“ความลับที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ลมปราณของท่านหรือเจ้าคะ”หยางเถาอวี้ทำตาวิ้งเป็นประกาย ได้กลิ่นเรื่องน่าสนใจลอยมาปะทะจมูกทันที
“เอ่อ...”อันที่จริงเมื่อผูกพันธะสัญญาเป็นตาย ชีวิตทั้งหมดของเขาย่อมเป็นของนาง แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของผู้อื่นอีกมากมายจึงลังเลใจที่จะบอก
เห็นท่าทางลังเลใจของกงซุนชื่อเหยียนเช่นนั้นหยางเถาอวี้ไม่อยากบังคับ“หากท่านตาบอกไม่ได้ ข้าก็ไม่ว่ากระไรหรอกเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณคุณหนูขอรับเวลานี้ข้าคงบอกได้เพียงว่าข้าไม่ใช่ชาวทวีปชิงหลง แต่มาจากทวีปกลางหวงหลงตระกูลของข้ามีหน้าที่ปกป้องสิ่งสิ่งหนึ่งเอาไว้ความลับนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของคนในตระกูลข้าทั้งหมด ดังนั้นจึง...”
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะเอาเป็นว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีกนะเจ้าคะเว้นเสียแต่ท่านเต็มใจที่จะกล่าวถึง แล้วท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไปถึงเราจะมีพันธะต่อกัน แต่ข้าไม่ได้คิดกักขังหน่วงเหนี่ยวท่านเอาไว้อิสระเป็นของท่านเสมอนะเจ้าคะ”
“พระคุณของคุณหนูชาตินี้ทั้งชาติข้าก็คงตอบแทนไม่หมด เวลานี้ข้าขออนุญาตติดตามคุณหนูไปก่อนนะขอรับ”กงซุนชื่อเหยียนครุ่นคิด เขายังไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้ หาไม่อาจกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านนำภัยสู่ครอบครัว อีกอย่าง เขาต้องหาทางจัดการเหล่ยอ้าวฉีให้ได้ทางหนึ่งเพื่อกำจัดเภทภัย อีกทางหนึ่งเพื่อล้างความคับแค้นใจนับสิบปีเขาบอกหยางเถาอวี้ในสิ่งที่คิดตามตรง
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะท่านจะอยู่นานเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่ หากมีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ข้าก็ยินดี”หยางเถาอวี้ตรวจสอบแล้วว่าชายสูงวัยผู้นี้มีคลื่นจิตไม่เลวดังนั้นจึงรับปากให้อยู่ด้วย
“เอาล่ะเรื่องอื่นเราค่อยมาคุยกันหลังจากนี้เถอะเจ้าค่ะ ในเรือนนี้มีห้องน้ำพร้อมท่านตาไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวก่อน ในตู้มีเสื้อผ้าของพี่ชายข้าอยู่สองสามชุดกับข้าวของเครื่องใช้อื่นๆท่านตาใช้ได้ตามสบายเลย เสร็จแล้วค่อยออกไปทานอาหารที่ลานสวนสมุนไพรกัน”นางรู้สึกว่าประโยคนี้คุ้นๆ ชอบกลตอนเก็บพี่เหยามาจากถ้ำก็เคยพูดอะไรทำนองนี้ใช่หรือไม่
ในระหว่างที่กงซุนชื่อเหยียนเข้าไปชำระล้างร่างกายเด็กสาวออกมาจัดเตรียมอาหารที่เรือนไผ่เขียว พ้นเรื่องยุ่งๆ มาได้พยาธิในท้องของนางก็ส่งเสียงโครกครากประท้วงทันที
กงซุนชื่อเหยียนเดินออกมาจากเรือนไม้ด้วยท่วงท่าสดชื่นยิ่งเขาหยุดยืนอยู่หน้าประตู กวาดตามองทิวทัศน์รอบทิศด้วยความรู้สึกอันหลากหลายแทบไม่อยากเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดในหนึ่งวันที่ผ่านมานี้เป็นความจริงอิสระที่ได้รับช่างชวนให้สุขใจจนไม่อาจสุขใจได้มากไปกว่านี้อีกแล้วบรรยากาศในมิติแห่งนี้ก็แสนอัศจรรย์ เมื่อสูดลมหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าปอดเขารับรู้ได้ถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์และหนาแน่น เพียงลมหายใจเดียวร่างกายก็เปี่ยมล้นด้วยพลังงาน
มิติแห่งนี้กว้างใหญ่นักทิวทัศน์ไกลสุดเป็นแนวเขาสีเขียวขจีโอบล้อมอยู่ถัดมาคล้ายพื้นที่เกษตรกรรมก็ไม่ปานทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มเหมือนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เขาเห็นสัตว์ใหญ่น้อยหลายสายพันธุ์กำลังยืนแระเล็มหญ้าอ่อนกันอย่างสบายอารมณ์ มีทั้งกวางม้า วัว แพะ แกะ ยังมีหมูดำตัวอวบอ้วนกำลังขุดหาหัวเผือกหัวมันมีกระต่ายน้อยอีกหลายตัว ด้านหนึ่ง มีสระน้ำหลายแห่ง เขาสังเกตุเห็นสระเลี้ยงปลาสระเลี้ยงอะไรอีกสองสามสระ เห็นสัตว์เลี้ยงอย่างเป็ด ไก่ ห่านมีสวนผลไม้ซึ่งมีไม้ผลยืนต้นนานาชนิด ถัดเข้ามามีแปลงปลูกพืชมากมายทอดตัวเรียงกันไป
หยางเถาอวี้ลำเลียงอาหารออกมาวางบนโต๊ะหินอ่อนกลางลานสมุนไพรซึ่งนางจัดอย่างสวยงามเป็นสวนหย่อมครั้นหันไปเห็นกงซุนชื่อเหยียนเดินออกมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนพลันต้องตกใจ
นี่...เป็นคนเดียวกับท่านตาเมื่อครู่นี้จริงหรือ กงซุนชื่อเหยียนในเวลานี้ไร้หนวดเครารกรุงรังปกปิดใบหน้าที่จัดว่าคมและยังดูดีตามวัยไม่น้อยแลดูอ่อนเยาว์ขึ้นราวกับชายวัยกลางคนเท่านั้น เรือนผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยสวมเสื้อของจางเหยาที่มีไว้ติดเรือนอยู่สองสามชุดได้ค่อนข้างพอดีร่างกายแม้ยังผ่ายผอม แต่ร่างสูงโปร่งกลับแฝงด้วยบุคลิกสุขุมสง่างาม
หรือข้าควรเปลี่ยนสรรพนามเรียกท่านตาเป็นท่านลุง...
“โอ้โหที่แท้ท่านตาก็หล่อเหลาขนาดนี้เลยนะเจ้าค่ะ” ยังคงเรียกท่านตาเถอะหยางเถาอวี้แอบคิดในใจ
“ฮ่าๆๆคุณหนูตาแหลมขอรับ” กงซุนชื่อเหยียนเย้าตอบอย่างอารมณ์ดียิ่ง ไม่มีถ่อมตนสักนิดเขาสาวเท้าเดินเข้ามายังโต๊ะหินขนาดกว้าง
“มาทานข้าวกันก่อนเถอะเจ้าค่ะข้าหิวจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว”
“อาหารหน้าตาน่าทานทั้งนั้นเลยขอรับ”จานที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าดูเหมือนอาหารเจ แต่หน้าตาน่ากินมากจริงๆ“คุณหนูไม่กินเนื้อหรือขอรับ”
“ข้าไม่ได้กินเจหรอกเจ้าค่ะแต่ข้ากลัวเลือด ฮ่าๆ เลยไม่กล้าจับเจ้าพวกนั้นมาเชือด อีกอย่างเลี้ยงไปเลี้ยงมาก็ชักจะกินมันไม่ลงแล้วเจ้าค่ะ”นางชี้ไปทางสรรพสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย
“แต่หากท่านทำได้ท่านสามารถจัดการได้ตามสบายนะเจ้าคะ” หยางเถาอวี้กล่าวอนุญาต นางเข้าใจดีการฆ่าเพื่อเป็นอาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตสำหรับกลุ่มคนที่กินเนื้อขอเพียงมิใช่การฆ่าเพื่อความบันเทิงหรือเพราะความคิดชั่วร้าย
กงซุนชื่อเหยียนพยักหน้ารับทราบและชวนคุยต่อ“คุณหนูทำอาหารอะไรบ้างขอรับ”
“ข้าทำผัดโหงวก๊วยไข่เจียวใส่ใบโหระพากับพริกซอย จานนี้เป็นเต้าหู้ผัดต้นกระเทียมอันนี้เป็นเห็ดย่างทาซอสพริกหมาล่า ของโปรดของข้าเลยนะ”หยางเถาอวี้แนะนำอาหารแต่ละจาน ทันใดนั้นข่าเอ๋อก็โผล่มาเกาะบนบ่าของนาง
“หนอยแน่ะจมูกดีนักนะ เจ้าหายตัวไปเสียตั้งนาน พอข้าทำอาหารเสร็จก็โผล่มาเชียว”หยางเถาอวี้อดบ่นด้วยความกึ่งขำกึ่งฉุนมิได้
“มิ้วเมื่อครู่ข้าเสียพลังงานว๊าบระยะไกลไปมาก เลยไปกินทุเรียนรองท้องมาขอรับ”ข่าเอ๋อเรียนรู้ศัพท์แสงใหม่ๆ มากมายจากหยางเถาอวี้และทีเจวันเดี๋ยวนี้มันจดจำได้หลายคำเลยทีเดียว
“โอ้ช่างเป็นสัตว์อสูรที่วิเศษนัก ถึงกับพูดได้ด้วย”กงซุนชื่อเหยียนที่นั่งฟังหนึ่งคนหนึ่งตัวคุยกันเพลินอดทักขึ้นมาไม่ได้เมื่อมีจังหวะ
“อ้อข้ายังไม่ได้แนะนำให้ท่านรู้จัก นี่คือข่าเอ๋อ เขาพิเศษมากๆ เจ้าค่ะพวกเราหนีรอดออกมาจากค่ายโจรหลงจั้นแห่งนั้นได้ก็เพราะข่าเอ๋อช่วยพาทะลุมิติหนีออกมา”หยางเถาอวี้เล่าย้อนความให้ฟัง
“เช่นนี้นี่เองขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตของข้านะ ข่าเอ๋อ”
ทุกคนเริ่มกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนี่เป็นอาหารมื้อแรกในรอบสิบปีและเป็นมื้อที่ดีที่สุดมื้อหนึ่งของกงซุนชื่อเหยียนเลยทีเดียวแม้เป็นอาหารที่ไม่มีเนื้ออยู่เลย แต่ทุกจานมีรสชาติดีเยี่ยมเขาเจริญอาหารเป็นพิเศษ เติมข้าวสวยร้อนๆ ถึงสามชาม ส่วนข่าเอ๋อก็กินเพลินหยางเถาอวี้ทำตะเกียบกับช้อนซ่อมด้วยโลหะโปรทาเนี่ยมมอบให้มันชุดหนึ่งเป็นอาวุธคู่ใจสอนให้มันใช้งานจนคล่อง แถมยังทำเก้าอี้สำหรับเด็กให้อีกตัวหนึ่งเวลานี้จึงนั่งจุ้มปุ๊กกินอาหารบนโต๊ะได้ไม่ต่างมนุษย์
“มีคำกล่าวว่ากินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ฉะนั้นเราต้องตบท้ายด้วยนี่เลย ผลไม้ๆๆ มีทั้งอิงเถา (เชอรี่) ส้ม ผิงกั่ว(แอปเปิ้ล) ที่กำลังสุกได้ที่ และที่ขาดไม่ได้ก็คือทุเรียน แต่น แตน แต๊น ...ท่านตาลองดูนะเจ้าคะว่ากินได้หรือไม่ แรกๆบางคนจะรังเกียจหน้าตาและกลิ่นของมันนิดหน่อย แต่รับรองได้เลยว่าอร่อยเหาะเจ้าค่ะ”หยางเถาอวี้แกะทุเรียนออกวางและชักชวนให้ผู้สูงวัยทดลองกิน
“ข้าจะลองดูขอรับ”กงซุนชื่อเหยียนรับทุเรียนมาด้วยท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ กลิ่นแรกที่ปะทะเข้าจมูกออกจะเลวร้ายเกินไปสักหน่อยอีกทั้งสีอย่างนี้ สัมผัสนิ่มๆ อย่างนี้ ชวนให้คิดไปถึงอะไรๆ ที่น่าสยดสยองไม่น้อยแต่คุณหนูอุตส่าห์รับรองแถมทั้งนางกับข่าเอ๋อยังกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยออกปานนั้นเขาจึงตัดสินใจเสี่ยงตายกัดเข้าไปคำหนึ่ง
“อื้ม...อร่อยจริงๆ ด้วยขอรับ รสชาติหวานมัน”
“ใช่ไหมเล่าหากไม่กินนี่พลาดของดีเลยเชียวนะจะบอกให้”ทุกคนนั่งกินผลไม้ปิดท้ายพร้อมชวนคุยเรื่องต่างๆ นานาหยางเถาอวี้ไม่ปิดบังเรื่องที่นางเป็นคนต่างโลกรวมถึงกุญแจหยกวารีที่นางได้ครอบครอง สองเรื่องนี้ทำให้กงซุนชื่อเหยียนตกตะลึงย้อนนึกทบทวนถึงความลับของตนหรือแม่นางน้อยผู้นี้จะมีวาสนาชะตาผูกพันกับเรื่องที่ตนปิดบัง
“เออแน่ะท่านตามีพลังยุทธ์ระดับใดหรือเจ้าคะ ข้าลองตรวจสอบดูแล้วท่านมีพลังยุทธ์ขั้นปัจฉิมตอนปลาย แตะย่างเข้าสู่ขั้นกำเนิดเซียนแต่ข้าว่านี่คงไม่ใช่ระดับที่แท้จริงของท่านแน่นอนมิเช่นนั้นเจ้าเหล่ยอ้าวฉีอะไรนั่นคงไม่ลงทุนคุมขังท่านแน่นหนาและซับซ้อนถึงเพียงนั้น”หยางเถาอวี้เริ่มชวนคุยเมื่อหนังท้องเริ่มตึง
“คุณหนูคาดเดาได้ถูกต้องสิบปีก่อนข้าเป็นผู้ฝึกปราณขั้นกำเนิดเซียนตอนปลายหากไม่ใช่เพราะเหล่ยอ้าวฉีใช้วิธีการสกปรกวางยาพิษข้าอีกทั้งยังว่าจ้างยอดฝีมือมากมายวางแผนหลอกล่อให้ข้าติดกับไหนเลยผู้ฝึกปราณขั้นกำเนิดเซียนตอนต้นเช่นมันจะทำอันตรายข้าได้น่าเสียดายนักที่เวลานี้มันมีวรยุทธ์ก้าวหน้ากลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นกำเนิดเซียนตอนปลายเสียแล้วไม่รู้ว่าอีกกี่ปีข้าจึงจะสามารถฟื้นฟูลมปราณจนตามมันทัน กำจัดเภทภัยให้แก่ตระกูล”
“เขาร้ายกาจมากเลยหรือเจ้าคะ”
“คุณหนูลองคิดดูแค่เสียงคำรามของมันก็ทำให้ท่านเลือดลมปั่นป่วนกระทบถูกอวัยวะภายในจนบอบช้ำถึงขั้นกระอักเลือดแล้วใช่หรือไม่มันมีวิชาคลื่นเสียงอันร้ายกาจ ชื่อว่าพยัคฆ์คำรน”
“ที่แท้ก็เป็นเสียงคำรามของเหล่ยอ้าวฉีนี่เอง”หยางเถาอวี้หวนนึกถึงเสี้ยวเวลาที่นางคิดว่าตัวเองอาจไม่รอดก็หน้าซีดเผือดหากไม่มีข่าเอ๋ออยู่ด้วย นางคงได้ขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้วเป็นแน่
“เรื่องการฟื้นฟูพลังปราณของท่านนั้นไม่ต้องห่วงเลยท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าในมิติของข้ามีอะไรอยู่บ้าง ภูเขาที่ท่านเห็นอยู่ไกลๆนู่นเต็มไปด้วยผลึกหยกลมปราณ”นางอธิบายความวิเศษของหินกำเนิดพิภพและบ่อน้ำทิพย์ให้กงซุนชื่อเหยียนฟัง
“ตอนที่ข้าบุกปล้นคลังสมบัติของเหล่ยอ้าวฉีได้ผลึกหยกม่วงกับผลึกหยกแดงมาด้วย ท่านคิดว่าเป็นอย่างไรเล่า บวกกับน้ำทิพย์และสูตรยาวิเศษอีกหลายขนานถึงแม้ข้ายังไม่มีสุดยอดตำรายาวิเศษก็เถอะ แต่ก็จัดว่าเพียงพอจะขุนท่านให้อ้วนเอ๊ย ฟื้นฟูท่านให้กลับสู่ความแข็งแกร่งดังเดิมดีไม่ได้จะทะลวงขึ้นสู่ขั้นครึ่งก้าวสู่เซียนได้ด้วยล่ะสิไม่ว่า”
ได้ยินเช่นนี้กงซุนชื่อเหยียนทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล
“จริงหรือขอรับ..แต่ว่า.. การที่คุณหนูช่วยข้าออกมาอีกทั้งยังกวาดทรัพย์สินของเหล่ยอ้าวฉีมาจนหมดคลังเช่นนี้ ต่อไปท่านต้องปกปิดตัวตนให้ดีเหล่ยอ้าวฉีผู้นั้นมิใช่โจรธรรมดา เบื้องหลังของมันนับว่าสะท้านยุทธภพทีเดียวและมันไม่ยอมปล่อยคนที่เข้าไปลูบคมมันถึงถิ่นเช่นนี้แน่”
“ร้ายกาจปานนั้นเชียวหรืออืม ขอบคุณท่านตาที่เตือน งั้นอย่างแรกก็คือ ข้าจะไม่เอาทรัพย์สินของมันออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดเดี๋ยวข้าจะเอาพวกเครื่องประดับที่สามารถปลูกได้ไปปลูกตามถ้ำจากนั้นค่อยเอาแร่ทองแร่หยกที่ปลูกได้ออกไปขาย ฮ่าๆๆข้าช่างเป็นอัจฉริยะอะไรเช่นนี้ ท่านตาเห็นด้วยหรือไม่”กล่าวจบก็ทำหน้าฝันหวานตาลอยถึงแผนการต่างๆ และเม็ดเงินที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ากระเป๋าต่อๆไป โดยไม่รู้ถึงความวุ่นวายที่ตัวเองก่อทิ้งไว้เลยแม้แต่น้อย
...
ณค่ายโจรหลงจั้น
“บัดซบใครมันบังอาจมาลูบคมข้าถึงถิ่น ข้าไม่อยู่แค่ครึ่งวันก็เกิดเรื่องเช่นนี้ได้ไอ้พวกไร้ประโยชน์”
เสียงคำรามดุร้ายราวกับสัตว์คลุ้มคลั่งดังไปทั่วแนวเขาเหล่าชาวค่ายหลงจั้นพากันตัวสั่นงันงก
“จับไอ้พวกที่เฝ้ายามเมื่อคืนนี้ออกไปกุดหัวให้หมดทุกคนจะได้เป็นเยี่ยงอย่าง ต่อไปจะได้ไม่มีใครกล้าหละหลวมเช่นนี้อีก”
“ขอรับนายท่าน”
“นายท่านนายท่าน โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย พวกเราไม่ได้ละทิ้งหน้าที่แม้แต่น้อย”เสียงร้องโหยหวนขอความเมตตาดังระงม
“ฮึ่มไอ้พวกสถานศึกษาชิงหลงเยี่ยนทำข้าแสบนัก ข้าจะต้องหาทางล้างแค้น เอาคืนพวกมันตอบแทนที่พวกมันกล้าบุกเข้ามาล้วงคอพยัคฆ์ถึงถิ่นครั้งนี้ให้จงได้
--------
https://xn--82ca3fb1bckd5bbdb1pxb.blogspot.com/2014/10/blog-post_46.html