กงกงพร้อมกับกองทหารแห่งแคว้นฝางได้มารอรับเสด็จองค์รัชทายาทและองค์หญิงพร้อมกับเหล่าคณะทูตบริเวณท่าเรือ จากนั้นก็นำขบวนเสด็จไปเมืองหลวงต่อไป
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ” กงกงกล่าว
“พวกเจ้ามารอรับที่ท่าเรือเลยอย่างนั้นหรือ” องค์รัชทายาททรงแปลกพระทัย
“ท่านอ๋องทรงต้องการให้ว่าที่พระชายาได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดพะย่ะค่ะ” กงกงกล่าว
“ขอบใจมาก งั้นรีบเดินทางเถิด หนทางยังอีกยาวไกลไม่ใช่หรือ” องค์รัชทายาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” กงกงรีบนำทางทันที
องค์หญิงห้าที่ตอนนี้กำลังใช้ผ้าปิดบังครึ่งหน้าทรงรู้สึกกังวลหนักมาก พระองค์ทรงดำริว่า “หากท่านอ๋องทรงทราบว่าเราไม่ใช่เสด็จพี่สี่ จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ พระองค์ต้องทรงพิโรธมากเป็นแน่”
********************************************
ณ ท้องพระโรงแห่งแคว้นฝาง
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงแสดงความเคารพ
“ท่านคงจะเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฉินสินะ” ท่านอ๋องที่ตอนนี้ทรงถอดหน้ากากออกแล้วและไม่มีรอยแผลเป็นบนพระพักตร์อีกแล้วทรงพอจะเดาออกว่าชายตรงหน้าคือใคร
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัส
“ไม่เจอกันนานเลยนะ หมิงเยี่ย” ท่านอ๋องทรงตรัสกับผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นองค์หญิงสี่
“เอ่อ ต้องขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่เสด็จพี่สี่ หม่อมฉันคือองค์หญิงห้าแห่งแคว้นฉินเพคะ” องค์หญิงห้าทรงแนะนำตัว
“อะไรนะ! นี่มันหมายความว่ายังไง ทางฉินไม่รับไมตรีของเราอย่างนั้นหรือ” ท่านอ๋องทรงไม่พอพระทัยที่ทางแคว้นฉินไม่ได้ทำตามที่พระองค์ทรงขอ คือส่งองค์หญิงสี่มาที่แคว้นฝาง
“เสด็จพี่สี่ได้รับมอบหมายให้ไปแคว้นเหลียวก่อนที่พระองค์ทรงจะส่งพระราชสาส์นถึงเสด็จพ่อเพคะ” องค์หญิงห้าตรัสอ้าง
“ในเมื่อทางฉินไม่รับไมตรี เราก็จะไม่เชื่อมสัมพันธไมตรีใดๆ กับแคว้นฉินทั้งสิ้น” ท่านอ๋องทรงกริ้ว
“กระหม่อมคิดว่าพระองค์ทรงเป็นฝ่ายไม่รับไมตรีพวกเรามากกว่า เพราะตอนนี้พระองค์ทรงมีหญิงงามอยู่ข้างกายไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ หรือความจริงแล้วทรงกระทำเพียงเพื่อแก้แค้นน้องสี่ เพราะนางเคยทำให้พระองค์ทรงเสียโฉมมาก่อน” องค์รัชทายาททรงคาดเดาเหตุการณ์
“นางยอมบอกงั้นหรือ ใช่! เราแค้นนางมาก ทั้งๆ ที่นางก็รู้ว่าเราเป็นใคร นางก็ยังกล้าทำร้ายเรา เราไม่ตัดหัวนางตั้งแต่วันนั้น ก็บุญของนางแล้ว และที่ฮ่องเต้แคว้นฉินส่งนางไปแคว้นเหลียว ก็เพื่อปกป้องนางสินะ” ท่านอ๋องทรงรู้ทัน
“แล้วการที่แคว้นฉินได้ส่งองค์หญิงห้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรี ก็คงไม่มีความหมายสินะพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัส
“เอาเป็นว่า พวกท่านมาร่วมเป็นสักขีพยานพิธีอภิเษกระหว่างเรากับเหรินซวงดีกว่า” ท่านอ๋องทรงแสร้งทำเป็นจับมือเหรินซวงอย่างสนิทสนม
“อะไรนะ! หมายความว่ายังไงพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงตกพระทัยที่ผู้หญิงที่ใช้ผ้าปิดบังครึ่งหน้าก็คือเหรินซวง
“ท่านอ๋องเพคะ ไหนว่า….” เหรินซวงตกใจกับคำตรัสของท่านอ๋อง
“เราจะจัดพิธีให้ยิ่งใหญ่ รับรองว่าเจ้าไม่น้อยหน้าใครแน่นอน” ท่านอ๋องตรัสยิ้มๆ
องค์รัชทายาททรงควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ พระองค์ทรงรีบดึงตัวเหรินซวงมาหาพระองค์และรีบเปิดผ้าปิดบังครึ่งหน้าออก “เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เหรินซวง”
“คือว่า หม่อมฉัน....” เหรินซวงตกใจสุดขีด และไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
“นี่มันอะไรกันน่ะ เหตุใดองค์รัชทายาทถึงแสดงทีท่าไม่ให้เกียรติเราเช่นนี้” ท่านอ๋องทรงกริ้ว
“ต้องขอประทานอภัยด้วยพะย่ะค่ะ เหรินซวงคือชายาของกระหม่อม นางแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น” องค์รัชทายาทตรัสแสดงความเป็นเจ้าของ
“เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ เหรินซวง” ท่านอ๋องทรงหันไปถามหญิงสาวชาวฉิน
“หม่อมฉันเคยเป็นชายาขององค์รัชทายาทมาก่อนก็จริง แต่บัดนี้หม่อมฉันกับพระองค์ได้หย่าขาดจากกันไปแล้วเพคะ” เหรินซวงผลักฝ่ายชายออก และรีบทูลท่านอ๋อง
“แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับนางก็เป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นเราก็มีสิทธิ์” ท่านอ๋องทรงอยากแกล้งชายตรงหน้า
“กระหม่อมจะไม่ยอมสูญเสียนางให้แก่ผู้ใดพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัสคำมั่น
“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ทรงมีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ หม่อมฉันหวังว่าพระองค์ทรงจะไม่แย่งภรรยาชาวบ้านหรอกใช่มั้ยเพคะ” องค์หญิงห้าตรัสช่วยพระเชษฐา
“บังอาจ! เจ้าเองก็ได้ยินเหรินซวงบอกว่านางได้หย่าขาดไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้นางก็เป็นอิสระแล้ว” ท่านอ๋องตรัสอ้าง
“กระหม่อมยืนยันคำเดิม กระหม่อมไม่ยอมมอบนางให้ใครพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงยืนยัน
“เจ้าถามเหรินซวงก่อนดีมั้ย ว่านางอยากอยู่กับเจ้าหรือเปล่า” ท่านอ๋องทรงยกการตัดสินใจให้เหรินซวงเป็นผู้ตัดสิน
“ว่าไงเหรินซวง เจ้าอยากเป็นชายาแห่งแคว้นฝางอย่างนั้นหรือ” องค์รัชทายาททรงคาดคั้น
“เอ่อ คือ หม่อมฉัน….” เหรินซวงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
“เจ้าอย่ากดดันนางเลยดีกว่า งั้นเอาอย่างนี้ พวกเรามาประลองกัน ใครชนะถึงจะได้ตัวนางไป” ท่านอ๋องทรงท้า
“ก็ได้พะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงรับคำท้า
“เดี๋ยวสิเพคะ….” เหรินซวงตกใจที่อยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายมาแข่งขันแย่งตัวนาง ทั้งๆ ที่ชายเหล่านั้นต่างก็บอกนางว่าจะให้นางแสร้งทำเป็นคนรักกำมะลอเท่านั้น
“ไม่เป็นไรเหรินซวง เราจะเอาชนะการประลองให้ได้ เพื่อเจ้าก็แล้วกัน” ท่านอ๋องทรงแสร้งตรัส
“ไม่ใช่อย่างนั้นเพคะ” เหรินซวงกล่าว
“แล้วแข่งอะไรพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงพระทัยร้อน
“ขี่ม้า ต่อสู้ และยิงธนู ใครชนะสองในสามเกม คนนั้นเป็นฝ่ายชนะและได้ครอบครองเหรินซวง” ท่านอ๋องตรัสกติกา
“ก็ได้พะย่ะค่ะ ตกลงตามนี้” องค์รัชทายาททรงยอมแข่งขันด้วย
“เริ่มแข่งวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน พวกท่านเดินทางมาไกล จงกลับไปพักผ่อนเถิด” ท่านอ๋องตรัส
“พะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทเสด็จออกไปทันที เพราะความจริงแล้วพระองค์ทรงกริ้วมากที่เห็นคนรักนั่งอยู่เคียงข้างชายอื่น และชายคนนั้นก็เป็นถึงท่านอ๋องแห่งแคว้นฝางเสียด้วย
********************************************
ณ ห้องบรรทมขององค์หญิงห้า
"พระองค์ทรงเรียกหม่อมฉันมา ทรงมีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้งั้นหรือเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“เปล่า! เราแค่อยากจะเตือนเจ้า ในฐานะที่เจ้าเคยเป็นพี่สะใภ้ของเรามาก่อน” องค์หญิงห้าตรัส
“เตือนเรื่องอะไรเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“ท่านอ๋องทรงเป็นคนเจ้าชู้มาก เราคิดว่าเจ้าอยู่กับพระองค์ไป เจ้าก็คงไม่มีความสุขหรอก” องค์หญิงห้าทรงเตือน
“หม่อมฉันว่านะเพคะ ท่านอ๋องทรงเป็นคนรักเดียวใจเดียวต่างหาก ถ้าท่านอ๋องทรงเป็นคนเจ้าชู้จริง ป่านนี้พระองค์ก็ทรงมีพระชายาและพระสนมมากมายไปแล้ว” เหรินซวงกล่าวตามที่เห็น
“ที่พระองค์ทรงยังไม่มีใคร เพราะพระองค์ทรงเอาแต่แค้นคนที่ทำให้พระพักตร์ของพระองค์เสียโฉมต่างหาก” องค์หญิงห้าทรงคาดการณ์
“แสดงว่าพระองค์ทรงรู้จักท่านอ๋องมาก่อนงั้นหรือเพคะ” เหรินซวงแปลกใจ เพราะตอนนี้ท่านอ๋องทรงหายดีแล้ว จึงไม่น่าจะมีใครล่วงรู้ว่าพระองค์ทรงเคยเสียโฉมมาก่อน
“เปล่า! เราไม่รู้จักพระองค์ แต่เป็นเพราะเสด็จพี่สี่เล่าให้เราฟัง” องค์หญิงห้าทรงแก้ตัว
“หากพระองค์ทรงลองใกล้ชิดท่านอ๋อง พระองค์ทรงอาจเข้าพระทัยท่านอ๋องมากขึ้นก็เป็นได้นะเพคะ” เหรินซวงกล่าว
“เราทำได้แค่เตือน เราคงห้ามเจ้าไม่ได้ เราขออวยพรให้เจ้าได้คู่ที่เหมาะสมก็แล้วกัน” องค์หญิงห้าตรัส
เหรินซวงทำท่าคารวะและเดินออกมาจากห้องบรรทมขององค์หญิง นางคิดในใจว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับชายทั้งสองล้วนเป็นเพียงการแสดงทั้งสิ้น นี่ถ้าเป็นชีวิตจริง หม่อมฉันคงจะภูมิใจในตัวเองน่าดู”
********************************************
การแข่งขันแรก คือ การขี่ม้า
บัดนี้ ชายสูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ได้ทรงม้าและประจำตรงตำแหน่งจุดเริ่มต้นเพื่อเตรียมตัวออกวิ่ง
ทหารนายหนึ่งมีหน้าที่จุดพลุเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ออกวิ่ง พอพลุระเบิด ชายทั้งสองก็ควบม้าอย่างรวดเร็ว นับว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีการโกงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะม้าทั้งสองล้วนเป็นม้าศึกที่ถูกเลี้ยงมาเหมือนกันทุกอย่าง นั่นจึงแสดงให้เห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือในการควบม้าของทั้งสองเท่านั้น
ม้าก็วิ่งได้อย่างสูสีและวิ่งเข้าสู่เส้นชัยด้วยระยะเวลาห่างกันเพียงเสี้ยววินาที
“ผู้ชนะ คือ ท่านอ๋องแห่งแคว้นฝาง” ท่านแม่ทัพแห่งแคว้นฝางประกาศ
เหรินซวงที่ได้ยินประกาศผลกลับรู้สึกผิดหวังขึ้นมา พอนางตั้งสติได้จึงคิดในใจว่า “นี่มันอะไรกัน ข้าคาดหวังให้องค์รัชทายาททรงเป็นฝ่ายชนะงั้นหรือ เหรินซวงเอ๊ยเหรินซวง อย่างไปใส่ใจกับการแข่งขัน เพราะถึงท่านอ๋องเป็นฝ่ายชนะ ยังไงท่านอ๋องก็ทรงยอมปล่อยข้ากลับแคว้นฉินอยู่ดี”
“เอาล่ะ รอบนี้เราเป็นฝ่ายชนะ เราขอยกย่องเจ้า เพราะถ้าเทียบสมรภูมิระหว่างสองแคว้น แคว้นเรานั้นเป็นฝ่ายเชี่ยวชาญการขี่ม้ามากกว่าแคว้นเจ้า”
“ขอบพระทัยที่ยอมรับในฝีมือของกระหม่อม แม้กระหม่อมจะพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แต่ครั้งต่อไปกระหม่อมไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงเจ็บพระทัย
“เราจะคอยดู เอาล่ะเราขอพาตัวเหรินซวงไปท่องเรือเพื่อชมธรรมชาติก่อนนะ นางจะได้รู้สึกคุ้นชินยามเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นฝาง 555” ท่านอ๋องทรงเยาะเย้ย
องค์รัชทายาททรงกำพระหัตถ์ไว้แน่น ตอนนี้พระองค์ทรงเจ็บพระทัยอย่างมาก แม้พระองค์ทรงอยากเอาชนะการแข่งขันเพื่อชิงตัวคนรักกลับคืน แต่ด้วยความสามารถทางด้านการขี่ม้าและยิงธนู พระองค์ทรงมิอาจสู้ท่านอ๋องได้เลย
********************************************
เหรินซวงได้ไปล่องเรือกับท่านอ๋องสองต่อสองบนแม่น้ำที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวง
“ในเมื่อองค์หญิงสี่ก็ไม่ได้เสด็จมาที่นี่ แล้วพระองค์ทรงจะเล่นละครไปทำไมล่ะเพคะ” เหรินซวงไม่เข้าใจ
“ดูเจ้าอยากให้เราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ครั้งนี้สินะ” ท่านอ๋องทรงอ่านออก
“เปล่าเสียหน่อยเพคะ” เหรินซวงรีบปฏิเสธ
“ในเมื่อแก้แค้นนางไม่ได้โดยตรง งั้นเราก็เลยคิดว่าจะแก้แค้นพี่ชายของนางดีกว่า” ท่านอ๋องตรัส
“แล้วองค์หญิงห้าล่ะเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“นางไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เราอยากให้นางกลับบ้านกลับเมืองไป” ท่านอ๋องตรัส
“แล้วพระองค์ทรงตามหาคนรักเจอแล้วหรือยังเพคะ” เหรินซวงอยากรู้
“ยังเลย! นางอาจเป็นชาวแคว้นฉินเหมือนกับองค์หญิงสี่ก็เป็นได้” ท่านอ๋องทรงคาดเดา
“ทรงมีภาพของนางมั้ยเพคะ เผื่อหม่อมฉันรู้จักหรือทราบเบาะแสของนาง” เหรินซวงอยากช่วย
“เราเคยวาดภาพของนาง แล้วเอาไปฝังพร้อมกับมีดสั้น แต่องค์หญิงสี่กลับแอบขุดแล้วนำภาพขึ้นมา พร้อมกับมาถามเรา ในตอนนั้นนางถามเราว่า นางสู้ซีหมิงไม่ได้ตรงไหน เหตุใดเราถึงไม่รักองค์หญิงสี่ พอเราตอบไปว่านอกจากวรรณะและความงามแล้ว อย่างอื่นองค์หญิงสี่มิอาจสู้ซีหมิงได้เลย องค์หญิงสี่ก็เลยใช้มีดสั้นของเราฟันมาที่แก้มของเรา” ท่านอ๋องทรงเล่า
“ทรงวาดจากในจินตนาการก็ได้นี่เพคะ” เหรินซวงแนะนำ
“เรายังไม่อยากวาด เพราะวาดทีไร เราก็นึกน้อยใจที่ซีหมิงไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของเราเลย” ท่านอ๋องตรัสอย่างน้อยพระทัย
“ถ้าการพบกันระหว่างพระองค์และซีหมิงคือพรหมลิขิต ยังไงคู่กันแล้วก็ย่อมไม่แคล้วกันเพคะ” เหรินซวงปลอบ
“ขอบใจที่ให้กำลังใจเรา รีบกลับกันเถอะ แค่นี้องค์รัชทายาทก็อกแตกตายแล้ว” ท่านอ๋องทรงรับรู้ความรู้สึกของคู่แข่งได้
“ทรงตรัสเกินไปแล้วเพคะ” เหรินซวงไม่เชื่อว่าองค์รัชทายาทจะทรงรักนางจริง
จากนั้นท่านอ๋องก็ทรงพายเรือเข้าฝั่ง และพาเหรินซวงกลับเข้าวัง
เหรินซวงเดินกลับเข้าไปในที่พักอย่างสบายใจ แต่ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีชายชุดดำมาฉุดตัวนางเข้าไปหลบอยู่หลังฉากภายในห้องของเหรินซวง
“เจ้าเป็นใครน่ะ” เหรินซวงตกใจสุดขีดที่เห็นคนร้ายอำพรางตน
ชายชุดดำดึงผ้าคลุมหน้าออก
“องค์รัชทายาท!” เหรินซวงตกใจไม่คิดว่าจะเป็นชายสูงศักดิ์
“เจ้ายังคงจำสามีตัวเองได้อยู่สินะ” องค์รัชทายาททรงกริ้ว
“พวกเราหย่ากันแล้วนะเพคะ อีกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราก็เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น” เหรินซวงเตือน
“เจ้าไม่เคยคิดว่าเราเป็นสามีเลยงั้นหรือ” องค์รัชทายาททรงเค้นถาม
“หม่อมฉันมิกล้าคิดเช่นนั้นหรอกเพคะ” เหรินซวงมิบังอาจ
“งั้นเราจะทบทวนให้ดูว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราเป็นแบบไหน” องค์รัชทายาททรงดึงตัวหญิงเข้ามากอดและจูบหญิงสาวแบบไม่ทันตั้งตัว
“อย่านะเพคะ อื้อ….” เหรินซวงพูดไม่ได้อีกต่อไป
ชายชุดดำได้ขโมยจูบหญิงสาว ทั้งสองจูบกันอย่างดูดดื่ม จนกระทั่ง
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“แม่นางเหรินซวง! ท่านอ๋องทรงส่งข้ามารับใช้ท่านเจ้าคะ” นางกำนัลเคาะประตูและตะโกนบอก
องค์รัชทายาททรงยอมปล่อยหญิงสาว และขู่ว่า “จงไล่นางไป ไม่งั้นเราจะทำยิ่งกว่านี้”
“ไม่เพ...” เมื่อเหรินซวงมองเห็นว่าพระองค์ทรงจะกระทำจริงๆ นางก็เลยตะโกนว่า “ไว้มาวันพรุ่งนี้เถอะนะ วันนี้เราอยากพักผ่อน”
“ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นวันพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่นะเจ้าคะ” นางกำนัลกล่าว
พอองค์รัชทายาททรงได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจากไปแล้วจริงๆ พระองค์จึงตรัสถาม “เจ้าไปที่ไหนกับท่านอ๋อง แล้วพวกเจ้าทำอะไรกันหรือเปล่า”
“มันไม่เกี่ยว….” เหรินซวงรีบชะงัก เพราะนางเห็นว่าองค์รัชทายาททรงกำลังจะดึงตัวนางเข้าไปกอดอีก นางก็เลยว่า “แค่ไปพายเรือเล่นและพูดคุยกันเท่านั้นเพคะ ไม่มีอะไรเกินเลย”
“ดีมาก! เราจะไม่ยอมแพ้ แต่เจ้าก็ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ห้ามปล่อยกายปล่อยใจให้ชายอื่นเด็ดขาด เข้าใจมั้ย” องค์รัชทายาทตรัสสั่ง
“แต่พวกเรา…” เหรินซวงรีบชะงักอีก เพราะองค์รัชทายาททรงกอดนางไว้แน่น และเตรียมล่วงเกินนางอีก
“เราถามว่าเข้าใจมั้ย หรือว่าจะต้องให้เราทบทวนใหม่ตั้งแต่ต้น” องค์รัชทายาททรงขู่
“เข้าใจเพคะ” เหรินซวงกล่าว
“เราไปนะ ปิดประตูใส่กลอนให้ดี อย่าให้ชายคนไหนย่างกายเข้ามานอกจากเรา” องค์รัชทายาททรงกำชับ
“เพคะ” เหรินซวงจำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
องค์รัชทายาททรงสวมผ้าคลุมหน้าแล้วรีบกระโดดหนีหายไปทางช่องหน้าต่างทันที
เหรินซวงที่ตอนนี้หัวใจเต้นแรงมาก นางคิดในใจว่า “เราไม่ได้เป็นอะไรกับพระองค์เสียหน่อย”
********************************************
เช้าวันถัดมา เหรินซวงได้ทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าอยู่ดีๆ นางก็ต้องเจอเข้ากับชายชุดดำอีกครั้ง
“เจ้าเป็นใครน่ะ และต้องการอะไร” เหรินซวงไม่คิดว่าจะเป็นองค์รัชทายาทอีก
“อย่าตกใจไป เราคือสามีของเจ้าเอง” องค์รัชทายาทตรัส
“หม่อมฉันบอกกี่ทีแล้วเพคะ ว่าหม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรกับพระองค์” เหรินซวงกล่าวย้ำ
“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ตอนนี้เราขอยืมของแทนใจหน่อยสิ” องค์รัชทายาทตรัส
“ของแทนใจอะไรเพคะ หม่อมฉันไม่มีหรอก” เหรินซวงกล่าว
“เราจะต้องต่อสู้กับท่านอ๋อง และมันอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้” องค์รัชทายาทตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พระองค์ก็ทรงอย่าประลองสิเพคะ” เหรินซวงกล่าว
“เราไม่อยากสูญเสียเจ้าให้ใคร” องค์รัชทายาทตรัส
สักพักนางกำนัลก็เคาะประตู “แม่นางเหรินซวง ใกล้ได้เวลาไปชมการประลองแล้วนะเจ้าค่ะ ท่านอ๋องทรงส่งข้ามารับเจ้าไปขึ้นเกี้ยวเพื่อชมการประลอง”
“เดี๋ยวนะ! ข้ายังแต่งตัวไม่เสร็จ พอเสร็จแล้ว ข้าจะรีบออกไป” เหรินซวงรีบตะโกนบอก
“เจ้าค่ะ” นางกำนัลรับคำ
องค์รัชทยาททรงแบพระหัตถ์เพื่อรอรับของแทนใจ
เหรินซวงก็เลยยอมยื่นปี่เซียะที่ท่านพ่อเฒ่าหมิงฟุมอบให้นางเก็บไว้เพื่อมอบให้กับองค์รัชทายาทไว้ใช้เป็นของแทนใจ
องค์รัชทายาททรงแอบยิ้มมุมพระโอษฐ์ พระองค์ทรงดำริว่า “เจ้ายังคงเก็บไว้กับตัวตลอดสินะ”
“ทรงรีบไปสิเพคะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า” เหรินซวงกลัวมีคนเข้าใจผิด
“เราจะชนะการประลองครั้งนี้ คอยดูก็แล้วกัน” องค์รัชทายาทตรัสคำมั่น
********************************************
ณ ลานประลอง
ชายสูงศักดิ์ทั้งสองต่างจับทวนพร้อมที่จะต่อสู้ตรงลานประลอง
เหรินซวงกลับกังวลว่าองค์รัชทายาททรงอาจได้รับอันตรายจากการต่อสู้ครั้งนี้
พอทั้งสองพระองค์ทรงต่อสู้กัน องค์หญิงห้าก็เลยเสด็จไปที่ริมสระบัวเพราะไม่อยากชมการประลอง
“ทรงไม่ทอดพระเนตรหรือเพคะ” เหรินซวงรีบทักองค์หญิงห้าตอนที่พระนางทรงกำลังจะลุกไปที่อื่น
“คนที่ต้องลุ้นผลการแข่งขันคือเจ้าต่างหาก ส่วนเรานั้น ไม่ว่าใครแพ้หรือชนะ ยังไงเราก็ได้กลับแคว้นฉินอยู่ดี สู้เราเอาเวลานี้ไปชมธรรมชาติดีกว่า” องค์หญิงห้าตรัส
เหรินซวงอยากจะตามเสด็จไป แต่นางอยากรู้ผลการแข่งขันจริงๆ เพราะมันหมายความว่า นางจะต้องแกล้งทำเป็นอภิเษกกับท่านอ๋อง หรือว่านางจะต้องกลับแคว้นฉินไปพร้อมกับองค์รัชทายาท
การต่อสู้ผ่านไปสองชั่วยาม องค์รัชทายาททรงสามารถกวัดแกว่งทวนหลอกล่อ จนกระทั่งสามารถปัดทวนให้หลุดจากมือของผู้ต่อสู้และจ่อทวนไปที่คอของฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ
“รอบนี้องค์รัชทายาททรงเป็นฝ่ายชนะ” ท่านแม่ทัพประกาศ
องค์รัชทายาททรงลดทวนลงและคุกเข่า จากนั้นก็ตรัสว่า “ขอประทานอภัยที่ล่วงเกินพะย่ะค่ะ”
“นั่นหมายความว่าเจ้าคงรักเหรินซวงจริงๆ เพราะเจ้าสู้กับเราอย่างเอาเป็นเอาตาย และไม่ยอมอ่อนข้อให้เราเลย เอาเป็นว่าเพื่อเป็นรางวัลที่เจ้าเป็นผู้ชนะรอบนี้ เราจะให้เหรินซวงไปเที่ยวกับเจ้าทั้งวันก็แล้วกัน และวันพรุ่งนี้ค่อยมาแข่งยิงธนูกัน” ท่านอ๋องตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงดีพระทัย
จากนั้นองค์รัชทายาทก็ทรงม้าและควบไปทางเหรินซวง จากนั้นก็คว้าตัวนางให้ขึ้นมานั่งบนม้าด้วยกัน
“ว๊าย! ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” เหรินซวงตกใจสุดขีด
“ไปเที่ยวกัน” องค์รัชทายาทตรัสสั้นๆ
“ทำไมต้องทำรุนแรงด้วยเพคะ ตรัสบอกหม่อมฉันดีๆ หม่อมฉันก็ยอมขึ้นม้าไปพร้อมกับพระองค์แล้ว” เหรินซวงต่อว่า
“เงียบๆ ก่อน เราไม่อยากให้ใครติดตามมา” องค์รัชทายาททรงรีบควบม้าไปที่ป่าแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ลานประลอง
“อย่าบอกนะ ว่าจะพาหม่อมฉันหนี” เหรินซวงตกใจ
“ก็ใช่น่ะสิ” องค์รัชทายาททรงแกล้งตรัส
“อะไรนะเพคะ! ทรงอย่าลืมสิว่าตอนนี้องค์หญิงห้ายังอยู่ในวัง หากทรงกระทำอะไรบุ่มบ่าม พระนางอาจได้รับอันตรายได้นะเพคะ” เหรินซวงเตือน
“เราล้อเล่น! ไปกันเถอะ เราจะพาเจ้าเข้าไปในเมืองเพื่อเลือกซื้อของด้วยกัน” องค์รัชทายาททรงต้องการพาคนรักไปท่องเที่ยว
“ทรงอยากซื้อของฝากหรือเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“เปล่า! เราอยากรู้จักเจ้าให้มากขึ้น เราอยากรู้ว่าเจ้าชอบอะไร และไม่ชอบอะไร” องค์รัชทายาทตรัส
“เอ่อ ทรงอย่าลืมสิเพคะว่า ยังมีการแข่งขันรอบที่สามอีก และใครก็รู้ว่าท่านอ๋องทรงเชี่ยวชาญการยิงธนูมากเพียงใด” เหรินซวงกล่าวเตือน
“เจ้าก็ยืนกรานที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเราสิ” องค์รัชทายาทตรัสแนะนำ
“แต่พวกเราไม่ได้รักกัน ทำไมหม่อมฉันต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะเพคะ” เหรินซวงกล่าว
“วันนี้เราจะพิสูจน์ให้เจ้าดูว่าพวกเราไม่ได้รักกันจริงหรือเปล่า” องค์รัชทายาทตรัส
และแล้วองค์รัชทายาทที่กำลังทรงม้าตัวเดียวกับเหรินซวงก็ควบม้ามุ่งหน้าเข้าไปในป่าเพื่อชมธรรมชาติแคว้นฝาง แล้วก็ควบม้ากลับวังเพื่อนำม้ามาคืนฝ่ายทหารม้า จากนั้นก็จูงมือพาเหรินซวงไปเที่ยวที่ตลาดเพื่อเลือกซื้อของด้วยกัน
********************************************
องค์หญิงห้าทรงเสด็จไปที่ป่าที่ตั้งอยู่หลังสถานที่ฝึกอบรมความรู้ในเชิงปราชญ์ที่พระนางเคยมาฝึกอบรมกับพี่สาวเมื่อสามปีที่แล้ว โดยในตอนนั้นองค์หญิงสี่ทรงเสด็จมาที่แคว้นฝางในฐานะตัวแทนแคว้นฉิน ส่วนองค์หญิงห้าทรงแอบตามมาเป็นเพื่อนเสด็จพี่ องค์หญิงห้าจึงทรงจำต้องปลอมตัวเป็นสามัญชนและอยู่ในฐานะสหายขององค์หญิงสี่โดยใช้พระนามว่าซีหมิง ทั้งๆ ที่พระนามจริงของพระนางก็คือ หมิงซี
องค์หญิงห้าทรงเสด็จมาถึงริมลำธารที่อยู่หลังสถานฝึกอบรม พอมองเห็นมีคนนอนอยู่บนเรือแจวข้ามฟาก พระนางก็เลยปลุก
“เจ้าคนพายเรือ! ตื่นได้แล้ว เราจะนั่งเรือข้ามฟาก” องค์หญิงห้าตรัส
ชายหนุ่มคนที่สวมหน้ากาก เขาไม่ได้หลับ เขาแค่นอนเล่นอยู่บนเรือ พอได้ยินเสียงหญิงสาว เขาก็เลยลืมตา พอเห็นว่าเป็นองค์หญิงห้าก็เลยว่า “องค์หญิงห้าทรงมาทำอะไรที่นี่งั้นหรือพะย่ะค่ะ”
“ท่านรู้จักเราด้วยงั้นหรือ” องค์หญิงห้าทรงแปลกพระทัย
“เอ่อ กระหม่อมเคยคุกเข่ารับเสด็จ ตอนที่ขบวนเสด็จของพระองค์เคลื่อนผ่านพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าวอ้าง
“เราอยากข้ามฟากไปอีกฝั่ง พายเรือไปส่งเราหน่อยสิ” องค์หญิงห้าตรัส
“ทรงไปทำอะไรที่นั่นพะย่ะค่ะ ทรงมาลำพังแบบนี้ ไม่กลัวอันตรายอย่างนั้นหรือ” ชายสวมหน้ากากแปลกใจ
“นี่มันเรื่องส่วนตัวของเรา จะเอามั้ยล่ะอัฐ” องค์หญิงห้าไม่ยอมตรัสบอกอะไร
“กระหม่อมพาไปก็ได้พะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
ชายสวมหน้ากากจึงพายเรือข้ามฟากไปส่งองค์หญิงห้า แต่เขารู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยขององค์หญิง ดังนั้นเขาก็เลยแอบติดตามพระนางไปจนกระทั่งถึงลานฝังขุมทรัพย์
เนื่องจากเมื่อสามปีที่แล้ว ได้มีกิจกรรมฝังของมีค่าของแต่ละคน โดยที่แต่ละคนจะต้องแอบฝังของมีค่าของตนโดยที่ไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ แต่ถ้าใครอยากสมหวังในความรัก คนคนนั้นจะต้องตามหาของมีค่าของคนที่แอบหลงรักให้เจอ
องค์หญิงห้าทรงรีบเสด็จไปยังจุดที่ตนแอบฝังสร้อยบุษราคัมประจำตัว จากนั้นก็ขุด จนกระทั่งพบสร้อยบุษราคัมของพระองค์ได้พันมีดสั้นอยู่
“นี่มันอะไรกัน! ใครเอาสร้อยของเรามาพันไว้กับมีดสั้นแบบนี้ แถมพันไว้แน่นแบบนี้ แล้วใครจะไปแกะออกกันล่ะ” องค์หญิงห้าทรงบ่น
“ส่งสร้อยนั่นมา ถ้าไม่อยากตาย” ชายสวมหน้ากากถือโอกาสปล้น
“เจ้าคือคนที่พายเรือข้ามฟากมาส่งเรานี่” องค์หญิงห้าทรงตกพระทัย
“กระหม่อมก็เคยเตือนพระองค์แล้วว่า ที่นี่มันอันตราย” ชายสวมหน้ากากกล่าวอ้าง
“เราจะมอบทองให้เจ้า แต่ขอเรากลับเข้าไปในวังก่อน” องค์หญิงห้าตรัสอุบาย
“อย่าหลอกกระหม่อมเลย พระองค์ทรงจะให้ทหารจับตัวกระหม่อมสินะ ตอนนี้กระหม่อมต้องการสร้อยบุษราคัมนั่น” ชายสวมหน้ากากชี้ไปที่สร้อยที่พันมีดสั้นอยู่
“เราไม่ให้!” องค์หญิงห้าทรงรีบเก็บไว้กับตัว
“คงต้องใช้ไม้แข็งสินะ” ชายสวมหน้ากากจับดาบ
“เจ้าจะฆ่าเราอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงห้าทรงตกพระทัย
ชายสวมหน้ากากไม่ได้ชักดาบ แต่เขาทำเพียงใช้ดาบที่ยังไม่ชักออกจากฝักปัดผ้าที่ปิดบังครึ่งหน้าขององค์หญิงออก
“ซีหมิง! เป็นเจ้าจริงด้วย” ชายสวมหน้ากากตกใจที่เห็นคนรู้จัก
“เจ้าเป็นใครกันแน่ หรือว่าเป็นสหายที่ฝึกอบรมความรู้ในเชิงปราชญ์ด้วยกัน” องค์หญิงห้าทรงสงสัย
“ที่แท้ซีหมิงก็คือพระองค์ องค์หญิงห้า” ชายสวมหน้ากากนึกไม่ถึง
“เรายอมให้สร้อยบุษราคัมกับเจ้าก็ได้ แต่เจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเราคือซีหมิงที่เคยอบรมที่นี่เมื่อสามปีที่แล้ว” องค์หญิงห้ายอมยื่นสร้อยที่พันมีดสั้นให้ฝ่ายชาย
“ทรงปกปิดทำไมพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากไม่เข้าใจ
“ช่างมันเถอะ ต่อไปซีหมิงก็จะไร้ตัวตน อีกไม่นานเราก็จะกลับแคว้นฉินอยู่แล้ว” องค์หญิงห้าตรัส
“ท่านอ๋องทรงตามหาซีหมิงจนทั่วทั้งแคว้นฝางแต่หาไม่เจอ ที่แท้พระองค์ก็ทรงเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นฉินนี่เอง” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“ตอนนี้ท่านอ๋องทรงคลั่งไคล้ผู้หญิงคนใหม่แล้ว พระองค์ทรงเจ้าชู้จะตายไป ที่เจ้าบอกว่าพระองค์ทรงออกตามหาซีหมิงอยู่ คงจะเป็นข่าวลือเสียมากกว่า และอีกอย่างท่านอ๋องทรงเป็นผู้ปกครองแคว้นฝาง แต่กลับแย่งชิงพี่สะใภ้ของเรา” องค์หญิงห้าทรงไม่พอพระทัยในการกระทำของท่านอ๋อง
“กระหม่อมได้ยินข่าวมาว่าแม่นางเหรินซวงกับองค์รัชทายาทได้หย่าขาดจากกันแล้วนี่พะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าวอ้าง
“พระนางแอบเขียนใบหย่าและหนีหายไปต่างหาก เราได้ข่าวว่าเสด็จพี่ได้ฉีกหนังสือหย่าไปแล้วด้วย ทรงประกาศบอกกับทุกคนในวังว่าเหรินซวงยังคงเป็นชายาของพระองค์อยู่ และหากใครทราบเบาะแสของพระนาง พระองค์ก็ทรงจะตบรางวัลให้อย่างงาม” องค์หญิงห้าทรงสงสารพระเชษฐา
“ไม่ใช่องค์หญิงห้าทรงหึงหวงท่านอ๋องอยู่หรือพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากสงสัย
“เราไม่ได้เป็นอะไรกับท่านอ๋อง เราจะไปกล้าหึงหวงพระองค์ได้อย่างไร” องค์หญิงห้าตรัส
“ในตอนนั้นท่านอ๋องทรงทุ่มเทตามจีบพระองค์ จนพระองค์ทรงมีพระทัยให้ แต่แล้วพอองค์หญิงสี่ตรัสอะไรบางอย่างกับพระองค์ พระองค์ก็ทรงตีตนออกห่างจากท่านอ๋อง โดยที่ไม่ยอมฟังคำตรัสใดๆ จากท่านอ๋องเลย ทรงให้ความเป็นธรรมต่อท่านอ๋องบ้างสิพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“ก็ท่านอ๋องกับเสด็จพี่ทรงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เจ้าจะให้เรากล้าไปแย่งชิงพระสวามีของเสด็จพี่ได้อย่างไร นี่ดีนะที่เสด็จพี่ทรงไม่ได้ตั้งครรภ์ให้เป็นที่อับอาย” องค์หญิงห้าทรงหลงเชื่อคำตรัสของเสด็จพี่สี่
“แล้วพระองค์ก็ทรงหลงเชื่อหรือพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเปิดเผยเรื่องแบบนี้ให้คนอื่นฟังหรอกนะ นี่คงจะเหลืออดจริงๆ” องค์หญิงห้าทรงดำริว่านี่เป็นเรื่องน่าอับอาย
“ในเมื่อท่านอ๋องทรงดูไม่ดีในสายตาของพระองค์ และเหตุใดพระองค์ถึงทรงยอมเป็นตัวแทนอภิเษกกับท่านอ๋องล่ะพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากสงสัย
“เราไม่ได้อยากมา แต่เสด็จพี่สี่ทรงไม่อยากกลับมายังสถานที่ที่ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเจ็บปวดพระทัยอีก ดังนั้นพระนางจึงทรงทูลขอเสด็จพ่อเพื่อสับเปลี่ยนให้เรามาที่แคว้นฝางแทนต่างหาก” องค์หญิงห้าทรงอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” ชายสวมหน้ากากเริ่มเข้าใจทุกอย่าง
“เราจะต้องรีบกลับแล้ว หากเราหายไปนาน ทหารแคว้นฉินต้องออกตามหาเราอยู่เป็นแน่ ถ้าเจ้าไม่อยากตาย เจ้ายอมปล่อยเรากลับวังดีกว่า” องค์หญิงห้าตรัสขู่
“แล้วใครจะรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ที่นี่กับกระหม่อม ตอนที่หนีออกมาจากวัง ทรงไม่ได้บอกใครไว้ไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากยิ้มมุมปาก
องค์หญิงทรงเม้มพระโอษฐ์ ทรงแอบควักผงระคายตาที่ใช้สำหรับป้องกันตัว พอสบโอกาสเหมาะ พระองค์ก็ทรงรีบขว้างผงดังกล่าวใส่หน้าชายแปลกหน้าทันที
แต่ชายคนนั้นมีวรยุทธ์สูงจึงหลบทันอย่างหวุดหวิด และรีบกระโจนเข้าไปจับกุมตัวหญิงสาว จนทั้งสองล้มไปนอนราบกับพื้นและกลิ้งกอดกันพัลวัน บัดนี้กลับกลายเป็นว่าชายสวมหน้ากากกำลังคร่อมตัวหญิงสาวอยู่
“ปล่อยเราไปเถิด เราขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรเราเลย ของมีค่านั่น เจ้าก็เอาไปแล้ว และหากเจ้าอยู่ในชั้นอบรมกับเราเมื่อสามปีที่แล้วจริง นั่นแสดงว่าเจ้าก็เคยเป็นบัณฑิตมาก่อน บัณฑิตไม่ควรทำร้ายสตรีแบบนี้นะ” องค์หญิงห้าตรัสเกลี้ยกล่อม
ชายสวมหน้ากากยิ้มมุมปาก จากนั้นก็ลุกออกจากตัวองค์หญิง และประคองให้องค์หญิงทรงลุกขึ้นยืนดีๆ
“กระหม่อมล้อเล่นพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
“เจ้าล้อเล่นรุนแรงเกินไปนะ รู้มั้ยว่าเรากลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว” องค์หญิงห้าทรงสั่นเทาเพราะหวาดกลัว
“กระหม่อมอยากแสดงให้เห็นว่า ทุกที่ล้วนมีอันตราย พระองค์ทรงไม่ควรไปไหนมาไหนเพียงลำพังแบบนี้” ชายสวมหน้ากากเตือน
“เราทราบแล้ว ต่อไปเราจะระวังตัวมากกว่านี้” องค์หญิงห้าทรงโล่งพระทัยที่ชายตรงหน้าไม่ได้ทำร้ายพระองค์อย่างที่ดำริไว้
“นี่พะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากแกะสร้อยบุษราคัมออกแล้วยื่นมีดสั้นให้หญิงสาว
“ยื่นมีดสั้นให้เราทำไม” องค์หญิงห้าทรงสงสัย
“กระหม่อมต้องการเพียงสร้อยบุษราคัม ไม่ได้ต้องการมีดสั้นเสียหน่อยพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากเก็บสร้อยไว้กับตัว
“แต่มีดนั่นไม่ใช่ของเรา” องค์หญิงห้าทรงไม่กล้ารับ
“ทรงเก็บไว้ให้ดีเถิด เอาไว้ป้องกันตัวก็ได้ มันคงดีกว่าการใช้ผงระคายตานั่นไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากกล่าว
องค์หญิงห้าจึงทรงเก็บมีดสั้นไว้กับตัว จากนั้นก็ยอมเสด็จตามชายสวมหน้ากากกลับไปขึ้นเรือ เพื่อนั่งเรือข้ามฟากกลับไป
องค์หญิงทรงโล่งพระทัยที่ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าชายสวมหน้ากากกลับไปนอนบนเรือต่อหลังจากพายเรือกลับมาถึงอีกฟากแล้ว ดังนั้นพระองค์จึงทรงใช้ผ้าปิดบังครึ่งหน้า และรีบเสด็จกลับวังโดยด่วน ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า
หลังจากที่องค์หญิงทรงเสด็จไป ชายสวมหน้ากากก็ถอดหน้ากากกลายเป็นท่านอ๋องที่มีใบหน้าไร้รอยแผลเป็น พระองค์ทรงดำริว่า “เราเจอเจ้าแล้ว ซีหมิง ไม่ใช่สิ องค์หญิงหมิงซี ที่เจ้ายอมองค์หญิงสี่ทุกอย่าง ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ต้องเชื่อฟังเจ้านายชั้นสูง แต่เป็นเพราะเจ้าเป็นน้องสาวที่รักและเชื่อฟังพี่สาวมากนี่เอง”
********************************************
ณ ร้านขายเสื้อผ้า
“หม่อมฉันไม่ชอบสีฟ้าเสียหน่อยเพคะ” เหรินซวงบ่นกับเสื้อผ้าที่ชายสูงศักดิ์เลือกให้
“วันนี้แต่งตามใจเราสักวันนะ” องค์รัชทายาทตรัสเสียงเศร้า
“ทำไมพระองค์ถึงทรงแสดงสีหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะเพคะ” เหรินซวงสังเกตได้
“เราขอโทษ เราคงไม่อาจเอาชนะในการแข่งขันยิงธนูได้” องค์รัชทายาททรงกังวล
“ทำไมล่ะเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“ท่านอ๋องทรงยิงธนูแม่นมาก แม้หลับดวงเนตร พระองค์ก็ยังทรงยิงธนูแม่นอยู่ดี เราได้ยินกิตติศักดิ์ของพระองค์มานานแล้ว ดังนั้นหากเจ้าไม่ยืนกรานที่จะอยู่กับเรา ยังไงก็คงไม่มีวันที่พวกเราจะได้ลงเอยกันหรอก” องคัรัชทายาททรงกังวล
เหรินซวงทำตัวไม่ถูก เพราะความจริงแล้วนางแค่แกล้งแสดงละครว่าเป็นคนรักของท่านอ๋องก็เท่านั้นเอง และอีกหน่อยนางก็จะได้กลับแคว้นฉินอยู่แล้ว แต่ถ้าองค์รัชทายาททรงเป็นฝ่ายชนะ นางก็ต้องกลับไปอดทนใช้ชีวิตอยู่ในวังอีก ดังนั้นสู้นางเลือกให้ท่านอ๋องเป็นฝ่ายชนะยังดีเสียกว่า
"เจ้าไม่ตอบแบบนี้ แสดงว่าเจ้าไม่อยากอยู่กับเราสินะ” องค์รัชทายาททรงรู้สึกน้อยพระทัย
“องค์รัชทายาทเพคะ พวกเราแสดงละครเป็นคนรักกันมาโดยตลอด ทรงอย่าฝืนพระองค์แสดงละครอีกเลยนะเพคะ” เหรินซวงเตือน
“เจ้าไม่เชื่อเราสินะ ว่าเรารักเจ้ามากแค่ไหน” องค์รัชทายาททรงไม่ได้แสดงละคร แต่ทรงไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ฝ่ายหญิงยอมเชื่อพระองค์
“หากพระองค์ทรงชนะการแข่งครั้งที่สาม หม่อมฉันจะเชื่อว่าพระองค์ทรงรักหม่อมฉันจริง และหม่อมฉันจะยินดีกลับเข้าวังพร้อมกับพระองค์เพคะ” เหรินซวงยอมให้โอกาส
“งั้นพวกเรารีบกลับวังกันเถอะ” องค์รัชทายาททรงฮึดสู้
“ทรงไม่ท่องเที่ยวแล้วงั้นหรือเพคะ” เหรินซวงแปลกใจ
“เราจะฝึกซ้อมยิงธนูเพื่อเจ้า” องค์รัชทายาทตรัสอย่างมุ่งมั่น
เหรินซวงแอบซึ้งใจนิดๆ แต่ทว่า
********************************************
ณ ลานยิงธนู
“ไหนว่าพระองค์ทรงจะยิงธนูเพื่อหม่อมฉันไงเพคะ แล้วเหตุไฉนถึงจับหม่อมฉันมาเป็นเป้าแบบนี้” เหรินซวงบ่น
“เจ้าวางแอปเปิ้ลไว้บนหัวดีๆ สิ เดี๋ยวเราก็ยิงพลาดหรอก” องค์รัชทายาททรงตะโกน
“ทรงอย่าพลาดนะเพคะ” เหรินซวงกำชับ
“เราขอรับรองด้วยเกียรติเลยว่า เราจะไม่ยอมปล่อยให้เจ้าตายเด็ดขาด” องค์รัชทายาทตรัสคำมั่น
“อย่าทำให้หม่อมฉันพิการไปล่ะเพคะ” เหรินซวงย้ำอีก
“เชื่อมือเราได้เลย” องค์รัชทายาททรงยิงธนูโดยยิงแอปเปิ้ลที่อยู่บนศีรษะคนรัก ทั้งนี้เพื่อเป็นการบังคับให้พระองค์ทรงต้องยิงให้แม่นยำเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคนรักของพระองค์อาจเกิดอันตรายได้
และแล้วเหรินซวงก็กลายเป็นเป้าให้องค์รัชทายาททรงยิงธนูตลอดสามชั่วยาม และนั่นก็แสดงให้เห็นว่าองค์รัชทายาทเองก็ทรงมีฝีมือในการยิงธนูไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านอ๋องเลยสักนิด
พอทั้งสองแยกย้ายกันไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จ สักพักท่านอ๋องก็ทรงเรียกทั้งสองเข้าเฝ้าเป็นการด่วน
********************************************
ณ ห้องทรงงาน
“ทรงให้กระหม่อมและเหรินซวงเข้าเฝ้าทำไมหรือพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงสงสัย
“เรายินยอมอภิเษกกับองค์หญิงห้าแล้ว” ท่านอ๋องทรงเกริ่น
“แล้วเหรินซวงล่ะพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาททรงสงสัย
“นางยังไม่ได้บอกเจ้าอีกอย่างนั้นหรือ ว่านางแค่มาคอยทาแผลเป็นที่ใบหน้าของเราให้ก็เท่านั้นเอง อีกไม่นานเราก็จะส่งนางกลับแคว้นฉินแล้ว” องค์รัชทายาทตรัสเล่า
องค์รัชทายาททรงหันไปทอดพระเนตรเหรินซวงอย่างคาดคั้น
เหรินซวงก้มหน้าไม่ยอมสบตา
“นางชอบแกล้งกระหม่อมเสมอ นางก็เลยไม่ยอมบอกกระหม่อมเรื่องนี้พะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัส
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าคือชายาขององค์รัชทายาท เจ้าก็จงกลับวังแคว้นฉินเถอะนะ” ท่านอ๋องทรงยอมคืนเหรินซวงให้สามีของนาง
“แต่ว่า…” เหรินซวงกำลังจะพูดแต่โดนกล่าวแทรก
“องค์รัชทายาททรงอดทนเพื่อเจ้ามากเลยนะเหรินซวง เจ้ารู้หรือเปล่าว่า องค์รัชทายาทนั้นได้รับบาดเจ็บที่หลัง เขาโดนทวนของเราฟาดไปที่หลังจนน่าจะเกิดรอยช้ำมากมาย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังฝืนตัวไปซ้อมยิงธนูกับเจ้าอีก” ท่านอ๋องตรัสอธิบาย
“เป็นความจริงหรือเพคะ” เหรินซวงไม่รู้มาก่อนว่าองค์รัชทายาททรงได้รับบาดเจ็บ
“เจ้าออกไปก่อนนะเหรินซวง เรามีเรื่องจะกล่าวกับองค์รัชทายาทตามลำพัง หลังจากนี้เจ้าค่อยกลับไปทาแผลฟกช้ำที่ห้องขององค์รัชทายาทเถอะนะ” ท่านอ๋องทรงต้องการตรัสธุระกับองค์รัชทายาทเพียงลำพัง
“เพคะ” เหรินซวงรับคำ
พอเหรินซวงเดินออกไป ท่านอ๋องก็ทรงกระซิบอะไรบางอย่างกับองค์รัชทายาท
********************************************
ณ ห้องบรรทมขององค์รัชทายาท
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อยสิ เจ้าจะฆ่าเราอย่างนั้นหรือ” องค์รัชทายาททรงบ่นเพราะเหรินซวงทายาหนักมือไปหน่อย
“รอยซ้ำเยอะแยะซะขนาดนี้ เหตุใดพระองค์ถึงยังทรงทนไหวล่ะเพคะ” เหรินซวงตกใจ
“ก็เราบอกแล้วไงว่าเราจะไม่ยอมสูญเสียเจ้าไปให้ใครไงล่ะ” องค์รัชทายาททรงยอมทุ่มเท
เหรินซวงเขิน แต่ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อน “แล้วท่านอ๋องทรงตรัสอะไรกับพระองค์หรือเพคะ”
“เป็นความลับน่ะ” องค์รัชทายาททรงไม่ยอมบอก
“องค์หญิงห้าก็คือซีหมิงใช่มั้ยเพคะ” เหรินซวงพอจะเดาออก
“เจ้าเองก็รู้เรื่องนี้สินะ” องค์รัชทายาททรงสงสัย
“ก็ท่านอ๋องทรงสั่งให้หม่อมฉันแกล้งแสดงเป็นคนรักก็เพื่อที่จะหลอกองค์หญิงสี่ เพราะความจริงแล้วพระองค์ทรงยังคงรอคอยแม่นางซีหมิงหรือองค์หญิงห้ามาโดยตลอดเพคะ” เหรินซวงรู้สึกเห็นใจ
“ก็ไม่รู้ว่าแผนการดังกล่าวจะช่วยให้น้องห้ารับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของท่านอ๋องได้หรือเปล่านะ เพราะน้องห้านั้นได้มีอคติต่อท่านอ๋องไปแล้ว” องค์รัชทายาทตรัส
“หม่อมฉันทายาเสร็จแล้วเพคะ พระองค์ทรงรีบสวมฉลองพระองค์เถิด เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า อาจเข้าใจผิดได้” เหรินซวงรีบหันหลังให้
องค์รัชทายาททรงสวมฉลองพระองค์เสร็จ จากนั้นก็ยื่นปี่เซียะคืนให้
“ทำไมถึงมีปี่เซียะสองอันล่ะเพคะ พระองค์ทรงมีปี่เซียะอีกอันได้อย่างไรกัน” เหรินซวงตกใจเพราะปี่เซียะสองอันนั้นเหมือนกันมาก
“เจ้าลองเดาดูสิ” องค์รัชทายาทตรัสยิ้มๆ
“พระองค์คือพ่อเฒ๋าหมิงฟุใช่มั้ยเพคะ” เหรินซวงคาดเดา
“หมิงฟุคือนามของเรา แต่เราไม่ได้เป็นพ่อเฒ่า” องค์รัชทายาททรงยอมเผย
“ทรงหลอกหม่อมฉันทำไมเพคะ” เหรินซวงไม่เข้าใจ
“เจ้าเก็บปี่เซียะไว้อันนึงเถิด ส่วนเราก็จะเก็บปี่เซียะอีกอันไว้เหมือนกัน” องค์รัชทายาทตรัส
เหรินซวงจึงเก็บปี่เซียะไว้หนึ่งชิ้น จากนั้นนางก็รีบหันหลังเตรียมจะกลับ แต่กลับถูกองค์รัชทายาททรงกอดจากทางด้านหลังและหอมแก้มอย่างหมั่นเขี้ยว
“อย่าทิ้งเราไปไหนอีกนะ” องค์รัชทายาทตรัสเสียงหวาน
“หม่อมฉันแค่จะกลับห้องเท่านั้นเพคะ” เหรินซวงตกใจ
“พวกเราจะกลับไปและเข้าพิธีอภิเษกกันจริงๆ ที่แคว้นฉิน ต่อไปนี้จะไม่ใช่การแสดงละครใดๆ อีก ดังนั้นตอนนี้เราจะให้เกียรติเจ้า จะยังไม่ทำอะไรเจ้าในตอนนี้” องค์รัชทายาททรงกระซิบ
“ทรงแน่พระทัยที่จะอภิเษกกับหม่อมฉันอย่างนั้นหรือเพคะ” เหรินซวงสงสัย
“เรารู้ ว่าเจ้ารู้สึกสูญเสียความมั่นใจที่เหลียงกังไม่เลือกเจ้า แต่เจ้าควรต้องเข้าใจไว้เสมอว่าคนเรานั้นมีความชื่นชอบแตกต่างกัน การที่เขาไม่ได้ชอบเจ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่ดี ดังนั้นต่อไปเจ้าจงเลิกคิดได้แล้วว่าเจ้าไม่มีคุณค่าใดๆ ที่ใครจะมารักเจ้า ตอนนี้จงรู้เพียงว่าชายที่กอดเจ้าอยู่ในตอนนี้รักเจ้ามากเพียงใด” องค์รัชทายาททรงสารภาพรัก
เหรินซวงมีน้ำตาคลอ นางนึกไม่ถึงว่าจะมีใครรักนางโดยแท้จริง
องค์รัชทายาททรงจับไหล่ของหญิงสาวให้หันมาหาพระองค์ จากนั้นพระองค์ก็ทรงเช็ดน้ำตาให้ แล้วจูบหน้าผาก เรื่อยมาที่แก้ม จากนั้นก็กลายเป็นจูบปากหญิงสาว แต่ในครั้งนี้เหรินซวงกลับยินยอมพร้อมใจจูบตอบ นางไม่ขัดขืนใดๆ อีก เป็นการแสดงให้เห็นว่านางเองก็มีใจให้พระองค์เช่นกัน
แต่ทว่าพอเหรินซวงตั้งสติได้ นางก็รีบผลักพระองค์ออก
“ทำไมล่ะ” องค์รัชทายาททรงสงสัย
“ก็พระองค์ตรัสว่าจะกระทำอย่างว่า หลังเข้าพิธีอภิเษกครั้งใหม่ไม่ใช่หรือเพคะ” เหรินซวงย้ำเตือน
“ก็ได้! ความจำแม่นจริงนะ เจ้ารีบกลับห้องไปเถิด ก่อนที่เราจะหักห้ามใจตัวเองไว้ไม่อยู่” องค์รัชทายาททรงขู่
เหรินซวงรีบกอดตัวเอง แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที เพราะความจริงนั้นนางทั้งเขินและทั้งกลัวห้ามใจตัวเองไว้ไม่อยู่เช่นกัน