” ต่งเทียนปาถามด้วยความงงงวยเล็กน้อย “แล้ววิธีการของเขาจะดีกว่าเราหรอ”
“แน่นอน คนที่ฉันขอให้ช่วยเป็นเสือผู้หญิง เขาอยู่ได้เพราะเกาะผู้หญิงกิน การอ่อยหญิงคือวิธีหากินของเขา ถือเป็นแมงดาขั้นเทพ” โจวเหวินเชายิ้มอย่างชั่วร้าย
ต่งเทียนปา ได้ยินก็หัวเราะพร้อมชี้ไปทางโจวเหวินเชา “เหล่าโจว นายนี่มันร้ายกาจจริงๆ ฉันเข้าใจแล้ว”
หลังจากจบเรื่องไห่เยว่กรุ๊ปทุบตีชาวบ้าน และปล่อยหลิวชิงหยู่ หลิวชิงหยู่ก็ยังคงอยู่ในกวนซาน ในกวนซานเวลานั้น หลิวชิงหยู่และฉินรุ่ยเจียต่างได้รับคำเชิญเข้าร่วมงานเต้นรำเยาวชนมากพรสวรรค์ ทางคณะผู้จัดงานให้พวกเขาไปที่โรงแรงชางชานในวันอาทิตย์ เวลา 19.00น. เพื่อเข้าร่วมงานเต้นรำเยาวชนมากพรสวรรค์ ครั้งที่ 8 ของเมืองชางชาน แต่หลิวชิงหยู่เองก็ไม่ได้สนใจจะเข้าร่วม
เมื่อเขาโยนบัตรเชิญออกไปก็มีเบอร์แปลกที่ดูไม่ค่อยคุ้นโทรเข้ามา ดังนั้นเขาจึงรับสาย แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วเพราะปลายสายเป็นโจวเหวินเชา ที่พูดขึ้นว่า “หลิวชิงหยู่ ฉันโจวเหวินเชา ฉันรู้ว่านายไม่สนใจงานเต้นรำนี้ และนายคงคิดจะไม่เข้าร่วมด้วยสินะ ดีแล้ว ฉันบอกได้อย่างหนึ่งถ้านายมาเข้าร่วมงานนี้ นายจะต้องพ่ายแพ้กลับไปแน่นอน เพราะซูลั่วเสวี่ยเองก็จะเข้าร่วมงานในฐานะคู่เต้นรำของฉัน นายไม่อยากเห็นซูลั่วเสวี่ยหรือ คงไม่อยากเห็นเธอตอนเต้นรำกับฉันสินะ ไม่เป็นไรหรอก หลิวชิงหยู่ ถ้าหาคู่เต้นรำสวยๆ ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมา” โจวเหวินเชาพูดจบก็วางสายลงทันที
ยั่วยุ นี่คือการยั่วยุที่ต่ำช้าและน่าหมั่นไส้
อย่างไรก็ตามความเย่อหยิ่งของโจวเหวินเชา ทำให้หลิวชิงหยู่เริ่มมีน้ำโห คุณชายหลิวมีหรือจะยอมโดนใครดูถูก
หลิวชิงหยู่แต่เดิมไม่สนใจ แต่ตอนนี้เขามีความคิดจะไปร่วมงานแล้ว เนื่องจากเขาอยากรู้ว่าโจวเหวินเชามีแผนจะทำอะไร
แต่ถึงแม้เขาจะตัดสินใจไปเข้าร่วม ปัญหาคือคู่เต้นรำของเขา
เขาควรเลือกใครมาเป็นคู่เต้นรำ เมื่อคิดถึงปัญหานี้ หลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้ตัดใจล้มเลิก แม้ว่าการจะหาคู่เต้นรำถือเป็นเรื่องยาก แต่เขาก็ต้องหามาให้ได้
ในขณะที่เขากำลังปวดหัวว่าใครจะมาเป็นคู่เต้นรำ ในสำนักงานห้องหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ฉินรุ่ยเจียเองก็ปวดหัวกับเรื่องนี้ เธอไม่ชอบงานเต้นรำเท่าไหร่นัก แต่เธอดำรงตำแหน่งทางการ และรู้ดีว่านี่คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสที่จะได้ผูกไมตรีขยายเครือข่ายของตัวเอง ดังนั้นถือเป็นเรื่องดี ทว่าคู่เต้นนี่สิที่เป็นปัญหา
ในขณะที่หลิวชิงหยู่กำลังปวดหัว โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
เมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์บนหน้าจอ หลิวชิงหยู่ก็สะดุ้งทันที เพราะสายนั้นมันมาจาก เฉาฉูหุ้ย
สำหรับเฉาฉูหุ้ยแล้ว เป็นคนที่หลิวชิงหยู่รับมือได้ยากที่สุด เธอคนนี้โตมาพร้อมกับเขาและสร้างความปวดหัวให้เขาเสมอ เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงเป็นคนมีเสน่ห์เท่านั้น แต่ยังมีนิสัยเหมือนผีร้ายที่มักจะตามติดอย่างไม่ลดละตราบใดที่เธอรู้สึกสนใจ หากเปรียบหานเซียงยี่เป็นปีศาจ เฉาฉูหุ้ยคนนี้ก็คือจ้าวปีศาจ ที่ต่างกันคือเฉาฉูหุ้ยฉลาดเกินไป เวลาทั้งสองเจอปัญหาแน่นอนว่าหานเซียงยี่มักจะเข้าไปพัวพันยากจะแยกตัวออก ส่วนเฉาฉูหุ้ยสามารถคิดหาวิธีหลีกจากปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าสิ่งต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ หนำซ้ำยังทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะจากไปหน้าตาเฉย
หลังจากรับสายแล้ว น้ำเสียงไพเราะอ่อนหวานของ เฉาฉูหุ้ย ที่ราวกับนกขมิ้นขับขานท่ามกลางภูเขาก็ดังขึ้น “พี่หลิว ช่วงนี้พี่ยุ่งกับงานอยู่หรือเปล่า สุดสัปดาห์นี้ฉันว่าฉันจะแวะไปหา พี่สะดวกมารับฉันมั้ย”
ได้ยินเสียงที่นุ่มนวลและไพเราะของเฉาฉูหุ้ย หลิวชิงหยู่ก็ขนลุกแม้ว่าเสียงของผู้หญิงคนนี้จะไพเราะอ่อนหวาน แต่มันก็เปรียบเสมือนกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลม ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงกล่าวออกไปอย่างไม่ลังเลว่า “โอ้ ฉูหุ้ยจะมาหรอ ขอโทษด้วยจริงๆ ฉันต้องไปงานเต้นรำที่ชางชาน คงจะไปเที่ยวกับเธอไม่ได้ ดังนั้นไปกับหานเซียงยี่แทนก่อนนะ ไว้ว่างๆ ฉันจะแวะไปหา หลังจากที่กลับหยานจิงครั้งหน้า”
“ฮึ่ม หลิวชิงหยู่ ฉันรู้นะว่าที่พี่พูดแบบนี้เพราะคิดอะไรอยู่ ฉันไม่สนอยู่แล้ว ฉันจะไปชางชานเพื่อหาพี่ในสุดสัปดาห์นี้ ถ้าฉันไม่เจอพี่ ฉันจะฟ้องป้าหลิวว่าพี่แอบซุกผู้หญิงเอาไว้ ดูสิว่าป้าหลิวจะจัดการพี่ยังไง ดังนั้นไว้เจอกัน” จากนั้นเฉาฉูหุ้ยก็วางสายไป ปล่อยให้หลิวชิงหยู่เผชิญกับความหดหู่ จนอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
ก่อนหน้านี้เมื่อไม่นานแม่มดน้อยหานเซียงยี่ก็ใช้แอปติดตามตำแหน่งมาหาถึงที่ ทำให้เขาต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายมากพอแล้ว คราวนี้ถึงคราวแม่มดผู้ยิ่งใหญ่เฉาฉูหุ้ยมา เขาไม่รู้เลยว่าเธอจะสร้างปัญหาอะไรให้มากน้อยแค่ไหน