แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 90: เจ้าชื่อกระไรรึ?

    บรรยากาศบนยอดเขาน้ำทิพย์ในยามนี้ช่างวังเวงสวนทางกับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นแม่หนูไก่ไฟหรือพญานกเพลิงผู้สูงศักดิ์ทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตแค้น มองค้อนเจ้ากระรอกจ้อยตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าในหัวของนางเต็มไปด้วยคำด่าทอที่ขุดมาตั้งแต่บรรพบุรุษนกเพลิง‘ไอ้กระรอกอัปรีย์นี่มันจะหน้าด้านไร้ยางอายไปถึงไหนกัน!ลำพังแค่มาแย่งคางคกย่างของนางไม่พอ ยังจะมาตู่ว่านางเป็นคนขโมยมันมาอีก!’

    ทว่าในจังหวะนั้นเอง แม่หนูที่กำลังโกรธจนตัวสั่นเทิ้มก็นึกขึ้นได้ว่าแม้ปากของนางจะขยับไม่ได้เพราะฤทธิ์อาคมสะกดหรืออาจจะเป็นเพราะคางคกที่ยังคาคออยู่แต่นางก็มีวิชา “สื่อจิต” ที่ฝึกปรือมาอย่างดีนี่นา!นางรวบรวมสมาธิจิตหมายจะส่งเสียงด่าทอเข้าไปในหัวของมันให้สมใจอยาก

    แต่ทว่า... ความคิดยังไม่ทันจะแล่นจบดีเจ้าจ้อยที่เป็นกระรอกผี รู้ทันยิ่งกว่าเทวดาพยากรณ์มันแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพิฆาตนั้นก่อนจะอาศัยช่วงที่นางกำลังเผลอคว้าเข้าที่ขาข้างหนึ่งของนางอย่างแรง!

    “ทางสะดวกแล้วแม่หนูไปกับพี่จ้อยดีกว่า!”

    มันไม่เปิดโอกาสให้นางได้ฟ้องฟ้าดินหรือส่งสื่อจิตหาใครแม้แต่น้อยมันใส่เกียร์หมาวิ่งโกยแน่บออกไปจากยอดเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!

    ร่างของแม่หนูไก่ไฟที่มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของเจ้าจ้อยถูกลากถูไปกับพื้นดินอย่างน่าอนาถหัวของนางไถไปกับพงหญ้าและกองใบไม้แห้ง ปากนกอันแหลมคมที่เคยดูสง่างามบัดนี้กลายเป็นหัวหมูไถนาชั้นยอด คุ้ยดินจนเป็นทางยาวขรุขระก้อนหินและเศษดินกระแทกใบหน้าจนมึนตึ้บความมุ่งมั่นที่จะสื่อจิตเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความมึนงงและเสียงสะอึกในลำคอ

    “ไอ้กระรอกบ้า!เจ้ามันเกินคนไปแล้วนะ! เราจะฆ่าเจ้าให้ได้!”นางระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีที่เท้าหลุดจากการโดนลากเมื่อมันมาหยุดลงที่ตีนเขา

    ฟู่ววว!

    เพลิงสีชาดพ่นออกมาจากปากนกหมายจะเผาหัวกระรอกให้เกรียมเป็น“กระรอกปิ้ง” แก้แค้นที่ทำให้หน้าสวยๆ ของนางต้องคลุกดิน

    “ว้ายยย!ฆ่าปิดปากคนดีศรีอุทยานแล้ว! ใครก็ได้ช่วยจ้อยด้วยจ้า!”เจ้าจ้อยแผดเสียงร้องโวยวายปั้นหน้าตกใจสุดขีด แต่วิ่งวนไปมารอบนางเหมือนคนบ้าทว่าในใจกลับรู้สึกสำราญยิ่งนักยิ่งเพลิงร้อนแรงพ่นมาโดนตัวเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าวิชา อาคมกายาเหล็กไหล ขั้นที่ 5ของเขามันช่างทำงานได้ดีเยี่ยม ความร้อนนั้นกลับกลายเป็นความซาบซ่านปานได้แช่น้ำอุ่นในอ่างทองคำก็ไม่ปาน

    ....

    พอลงจากเขาเข้าสู่ถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าสู่ที่พักอาศัยแม่หนูไก่ไฟก็พ่นไฟจนเชื้อหมดอีกรอบ นางยืนหอบแฮกๆขนสีทองที่เคยเรียบกริบบัดนี้ชี้โด่ชี้เด่จ้องมองจ้อยด้วยสายตาที่ถ้าเป็นมีดป่านนี้จ้อยคงพรุนไปทั้งตัว

    “ไอ้กระรอกอัปรีย์ปล่อยเราลงเดี๋ยวนี้!” นางตวาดเสียงหลง

    จ้อยแสร้งทำเป็นตกใจรีบปล่อยมือทันทีตามคำขอตุ้บ! ร่างนกเพลิงร่วงลงกระแทกพื้นดินเต็มแรงจนฝุ่นตลบ

    “เจ้ากล้าดียังไงมาทำเราตกพื้น!”นางปัดฝุ่นออกจากตัวพลางชี้หน้าด่า

    “โธ่ แม่หนู...ก็เจ้าบอกให้ปล่อย ผมก็ปล่อยตามใจสั่งทุกอย่างแล้วไงจ๊ะพี่จ้อยคนนี้ใจดีที่สุดในย่านนี้แล้ว” จ้อยทำหน้าซื่อตาใสพลางแคะหูอย่างไม่ยี่หระ

    มณีรัศมีเม้มปากแน่นจ้องหน้าจ้อยเขม็งอยู่ครู่ใหญ่ ในใจนางอยากจะขย้ำไอ้ตัวตรงหน้านี้ใจจะขาดแต่สภาพร่างกายในยามนี้กลับไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายนางจึงตัดสินใจสะบัดหน้าหนีอย่างทระนงในศักดิ์ศรี

    “หึ!เราไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับกระรอกชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้าหรอก!ไปให้พ้นหน้าเราเสียเถิด!”

    พูดจบเธอก็เดินเชิดหน้าชูคอพยายามรักษามาดองค์หญิงวิหคผู้สูงศักดิ์เอาไว้ให้ได้มากที่สุดแม้ว่าขนสีทองจะเลอะดินและมีกิ่งไม้ติดอยู่ประปรายก็ตามแต่พอเดินผ่านเจ้าจ้อยไปได้ไม่กี่ก้าวเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงพึมพำแว่วมาตามลม

    “เฮ้อ... เสียดายจังหน้าตาก็พอใช้ได้ แต่แบนราบเรียบ... เหมือนหน้ากลองหนังวัวไม่มีผิด...”

    “เราจะฆ่าเจ้าาา!”มณีรัศมีตบะแตกเป็นรอบที่ร้อย นางกระโดดตัวลอยพ่นไฟเฮือกสุดท้ายใส่หน้าจ้อยทันทีด้วยความอับอาย!

    ....

    “นี่เจ้ากระรอกผีเจ้าจะเดินตามเรามาทำไมไม่ทราบ? ถนนตั้งกว้างขวางเจ้าก็ไปทางอื่นสิ!”หลังจากเดินมาได้สักพักนางก็เริ่มเอะใจที่เห็นเจ้าจ้อยยังคงเดินผิวปากโต๋เต๋ตามหลังมาไม่ห่าง

    จ้อยปรายตามองพลางเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ“ถนนนี้ใครเป็นเจ้าของกันจ๊ะ? พี่จ้อยคนนี้กำลังจะไปรายงานตัวเข้าเรียนที่สำนักอักษรพิมาน ต่างหาก! รู้จักไหมคำว่าไปเรียนหนังสือหนังหาน่ะ? อ๋อ... ลืมไป กับนกเพลิงหัวขโมยอย่างเจ้า วันๆ คงคิดแต่จะขโมยคางคกผู้อื่นพูดไปก็คงเหมือนสีซอให้ควายฟัง ไม่พูดดีกว่า...”

    “เราไม่ได้ขโมย!เจ้าต่างหากที่เป็นคนขโมยคางคกเราไป!” นางแผดเสียงลั่น“แล้วก็เลิกเรียกเราว่าแม่หนูไก่ไฟได้แล้ว!เราคือนกเพลิงศักดิ์สิทธิ์ผู้สืบเชื้อสายมาจาก สกุณาโชติช่วง!”

    “จ้า... แม่หนูไก่ไฟ”จ้อยตอบรับหน้าตาย

    “เจ้า...!” นางชี้หน้าอย่างเหลืออด

    “มีอะไรเหรอจ๊ะแม่หนูไก่ไฟ” จ้อยเลิกคิ้วถามกวนประสาท

    “เฮ้อ... ช่างมันเถอะอยากเรียกอะไรก็เรียก! เราจะไม่ถือสาคนบ้า!”สุดท้ายนางก็ต้องยอมศิโรราบให้กับความหน้าด้านหนาเตอะของเจ้าจ้อย

    “แม่หนูไก่ไฟเจ้าชื่อกระไรรึ? เผื่อวันหลังผมจะได้เรียกถูก ไม่ต้องเรียกไก่สับไก่ต้มให้เสียเวลา”จ้อยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่นางกลับส่งเสียง “หึๆ”ในลำคอแล้วเดินเงียบไม่ยอมตอบ จ้อยแกล้งทำเป็นตกใจ “โอ้โฮ! ชื่อ ‘หึหึ’หรอกรึเนี่ย? ชื่อแปลกประหลาดแท้พ่อแม่เจ้าคิดอะไรอยู่ตอนตั้งชื่อกันนะ...”

    “หุบปาก! เราไม่ได้ชื่อหึหึ!”นางแทบจะคลั่งตายกับความคิดของมัน

    “อ๋อ... ชื่อ ‘หุบปาก’สินะ! ชื่อนี้ดูดุดันไม่เกรงใจใครจริงๆ แม่หนูหุบปาก...”จ้อยรีบรับคำทันทีพลางพยักหน้าเข้าใจ

    สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวตะโกนชื่อจริงออกมาอย่างสุดเสียง “เราไม่ได้ชื่อหุบปาก! เราชื่อ มณีภัสสร!”

    จ้อยหยุดกึกก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาปานคนเสียสติ“โอ๊ยยย... ฮ่าๆๆๆ! มณีภัสสร เนี่ยนะ? ฮ่าๆๆ ... ชื่อหรูหยดย้อยปานนางเอกละครรำในวังหลวง...แต่สภาพเจ้าตอนนี้เหมือน มณีคลุกขี้เถ้า มากกว่านะจ๊ะแม่หนู! ฮ่าๆๆ ...ชื่อช่างไม่เข้ากับหน้าตอนพ่นไฟจนจมูกไหม้เป็นตอเลยสักนิด! ฮ่าๆๆ ...”

    ....

    ณ บริเวณ ซุ้มประตูแก้วแพรวพรรณที่ตั้งตระหง่านอยู่เชิงเขาน้ำทิพย์แสงแดดยามบ่ายสะท้อนกับอัญมณีบนซุ้มประตูจนดูระยิบระยับไปทั่วบริเวณมีชายหนุ่มนุ่งโจงกระเบนสีครามสวมเสื้อแพรสีขาวสะอาดตาดูภูมิฐาน 2 คนกำลังยืนเขย่งเท้าชะเง้อมองมาแต่ไกลท่าทางของพวกเขาดูร้อนรนเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

    “อัครเดชเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ชายหนุ่มหน้าตาซื่อตรงนามว่า พชรเอ่ยถามพลางกระชับสายย่ามปักลายไหมทองบนไหล่ขณะที่อีกฝ่ายที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายแสร้งเก็บอาการนิ่งสงบ

    อัครเดช ไม่ตอบในทันที เขาหยิบ พัดใบลานสานขอบลงรักปิดทองที่ดูวิจิตรบรรจงขึ้นมาพัดวีใบหน้าด้วยท่าทีกรีดกราย “วันนี้เป็นวันรับศิษย์ใหม่วันสำคัญเช่นนี้ ในเมื่อ หอบุญบารมี ของเจ้ามารับคนได้ หอเกริกเกียรติของพวกข้าก็ย่อมต้องมารับคนได้เหมือนกัน มีอันใดแปลกงั้นรึ?”

    พชร ที่ดูจะหัวช้าแต่เซนส์แรงถลึงตาถามด้วยความเถรตรง“เจ้าจะมา ‘ฉก’ ตัวองค์หญิงนกเพลิงไปที่หอของเจ้าใช่ไหม? ข้ารู้ทันเจ้านะ!”

    อัครเดชรีบปฏิเสธเสียงสูงปรี๊ดจนผิดสังเกต “จะเป็นไปได้อย่างไร...ข้าแค่มาดูลาดเลาเผื่อมีใครมาสร้างความวุ่นวายให้เสียชื่อสำนักอักษรพิมานเท่านั้นเองเจ้าอย่าได้มองข้าในแง่ร้ายนักเลย”

    “อ๋อ งั้นก็ดีแล้วผมอัดเสียงไว้เรียบร้อย ท่านเทพบดีบอกว่าให้บันทึกหลักฐานไว้เสมอเพื่อป้องกันคนปลิ้นปล้อน” พชร พูดหน้าตายพลางชู“หินบันทึกภาพ” ที่ลงอาคมเรืองแสงขึ้นมา ทำเอา อัครเดช ถึงกับหน้ามืดครึ้มอารมณ์เสียจนแทบจะหักพัดใบลานในมือทิ้งลงพื้นเสียเดี๋ยวนั้น

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน