บทที่186 ฟ้าเปิด
หลายผู้เข้าใจว่าแสงสังหารแห่งวจนะอยู่ที่เขาเถาหมิงซานแต่แท้จริงนางได้เดินทางมุ่งสู่ตะวันออกเพื่อกลับไปยังนิกายเทวะวจนะมาพักใหญ่แล้ว ข่าวคราวการถูกไล่ล่าตัวของแพทย์ไร้นามข่าวคราวที่นางรับทราบจากศิษยานุศิษย์ของวิหารปัญญารวมถึงทุกผู้ในนิกายเทวะวจนะ ทราบว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดพบตัวของแพทย์ไร้นาม
คนไม่มีปีก จึงมิอาจหลบอยู่ที่ท้องฟ้า เมื่อมิอาจหลบบนท้องฟ้าเช่นนั้นผืนปฐพีนี้จะหลบหูตาของนิกายเทวะวจนะได้อย่างไร นางจึงนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาและนึกถึงอุปนิสัยใจคอของแพทย์ไร้นามตลอดที่รู้จักกัน ทำให้นางฉุกใจคิด สถานที่เดียวบนผืนปฐพีที่จะหลบหูตานิกายเทวะวจนะได้นั่นคือ นิกายเทวะวจนะ!
“คนฉลาดหลักแหลมและไม่กลัวตายเช่นเจ้าต้องไปที่นั่นแน่"
พอได้คิดนางจึงเร่งรีบเดินทางกลับ ภารกิจค้นหาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราถูกวางเอาไว้ทั้งที่คัมภีร์นี้สำคัญต่ออาการบาดเจ็บของนางที่กำลังประสบอยู่ สำคัญต่ออาจารย์ที่ให้ติดตามหาแต่นางก็วางมันลงเพราะเรื่องของแพทย์ไร้นาม ชายหนุ่มผู้นั้นดูคล้ายจะมีความสำคัญกว่ามันสังหารล้างแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ นางย่อมมีคำตอบอยู่ในใจ และเพราะคำตอบที่นางมีเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าไม่ใช่มันเช่นนั้นนางจึงจำเป็นต้องช่วยมันก่อนที่มันจะถูกนิกายเทวะวจนะจัดการเสียก่อน
“ถือว่านี่เป็นการตอบแทนน้ำใจคืนกลับเมื่อคราที่ข้าถูกพิษ…เราเจ้าจะได้ไม่ต้องติดค้างกันอีก"
แม้วาจาของนางจะกล่าวออกมาเช่นนี้ แต่ลึกๆในจิตใจของนางหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ต่อให้ไม่ติดค้างบุญคุณซึ่งกัน นางก็ยังมีใจจะช่วยมันซึ่งสิ่งที่นางกำลังเป็นและความรู้สึกเช่นนี้ สตรีที่จิตใจเย็นชาตายด้านอย่างนางก็มิอาจตอบได้ว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร
ไป๋เหิ่นซินมุ่งสู่แดนตะวันออกโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้แสงสังหารแห่งวจนะหากต้องการปกปิด ร่องรอยของนางก็แทบจะไม่ต่างจากภูติพราย การไปมาไร้ร่องรอยไร้ร่องรอยจนเกิดเป็นความเข้าใจผิดว่านางยังคงอยู่ที่เขาเถาหมิงซาน…
หลงผิงที่อยู่ในอาภรณ์แดงโลหิตจึงต้องปรากฏแววความงุนงงเป็นอย่างมากนางออกมาจากหุบเขาเร้นลับเพื่อหวังลอบเล่นงานศัตรูและล่อหลอกให้คนจากนิกายเทวะวจนะเหล่านี้ปั่นป่วนมิอาจหาทางเข้าสู่หุบเขาเร้นลับได้โดยง่ายแต่โดยที่นางยังมิทันได้เปลืองแรงทำอะไรลงไป กลุ่มคนจากนิกายเทวะวจนะเมื่อเห็นนางก็ต่างพากันแสดงท่าทีเคารพและล่าถอยหนีห่างอย่างไม่ทราบสาเหตุทำราวกับว่านางเป็นผู้บังคับบัญชาของพวกมันก็ปาน นางคิดว่าหรือนี่จะเป็นแผนของคนเหล่านี้นางลอบติดตามพวกมันอย่างลับๆ ก็พบว่านี่มิใช่แผน นี่คือความยำเกรงและหวั่นกลัวในตัวนางจริงๆนางไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ทั้งไม่เคยแสดงฝีมือต่อหน้าคนเหล่านี้ เหตุไฉนพวกมันจึงกลัวนางดั่งมุสิกเห็นแมวเสียได้
“เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง”
หลงผิงพึมพรำในใจเพราะเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีแผนร้ายที่ซับซ้อนนางจึงหุบร่มกระดาษสีชาในมือลง คิดคืนกลับสู่หุบเขาเร้นลับเพื่อนำเรื่องประหลาดนี้ไปถ่ายทอดแก่อวิ๋นเซี่ยวซุนผู้เป็นอาจารย์ครั้นกำลังจะล่าถอยกลับไป ร่างของนางเป็นต้องหยุดชะงักพร้อมกับหัวคิ้วที่กระตุกวูบจู่ๆ พลังธรรมชาติรอบเขาเถาหมิงซานพลันบังเกิดความปั่นป่วน ลมทิศเหนือพัดกรรโชกแรงจนแมกไม้เอนลู่พยัพเมฆาบนผืนฟ้าก่อตัวราวกับคลื่นมหานทีที่กำลังจะกลืนกินนภาผืนนั้นให้ตกอยู่ภายใต้ห้วงแห่งความมืดขณะนี้อาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เมื่อเมฆาปกคลุม ผืนนภาจึงมืดกว่าปกติ มืดจนน่ากลัวมืดราวกับว่าแดนอนธการกำลังจะบังเกิด
ภาพภายนอกสำหรับคนทั่วไปดูคล้ายเมฆฝนธรรมดาที่กำลังจะตั้งเค้าแต่ผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางพลังธรรมชาติอย่างผู้ฝึกญาณ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าถึงพลังธรรมชาติได้ยอดเยี่ยมอย่างหลงผิงนี่จึงมิใช่ปรากฏการณ์ธรรมดาทางธรรมชาติ ความปั่นป่วนครืนครั่นของพลังธรรมชาติบนนภาเหนือพยัพเมฆานั้นราวกับจะนำสรวงสวรรค์ถล่มลงยังผืนปฐพีก็ปาน!
หลงผิงสาดประกายตาที่ตื่นตัวไหวระริกจ้องมองผืนนภาทางทิศเหนือของเขาเถาหมิงซานมองพยัพเมฆาที่ดำทมึนกลืนกลินไปทั้งแผ่นฟ้า ไม่นานแสงรำไรสีฟ้าก็สาดส่องแยงลงมา ราวกับว่ามันตัดผ่านชั้นพยัพเมฆก่อเกิดภาพมวลเมฆาที่แยกออกเป็นสองฟากฝั่ง กลืนกินพื้นที่ทางยาวไปสุดลูกหูลูกตา ยิ่งพยัพเมฆาแยกเป็นร่องกว้างแสงสีฟ้าที่งดงามราวกับแสงเหนือแห่งธรรมชาติก็ยิ่งสาดส่องเด่นชัด คนทุกผู้ที่อยู่บริเวณโดยรอบเขาเถาหมิงซานล้วนแหงนหน้ามองมันคนจากวิหารยุทธ์แห่งนิกายเทวะวจนะต่างโห่ร้องจนเสียงกระหึ่มทั่วทั้งเขา
ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกญาณกำลังตื่นตัวและตื่นตระหนกต่อรอยแยกสีฟ้าครามบนผืนนภาเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะต่างยินดีและเข้าใจว่านี่คือวันฟ้าเปิด แดนสวรรค์ประทานพร ชี้นำหนทางให้แก่ศิษยานุศิษย์แห่งเทวะอย่างพวกมันพวกมันล้วนมีความเชื่อว่า สวรรค์ได้ออกโองการฟ้าและชี้นำพวกมันให้กวาดล้างเหล่ามารนอกรีตเดนตายกลุ่มสุดท้ายให้สิ้นซาก
ฟ้าเปิดทางเหนือของเขาเถาหมิงซาน พวกมันจึงระดมพลทั้งหมดมุ่งไปที่ทางตอนเหนือของเขาเถาหมิงซานเพื่อไปยังตำแหน่งที่ฟ้าเปิด ไปตามการชี้นำของเทวะ
ซึ่งตำแหน่งที่ฟ้าเปิดนี้กลับเป็นความบังเอิญที่อยู่เหนือหุบเขาเร้นลับและด้วยพลังธรรมชาติเหนือผืนนภาที่ปั่นป่วนยากต่อต้านจากร่องแยกนี้ ทำให้ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่ซ่อนหุบเขาเร้นลับไว้เกิดปัญหา
หรือนี่คือการลงทัณฑ์จากเทวะ!
หลิงผิงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี นางมิอาจรั้งอยู่เพื่อหวังก่อกวนทำลายคนจากนิกายเทวะวจนะได้อีกรอยแยกฟ้าครามเปิดเหนือตำแหน่งหุบเขาเร้นลับ ด้วยปรากฏการณ์อันเป็นปริศนาที่นำพาพลังธรรมชาติให้กลับตาลปัตรเช่นนี้หรือจะถึงคราวโชคร้ายของหุบเขาเร้นลับแล้ว
เหล่าผู้ฝึกญาณมองภาพอันเจิดจ้าสวยงามเหนือศีรษะพวกตนแต่แววตากลับเจือไปด้วยความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด ตั้งแต่ฟ้าเปิด แสงสาดส่อง เสียงอึงอนของค่ายกลพลังญาณทั่วหุบเขาเร้นลับก็เกิดปฏิกิริยาพลังหลายส่วนทดถอย ดวงตาแห่งค่ายกลที่วางไว้หลายตำแหน่งเริ่มเสียหายจนจะสร้างไม่ทันแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่"
“เซียนท่านใดจุติสวรรค์…”
อวิ๋นเซี่ยวซุนเดินมาหยุดอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้ฝึกญาณที่กำลังแตกตื่นสีหน้าที่เรียบเฉยเริ่มปรากฏแววที่ขมวดให้เห็นนิดๆ เหตุการณ์เช่นนี้เคยปรากฏเป็นตำนานเล่าขานเมื่อนับพันปีก่อนมันเองยังไม่แน่ว่าเคยเกิดทัน มันจึงไม่รู้ที่มาที่ไปของปรากฏการณ์นี้ แต่ที่แน่ใจก็คือมันช่างประจวบเหมาะที่เกิดในเวลานี้ เหนือสถานที่แห่งนี้ ราวกับว่าสวรรค์จงใจจะกวาดล้างพวกมันก็ปาน
“ทุกคน รีบไปซ่อนกายใต้ช่องเขาหลบภัย"
สถานที่ที่อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวออกมา คือสถานที่สุดท้ายที่เหล่าคนจากหุบเขาเร้นลับจะได้ใช้พวกมันตลอดเวลาที่อยู่ภายใต้หุบเขาเร้นลับล้วนไม่เคยประสบกับปัญหา วันนี้เมื่อเป็นปรมาจารย์ของพวกมันออกปากเองดูท่าปัญหาใหญ่ในรอบหลายสิบปีได้บังเกิดขึ้นแล้ว หุบเขาเร้นลับมิใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับผู้ฝึกญาณอีกต่อไปเพราะแม้แต่ฟ้ายังเปิดออกเพื่อขับไล่พวกมัน เช่นนั้นพวกมันจะเอาอะไรไปต่อต้าน
เมื่อเป็นคำกล่าวของอวิ๋นเซี่ยวซุน เหล่าผู้ฝึกญาณในหุบเขาเร้นลับแห่งนี้ก็ล้วนเชื่อฟังสิ่งของต่างๆ ได้ถูกเก็บรวมเท่าที่จำเป็น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเสบียง จากนั้นพวกมันก็ทยอยมุ่งไปยังสถานที่ลับทันที
“ให้ข้าอยู่ช่วยท่าน"
อวิ๋นเซี่ยวซุนส่ายศีรษะ
“ไม่จำเป็น หากแม้แต่ข้ายังมิอาจต้านทานพวกเจ้าอยู่ไปมีแต่จะทำให้ข้าเป็นพะวง ติดตามปกป้องคนที่อ่อนแอ นั่นคือหน้าที่ของพวกเจ้า"
เหล่าผู้ฝึกญาณที่พอมีฝีมือต่างมองหน้ากัน
“เช่นนั้นขอให้ท่านจงระวังตัว"
เหตุการณ์ฟ้าเปิดทำให้คนในหุบเขาเร้นลับเริ่มอพยพมีเพียงอวิ๋นเซี่ยวซุนที่ยืนหน้าค่ายกลพลังญาณแหงนหน้ามองท้องฟ้า
“ถึงเวลาที่ต้องคืนสู่อ้อมอกของฟ้าอย่างนั้นหรือ…”
สิ่งที่น่ากลัวกว่าเทวะวจนะก็คือฟ้า เมื่อใดที่ฟ้าแปรเปลี่ยนทุกสรรพสิ่งที่มิสมควรจะดำรงอยู่ย่อมถูกกลืนกิน ผู้ฝึกญาณเปรียบดั่งเงามืดบนโลกแห่งนี้มานานมากแล้วหรือวันนี้คือวันที่ฟ้าจะคืนสมดุลและกลืนกินสิ่งที่เป็นเงามืดให้หมดไป หรือยุคสมัยแห่งเซียนจะสิ้นสุดลงในครานี้
อวิ๋นเซี่ยวซุนทอดถอนใจมองฟ้าสีครามที่แบ่งแยกพลังธรรมชาติที่ร่อยหรอลงทุกยุคทุกสมัยคือคำตอบของฟ้ามาตั้งแต่ต้น ผู้ฝึกญาณที่ฝืนธรรมชาติถูกจำกัดขอบเขตและอีกไม่นานคงถูกทำให้สูญหายไปตามกาลเวลา มันมีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน มันจึงได้เห็นสัจธรรมความเป็นจริงของโลกที่แปรเปลี่ยนแต่ละยุคสมัยความเจริญทางอารยะธรรมและวัตถุเริ่มเด่นชัดขึ้น ในขณะที่ความพิสดารทางพลังปาฏิหาริย์ได้ทรุดโทรมลงหรือในอนาคตถูกกำหนดบนพื้นฐานแห่งความธรรมดา
อวิ๋นเซี่ยวซุนส่ายศีรษะ
“หากเป็นเช่นนั้นใยต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่าเทวะวจนะ”
อวิ๋นเซี่ยวซุนมิอาจหาคำตอบในความรุ่งเรืองของเทวะวจนะได้ทั้งที่โลกเริ่มกลืนกินวิถีแห่งพลังญาณเมื่อมิอาจหาคำตอบมันจึงหยุดที่จะหา ฟ้าคือสิ่งที่ปุถุชนเดินดินมิอาจล่วงรู้ แม้แต่เซียนจุติก็มิอาจรับรู้มันจึงคิดที่จะเดินเพียงตามความเชื่อของมัน
ทำให้โลกสงบอย่างแท้จริง นี่จึงจะเป็นเส้นทางแห่งภายภาคหน้า
อวิ๋นเซี่ยวซุนไม่สนใจฟ้าที่เปิดออกอีกต่อไปมันก้าวเดินผ่านเนินหินเล็กๆ ที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นชั้นจำนวนสามชั้น นี่ก็คือหนึ่งในดวงตาค่ายกลของหุบเขาเร้นลับที่ได้รับผลกระทบจากฟ้าเปิดมันไม่มีเวลาที่จะซ่อมแซมเพื่อต่อต้านฟ้า มันเพียงก้าวเดินออกไปยังเบื้องนอก เตรียมรับมือกับมวลมหาวิถีแห่งคลื่นลูกใหม่ในยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน
เพื่อปกป้องคนที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อหวังทำให้โลกมุ่งสู่สมดุลตามแนวทางของมันถึงเวลาที่มันจะต้องเผชิญกับมหาวิถีแห่งยุคสมัยใหม่อีกครั้ง
ถึงเวลาที่มันจะเปิดหน้าแลกกับนิกายเทวะวจนะเป็นคำรบสอง!