เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 84 ตัวตนอีกคน

    เหตุการณ์สัตว์อสูรคลั่งอย่างไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นใกล้กับหมู่บ้านเวลล์บิต แม้ในช่วงแรกจะดูวุ่นวายเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ตอนนี้สถานการณ์ส่วนใหญ่เอลฟ์สามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว เฟรย่าบินตรงไปที่วิหารแมกไม้ด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อมาถึงก็พบว่าบริเวณใกล้เคียงวิหารเสียหายอย่างหนัก ใจกลางความเสียหายนั้นมีกิ้งก่าเรสเซลยืนอยู่ มันตายแล้ว ฝีมือใครกัน?

    “ท่านเฟรย่า!”

    เอลฟ์ที่ทำหน้าที่ส่องสังเกตการณ์ภายนอกอุทานขึ้นมาอย่างยินดีเมื่อมองเห็นว่าใครมาที่นี่ เอลฟ์ที่หลบอยู่ข้างในต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เฟรย่าเข้าไปข้างในวิหารเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นสายตาเธอก็เหลือบเห็นร่างของไอริสที่นอนหมดสติอยู่ที่มุมด้านหนึ่ง

    “องค์หญิง!”

    เฟรย่าปรี่เข้าไปประคองร่างพร้อมกับใช้เวทย์ฟื้นฟูของเอลฟ์เพื่อรักษาอาการ แต่เมื่อเวทย์ฟื้นฟูนั้นต้องกาย ออร่าสีทองอ่อนๆ ของไอริสก็ต่อต้านมันอย่างรุนแรง คลื่นพลังต่อต้านที่ปลดปล่อยออกมาเพียงเล็ก ก็เพียงพอแล้วที่จะเป่าเหล่าเอลฟ์ขามุงให้ล้มกระเจิงไปคนละทาง

    “เกิดอะไรขึ้น? องค์หญิงเป็นแบบนี้ได้ยังไง?”

    เฟรย่าหันไปถามเอลฟ์ที่กำลังลุกขึ้นจากแรงผลักของคลื่นพลังเมื่อครู่ เสื้อผ้าของไอริสมีรอยเปรอะเปื้อน ทั้งยังสลบอยู่แบบนี้ เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้านนอก

    “เอ่อ..ในตอนที่เรามาถึงที่นี่และกำลังทยอยเข้ามาหลบข้างในวิหารกันอยู่ จู่ๆ เจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นก็หลุดมาจากไหนไม่รู้ มันตรงเข้ามาจะฆ่าพวกเรา องค์หญิงเป็นคนที่ออกหน้าปกป้องพวกเราจนเข้ามาหลบในนี้ได้ครบทุกคน และองค์หญิงยังเป็นคนสังหารเจ้าสัตว์อสูรข้างนอกเองกับมือด้วย”

    เอลฟ์ชราเล่าให้เฟรย่าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่เฟรย่ากลับทำหน้าฉงน เป็นไปได้หรือที่ไอริสจะลงมือสังหารสัตว์อสูรได้ เธอเป็นคนที่รู้จักไอริสมากที่สุด อย่าว่าแต่ฆ่าเลย แม้แต่การทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงกับทุกชีวิตเธอยังไม่เคยทำ แต่จู่ๆ มีคนมาบอกว่าองค์หญิงลงมือสังหารสัตว์อสูรกับมือ เฟรย่าเชื่อไม่ลงเด็ดขาด แล้วกล้าทำจริงๆ เธอไปเอาพลังที่ไหนมาสังหารมันกันล่ะ? เจ้านี่มันสัตว์อสูรชั้นสูงเชียวนะ ถึงมันไม่คลั่ง ด้วยระดับพลังของไอริสก็ไม่มีทางสังหารมันด้วยตัวคนเดียวได้หรอก

    “ฝากองค์หญิงด้วย ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วข้าจะกลับมา”

    เฟรย่าตัดใจกับคำถามต่างๆ ในหัว สิ่งสำคัญที่ต้องทำในตอนนี้คือการกำจัดสัตว์อสูรคลั่งที่มันบุกเข้าหมู่บ้าน จัดการเรื่องนี้เสร็จก่อนเรื่องค่อยว่ากัน เพราะถึงอย่างไรขณะนี้ไอริสก็ปลอดภัยดี ผ่านไปสองชั่วโมงหลังจากเหตุสัตว์อสูรคลั่ง ความวุ่นวายทุกอย่างก็สงบลง ซากสัตว์อสูรตายเกลื่อนเต็มพื้น เอลฟ์หลายตนนั่งหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย บางตนกำลังฟื้นฟูร่างกาย ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่มีใครต้องตายหรือบาดเจ็บสาหัส นั่นเพราะพวกเขามีผู้นำที่พึ่งพาได้

    “ดูเหมือนที่นี่จะเพิ่งรับศึกหนักมานะ”

    เอเลน่ามองดูพลางเช็กประเภทของสัตว์อสูรที่ตายเกลื่อนอยู่ ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่พวกเขาออกไป หมู่บ้านกลับเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้แล้ว

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    แกรนด์เดินมาถามเอลเรียที่กำลังรักษาให้เอลฟ์ที่บาดเจ็บอยู่ เอเลน่าเห็นคนเจ็บเยอะเธอจึงช่วยรักษาให้ด้วย แต่จากที่กวาดสายตามองแล้วพบว่าไม่มีเอลฟ์ตนไหนอาการสาหัส เช่นนั้นเธอก็เบาใจขึ้นมาหน่อย

    “จู่ๆ พวกสัตว์อสูรก็คลั่งแล้วบุกเข้ามา”

    เอลเรียส่ายหัวอย่างจนใจ เธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุการณ์นี้ขึ้นมันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ แกรนด์ที่กะว่าจะมาถามหาสาเหตุเอากับเอลฟ์ก็ต้องมืดแปดด้านไปอีกคน ตกลงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรึไง?

    “ทางท่านล่ะ ขนมาได้เท่าไหร่?”

    เอลริสที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามพลางอมยิ้ม เขาสังเกตท่าทางของแกรนด์ตอนที่รู้ว่ามีหินพลังมากมาย ในคราแรกเอลริสกะว่าชายคนนี้ต้องขนเอามากที่สุดเท่าที่จะขนได้แน่ แต่ผิดคาดไปหน่อย เพราะไม่เห็นทั้งสี่ถืออะไรติดมือกลับมา หรือพวกเขาจะเอาใส่สิ่งที่เรียกว่าแหวนมิติ?

    “แกรนด์ บอกพวกเขาหน่อย ที่นั่นมันถ้ำเปล่า! พวกนี้มันต้มเรารึเปล่าวะ”

    ครีทพูดขึ้นมาอย่างหัวเสีย แม้จะฟังภาษาเอลฟ์ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ดูจากสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านครีทก็พอเดาออกว่าเขาพูดอะไร เมื่อแกรนด์บอกไปหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ถ้ำเปล่า? รึพวกเขาไปผิดถ้ำ? แต่จะว่าพวกเขาไปผิดถ้ำก็ไม่น่าใช่ เพราะในแถบนี้มีแค่ถ้ำเดียว แกรนด์เห็นท่าทางตกใจและแววตาของทั้งสองก็ดูออกทันที

    “คุณเฟรย่าอยู่ไหน?”

    “กลับไปที่วิหารแมกไม้อีกแล้ว เห็นว่าองค์หญิงสลบไป ยังไม่ฟื้นเลย”

    แกรนด์พยักหน้าพร้อมกับเดินตรงไปยังวิหารแมกไม้ ระหว่างที่เดินไปนั้นก็เห็นว่าม้าของพวกเขาโดนสัตว์อสูรคลั่งพวกนี้ขย้ำจนกลายเป็นซากไปด้วย การเดินทางต่อจากนี้คงต้องเดินเท้าเอาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    “ขอบคุณมากที่ช่วยข้าไว้”

    “ขอบคุณอะไรกัน เจ้าตายข้าก็ตายด้วยสิ”

    “ขอโทษจริงๆ ข้าไม่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับมันเลย ถ้าไม่มีคุณเฟรย่าอยู่ด้วย แม้แต่จะปกป้องตัวเองยังทำไม่ได้ ถ้าไม่มีเจ้า ข้าก็คงตายไปแล้ว”

    “ไม่ต้องโทษตัวเองนักหรอก มั่นใจหน่อย เจ้าทำได้แน่ ต้องเข้มแข็งไว้สิ”

    ไอริสยืนคุยกับหญิงสาวอีกคนใต้ต้นไม้เดี่ยวๆ ที่ขึ้นกลางทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา และหญิงสาวที่เธอกำลังพูดคุยด้วยนั้นก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับเธอทุกอย่าง เหมือนกันจนคล้ายกับว่าเธอกำลังส่องกระจกอยู่ แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนกันแค่ไหน แต่ลักษณะคำพูดกลับต่างกันเป็นคนละคน คนที่กำลังขอโทษอยู่คือไอริสคนเดิม คนที่กำลังปลอบอยู่ดูเหมือนจะไม่ใช่ และทั้งสองกำลังคุยกันถึงเรื่องที่เพิ่งเกิด

    ที่แห่งนี้คือโลกมายาเพียงแห่งเดียวที่ไอริสไม่ได้สร้างขึ้นมา แต่มันถูกสร้างโดยพลังของเทพมายาตั้งแต่ที่ไอริสได้กลายเป็นผู้สืบทอด โลกแห่งนี้อยู่ภายในสำนึกส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ ภายในที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ครอบคลุมด้วยผืนฟ้าสีครามสุดสายตา ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดนอกจากที่ใจกลางของพื้นที่จะมีต้นไม้ขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว และหญิงสาวหนึ่งคนที่อยู่ในโลกแห่งนี้ เธอคือไอริสอีกคน บุคลิกที่สองของไอริส จิตใจอีกดวงที่อยู่ภายในร่างเดียวกัน แต่บุคลิกนี้จะเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาเสียมากกว่า ไม่ใช่บุคลิกหลักแต่อย่างใด ไม่เคยแสดงออกมาและไม่เคยเป็นผู้ชี้นำร่างแทนไอริสคนเดิมเลยสักครั้ง เพราะถ้าเคยแสดงออกมาแม้เพียงครั้งเดียว เฟรย่าก็คงรู้ไปแล้ว

    สิบกว่าปีก่อนในตอนที่เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในวังหลวง ไอริสและแม่ของเธอถูกส่งตัวมากักบริเวณยังปราสาทกลางป่าที่อยู่นอกวังหลวง ถึงแม้ตอนนั้นไอริสจะยังเด็กมาก แต่เธอก็เป็นเด็กที่ฉลาดและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกินเด็กคนอื่นๆ ขณะที่ถูกกักบริเวณอยู่ที่ปราสาทแห่งนั้นเพียงหนึ่งปี แม่ของเธอก็ล้มป่วยลงด้วยพิษร้ายที่ไม่รู้ที่มา ไอริสรับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เห็นแม่เจ็บปวดทรมานจากพิษที่ค่อยๆ กัดกินร่างกายช้าๆ อย่างไม่มีทางช่วยได้ เด็กน้อยอย่างเธอต้องทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้นานนับปี การที่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีคนมาช่วยเลยทั้งๆ ที่พ่อของเธอเป็นถึงองค์จักรพรรดิ การที่มีคนในตระกูลเดินทางมายังปราสาทแห่งนั้นได้ แต่กลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราและคำเยอะเย้ยถากถางทุกคน แม่ของเธอพยายามมีชีวิตอยู่จนถึงที่สุด พยายามติดต่อองค์จักรพรรดิทุกทางแต่กลับถูกคนเหล่านี้ขัดขวางไว้สำเร็จเสียทุกครั้ง จนในที่สุดแม่ของเธอก็จบชีวิตลงที่นั่น ก่อนจากไปแม่ได้ฝากไอริสไว้กับเฟรย่า องครักษ์ส่วนตัวและเพื่อนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวดูแลลูกของเธอ ซึ่งเฟรย่าก็รับปากและดูแลไอริสเหมือนกับลูกของตนตลอดมา ในวันนั้นไอริสสับสนและเสียใจเป็นอย่างมาก มากจนถึงขนาดว่าเธอได้สร้างอีกบุคลิกหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นบุคลิกที่ถูกเก็บซ่อน บุคลิกที่สามารถทำได้ทุกอย่างที่ตัวเธอทำไม่ได้หรือไม่กล้าที่จะทำ ตั้งแต่วันนั้น ไอริสเปลี่ยนไป จากเด็กน้อยร่างเริง ฉลาด ช่างพูด กลับกลายเป็นเด็กที่เก็บตัว ไม่ค่อยพูด ความสะเทือนใจทางอารมณ์นี้แม้เฟรย่าจะคอยปลอบเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในเร็ววัน จนวันหนึ่งไอริสเข้าไปเดินเล่นในป่า เธอบังเอิญไปเจออัญมณีส่องประกายระยิบระยับปักอยู่ที่พื้น เด็กน้อยหยิบมันขึ้นมาด้วยความสนใจใคร่รู้ และในวันนั้นเองที่เธอได้กลายเป็นผู้สืบทอดแห่งเทพมายา อัญมณีชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ผนึกพลังของเทพมายาไว้ พลังนั้นได้เข้าไปชำระสายเลือดอาชาสวรรค์ในตัวเธอจนหมดสิ้น และทดแทนมาด้วยสายเลือดแห่งมังกรอัญมณี ซึ่งนับว่าทั้งแกรนด์และไอริสจะว่าเป็นเผ่ามนุษย์ก็ใช่ จะว่าเป็นมังกรก็ไม่ผิดนัก เมื่อได้รับพลังมา โลกมายาแห่งแรกก็ก่อตัวขึ้นเองภายในจิตใต้สำนึกของเธอ และเมื่อเธอรู้วิธีการนำพาจิตเข้ามายังโลกแห่งนี้ ไอริสก็พบกับตัวเธออีกคน เป็นอีกคนที่แตกต่างจากที่เธอเป็นอยู่ในตอนนี้ ลักษณะนิสัยไม่โอนอ่อนคล้อยตามใครง่ายๆ มักจะใช้ความคิดและให้คำปรึกษาในหลายๆ เรื่อง เป็นตัวตนในอดีตที่เธอเคยเป็น นั่นเพราะทั้งประสบการณ์และความทรงจำของจิตทั้งสองสิ่งที่ใช้ร่วมกัน ไอริสจิตต้นกำเนิดพยายามใช้พลังของเทพมายาลบฝันร้าย และความทรงจำแย่ๆ ที่เคยเจอมาออกไป เธอจึงกลายเป็นคนร่าเริงและมีจิตใจดี แต่ลึกๆ แล้วความเคียดแค้นและไม่พอใจของเธอไม่ได้หายไปไหน แต่กลับถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกสุด กลายเป็นเธออีกคน แต่ถึงจะแตกต่างกันอย่างไรจิตทั้งสองก็เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีการแก่งแย่งเพื่อควบคุมร่างแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเหมือนพี่น้องฝาแฝดที่คอยพูดคุยให้คำปรึกษากัน นอกจากลักษณะนิสัยที่ต่างกัน อีกสิ่งที่แตกต่างกันมากคือความสามารถ แม้ไอริสจะเป็นผู้สืบทอดแห่งเทพมายาก็จริง แต่ไม่สามารถใช้พลังนั้นได้ทั้งหมด นั่นเพราะพลังที่ได้รับแยกออกเป็นสองส่วน ไอริสจิตต้นกำเนิดใช้ได้เพียงทักษะด้านภาพมายาและทักษะด้านพลังจิตอื่นๆ เช่น การอ่านใจ การสื่อสารกับสัตว์ การสะกดจิต ฯลฯ รวมถึงพลังแห่งธาตุดินเท่านั้น ส่วนตัวเธออีกคนใช้พลังแห่งธาตุได้ครบทุกธาตุ แต่ไม่สามารถใช้ความสามารถด้านพลังจิตได้เลยแม้แต่ทักษะเดียว ความแตกต่างนี้เองที่เป็นตัวจำกัดความสามารถของเธอเอาไว้ หากจะใช้พลังแห่งธาตุได้ ตัวเธออีกคนจะต้องออกมาควบคุมร่างเสียก่อน แต่การจะออกมาไม่ใช่อยากออกก็ออกมาหรือจิตต้นกำเนิดอนุญาตก็ออกมาได้เลย แต่ไอริสจะต้องหวาดกลัวจนถึงขีดสุด หรือไม่ก็ต้องถูกทำร้ายจนจิตต้นกำเนิดสลบไม่ได้สติก่อน ตัวเธออีกคนถึงจะออกมาได้ และที่สามารถใช้ทักษะพลังธาตุได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ควบคุมพลังได้อย่างเสถียร นั่นก็เพราะภายในโลกมายานั้น ตัวเธออีกคนฝึกอย่างหนักหน่วง อาจจะฝึกหนักยิ่งกว่าร่างสถิตคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ เหตุผลเดียวที่เธอทำก็เพราะ เธอต้องการล้างบาง! ไม่ใช่แค่แก้แค้นธรรมดา แต่ต้องการล้างบาง! เธอรับรู้ว่าผู้อย่างเบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นคือคนของราชวงศ์ ซึ่งพวกนั้นเป็นตระกูลสาขาถึงสองตระกูลที่ร่วมมือกัน ทั้งยังเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลรองจากตระกูลอาชาสวรรค์ตระกูลหลักอีกด้วย ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความรู้สึกเช่นนั้น เจตนารมณ์และเป้าหมายจึงชัดเจนมาก

    “รีบไปเถอะ มีคนเรียกเจ้าอยู่น่ะ”

    ไอริสอีกคนพูดขึ้น จากนั้นทั้งสองก็สลายไปพร้อมๆ กัน

    “องค์หญิงฟื้นแล้ว”

    เฟรย่าเอ่ยขึ้นอย่างโล่งอกเมื่อเห็นนิ้วของไอริสขยับเล็กน้อย จากนั้นเปลือกตาของเธอก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ ข้างๆ กันนั้นแกรนด์กำลังถ่ายพลังของตนให้หญิงสาว และเอเล่าก็กำลังใช้ไอเย็นเสริมการฟื้นฟู เนื่องจากพลังของทั้งสองมีพื้นฐานเป็นพลังของเทพ ความเข้ากันได้จึงมีสูง สายเลือดของเทพมายาจึงไม่ต่อต้านเหมือนพลังอื่นๆ

    “ทุกคนเป็นอะไรรึเปล่า?”

    เมื่อฟื้นขึ้นมาไอริสก็ถามเรื่องความปลอดภัยของคนอื่นๆ ก่อน การรักษาขั้นต้นผ่านไปด้วยดี ไอริสที่ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ได้รับการรักษาจากเฟรย่าต่อ เมื่อเธอฟื้นขึ้น พลังป้องกันตนเองอัตโนมัติก็คลายออก ทำให้รับการรักษาจากคนอื่นได้เมื่อเธอยินยอม เอลฟ์นักสู้ที่บาดเจ็บทั้งหมด ได้รับการรักษาจนหายดีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซากสัตว์อสูรที่ตายเกลื่อนถูกลากมากองรวมกันไว้ เพื่อรอคำสั่งว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันดี สัตว์อสูรทั้งหมดที่ถูกโยนมากองรวมกันเกือบสามพันตัวทับถมกันเป็นกองสูงจนน่าตกใจ กว่า 70% เป็นสัตว์อสูรชั้นต่ำ ที่เหลือเป็นสัตว์อสูรชั้นกลาง มีเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่เป็นสัตว์อสูรชั้นสูง นี่ก็นับรวมถึงเจ้ากิ้งก่าเรสเซลที่ไอริสจัดการด้วย ตอนนี้เหล่าหัวหน้าและบุคคลสำคัญของหมู่บ้านกำลังประชุมกันอยู่อย่างตึงเครียด โดยที่แกรนด์ก็เข้าร่วมด้วย แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการที่หินพลังธาตุภายในถ้ำหิ่งห้อยประกายแสงหายไป? เฟรย่าและหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองตกลงกันว่าจะไปสำรวจที่ถ้ำต่อเพื่อหาเบาะแส

    “แล้วสัตว์อสูรที่กองอยู่นั่นจะเอายังไง?”

    แกรนด์เอ่ยถามขึ้นมา

    “ก็คงเลือกเอาเฉพาะชิ้นส่วนที่มีค่าของบางตัว นอกนั้นก็ทำลายทิ้ง”

    “ทำลายทิ้ง? เสียของชะมัด ข้าขอซื้อต่อแล้วกัน”

    “ซื้อต่อ? ท่านจะเอาเท่าไหร่? จดรายการมาได้เลย ข้าจะให้คนเลือกไว้ให้”

    “ไม่จด ข้าเหมาหมดทั้งกองนั่นเลย อยากได้เท่าไหร่ว่ามา”

    แกรนด์โชว์รวยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ที่จริงของที่เขาอยากได้มากที่สุดคงเป็นชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับสูง แต่ของพวกนี้เอลฟ์คงเก็บไว้เอง แต่ถ้าได้ที่เหลือทั้งกองมาก็ไม่นับว่าแย่เท่าไหร่

    “เอ่อ..ข้าไม่รู้ว่าจะต้องซื้อขายอย่างไร เอาเป็นว่าท่านเสนอมาเองเถอะ”

    เอลริสเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ พวกเขาเป็นเอลฟ์บ้านป่า สันโดษ ไม่ได้ติดต่อโลกภายนอก จะไปรู้รู้เรื่องราคาแลกเปลี่ยนอะไรแบบนั้นได้ยังไง อีกอย่าง สำหรับที่นี่เงินก็ไม่มีความจำเป็นอะไรขนาดนั้นด้วย แกรนด์รู้ถึงข้อนี้ดี ที่จริงแล้วเขาก็ถามเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น เพราะถึงยังไงพวกเอลฟ์ก็จะทำลายมันทิ้งอยู่แล้ว ถ้าหน้าด้านมากพอ การขอของที่คนอื่นจะเอาทิ้งแบบฟรีๆ ยังไม่รู้สึกว่าน่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อให้ดูเป็นคนดีในสายตาของเอลฟ์ การแสดงความใจป้ำบอกว่าอยากได้เท่าไหร่ว่ามา คงเป็นตัวเลือกที่ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดแล้ว

    “เอาอย่างนี้นะหัวหน้าเอลริส ข้าจะขอแลกทั้งหมดนี้กับชุดเกราะ อาหาร อุปกรณ์เครื่องมือ และหนังสือความรู้วิทยาการต่างๆ จากโลกภายนอกที่ข้าเหลืออยู่ ที่ว่ามานี่ข้าขอเจ้าสัตว์อสูรชั้นสูงสี่ตัวนั่นเพิ่มด้วยนะ ท่านจะว่ายังไง?”

    “ราคาที่ท่านจะแลกเปลี่ยนด้วยข้าว่าท่านให้มากเกินไปหน่อยนะ ที่จริงพวกเราควรให้ทั้งหมดนี้กับท่านเพื่อทดแทนหินพลังธาตุที่หายไปมากกว่า”

    “อย่าเกรงใจเลย คนกันเองน่า รับไปเถอะ ถือเป็นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากข้าในฐานะมิตรที่ดีต่อกัน”

    “อืม งั้นข้าจะรับไว้ แต่นี่นับว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้หรือ?”

    “เล็กสำหรับข้า!”

    แกรนด์ตอบไปพลางยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่ในใจของเขากลับมีเหตุผลคนละอย่างกับที่พูดไป นั่นคือเขาต้องเคลียร์ของบางส่วนออกมาจากแหวนก่อน แม้ว่าแหวนมิติทองคำของแกรนด์จะมีพื้นที่ภายในกว้างมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีวันเต็ม ของที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ที่เก็บเอาไว้บางส่วนเอามาแจกให้ได้ใจเอลฟ์จะมีประโยชน์มากกว่า ทั้งของเศษย่อยจากร้านเวสก้าและโรงประมูลนกฮูกราตรีถูกนำออกมาแจก แม้จะเอาของเหล่านี้ออกมาให้เอลฟ์ก็ยังเหลือของเดิมที่จำเป็นและมูลค่าสูงในแหวนอยู่อีกกว่า 40% ของพื้นที่ ไม่ทำแบบนี้มีหวังแหวนคงใส่พวกที่กองอยู่นี้ไม่หมดแน่ๆ อีกอย่าง แม้ว่าชิ้นส่วนสัตว์อสูรชั้นต่ำจะไม่มีราคาเท่าไหร่ หรืออาจน้อยกว่าของที่เทให้เอลฟ์ด้วยซ้ำ แต่มันจำเป็นสำหรับชาวบ้านส่วนหนึ่งที่กำลังฝึกทักษะการสร้างอุปกรณ์จากชิ้นส่วนสัตว์อสูร วัตถุดิบกองใหญ่อยู่ข้างหน้า ถ้าเอาไปให้พวกเขาฝึกและแปรรูป ฝีมือและคุณภาพสินค้าต้องพัฒนาขึ้นมากแน่

    “ไปกันเถอะ”

    หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น เฟรย่ากับหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองเตรียมจะไปสำรวจถ้ำหิ่งห้อยประกายแสง ทีมมังกรสายฟ้าก็ต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้งด้วย แต่ก่อนจะไปแกรนด์ขอแวะดูบริเวณหน้าวิหารแมกไม้ก่อน เมื่อมาถึงเขาก็กวาดสายตาดูบริเวณนี้จนทั่ว ร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีมีครบทุกธาตุ เหลียวไปมองทางสันเขาที่แหว่งหายไปส่วนหนึ่งยิ่งเพิ่มความตะลึงเข้าไปอีก ตัวเขาในตอนนี้แม้จะใช้ท่าไม้ตายในโหมดวอริเออร์ฟอร์ซ แน่ใจได้เลยว่าพลังทำลายล้างคงไม่พอที่จะทำให้ภูเขาแหว่งได้ขนาดนี้ ไม่สิ ไม่ถึงครึ่งของภูเขาที่แหว่งไปด้วยซ้ำ! อีกทั้งยังมีร่องรอยบนตัวของกิ้งก่าเรสเซลที่แสดงถึงความแม่นยำและความเสถียรในการควบคุมพลัง ถ้าไม่เคยฝึกใช้พลังแห่งธาตุอย่างที่เธอบอกจริง แล้วที่เห็นอยู่นี่มันอะไร? สาวน้อยคนนี้ต้องกุมความลับบางอย่างที่ไม่อยากบอกใครไว้แน่ๆ

    “ไม่มีจริงๆ ด้วย”

    เอลริสเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ หินพลังธาตุมากมายเต็มถ้ำอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือไว้เลยแม้แต่ก้อนเดียว

    “ข้าว่ามันไม่ได้หายไปไหนหรอก แต่มันหมดพลังไปเองมากกว่า”

    “ข้าเห็นด้วยกับคุณเฟรย่า หินพวกนี้เดิมทีคงเป็นหินพลังธาตุ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นหินธรรมดาไปแล้ว”

    แกรนด์กล่าวเสริม ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อแกรนด์ก็ชี้ไปที่ด้านบน

    “บนยอดเขามีจุดน่าสงสัยอยู่ ข้าสัมผัสได้ว่าระหว่างจุดนั้นกับในถ้ำแห่งนี้มีเส้นทางที่พลังไหลเวียนเชื่อมกันอยู่ ข้างบนนั่นมันอาจมีเบาะแสบางอย่าง”

    “ดีเลย งั้นไปดูกัน”

    แกรนด์ เอเลน่า และเฟรย่าขึ้นไปสำรวจที่ยอดเขาด้วยกัน ส่วนพวกที่ลอยไม่ได้ก็สำรวจเบาะแสต่างๆ ในถ้ำรอไป เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา ตรงจุดที่แกรนด์ชี้มีวงเวทย์อยู่จริงๆ มันดูคล้ายเคยมีคนทำพิธีกรรมอะไรอยู่ตรงนั้น

    “ใช่จริงๆ มีเส้นทางไหลเวียนพลังจากภายในถ้ำถ่ายเทมาที่นี่ ตอนนี้เหลือแค่การไหลเวียนอ่อนๆ”

    “เป็นไปได้รึเปล่าที่มีคนมาดึงพลังทั้งหมดที่สะสมอยู่ในถ้ำไป?”

    เอเลน่าเสนอสมมุติฐานที่เธอคิดเอาไว้ออกมา

    “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงเรื่องใหญ่แน่ การที่จะดึงและจัดเก็บพลังมากมายระดับนั้นไว้ ไม่ใช่อะไรที่จะทำกันได้ง่ายๆ และใช้เวลานาน อีกอย่าง การจะเข้ามาที่นี่ต้องผ่านหมู่บ้านเวลล์บิต แต่พวกมันกลับผ่านเข้ามาได้ง่ายๆ แบบไม่มีใครรับรู้ ขนาดตัวข้าเองยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด”

    เฟรย่าวิตกขึ้นทันทีเมื่อคิดไปในทางที่เลวร้ายที่สุด มีคนบุกเข้ามา แม้แต่เธอเองยังไม่รู้สึกตัว? ถ้าเทียบกับมนุษย์แล้ว ระดับพลังของเฟรย่าเทียบเท่าผู้ฝึกพลังคลาส 8 ขั้นกลางค่อนไปทางสูง ระดับพลังพอๆ กับดูเอลซึ่งเป็นถึงผู้นำภาคีเวทย์แห่งกลอเซน แต่มีผู้บุกรุกผ่านหมู่บ้านและเข้ามาที่นี่ได้ เธอกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย?

    “ข้าว่านี่ไม่ใช่ศัตรูที่เรารับมือจะได้ มาคนเดียวหรือมาหลายคนเราก็ไม่รู้ มันไม่ทิ้งร่องรอยหรือแม้แต่กลิ่นอายเอาไว้เลย”

    เมื่อลองวิเคราะห์ดูดีๆ แกรนด์ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาอีกคน

    “ในช่วงชีวิตร้อยกว่าปี ข้าไม่เคยเห็นวงเวทย์แบบนี้มาก่อน พวกมันน่าจะดึงพลังเสร็จเมื่อช่วงเช้า เพราะแบบนี้เองสินะที่ทำให้สัตว์อสูรบริเวณนี้เกิดคลั่งขึ้นมา”

    “ใช่ การเสียสมดุล เพราะพลังแห่งธาตุที่ถูกดึงไปอย่างกะทันหัน สมดุลที่พังลงทำให้พวกสัตว์อสูรปรับตัวไม่ทัน นี่ก็แสดงว่าพวกมันดึงพลังทั้งหมดออกมาได้ แต่ใช้เวลาแค่นิดเดียวน่ะสิ!”

    “นี่มันแย่กว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก การดึงพลังมากมายขนาดนั้น แม้แต่เอลฟ์ระดับสูงสุดอย่างเซนต์เอลฟ์ ชาโดว์เอลฟ์ หรือกระทั่งพาราดินก็ทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์แล้วมากันเป็นกลุ่มคงระดับคลาส 9-10 แต่ถ้ามาแค่คนเดียวคงมีพลังระดับปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว!”

    เฟรยาเอ่ยออกมาอย่างตื่นตะลึง เธอยู่ในวังหลวงมานานหลายปี พวกผู้ฝึกพลังที่อยู่อันดับต้นๆ ของเผ่ามนุษย์เธอก็เคยเจอมาเกือบทั้งหมดแล้ว อีกทั้งเฟรย่ายังมีสกิลตรวจสอบ การประเมินของเธอจึงไม่ใช่การประเมินแบบลอยๆ

    “อาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น ข้าว่าถ้ามีพลังสูงอย่างที่เราประเมินจริง พวกนั้นคงสนใจแค่พลังที่ดึงไป ไม่ได้ให้ความสนใจมดตัวเล็กๆ อย่างพวกเราหรอก ต้องบอกว่าโชคดีที่ปลอดภัยล่ะนะ”

    “จริงของท่าน ข้าคงคิดมากไปเอง”

    เฟรย่าถอนหายใจพร้อมกับถอยห่างจากตรงนั้น พวกเขาลงมาที่ถ้ำข้างล่างและพากันกลับไปที่หมู่บ้านอย่างเบาใจ อย่างน้อยเรื่องที่เกิดขึ้นก็พอรู้สาเหตุแล้ว และนอกเหนือสิ่งอื่นใด ทุกคนยังคงปลอดภัย


    ...พื้นที่ลึกลับที่ไหนสักแห่งบนโลก...

    “รอบนี้ได้กลับมาแค่เศษพลังเองรึ? อาหารมื้อนี้น้อยไปหน่อยนะ มันคงแค่ทำให้ข้าอิ่มได้ไม่กี่วัน”

    เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง กลุ่มคนที่มีปีกติดอยู่ที่หลังหกคนต่างก้มหน้ารับฟังไม่กล้ามองขึ้นไป

    “ขออภัยขอรับ ข้าไม่นึกมาก่อนเช่นกันว่าที่นั่นมันจะมีพลังเพียงแค่นี้”

    ชายที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยความเคารพอย่างถึงที่สุด

    “ช่างเถอะ พวกเจ้าเจอจุดอื่นอีกรึยัง?”

    “สายของข้ารายงานว่าเจอแล้ว ตอนนี้กำลังตรวจสอบอยู่”

    “หวังว่าจะไม่เป็นเช่นวันนี้นะ”

    “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

    กล่าวจบทั้งหกก็หายตัวไปจากจุดนั้นอย่างไรร่องรอย