หลิงเซียวตื่นเพราะอาการปวดหลังและเอวเคล็ด แม้แต่ความสามารถในการฟื้นตัวอันน่าภาคภูมิใจของชาวเทียนซู่ก็ต้องยอมจำนนให้กับการทำเจ็ดครั้งในหนึ่งคืนหลิงเซียวไม่อยากแม้แต่จะนึกถึงเมื่อคืนที่หมอนั่นทำจนตัวเองต้องร้องไห้ขอความเมตตาเลย ทว่าอิ๋งเฟิงกลับกระทำการเจ็ดครั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจริง ๆ ก่อนที่จะหยุด หลิงเซียวไม่รู้ว่าเขาสาปแช่งปีศาจบ้ากามในตัวอิ๋งเฟิงไปกี่ครั้งในใจ และไม่อยากคิดด้วยว่าใครที่เป็นคนต้นคิดเรื่องคืนละเจ็ดครั้ง
พอมองนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว หลิงเซียวสูดหายใจเข้า แต่กลับรู้สึกว่าทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นของอิ๋งเฟิง น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้สมองของเขาเป็นอัมพาตและเห็นภาพลวงตาของนายพันธะอยู่ข้างกายตลอดเวลา เขาเลยสามารถหลับได้จนถึงตอนนี้
เขาพลิกตัวนอนบนเตียง พลางคิดอย่างเบื่อหน่ายว่า ถ้ารู้แต่แรกว่าวิธีที่อิ๋งเฟิงบอกว่าจำเป็นมันเป็นแบบนี้ ให้ตายเขาก็ไม่มีวันเห็นด้วยเด็ดขาด แต่ว่าในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำได้เพียงเอาสิ่งที่ต้องการมาปลอบใจตัวเอง เพราะหลังจากการพัวพันทางร่างกายแบบแนบสนิทแล้ว วิญญาณของเขาก็จะไม่ต้องวิตกกังวลกับการสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป
แม้ว่าวิธีของอิ๋งเฟิงจะเรียบง่ายและหยาบคาย แต่ก็ยังคงได้ผลตามที่ตั้งใจไว้ ในที่สุดหลิงเซียวก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งตอนที่นอนเล่นอยู่ พอตื่นมาอีกทีก็พลบค่ำแล้ว อิ๋งเฟิงน่าจะกลับมาระหว่างที่หลับอยู่ แต่เขาก็เพียงตัดสินจากสิ่งของบนโต๊ะที่ถูกขยับเพราะตัวเองหลับเป็นตายไปแล้ว
หลิงเซียวไม่คาดคิดว่าตัวเองจะนอนได้ทั้งวันโดยไม่มีอิ๋งเฟิงอยู่ข้าง ๆ พอเขาตื่นมาแล้วก็รู้สึกหิว แต่ก็ขี้เกียจขยับตัว คิดดูแล้วถ้าเขาไม่แก้ปัญหาเรื่องการกินละก็ ใครบางคนอาจจะซื้อขนมปังเพิ่มพลังงานรสอะไรก็ไม่รู้มาให้อีกก็ได้เขาตะเกียกตะกายคว้าเครื่องแสดงผลส่วนตัวทันทีเพื่อส่งคำสั่งซื้อไปที่ร้านสะดวกซื้อบนเครือข่ายสามมิติ เมื่อนึกถึงคำพูดของอิ๋งเฟิงเมื่อคืน เขาก็ตะบี้ตะบันรูดเงินไม่ยั้ง ด้วยความพยายามเพียงไม่นาน เครื่องย้ายมวลสารก็เต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด
หลิงเซียวตื่นขึ้นมาก็กิน กินเสร็จก็นอนเพื่อชดเชยการนอนทั้งหมดที่เขาขาดไปในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา อิ๋งเฟิงคงคิดว่าวิธีรักษาแบบนี้ยอดเยี่ยมมาก จึงทำซ้ำอีกหลายครั้งในช่วงนี้ ครั้งแรกหลิงเซียวต่อต้าน ครั้งที่สองส่งเสียงร้องโหยหวน พอครั้งที่สามเขาก็ยอมรับชะตากรรมของตัวเองแล้ว เพราะค้นพบว่าตราบใดที่นายพันธะพยายามที่จะมีอะไรด้วยแล้ว ร่างกายของเขาจะตอบสนองอย่างกับปฏิกิริยาลูกโซ่จนต้องให้ความร่วมมือในตอนหลังอยู่ดี
ครั้งนี้หลิงเซียวไม่ได้ลุกจากเตียงมาสามวันติดต่อกันอย่างแท้จริง และไม่เคยพูดถึงการฝึกร่างกายอีกเลย ขอบคุณเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำให้ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยการกินขนมปัง แต่เพราะนอนขี้เกียจอยู่บนเตียงและเลือกกินแต่ของแพง ก็เลยอ้วนขึ้นนิดหน่อย
สามวันสุดท้ายของระยะอันตรายผ่านไปในพริบตา ในที่สุดร่างกายและวิญญาณที่ไม่ใช่ของตัวเองก็ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่แยกจากกันแล้วผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจากการถูกขับไล่ไสส่งก่อนหน้านี้ก็ถูกกำจัดออกไปเช่นกัน หลิงเซียวตื่นขึ้นมาด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม ถ้าเทียบกับท่าทางเฉื่อยแฉะไม่กี่วันก่อน เขาคงดูเปล่งประกายราวกับเกิดใหม่
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปหาเหยาไถเพื่อรายงานเรื่องนี้ ท่าทางของเหยาไถตรงกันข้ามกับเขา และดูไม่สดชื่นนัก แวบแรกหลิงเซียวคิดว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับการสอบสวนในวันนั้น
“คุณหมอเหยาครับ วันนั้นที่คุณถูกพวกเขาพาตัวไป เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
เหยาไถรวบรวมความฮึด “ไม่มีอะไร พวกเขาก็แค่ถามอะไรนิดหน่อยจากนั้นก็ส่งฉันกลับมา เธอไม่ต้องเป็นห่วง”
เธอพูดความจริง เพียงแต่ปิดบังเรื่องการถูกปลดออกจากตำแหน่งของจื๋อซั่งเพื่อการสืบสวนไว้ “สีหน้าเธอดูดีขึ้นมากเลย ช่วงนี้พักผ่อนเต็มที่เลยสินะ”
เมื่อหลิงเซียวคิดว่าตัวเอง “พักผ่อน” อย่างไรก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนแม้ว่าเหยาไถจะพอเดาได้ราง ๆ แต่ก็ไม่อยากคิดไปในทิศทางนั้น เพราะอย่างไรเธอก็มองว่าอิ๋งเฟิงมีภาพลักษณ์ของคนเฉยชาและไม่ใกล้ชิดกับผู้อื่นมาตลอดนอกจากกรณีพิเศษอย่างพิธีบรรลุนิติภาวะในวันนั้นแล้ว ก็ยากที่จะจินตนาการว่าเขาจะมีความสัมพันธ์แบบเนื้อแนบเนื้อกับใครอื่นได้อีก
“มา ตรวจร่างกายหน่อย”
หลิงเซียวนอนลงอย่างว่าง่าย เหยาไถตรวจร่างกายขั้นพื้นฐานที่สุดให้เขา และเธอก็ตะลึงเมื่อเห็นผลตรวจ คะแนนทางจิตวิทยาได้ C หลังจากความพยายามเพียงไม่กี่วันก็สามารถเปลี่ยนจาก E- เป็น C ได้ ความเร็วในการพัฒนานั้นยอดเยี่ยมมาก
ก่อนอื่นแพทย์มักจะถือว่าระดับ D เป็นเส้นแบ่งสำหรับการประเมินทางจิตวิทยา ทันทีที่ผ่านจุดนี้ไปคะแนนก็จะตกลงง่ายแต่เพิ่มขึ้นยาก แต่นอกจากหลิงเซียวจะพัฒนาขึ้นแล้ว คะแนนยังเพิ่มขึ้นถึงสองระดับในคราวเดียว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หาได้ยาก แม้แต่ผู้ที่มีประสบการณ์อย่างเหยาไถก็ไม่ได้เห็นกรณีแบบนี้บ่อยนัก
แม้คุณภาพจิตใจของทาสพันธะจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเร็วในการฟื้นตัวเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ควรมองข้ามบทบาทของนายพันธะในจุดนี้ด้วยเจ้าเด็กอิ๋งเฟิงนี่ใช้วิธีไหนกันแน่นะ ถึงทำให้หลิงเซียวพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ภายในเวลาอันสั้น ใจของเหยาไถเต็มไปด้วยความสงสัย
“ยินดีด้วย คะแนนทางจิตวิทยาของเธอขึ้นมาอยู่ที่ระดับ C แล้ว ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว เธอต้องรักษาสุขภาพให้ดี พยายามอีกนิดก็จะกลับสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์”
น่าเสียดายที่ไม่มีวิธีรักษาความเสียหายทางจิตใจ เหยาไถนึกเสียใจขึ้นมา
แต่ว่าตอนนี้หลิงเซียวมีความสุขมาก “จริงเหรอครับ งั้นผมก็ไปสอบเข้าอวี้เทียนได้แล้วใช่ไหมครับ”
“ที่ไหนนะ”
“โรงเรียนทหารอวี้เทียน”
“แน่นอนว่าไม่ได้ ข้อกำหนดคุณภาพจิตใจของโรงเรียนทหารสูงเป็นพิเศษ มาตรฐานต่ำสุดก็คือระดับ B แต่สำหรับโรงเรียนชั้นนำอย่างอวี้เทียน ต้องทำคะแนนให้ถึง A ก่อนถึงจะสมัครสอบได้”
ความภาคภูมิใจของหลิงเซียวเมื่อครู่ตกฮวบทันที “จริงเหรอครับ”
เมื่อเหยาไถเห็นท่าทางผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดนี้ ก็รู้ว่าตัวเองพูดแรงไป จึงให้กำลังใจเขาอีกครั้ง “แต่ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของเธอมันเยี่ยมมาก ฉันเชื่อว่าการที่เธอจะไต่ไปถึงระดับ A ได้เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น ทุกปีอวี้เทียนจะมีการสอบเข้าปีละสองครั้ง ยังมีเวลาอีกหน่อยจนกว่าจะถึงการสอบครั้งหน้า เธอแค่ต้องทำงานหนักเพื่อปรับปรุงคะแนนทางจิตวิทยาของเธอก็พอแล้ว”
หลิงเซียวตื่นเต้นเมื่อได้ยินประโยคนี้ตามคาด “ผมจะต้องทำให้ได้ครับ!”
เมื่อเห็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่อัดแน่นอยู่ในตัวเขา เหยาไถก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงพัฒนาได้อย่างน่าทึ่ง ก็เหมือนที่เธอเชื่อเสมอมาว่าหลิงเซียวเป็นคนที่เข้มแข็งพอที่จะเอาชนะความพ่ายแพ้ได้เสมอ
เธอเปิดประตู มีคนคนหนึ่งยืนหันหลังให้ เมื่อได้ยินเสียง คนคนนั้นก็หันกลับมา
“เสร็จแล้วเหรอครับ”
เหยาไถรู้สึกว่าอิ๋งเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร “ตรวจเสร็จแล้ว ผลประเมินทางจิตวิทยาของเขาถึงระดับ C แล้ว เกินความคาดหมายของฉันจริง ๆ”
เธอชมเชยอิ๋งเฟิงเป็นครั้งแรกหลังจากพิธีบรรลุนิติภาวะ “เธอทำได้ไม่เลวเลย ถึงจะไม่รู้ว่าเธอใช้วิธีไหน แต่ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะ”
หลิงเซียวออกมาพอดี เหยาไถมองพวกเขาสองคนสลับกัน แม้ในอนาคตหนทางของพวกเขาจะยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด แต่การที่สามารถเดินมาจนถึงวันนี้ได้ก็ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ด้วยกันเพราะอุบัติเหตุ หรือนิสัยที่สวนทาง สวรรค์กลับนำสองคนนี้มาอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็นการเติมเต็มหรือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันแน่
“วันนี้พวกเธอก็จะถูกพิจารณาคดีแล้วสินะ คนจากกรมทหารมาแล้วใช่ไหม”
อิ๋งเฟิงพยักหน้า “ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่หน้าประตูแล้วครับ”
เหยาไถพยักหน้า “ไปเถอะ ไม่ต้องตื่นเต้น ยืนกรานว่าตอนนั้นพวกเธอยังอยู่ในระยะเยาว์วัย ไม่รู้ประสา ตราบใดที่ยอมรับผิดแล้วทำตัวดี ๆ จะต้องได้รับโทษเบาแน่”
ทั้งสองคนบอกลาเหยาไถ เมื่อมาถึงหน้าประตู ก็มีนายทหารสองนายรออยู่ที่นั่นตามคาด
“พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกหรือว่ากลุ่มที่สอง” หลิงเซียวกระซิบถาม
อิ๋งเฟิงมองพวกเขาในแวบเดียวก็จำตราทหารได้ “เป็นคนของฝูเหยา”
หลิงเซียวถอนใจโล่งอก จากสัญชาตญาณ เขารู้สึกไม่ค่อยดีกับคนที่พาตัวเหยาไถไปครั้งก่อน
ลูกน้องของฝูเหยาเกรงใจเด็กหนุ่มสองคนมาก พวกเขาเชิญอิ๋งเฟิงและหลิงเซียวขึ้นยานบิน จากนั้นก็ออกจากปี้คง
ตอนนี้ฝูเหยากำลังเตรียมตัวไปยังจุดหมายปลายทางของเขา
“นายตั้งใจจะจัดการพวกเขาสองคนยังไง” เนี่ยอวิ๋นถามเขาระหว่างทาง
“จัดการเหรอ” ฝูเหยาจงใจลากเสียงยาว “กล้าขโมยของที่ฐาน พฤติกรรมโอหังแบบนี้ ถ้าไม่จับขังสักสามถึงห้าปีแล้วพวกเขาจะหลาบจำได้ยังไง”
เนี่ยอวิ๋นร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อย “แต่ตอนที่ขโมยของ พวกเขายังอยู่ในระยะเยาว์วัย และก็เป็นเพราะอยากรู้อยากเห็นด้วย ทั้งสองคนต่างเป็นคนเก่งที่โดดเด่น แถมยังมีจุดยืนที่ชัดเจน คงเสียของน่าดูถ้าจะลงโทษด้วยการกักขังพวกเขาตอนนี้”
“อ้อ” ฝูเหยาแกล้งทำเป็นฟังความคิดเห็นของเขา “ในเมื่อนายพูดแบบนี้…งั้นก็ลงโทษให้พวกเขาทำความสะอาดสนามของอวี้เทียนสักหนึ่งปีก็แล้วกัน”
อีกฝ่ายพูดไม่ออก จึงเงียบไปสักพักก่อนพูดว่า “ที่จริงนายวางแผนไว้แล้วสินะ ตั้งข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการลงโทษแบบนี้เพื่อให้พวกเขาสอบเข้าอวี้เทียน”
ฝูเหยาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “นายพูดเองนี่ว่าคนเก่ง อย่าปล่อยให้เสียของเทียนซู่ต้องการแค่นักสู้ ไม่ต้องการนักโทษ ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะถูกนำมาใช้งานได้อย่างแท้จริงแค่เฉพาะในอวี้เทียนเท่านั้น”
ทั้งสี่คนเผชิญหน้ากันนอกศาลพิจารณาคดี ฝูเหยาสำรวจสีหน้าของหลิงเซียวแล้วหยอกว่า “ดูเหมือนพวกเธอสองคนจะเข้ากันได้ไม่เลวเลยนะกลมเกลียวกว่าที่ฉันจินตนาการไว้ซะอีก”
ตอนนี้หลิงเซียวรู้สถานะของฝูเหยาแล้ว ทั้งยังได้ยินเรื่องราวการต่อสู้ของเขามากมาย จึงชื่นชมพลตรีที่เตี้ยกว่าตัวเองอยู่มาก “สวัสดีครับพลตรี ผมเห็นวิดีโอการต่อสู้ของคุณบนเว็บไซต์ของโรงเรียนทหารอวี้เทียนแล้ว ยอดเยี่ยมมาก ๆ ตอนที่ได้เจอหน้ากันครั้งแรก ผมเห็นว่ารูปร่างของคุณ อื้อ ๆ ๆ…”
หลิงเซียวหันหน้ามองอิ๋งเฟิงอย่างสงสัย อยู่ดี ๆ นายจะมาปิดปากฉันทำไม
อิ๋งเฟิงชักมือกลับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พวกเราพร้อมแล้วครับ”
มุมปากของฝูเหยายกขึ้นเล็กน้อย “งั้นก็…”
“เดี๋ยวก่อน”
ฝูเหยาไม่พอใจมากที่ตัวเองถูกตัดบท แต่พอเห็นตราทหารบนชุดของคนพูด สีหน้าก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
ทหารสองนายที่เพิ่งมาถึงแสดงเอกสารให้ฝูเหยาดู “พลตรีครับ เนื่องด้วยคำสั่งจากเบื้องบน นับจากนี้ไปพวกเราจะรับช่วงต่อเอง ได้โปรดวางมือด้วย”
ฝูเหยาคว้าเอกสารมาโดยไร้ซึ่งความเกรงใจ กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง แล้วยื่นให้เนี่ยอวิ๋น เขาตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า
ฝูเหยาใช้สายตาข่มขู่มองทหารทั้งสองนายสลับไปมาหลายครั้ง คนที่ถูกสำรวจกลับจ้องเขม็งมองไปข้างหน้า เพิกเฉยต่อพฤติกรรมของฝูเหยาโดยสิ้นเชิง
ในที่สุดเขาก็มองมาที่อิ๋งเฟิงและก้าวหลบไปข้าง ๆ เพื่อเว้นระยะที่พอให้คนหนึ่งคนสามารถเดินผ่านไปได้
“เชิญ” นายทหารผายมือให้หลิงเซียวและอิ๋งเฟิง สองคนนั้นรู้ว่าครั้งนี้ต้องไปจริง ๆ แล้ว
ทั้งสี่คนเดินเรียงกันผ่านช่องว่างแคบ ๆ ในขณะที่อิ๋งเฟิงเดินผ่านฝูเหยาไปนั้น จู่ ๆ ฝูเหยาก็ยื่นข้อมือออกมา อิ๋งเฟิงรู้ทัน แอบเชื่อมต่อเครื่องแสดงผลส่วนตัวของตัวเองกับของฝูเหยา ทันทีที่เสียงปิ๊บที่เบาพอจะให้พวกเขาสองคนได้ยินดังขึ้น ชั่วพริบตาเดียวการแลกเปลี่ยนการสื่อสารของพวกเขาก็เป็นอันสำเร็จ
พอเดินพ้นรัศมีการมองเห็นของอีกฝ่าย อิ๋งเฟิงจึงฉวยจังหวะที่ไม่มีใครมองเหลือบอ่านข้อความที่ฝูเหยาส่งมาบนเครื่องแสดงผล ถ้ามีเรื่องก็ติดต่อมา
ทหารพาพวกเขาสองคนไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จัก แถมยังสั่งให้หลิงเซียวเข้าไปคนเดียว เขาเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปได้ก้าวเดียวก็ถูกอิ๋งเฟิงขวางไว้
“พวกคุณจะพาทาสพันธะของผมไปที่ไหน” เขาไม่ได้เอ่ยชื่อของหลิงเซียว แต่ใช้คำว่าทาสพันธะของผมแทน แม้แต่หลิงเซียวก็รู้สึกได้ถึงเจตนาที่จะเน้นย้ำจากคำพูดนี้
“เพราะว่าคนที่ขโมยยาคือเขา เราต้องสอบปากคำเขาตามลำพัง กรุณารอที่นี่สักครู่”
“ผมขอปฏิเสธ” อิ๋งเฟิงตอบด้วยความมุ่งมั่น “ตามกฎหมายแล้ว พวกคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมองข้ามผมแล้วไปสอบปากคำเขาคนเดียว คำให้การใด ๆ หรือข้อตกลงใด ๆ ที่เขาทำตอนที่ผมไม่ได้อยู่ด้วยถือว่าเป็นโมฆะทั้งสิ้น”
“นี่คือคำสั่งของกรมทหาร”
“กรมทหารก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย”
นายทหารทั้งสองไม่คาดคิดว่าอิ๋งเฟิงจะรับมือได้ยากกว่าฝูเหยา พวกเขามองหน้ากัน หนึ่งในนั้นยืนอยู่ที่เดิม อีกคนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เดินกลับมาและกระซิบกับคนแรก ในที่สุดคนที่รับฟังก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจ
“เบื้องบนอนุมัติให้คุณเข้าไปร่วมฟังได้” เขาผายมือเชิญเป็นครั้งที่สอง“ไปกันเถอะ”
หลิงเซียวทำตามอิ๋งเฟิงโดยไม่รู้สถานการณ์ พวกเขาถูกพาไปที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง มีทหารนายหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น มองจากอินทรธนูของเขา คิดว่ายศคงไม่ต่ำกว่าฝูเหยา
“เชิญนั่ง” แม้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะกล่าวเชิญ แต่มือที่กุมประสานกันไม่ขยับเลย ความเย่อหยิ่งในน้ำเสียงของเขาชัดเจนมาก
หลิงเซียวกับอิ๋งเฟิงนั่งลงตรงข้ามเขา สายตาของเจ้าหน้าที่ทหารจ้องไปที่หลิงเซียวตลอดเวลา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดออกมาเนิบ ๆ “เธอคือหลิงเซียวใช่ไหม”
หลิงเซียวเห็นว่าเขาถามทั้งที่รู้คำตอบ แต่ก็ตอบไปว่า “ใช่ครับ”
“เธอบุกรุกห้องทดลองที่ฐาน และขโมยยาผิดกฎหมาย นายพันธะของเธอเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ตามกฎหมายแล้ว พวกเธอสองคนต้องติดคุกอย่างน้อยสามสิบปี”
ทั้งสองคนต่างตกตะลึง อิ๋งเฟิงยังสงวนท่าทีได้มากกว่า แต่หลิงเซียวอดที่จะส่งเสียงออกมาไม่ได้ “ทำไมถึงนานแบบนั้นล่ะครับ”
“แต่ว่า” เจ้าหน้าที่ทหารกลับคำทันที “เห็นแก่ที่ตอนนั้นพวกเธอยังอยู่ในระยะเยาว์วัย แล้วก็ไม่มีเจตนาร้าย ทางกรมทหารก็เลยตัดสินใจให้ทางเลือกที่สองแก่พวกเธอ นอกจากพวกเธอสองคนจะไม่ถูกพิพากษาแล้ว พวกเธอยังจะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทัพอีกด้วย”
“เงื่อนไขแลกเปลี่ยนคืออะไร” อิ๋งเฟิงถามอย่างใจเย็น
สายตาของเจ้าหน้าที่ทหารยังคงไม่ละไปจากหลิงเซียว “พวกเราต้องการให้เธอมีส่วนร่วมในโครงการลับทางชีววิทยา ระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี ระหว่างนี้ไม่ว่าจะเจอกับอะไรหรือพบกับใครก็ตาม ห้ามพวกเธอเปิดเผยให้โลกภายนอกรู้”
“รายละเอียดล่ะ”
“พวกเรามีร่างทดลองที่สำคัญมากและเขาถูกแช่แข็งไว้ชั่วคราว จำเป็นต้องถ่ายเลือดจึงจะสามารถปลุกเขาขึ้นมาได้ ดังนั้นเราต้องการให้เธอถ่ายเลือดให้เขา แค่อาทิตย์ละครั้ง เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนนี้เป็นประโยชน์กับพวกเธอมาก”
“ทำไมต้องใช้เลือดของเขาด้วย ในฐานะนายพันธะ ความสามารถในการสร้างเลือดของผมแข็งแกร่งกว่า พวกคุณควรเลือกผมไม่ใช่เหรอ”
เจ้าหน้าที่ทหารหันมาสนใจเขาแทน “เพราะมีเพียงเลือดของทาสพันธะที่เพิ่งผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะเท่านั้นที่ตรงกับข้อกำหนดของพวกเรา และเขาก็มีทั้งสองข้อนี้ ตอนนี้ร่างทดลองของเราอ่อนแอมาก ไม่สามารถรับกรุ๊ปเลือดของนายพันธะ นี่คือเหตุผลที่พวกเราเลือกเขา”
“ผม…” หลิงเซียวเพิ่งจะเอ่ยปากพูด “ผมขอทราบได้ไหมครับว่าอะไรคือจุดประสงค์ของการทดลองนี้ คนนั้นที่จะปลุกให้ตื่นคือใคร ตื่นแล้วยังไงต่อพวกคุณจะเอาเขาไปทำอะไร”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาที่พวกเธอต้องกังวล ตอนนี้สามารถเลือกได้ว่าจะยอมรับหรือติดคุก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเธอ ตัวเธอเองรู้ดีว่าคำสารภาพมีช่องโหว่เยอะมาก ถ้าสืบกันลึกกว่านี้ เกรงว่าคงจะเยอะกว่าตัวเลขที่ฉันพูดเมื่อกี้ซะอีก”
หลิงเซียวลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า “ผมยอมรับครับ”
อิ๋งเฟิงไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบรับเร็วขนาดนี้ น้ำเสียงของอิ๋งเฟิงค่อนข้างไม่พอใจ“ทำไมนายถึงยอมรับคำขอของพวกเขาเร็วขนาดนี้ นายยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร”
“ฉันยังมีทางเลือกอื่นเหรอ” หลิงเซียวตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบ“ถ้าไม่ตอบรับฉันก็จะติดคุกสามสิบปี นายก็เหมือนกัน”
เจ้าหน้าที่ทหารฝั่งตรงข้ามเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
อิ๋งเฟิงไม่ได้พูดอะไร เขายังไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้ได้ และไม่มีจุดยืนที่จะเกลี้ยกล่อมให้หลิงเซียวยอมถูกจำคุก บางทีอีกฝ่ายอาจไม่ได้ทิ้งทางเลือกให้พวกเขาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เป้าหมายของกรมทหารชัดเจนขนาดนี้ในฐานะนักเรียนสองคนที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ พวกเขาไม่มีอำนาจที่จะโต้แย้งเลย