ข้าก็ร้ายเช่นนี้

    บทที่ 17 ผีผาหนานมู่เยื่อทอง 17.1

    บทที่ 17


    ผีผาหนานมู่เยื่อทอง



    เสียงฮึบฮ่าฮูฮ่าทำให้การตื่นนอนตอนเช้าของซิ่งหลิงไม่สดใสนัก ร้องถามทั้งที่ใบหน้าจมอยู่กับหมอน

    “นั่นเสียงอะไร” น้ำเสียงของนางทั้งแหบพร่าทั้งสั่นเครือ เมื่อคืนนางอ้าปากร้องครางตลอดคืนและแน่นอนว่าเจ็ดส่วนมาจากความรู้สึก อีกสามส่วนเพื่อเอาใจบุรุษ คาดหวังถึงก้อนตำลึงสีทองอวบๆ อ้วนๆ นับว่าเป็นโชคของนางที่เจ็ดส่วนไม่ใช่การแสร้งร้องเพื่อให้หน้าเขา

    ...จิ้งเส้าหวงมีของดีติดกาย

    “คุณชายจิ้งกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่หน้าเรือน แม่นางจะให้ตั้งโต๊ะเลยหรือไม่เจ้าคะ”

    คำถามนี้ของอี้ฉุนทำให้ซิ่งหลิงยกหัวขึ้นจากหมอนใช้สมองคิดหนักตั้งแต่เช้าตรู่ หนก่อนที่จิ้งเส้าหวงค้างคืนที่เรือน เช้าวันถัดมาก็ไม่เห็นเงาร่างของเขาแล้ว ปกติเขาก็ไม่ได้เรียกนางร่วมโต๊ะด้วยอย่างใด วันนี้ไม่รู้เหตุใดถึงยังไม่กลับไปเสียที! ทั้งการมาฝึกวรยุทธ์หน้าเรือนคงไม่ใช่อยากให้นางชื่นชมความองอาจกระมัง!

    ซิ่งหลิงไม่ได้ตอบลุกขึ้นนั่งโดยมีถังน่าคอยประคอง สางเส้นผมที่พันกันด้วยนิ้วมือ หลับตาลงเมื่อถังน่ากำลังเช็ดหน้าเช็ดตาให้ยามตื่นนอน หลังจากซิ่งหลิงบ้วนปากเสร็จจึงกระชับเสื้อคลุมเดินออกไปยังต้นกำเนิดเสียงที่ดังต่อเนื่อง

    “คุณชายแข็งแกร่งยิ่งนัก เช้าขนาดนี้ยังมีเรี่ยวแรงล้นเหลือ” ซิ่งหลิงเอนกายพิงกรอบประตูกวาดตามองบุรุษเบื้องหน้าที่เหงื่อไหลโซมกาย กระบวนท่าดุดันรุนแรง ยามวาดมือและเท้าก่อเสียงเสียดอากาศเป็นครั้งคราว

    จิ้งเส้าหวงอยู่ในชุดรัดกุมสีเข้ม หยาดเหงื่อที่ขับออกจากร่างเปียกชื้นทำให้เสื้อผ้าแนบไปกับอกผายและแผ่นหลัง มองเห็นเส้นสายกล้ามเนื้อกำยำใต้ร่มผ้าได้รางๆ ทั้งแสงตะวันยามเช้าที่กระทบกับร่างก็ยิ่งขับเน้นกายบุรุษให้ดูน่ามอง

    “ก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไร”

    จิ้งเส้าหวงดึงแขนและฝ่ามือลงแนบลำตัว ปรับลมหายใจจากการฝึกร่างกายยามเช้าให้สงบนิ่ง รับผ้าจากชุนจี้ขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าลวกๆ เช็ดหน้าไปได้ไม่กี่หนซิ่งหลิงก็เดินเข้าใกล้ ดึงผ้าออกจากมือของเขา พูดบ่นเสียงเรียบ

    “หากเช็ดหน้าแรงๆ จะเกิดริ้วรอยเอาได้นะเจ้าคะ”

    แม้ใบหน้าของนางยังคงมีคิ้วเพียงครึ่งแต่แววตาเอาใจใส่และความตั้งใจขัดกับน้ำเสียงเมื่อครู่จนทำให้จิ้งเส้าหวงรู้สึกพอใจขึ้นบ้างในใจเจือความหวานล้ำเบาบาง ปกติแล้วสตรีผู้นี้ชอบเอ่ยวาจาประชดประชันจิกกัด น้อยครั้งนักที่จะพูดจาดีๆ ทั้งยังทำตัวเหมาะสมกับฐานะ

    “ตอนนี้คุณชายยังหล่อเหลาอยู่ หากต่อไปมีริ้วรอยไม่น่ามองตัวข้าก็คงต้องคิดให้ถี่ถ้วนอีกสักรอบแล้วเจ้าค่ะ”

    “บอกตนเองเสียก่อนเถิด หน้าตายามนี้ดูได้ที่ใด” อารมณ์ดีอยู่ไม่ทันไรวาจาหนนี้ของนางก็ทำให้เขาอยากจับนางโยนขึ้นหลังคายิ่งนัก

    ซิ่งหลิงย่นปาก มองใบหน้าและลำคอที่แห้งดีแล้วจึงส่งผ้าในมือคืนให้ชุนจี้ ถามจิ้งเส้าหวงอย่างตรงไปตรงมา

    “คุณชายจะให้ตั้งโต๊ะเลยหรือไม่เจ้าคะ”

    เช้าเช่นนี้นางคร้านจะคิดอะไรมากมาย ยกการตัดสินใจนี้ให้แก่เขา เกิดนางถามว่าเช้านี้อยากจะร่วมโต๊ะกับนางหรือไม่ มีโอกาสสูงมากที่นางจะถูกเขาเหน็บแนมจนพานให้การกินอาหารเช้าไร้รสชาติ ดังนั้นหากเขาจะกินที่เรือนนางก็กิน หากไม่กินก็กลับไปเสีย มีตัวเลือกเพียงสองข้อให้ตอบเท่านั้น! ไร้ตัวเลือกใดให้ด่านาง!

    “ตั้งโต๊ะ” จิ้งเส้าหวงหันหน้าสั่งชุนจี้ หันกลับมามองเห็นสีหน้าแปลกใจของซิ่งหลิงได้ทันพอดี

    “นึกว่าคุณชายมีกิจธุระมากมายเสียอีก”

    “ธุระมากมายรัดตัวก็จริงแต่ก็มีเวลากินอาหารเช้า” จิ้งเส้าหวงตอบพลางไล่สายตาจากใบหน้าโล้นเกลี้ยงลงมายังปลายคางจรดลำคอระหง แม้จะมีเสื้อคลุมปิดทับทว่ายังคงมองเห็นรอยแดงบางๆ ที่กระจายอยู่เต็มลำคอขาว มุมปากยกยิ้มนัยน์ทอประกายกระหยิ่มใจ

    “ดูแล้วเมื่อคืนข้าคงกำราบเสือได้อยู่หมัด”

    ตั้งแต่เมื่อครู่ที่นางซับเหงื่อไคลให้อย่างเบามือจนถึงต้องการร่วมโต๊ะเดียวกัน แม้ว่าจะพูดอ้อมๆ ก็ตามที นี่อย่างไรเล่าถึงได้มีภาษิตสอนบุตรที่โต๊ะอาหาร สอนภรรยาที่เตียงนอน นางเป็นเช่นนี้ค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย

    ซิ่งหลิงเพียงหัวเราะเบาๆ แม้ภายในใจอยากจะกลอกตามองกลับไปถึงท้ายทอยก็ตามที หมุนกายเข้าไปในเรือนประทินโฉมและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อยเหมาะสม

    การร่วมโต๊ะกินข้าวยามเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น อาหารมากมายหลากชนิดถูกยกขึ้นโต๊ะจานแล้วจานเล่า แม้จะเป็นเพียงแค่อาหารเช้าทว่าบนโต๊ะก็มีกับข้าวไปแล้วกว่าสิบอย่าง ยังไม่นับรวมน้ำแกงและเครื่องเคียงยิบย่อยอีกมากมาย ซิ่งหลิงคอยสังเกตว่าบุรุษข้างกายขยับตะเกียบคีบอาหารจานไหนเป็นพิเศษก็ไม่หลงลืมความใส่ใจ คีบกับข้าวที่จิ้งเส้าหวงชื่นชอบให้เป็นบางครั้งบางคราว

    นางแข็งได้ก็อ่อนได้ ความอ่อนโยนเป็นเคล็ดหนึ่งในการประสบความสำเร็จของสตรี ความอ่อนนุ่มเป็นอาวุธหนึ่งของหญิงสาว หากนำมาใช้อย่างเหมาะสมก็มักจะทำให้อีกฝ่ายวางใจ

    แต่สำหรับจิ้งเส้าหวงที่มีคนคอยพินอบพิเทาเอาใจอยู่เสมอแล้ว ความอ่อนโยนของนางนำออกมาใช้บ่อยไม่ได้

    ได้ลิ้มรสหวานมากเกินไปก็จะกลายเป็นความเคยชิน คนเช่นเขาต้องเจ็บแสบให้มากแล้วค่อยลิ้มรสหวานทีละน้อยถึงจะเห็นค่าว่าความอ่อนโยนของนางไม่ใช่ได้มาโดยง่าย

    “วันนี้คุณชายอารมณ์ดีไม่เลว”

    หลังจากมืออาหารเช้าผ่านพ้นซิ่งหลิงถึงได้พูดขึ้นหลังจากดื่มชาหอมล้างปาก แม้จะเป็นอี้จีแต่ธรรมเนียมที่ควรปฏิบัติในตระกูลใหญ่นางก็ได้เรียนรู้ ยามกินไม่พูดนี่ถือเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร

    “เป็นเช่นนั้น”

    “มีเรื่องใดดีๆ เกิดขึ้นหรือเจ้าคะ”

    ซิ่งหลิงอดอยากรู้ไม่ได้ จิ้งเส้าหวงเห็นนัยน์ตาคู่งามฉ่ำน้ำทอประกายอยากรู้อยากเห็นออกมาโดยไม่ปิดบังก็กระตุกยิ้ม

    “เจ้าเป็นอี้จีตั้งแต่มาอยู่ในตระกูลจิ้งไม่เคยได้ยินเจ้าขับร้องบรรเลงเพลงเลยสักครา” เขาไม่ตอบความแต่กลับถามขึ้นเสียแทน

    “ซิ่งหลิงมาคฤหาสน์ตระกูลจิ้งด้วยความรีบร้อนกังวลใจ จึงไม่ได้นำเครื่องดนตรีประจำกายติดมา หากคุณชายอยากฟังข้าน้อยจะส่งจดหมายถึงท่านแม่ให้คนนำเครื่องดนตรีมาให้เจ้าค่ะ”

    จิ้งเส้าหวงได้ยินแล้วหัวเราะทันที มองดูก็รู้แล้วว่านางคาดหวังสิ่งใด ไม่เก็บงำสีหน้าเริงร่าและดวงตาทอประกายระยิบระยับเปี่ยมความคาดหวัง!

    “ข้ารู้ว่านางจิ้งจอกเช่นเจ้าไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยออกไป แต่วันนี้ข้าอารมณ์ดี ซ้ำเจ้าก็ยังว่าง่าย ชุนจี้ไปดูในคลังสิว่ามีเครื่องดนตรีใดบ้างที่พอให้นางจับถือ”

    “ขอบพระคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ!”

    จิ้งเส้าหวงส่ายหัวมองซิ่งหลิงปราดหนึ่ง เมื่อดื่มชาจนหมดถึงค่อยเดินออกจากเรือนไป

    ตั้งแต่เมื่อคืนเขาคิดไว้แล้วว่าจะตกรางวัลแก่นาง ในเมื่อนางร้องขอเครื่องดนตรีเขาก็จะมอบให้ ว่าไปแล้วความละโมบนี้ของนางก็มีข้อดีอยู่บ้าง ไม่ต้องขบคิดให้มากมายว่านางกำลังมีแผนการใดอยู่ในใจ คิดสิ่งใดก็พูดออกมาตามตรง

    ชัดเจนจนน่าชัง!

    คล้ายกับเรื่องข้าก็ร้ายเช่นนี้ ที่คุณอ่าน