“เป็นคุณหนูรองจริงๆ เจ้าค่ะ” แม่นมไม่ทันสังเกตเห็นความตกตะลึงของมู่อวิ๋นฮว่า ด้วยน้ำเสียงของหญิงสาวนั้นไม่อาจฟังออกได้ง่าย “คุณหนูรองชื่นชอบการคัดพู่กันและวาดภาพตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อสามปีก่อนนางเข้าร่วมงานประลองบทกวี และคว้าตำแหน่งผู้ชนะมาได้ทั้งที่เป็นสตรี ฝ่าบาทต้องการประทานรางวัลให้นาง จึงถามถึงสิ่งที่นางต้องการ คุณหนูรองไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากสิทธิ์ในการปฏิรูปงานประลองบทกวี”
“ฝ่าบาทนึกสนใจจึงให้นางเขียนแผนงานขึ้นมา หลังได้อ่านฝ่าบาทก็พึงพอใจมาก นับตั้งแต่นั้นทั้งข้อกำหนดของงานประลองบทกวี สถานที่จัดงาน และทุกสิ่งก็ล้วนเป็นไปตามแนวทางที่นางเขียนไว้ เมื่อก่อนงานประลองบทกวีมีไว้เพียงเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกัน ขึ้นไปบรรเลงดนตรีและแต่งบทประพันธ์ สุดท้ายค่อยให้ผู้ชมลงความเห็นเลือกคนที่ดีที่สุด”
“หลังงานประลองบทกวีนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงไป มันก็กลับกลายเป็นกิจกรรมสำคัญ แต่ละปีทุกคนต่างเฝ้ารองานนี้ มีบางคนถ่อเดินทางจากเมืองบ้านเกิดมุ่งหน้ามายังเมืองหลวง เพียงเพื่อร่วมเข้าชมงานนี้”
กล่าวถึงตรงนี้ แม่นมก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ว่ากันอย่างยุติธรรม แม่มารดาของคุณหนูรองจะเหลี่ยมจัด แต่นางก็สั่งสอนบุตรสาวมาเป็นอย่างดี สมกับเป็นคุณหนูมากสามารถ”
เล่ห์กลของอนุหว่านพอจะใช้กำราบสิ่งต่างๆ ในเรือนหลังได้ ทว่าการที่จะบ่มเพาะให้มู่อวี่ซีเป็นคุณหนูผู้เก่งกาจนั้นไม่มีทางเป็นไปได้!
มู่อวี่ซีหาได้มีความสามารถเหนือผู้อื่น นางเพียงมีชีวิตอยู่มานานกว่าผู้อื่นต่างหาก!
คนที่ข้ามมิติจากยุคปัจจุบันมาสู่ยุคโบราณ ไหนเลยจะมีวิสัยทัศน์เหมือนกับคนโบราณ
อารยธรรมจีนอายุกว่าห้าพันปีเชียวนะ โลกอนาคตก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว คนโบราณจะจินตนาการออกได้อย่างไร มู่อวี่ซีใช้ลูกไม้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอจะเอาชนะคนโบราณเหล่านี้ได้แล้ว!
มู่อวิ๋นฮว่ายังไม่แน่ใจว่ามู่อวี่ซีเป็นเหมือนตนเองที่ดวงวิญญาณเข้ามาสถิตอยู่ในตัวเจ้าของร่างเดิมหรือไม่ แต่หากเป็นเช่นนั้น อีกฝ่ายเป็นบุตรสาวของอนุหว่าน ด้วยไหวพริบของอนุหว่าน ไหนเลยจะแยกแยะไม่ออก
ด้วยเหตุนี้มู่อวี่ซีถึงได้หวาดหวั่นใจกับมู่อวิ๋นฮว่าที่คล้ายว่าจะข้ามมิติมาเหมือนกัน!
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ข้ามมานั้นอยู่หลังจากยุคสมัยของนางไปมากแค่ไหน...
อย่างไรก็ตาม ข้าต้องขออภัยด้วยแล้วกัน เกรงว่าอีกไม่นานความรุ่งโรจน์ของมู่อวี่ซีคงจะสูญสิ้นลงแล้ว!
มู่อวิ๋นฮว่าเพิ่งจะนึกถึงเรื่องของมู่อวี่ซี เจ้าตัวก็เดินมาพร้อมสีหน้ารู้สึกผิด “คุณหนูใหญ่ เจ้าเองก็เห็นว่าข้ายุ่งหัวหมุน นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้ามาร่วมงานประลองบทกวี แต่ข้าก็ยังทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ เร็วเข้า มากับข้า ข้าจะพาเจ้าไปพบกับเพื่อนๆ” เดิมทีมู่อวี่ซีเป็นดาวเด่นของงานนี้ ทุกถ้อยคำและการกระทำล้วนทีสายตามากมายจับจ้อง ทำให้ผู้คนรอบข้างพากันกล่าวขวัญทันที
“คุณหนูใหญ่มู่ใจกว้างนัก เมื่อวานมู่อวิ๋นฮว่าอาละวาดใส่นางถึงเพียงนั้น วันนี้ยังมีแก่ใจจะออกโรงปกป้องอีก นิสัยใจคองดงามยิ่ง”
“ยังจะเรียกนางว่าคุณหนูใหญ่อีก ตอนนี้คุณหนูใหญ่คือมู่อวิ๋นฮว่าต่างหาก”
“เหอะ มันก็แค่ตำแหน่ง หรือมู่อวิ๋นฮว่าคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นเพียงเพราะเป็นคุณหนูใหญ่”
“ถูกของพี่จู... อาณาจักรต้าซีของเราให้คุณค่ากับวรรณกรรมเหนือการต่อสู้... มู่อวิ๋นฮว่า... ไม่นับเป็นสิ่งใดนอกจากคนไร้ค่า คนพรรค์นั้นต่อให้เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็ไม่อาจเทียบกับมู่อวี่ซีได้”
“ใช่เลยสหาย พี่หวังเป็นสหายที่แท้ของข้าจริงๆ!”
คำก็มู่อวิ๋นฮว่า อีกคำก็มู่อวี่ซี ต่อให้มู่อวิ๋นฮว่าไม่อยากได้ยิน ทว่าบทสนทนารอบตัวก็ไม่อดลอยมาถึงหูนางไม่ได้
นางย้อนนึกบางอย่างขึ้นได้ในจังหวะนี้
มิน่าเล่า เมื่อเช้ามู่อวี่ซีถึงได้ตามวอแวนางนัก ที่แท้ที่นี่ก็มีสิ่งที่นางเฝ้ารออยู่นี่เอง!
ใช่ว่ามู่อวี่ซีจะหูหนวก ย่อมได้ยินเสียงเซ็งแซ่รอบตัว ต่อให้คนเหล่านี้กล่าวยกยอนางและเหยียดหยามมู่อวิ๋นฮว่า แต่นางก็ยังปั้นสีหน้าลำบากใจ “คุณหนูใหญ่อย่าไปฟังคำพวกเขาเลย สามัญชนก็เป็นสามัญชนอยู่วันยังค่ำ ข่าวลือไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้ หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานนี้องค์ชายรัชทายาทเชิญเจ้ามางานประลองบทกวี... ข้าคงไม่... คงไม่กล้าขัดคำสั่งฝ่าบาท... เจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลย ข้าเองก็ไม่มีทางเลือก...”
สาธยายมามากมายก็เพียงจะพูดราวกับตนเองอับจนหนทางนอกจากต้องจำใจทำเช่นนั้น ทำเอามู่อวิ๋นฮว่าถึงกับกลอกตาในใจ
ดีแต่ปากขนานแท้ คนมีสมองที่ไหนก็ล้วนฟังออกว่าเมื่อวานองค์ชายรัชทายาทเพียงกล่าวเป็นมารยาท นางจะมาหรือไม่หาได้มีผู้ใดสนใจ มู่อวี่ซีก็แค่เอาขนไก่ไปทำลูกศร* แต่กลับเสแสร้งบังหน้า
*ขนไก่ไปทำลูกศร = ใช้อำนาจไปทำการบางอย่าง
งานประลองบทกวีเป็นถิ่นของมู่อวี่ซี นางโดดเด่นเพียงไหน ณ ที่นี้ ผิดกับสภาพน่าอนาถยามปรากฎตัวของมู่อวิ๋นฮว่า!
ลูกไม้เหล่านี้สามารถใช้เล่นงานมู่อวิ๋นฮว่าคนก่อนได้ และอาจทำให้เจ้าของร่างเดิมปาดคอตนเองได้ด้วยซ้ำ ทว่าหากจะใช้จัดการกับมู่อวิ๋นฮว่าในตอนนี้ เหอะ... กระจอก
มู่อวิ๋นฮว่าเลิกคิ้วพลางตอกกลับ “ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร เป็นข้าที่ตอบรับคำเชิญเมื่อวานขององค์ชายรัชทายาทเอง ต่อให้เจ้าไม่เชิญข้า ข้าก็ยังต้องมา ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทจะคิดได้ว่าเสด็จอาอย่างข้าเป็นพวกขี้ขลาด ส่วนเรื่องที่พี่รองจะแนะนำข้าให้กับเพื่อนๆ นั้น ข้าว่าคงไม่จำเป็น เจ้าบอกเองว่าสามัญชนก็เป็นสามัญชนอยู่วันยั่งค่ำ เพื่อนของเจ้าล้วนแล้วแต่เป็นสามัญชน ชนชั้นสูงอย่างข้าไม่ขอข้องเกี่ยวด้วยดีกว่า ไม่เช่นนั้นหากคุณหนูโดยชอบธรรมในเมืองหลวงรู้ว่าข้าไปคลุกคลีกับบุตรสาวอนุและพลอยทำให้พวกนางเสื่อมเสียชื่อเสียงคงจะแย่”
“อันที่จริง... พวกนางก็ไม่ใช่บุตรสาวอนุเสียทั้งหมด” มู่อวี่ซีสะอึกกับคำพูดของมู่อวิ๋นฮว่าจนเกือบเก็บสีหน้าไม่อยู่ มือที่อยู่ใต้ชายแขนเสื้อกำแน่น
นังตัวดี นังตัวดี!
กล้าดีอย่างไรมาดูแคลนสถานะของนางเช่นนี้!
ดังที่รู้กันว่านางเป็นที่นับหน้าถือตาในงานประลองบทกวีแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดเคยปฏิบัติกับนางอย่างหยามเหยียดเพียงนี้!
ณ ที่นี้นางไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นบุตรสาวอนุ ไม่มีสิ่งใดด้อยไปกว่าบุตรสาวโดยชอบธรรม คุณหนูเหล่านั้นยังต้องไว้หน้านางเมื่อพบกันเสียด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้มู่อวิ๋นฮว่ากลับใช้ตำแหน่งคุณหนูใหญ่เพื่อเหยียบย่ำนาง ไฟโทสะที่ลุกโชนในใจมู่อวี่ซีนั้นร้อนระอุเกินกว่าจะจินตนาการออก
“ฮ่าๆ พวกนางเป็นคุณหนูใหญ่อย่างนั้นหรือ” มู่อวิ๋นฮว่ามองอย่างเหลือจะเชื่อ
“พี่รอง อย่ามาพูดเหลวไหลเลย! คุณหนูใหญ่ส่วนใหญ่ในเมืองหลวง ไม่มีใครคิดสุงสิงกับบุตรสาวอนุหรอก หากพวกนางพาบุตรสาวอนุมาด้วยก็คงพลอยจะถูกหัวเราะเยาะเย้ยใส่ แม้ข้าไม่เคยไปร่วมงานแต่ก็เคยได้ยินมาบ้าง พี่รอง เจ้าบอกว่าในหมู่เพื่อนฝูงของเจ้ามีทั้งคุณหนูใหญ่และบุตรสาวอนุ ซึ่ง... เจ้าอย่าไปทำลายชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ตระกูลอื่นโดยใช่เหตุเลย!”
มู่อวิ๋นฮว่าป้องปากเอ่ยในประโยคสุดท้าย แสดงท่าทางราวกับกำลังกระซิบบอกมู่อวี่ซี
มู่อวี่ซีเดือดดาลจนไม่อาจอดกลั้นไหว!
ใช่แล้ว คุณหนูใหญ่กับบุตรสาวอนุนั้นมีความแตกต่างกันจริง และการที่บรรดาคุณหนูใหญ่ไม่คบค้าสมาคมกับบุตรสาวอนุก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน แม้แต่ในวงสังสรรค์ยังแบ่งแยกระหว่างคุณหนูใหญ่กับบุตรสาวอนุ ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาตระกูลมู่มีคุณหนูผู้เดียวคือมู่อวี่ซี ดังนั้นต่อให้นางเป็นบุตรสาวอนุ ความสามารถของนางก็ทำให้ไม่มีใครคิดดูหมิ่นนาง
มีคุณหนูใหญ่หลายคนและบุตรสาวอนุอีกมากกว่านั้นที่เป็นมิตรกับนาง
ว่ากันโดยสัตย์จริงคือนางภาคภูมิใจที่สามารถเข้ากับทั้งคุณหนูใหญ่และบุตรสาวอนุโดยไม่ถูกติฉินนินทา
ทว่าบัดนี้เมื่อมู่อวิ๋นฮว่ากล่าวเช่นนี้ มันไม่ต่างกับบอกว่านางเป็นผู้ทำลายกฎเกณฑ์และทำให้ชื่อเสียงของเหล่าคุณหนูใหญ่มีมลทิน
หากเป็นเพื่อนกับนางก็เหมือนการลดตัวลงต่ำและเป็นเพื่อนกับบุตรสาวอนุไปด้วยไม่ใช่หรือ! ถ้าถ้อยคำในวันนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปจะมีคุณหนูใหญ่คนใดกล้าเป็นเพื่อนกับนางอีก!