เย่วชิงเข้ามาอยู่ในจวนของแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวแล้วแต่กลับพบปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง
ปัญหาคือฝานซื่อ
บุรุษร่างท้วมใบหน้าสี่เหลี่ยม ดวงตาหลุกหลิกไปมา เป็นคนสนิทของหลี่มู่แต่มีหน้าที่อะไรกันแน่กลับไม่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนบางครั้งดูเหมือนเป็นพ่อบ้านดูแลความเป็นไปทุกอย่างแต่หลายครั้งกลับเข้าร่วมประชุมแผนการทางทหารเคยได้ยินว่าได้ร่วมออกรบเคียงข้างท่านแม่ทัพด้วย คงจะมีฝีมืออยู่ท่าสองท่า
แต่หงุดหงิดใจมากที่สุดคือบุรุษแซ่ฝานผู้นั้นสนใจอาเฟยเฝ้าเวียนวนสอบถามประวัติความเป็นมา บิดา มารดาผู้ให้กำเนิด ภูมิลำเนาแล้วมารู้จักกับท่านแม่ทัพหลี่ได้อย่างไร
นี่ยังไม่นับมองตั้งแต่หัวจรดเท้าคิ้วขมวด ไม่ใช่เพียงครั้ง-สองครั้งแต่เป็นหลายหน
ท่านน้ายังไม่เคยมองอาเฟยขนาดนี้เลย
แค่สมัครเข้ามาเป็นเด็กรับใช้ในครัวยังโดนจับตาขนาดนี้แล้วถ้ารู้ว่าอาเฟยไม่ใช่ผู้ชายแถมปลอมตัวเข้ามาในจวนแม่ทัพด้วยมีเป้าหมายบางอย่างมิตายดอกหรือ
เย่วชิงบ่นพึมพำในใจส่วนมือก็กำลังใช้มีดหั่นผักบนเขียงไปพลาง สายตามองไปรอบห้องครัวทุกคนยุ่งกับหน้าที่ของตัวเองแม้กระทั่งตัวนางเองเป็นเพียงเด็กใหม่ซึ่งเพิ่งรับเข้ามาก็ยังต้องทำหน้าที่ล้างผักหั่นผัก ส่วนคนอื่นก็ยืนอยู่หน้าเตา มือไม่ว่าง ได้ยินเสียงตะหลิวกระทบกะทะกลิ่นหอมฟุ้งของอาหารจานแล้วจานเล่าลอยกระทบจมูก
หิวเหลือเกิน
จวนแม่ทัพแห่งนี้น่าแปลกนักแม้เป็นตึกใหญ่แต่ผู้คนกลับมีไม่มาก นอกจากทหารไม่กี่นายก็มีบ่าวรับใช้อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนในครัวก็มีพ่อครัว ผู้ช่วยอีกสองคนแล้วก็มีเด็กลูกมือคนใหม่ ท่านน้า ชอบอาหารง่ายๆ ผัดผักไม่กี่อย่างไก่นึ่งครึ่งตัว ซุปเนื้อวัว หรือ ขาหมูไฟแดง นานๆ ครั้งจึงสั่งห้องครัวเตรียมอาหารมากมายหากว่ามีการประชุมหารือกับเหล่าขุนทหารของกองกำลังเมฆขาว
แต่ท่านน้าเพิ่งออกไปประชุมที่จวนเจ้าเมืองเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาแต่เห็นคนแซ่ฝานมาสั่งห้องครัวให้เตรียมอาหารสักหลายอย่างหน่อย มีแขกจะมาสนทนากับท่านแม่ทัพนอกจากอาหารแล้ว สุราต้องคัดอย่างดีที่สุด
ตอนฝานซื่อเน้นย้ำว่าสุรารสดีเย่วชิงนึกเห็นสุราไผ่เขียว นารีแดง มาลอยวนอยู่ตรงหน้า ใครกันมีความสำคัญถึงขนาดนั้น
หรือว่าจะเป็น…
“ใกล้ถึงเวลาแล้วเร่งมือกันเข้า”
กิมพ้งหรือเฒ่ากิมพ่อครัวใหญ่บ่นออกมาเสียงดัง มองไปทางซ้ายมีผู้ช่วยสองคนผงกศีรษะให้เป็นพัลวันจากนั้นก็หันมาทางนางที่ถือมีดอยู่หน้าเขียง ถลึงตาใส่ แต่ไม่พูดออกมาสักคำทุกคนในจวนรับรู้ว่าอาเฟยที่เพิ่งรับเข้ามาได้รับความเอ็นดูจากแม่ทัพหลี่แม้ยังเก้ๆ กังๆ เวลาหั่นเนื้อ หั่นผัก แต่เฒ่ากิมก็ได้แต่ส่ายหัวทำเสียงขมุบขมิบอยู่ในปาก
“หั่นผักเสร็จแล้วไปเตรียมแช่พริกแดงให้ข้าด้วย”
นางพยักหน้าจำได้ว่าบางครั้งท่านน้าก็เอาพริกแดงมาเคี้ยวแกล้มสุรารสนิยมช่างผิดแผกผู้คนทั่วไปนัก
ระหว่างหยิบพริกแดงใส่ชามนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา มองไปทั่วห้องครัวแล้วสายตามาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กทำครัวคนใหม่
“ที่ปรึกษาฝาน”เฒ่ากิมร้องทักด้วยเสียงนุ่มนวล
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่อย่าให้มีอะไรผิดพลาด”
เย่วชิงทำเป็นสาละวนอยู่กับการเทน้ำเกลือลงชามพริกไม่สนใจกับสิ่งรอบตัว อยากจะจ้อง อยากจับผิดก็ตามใจนางไม่มีทางพลาดท่าให้กับคนประเภทนี้
“นี่เจ้า”
นางเงยหน้าขึ้นแล้วเอานิ้วชี้ตัวเองเมื่อบุรุษแซ่ฝานมายืนตรงหน้าแล้วตวาดเสียงดัง
“ตามข้ามา”
เย่วชิงวางชามพริกลงเดินตามหลังคนแซ่ฝานออกจากห้องครัวไปอย่างหงุดหงิดใจออกจากห้องครัว ผ่านศาลา สระน้ำ เดินสวนกับทหาร หญิงรับใช้ มาจนถึงหน้าห้องโถงใหญ่
“เข้าไปสิ”
เย่วชิงมองหน้าคนพูดที่ส่งสายตาเหยียดยิ้มแสยะมาให้ นึกในใจว่า มีเรื่องอะไรกันแน่ แล้วใครรออยู่ข้างใน
“อย่าชักช้า”
ไม่รอให้พูดซ้ำ นางผลักประตูเข้าไปในห้องด้วยท่าทีหวาดๆทำงานอยู่ในห้องครัวอยู่ดีๆ หรือถูกจับให้ไปทำงานที่ใหม่กันแน่แต่เมื่อเดินเข้าไปกลับพบเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ ชุดสีขาวงามสง่าแม้มองจากทางด้านหลังก็จำได้ว่าเป็นใคร
“ท่านแม่ทัพ”
นางส่งเสียงเรียกแล้วหลุบตาลงต่ำแต่รู้สึกว่ามีมือหนึ่งตบลงที่บ่าครั้งหนึ่ง
“อาเฟยข้ามีงานให้เจ้าทำชิ้นหนึ่ง”
เย่วชิงเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าของท่านน้ามีรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย ชุดที่สวมใส่ก็ดูมีสง่าราศีนัก
“หลังเที่ยงเจ้านำเอาอาหารไปอารามแห่งหนึ่งและเมื่อไปถึงเจ้าแจ้งกับลูกศิษย์ว่ามาตามคำสั่งข้า”
“ทำไมต้องเป็นข้าท่าน เอ๊ย ท่านแม่ทัพ”
“เจ้านั่นแหละเหมาะที่สุดไปอยู่เป็นเพื่อนนางจนหมดเรื่องน่ะ แล้วค่อยกลับมา”
เย่วชิงนึกในใจ“นาง” อย่างนั้นหรือ ใครกัน เป็นญาติคนใดของท่านน้าหรือไม่หรือว่าเป็นแม่ชี
“ไปสิอาเฟย”
นางถอยออกมาจากห้องแล้วเห็นฝานซื่อ ยืนเอามือไขว้หลัง รอยยิ้มกลอกกลิ้งจ้องมองมา
เห็นหน้าคนแซ่ฝานผู้นี้ให้นึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูกเลยเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง
“เสียดายนักงานเลี้ยงคืนนี้คงคึกคัก จวนแม่ทัพไม่จัดงานมานานแล้ว”
เย่วชิงหยุดชะงักหันมามอง ถามขึ้นว่า
“งานเลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไรท่านฝานซื่อ”
เจ้าของชื่อหัวเราะเสียงดัง
“วันเกิดปีที่ยี่สิบเก้าของท่านแม่ทัพยังไงเล่าคนไร้โชค ไม่มีความสำคัญ ก็ต้องถูกใช้ไปทำงานข้างนอกเป็นธรรมดา”
วันเกิดท่านน้าหรือมิน่าเล่าถึงได้สั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารหลายอย่างแต่ก็ไม่นึกว่าจะมีการจัดงานเลี้ยง เพราะไม่มีการตระเตรียมข้าวของ สถานที่ คงเป็นเพราะแม่ทัพหลี่มู่ชอบใช้ชีวิตเงียบๆถ้าไม่ไปอยู่ที่ค่ายทหาร ก็นั่งกินอาหารกับฝานซื่อและทหารคนสนิทไม่กี่นายนี่ก็คงจัดงานวันเกิดอย่างไม่เอิกเกริกนัก เชิญคนสนิท มิตรสหายเพียงไม่กี่คน
และหนึ่งในนั้นไม่ใช่นาง
อย่าว่าแต่ชักชวนหรือว่าอะไรเลย นางยังถูกใช้งานไปหาผู้หญิงในอารามแห่งหนึ่งและกำชับให้อยู่จนหมดเรื่อง แล้วอะไรคือหมดเรื่องกันเล่า
“ยืนเฉยอยู่ทำไมรับคำสั่งจากแม่ทัพแล้วก็รีบทำตามสิ”
เย่วชิงแอบถลึงตาใส่ฝานซื่อรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก นางไม่อยู่ในสายตาท่านน้าเลยหรือกระไรบ่าวมากมายในจวนทำไมไม่มอบหน้าที่ให้ มาใช้งานเด็กรับใช้ในครัวเสียนี่ถ้าได้อยู่ในงานวันนี้อย่างน้อยก็จะได้ซึมซัมบรรยากาศ อยากเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของท่านน้า
มิน่าเล่าวันนี้ถึงได้อารมณ์ดีผิดแผกกับทุกวัน
เคยไหมเวลาอยู่ด้วยกันท่านน้าจะเบิกบาน ดวงตาสุกใสเช่นวันนี้ ไม่มีเลยสักครั้ง
โอยช่างผิดหวังนัก
…………………………………………
อารามนางชีแห่งนั้นอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าใดนัก อยู่บนเนินเขาสูงที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ ใบหญ้าเดินผ่านบันไดไปไม่กี่ขั้นก็ถึงประตูทางเข้าของอาราม ยังไม่ทันเคาะประตูหรือส่งเสียงร้องเรียก มีแม่ชีนางหนึ่งเปิดประตูออกมาพอดี
แม่ชีที่ยืนตรงหน้ามีอายุไม่น้อยแล้วสังเกตได้จากริ้วรอยบนใบหน้า ใบหน้าวงกลม มีรอยยิ้มบาง คาดว่าเมื่อวัยสาวคงเป็นโฉมสะคราญที่งดงามไม่น้อย
“ท่านแม่ทัพสั่งให้ข้ามาหา…”
แม่ชีพยักหน้าแล้วเดินนำเข้าไปในอารามก่อนไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งประตูปิดสนิท เงียบราวกับไม่มีคนอยู่
“อยู่ในห้องนี้หรือ”นางเอ่ยปากถาม
แม่ชีพยักหน้าไม่ตอบคำแต่กลับทำให้เย่วชิงคิ้วขมวด ไม่พูดไม่จา เป็นใบ้หรืออย่างไรกัน กำลังจะอ้าปากถามแม่ชีก็พลันเดินจากไปนางจะทำอะไรได้นอกจากเอามือเคาะประตูห้อง
“ข้าเป็นคนของแม่ทัพหลี่ได้รับคำสั่งให้มาพบแม่ชี”
ในอารามหากไม่ใช่แม่ชีแล้วจะเป็นใครได้เล่าแม่ชีที่พานางเข้ามามีอายุไม่น้อยแล้ว แม่ชีในห้องใยไม่มีอายุมากกว่าบางทีอาจมีอายุเจ็ด-สิบแปดปีแล้วก็ได้
“เจ้าเข้ามา”
เสียงนั้นเป็นสตรีสาวสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงกังวาน อ่อนหวาน และเมื่อเย่วชิงผลักประตูห้องเข้าไปเห็นสตรีนางหนึ่งนั่งหันหลัง เส้นผมสีดำสนิทเหมือนฟ้ายามราตรี ใส่ชุดกระโปรงสีชมพูครั้นมองให้ละเอียดเห็นมีร่างหญิงชราผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียง
“ท่านพี่บอกแล้วว่าจะส่งคนมาเป็นเจ้าหรอกหรือ”
เย่วชิงวางตะกร้าใส่อาหารไว้บนโต๊ะสะดุดใจเมื่อเห็นนางเรียกคำว่า “ท่านพี่”จะมีกี่คนที่เรียกแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวอย่างสนิทสนมเช่นนั้น
“ข้าชื่ออาเฟย”
สตรีนางนั้นหันมาอย่างช้าๆวงหน้านั้นเรียวยาว ดวงตาสุกใส แก้มแดงระเรื่อ ผิวขาวดุจปุยหิมะ
“ท่านแม่ทัพบอกให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
หญิงงามส่ายศีรษะไปมายิ้มกว้าง เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ นัยน์ตาเป็นประกายแฝงแววเริงรื่น
แม้เป็นผู้หญิงด้วยกันแต่เย่วชิงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าตัวเองเป็นดาวอับแสงโดยแท้ นางเปรียบได้กับนางพญาหงส์เหนือสตรีทั้งมวลในโลกหล้า
“อาเฟยเจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว คนที่ท่านพี่บอกคงหมายถึงท่านยายมากกว่า”
เย่วชิงทำตาโตหันไปมองร่างที่นอนหลับอยู่ มีผ้าห่มคลุมครึ่งตัว ผมขาวโพลนเกือบทั้งศีรษะนางเป็นใครกัน มีความสำคัญอย่างไรต่อท่านน้า
“ท่านยายนอนหลับไปนางไม่ค่อยสบายนัก ทานอาหารเจของทางอารามไม่ค่อยได้ ท่านพี่ช่างรอบคอบนักรอให้ท่านยายตื่นเจ้าค่อยให้ท่านกินเถอะ”
“ทราบแล้วคุณหนู”
“เจ้าคงเพิ่งมาอยู่ใหม่”
“ข้าทำงานอยู่ในห้องครัว”
“ท่านพี่คงไว้ใจเจ้ามาก”
เย่วชิงดีดตัวจากเก้าอี้ไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนไปหรืออย่างไรท่านน้าจัดงานฉลองวันเกิดแล้วผลักไสไล่ส่งให้นำอาหารมาให้ที่อารามแห่งนี้มีอะไรบ่งบอกว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายมีความสำคัญจนไม่ไว้ใจคนอื่นพูดผิดก็พูดใหม่ได้
“ท่านยายมีพระคุณต่อพวกเรามากบุตรชายคนเดียวยอมสละชีวิตปกป้องข้าจากนักฆ่ากลุ่มหนึ่ง”
เย่วชิงหันไปมองหญิงชราบนเตียงรู้สึกเศร้าใจนักร้องถามว่า“นางมีชื่อว่ากระไร”
“จิวฮวา”
จิวฮวาที่แปลว่าดอกไม้แห่งโชคชะตางั้นหรือนับว่าน่าสนใจนัก
“แม่เฒ่าจิวอยู่กับลูกชายเพียงสองคนเพราะช่วยเหลือข้าทำให้นางไม่มีใครอีก พวกเราจึงพานางมาด้วย แต่แม่เฒ่าก็ไม่ยอมเข้าไปอยู่ในจวนกลับขอมาพักอยู่ในอารามแห่งนี้ตามลำพัง”
เย่วชิงเริ่มเข้าใจเหตุผลที่ท่านน้าให้เดินทางมาและกำชับให้ทำงานให้ดีก็เพราะแม่เฒ่าผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณ
“ข้าชื่อเอียนซี”
นางสะดุ้งเหมือนโดนฟ้าผ่ากระแทกร่างคิดแผนการมากมาย ปลอมตัวเป็นชาย เป็นขอทานมอมแมมก็ด้วยจุดหมายอยากจะเห็นหน้าสตรีนามว่าเอียนซีนั่นเอง
แต่เจอตัวได้ง่ายเกินกว่าจะนึกฝัน
เอียนซีโฉมสะคราญงามล่มเมืองนับว่าไม่ผิดไปจากที่ได้ยินแม้แต่น้อยไม่แปลกเลยที่สร้างความลุ่มหลงให้ศิษย์พี่ขนาดนี้ แล้วนี่ยังไงกันนางยังเป็นคู่หมั้นกับท่านน้า-หลี่มู่ผู้ยิ่งใหญ่ด้วย
“อาเฟย”
“ขอรับ”
เอียนซีเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเดิมเฝ้ามองหญิงชราแล้วถอนหายใจครั้งหนึ่ง
“ถ้าแม่เฒ่าตื่นขึ้นมาให้กินอาหารที่เจ้าถือมานะ นางอ่อนแรงมากลำพังอาหารเจของอารามคงไม่อาจฟื้นไข้ได้ง่ายหลังจากนั้นนั่งเป็นเพื่อนนางจนกว่านางจะหลับลงอีกครั้ง”
“ทราบแล้วคุณหนู”เย่วชิงตอบเสียงห้วน ไม่อยากมองหน้าคนพูดเท่าใดนัก
“แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรคุณหนู”
“แม่เฒ่าเป็นใบ้ หูก็หนวกบางทีเจ้าต้องสื่อสารกับนางด้วยการเขียนหนังสือ เจ้าทำได้หรือไม่”
เย่วชิงพยักหน้าแต่ทำปากมุมมิบ ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรเช่นนี้
“แม่เฒ่าจิวยังคงคิดถึงลูกชายของนางได้เด็กหนุ่มเช่นเจ้ามานั่งเป็นเพื่อน คงทำให้แม่เฒ่าดีขึ้นมาก”
อย่างนี้นี่เล่านี่ถ้าเชื่อคนแซ่ฝานพูดคงเข้าใจท่านน้าผิดไปยกใหญ่แน่”
“ข้ามีธุระต้องไปทำเลยต้องไหว้วานเจ้าแล้ว”
เย่วชิงยิ้มกว้างแต่ในใจหมั่นไส้สตรีนางนี้นักจะไปทำธุระอะไรได้เล่า ก็คงกลับไปบ้านแต่งตัวให้สวยงามแล้วไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดท่านแม่ทัพนั่นต่างหากบอกมาตามตรงก็ได้
“เรื่องเล็กน้อยคุณหนูข้าจะทำให้ดีที่สุด”
เอียนซีพยักหน้าแล้วหันไปแตะแขนคนป่วยบนเตียงเย่วชิงถือโอกาสแอบถลึงตาใส่ สาวงามผู้นี้มีอะไรดีนักหนา นอกจากสวยงาม พูดจาอ่อนหวานก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจสักนิด ทำไมมีแต่คนหลงรัก
แล้วโฉมสะคราญคิดอะไรอยู่ในใจจะเลือกศิษย์พี่หรือท่านแม่ทัพ ว่าไปศิษย์พี่ถึงดูโง่งม ซื่อบื๊อไปบ้าง แต่หน้าตามิใช่ชั่วแถมมีฐานะสูงส่งไม่เป็นรองท่านน้าเลย
เอียนซีหงสาคนงามช่างมากรัก หลายใจ
น่าแค้นเคืองนัก