(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 152 ความสิ้นหวังที่แท้จริง

            รามินมองทันย่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและสิ้นหวัง เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน คำพูดนั้นชัดเจนเกินกว่าจะมีความหมายอื่น


            “แต่.. ทันย่า! เจ้าเป็นความหวังเดียวของพวกเรา... หากเจ้าไม่ช่วยเรา มนุษยชาติจะไม่มีทางเอาชนะดราโกเนียได้”


            รามินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความหวาดกลัว


            ทันย่าหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะเปิดตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความเยือกเย็นและความแน่วแน่


            “พวกแกต้องพึ่งพากำลังของตัวเอง.. ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อจะเป็นความหวังของมนุษย์”


            “ฉันเองก็มีทางของฉันเอง และตอนนี้ฉันไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับดราโกเนีย!”


            หลังจากกล่าวจบ ทันย่าก็หันไปมองโรซาเลีย สบตากับเธอในช่วงเวลาสั้นๆ และทั้งสองก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ


            “เข้าใจแล้วค่ะ!”


            โรซาเลียพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับยื่นมือไปจับมือของทันย่า


            ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าการอยู่ที่นี่ต่อไปจะไม่มีประโยชน์ใดๆ และอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น


            ทันย่าจับมือโรซาเลียอย่างแน่น ขณะนั้นเองพวกเขาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยไม่มีการบอกลา ไม่มีคำสัญญาหรือความหวังที่ฝากไว้ให้กับมนุษย์ ร่างของทั้งคู่ลอยขึ้นเหนือเมืองหรู่หมิง เสียงลมที่พัดผ่านทำให้ผ้าคลุมของโรซาเลียพัดสะบัดราวกับใบไม้ พวกเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง


            และในเวลาไม่นานก็หายวับเข้าไปในหมู่เมฆ ปล่อยให้เมืองหรู่หมิงและผู้คนที่เหลืออยู่จมอยู่ในความสิ้นหวัง


            “.....................”


            รามินยืนนิ่งมองตามทันย่าและโรซาเลียที่ทะยานหายไป


            ความหวังสุดท้ายของเขาและมนุษยชาติตอนนี้กลับหายไปต่อหน้าต่อตา ความอับอายและความสิ้นหวังท่วมท้นในใจของเขา น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับพื้นดินที่เยือกเย็น ไม่มีอะไรเหลือที่พวกเขาจะพึ่งพิงได้อีกแล้ว


            นักสู้พันธุกรรมที่เหลืออยู่ในเมืองหรู่หมิงต่างมองตามการจากไปของทันย่าและโรซาเลีย


            ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ทุกคนรู้สึกถึงความหวังที่ได้สูญเสียไป และความสิ้นหวังที่เริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจ


            ไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ว่าพวกเขายังมีโอกาสรอดพ้น จากตัวตนแห่งการทำลายล้างเช่นดราโกเนียที่จะนำพามา


            ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทันย่าเดินทางกลับมายังส่วนลึกของทวีปมืด ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเหล่ามอนสเตอร์นับไม่ถ้วน


            ที่นี่คือดินแดนที่ไม่มีมนุษย์กล้าเข้าไป ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดและอำนาจที่ยากจะทัดเทียม ที่นี่ทันย่าไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ธรรมดา—เขาคือ ราชันแห่งเหล่ามอนสเตอร์ทั้งปวง ผู้ปกครองอาณาจักรที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา


            เมื่อร่างสีดำขลับของทันย่าเข้าสู่เขตแดน เหล่าราชันมอนสเตอร์ที่คอยเฝ้าพื้นที่ต่างๆอยู่ ต่างพากันปรากฏตัวออกมาและก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมเพื่อแสดงความเคารพ มังกรเหล็กกล้าที่มีร่างยิ่งใหญ่และเกล็ดสีเทาแข็งแกร่งทอประกาย


            ราชสีห์เพลิงนรกที่มีขนสีเพลิงลุกไหม้ราวกับไฟ พญาอสรพิษเจ็ดหัวที่มีร่างงูยาวและหัวที่น่าสะพรึง และราชันหนูสายฟ้าที่ตัวเล็กแต่มีความเร็วประดุจสายฟ้า ทั้งหมดต่างก้มคำนับอย่างเคารพในท่านราชันของพวกมัน


            “ยินดีต้อนรับกลับ ท่านทันย่า”


            “ข้าได้ยินว่าตอนนี้สถานการณ์ของโลกไม่ดีเลยใช่ไหม?”


            มังกรเหล็กกล้า เป็นผู้แรกที่พูดขึ้น น้ำเสียงของมันหนักแน่นและแฝงไปด้วยความเคารพสูงสุด


            “ถูกต้อง มนุษย์กำลังจะสูญสิ้น ทว่าไม่ใช่เพียงแค่พวกมันเท่านั้น”


            “พวกเราเหล่ามอนสเตอร์เองก็กำลังตกอยู่ในอันตรายที่ร้ายแรง!”


            ทันย่าพยักหน้ารับเล็กน้อยและตอบกลับ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเข้มแข็งและเยือกเย็น เขามองผ่านเหล่าราชันทั้งหลายที่ก้มศีรษะลงแสดงความเคารพ ดวงตาของเขาคงมีความเย็นชาเหมือนเคย แต่ภายในนั้นแฝงความคิดที่ลึกซึ้งบางอย่าง


            ขณะที่ทุกคนก้มศีรษะ แววตาของเหล่าราชันเหล่านี้ก็จับจ้องไปยังบางสิ่งที่แตกต่างและทำให้พวกมันประหลาดใจ


            เมื่อพวกมันเห็นสิ่งที่ทันย่าพากลับมาด้วย นั่นคือมนุษย์หญิงสาวที่อยู่ในอุ้งมือของเขา โรซาเลียที่นั่งอยู่บนมือของทันย่า ดูเหมือนจะค่อนข้างเงียบและสงบนิ่ง แม้ว่าในใจของเธออาจรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับสายตาของเหล่ามอนสเตอร์ที่จ้องมองมา


            เหล่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นราชาไม่พูดอะไรออกมา ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไรเกี่ยวกับหญิงสาวมนุษย์ที่ทันย่าพากลับมา การตั้งคำถามโดยไม่มีความจำเป็น อาจทำให้พวกมันต้องเผชิญกับความโกรธของราชัน และไม่มีใครที่อยากจะให้ทันย่าโกรธเกรี้ยวขึ้นมา


            ราชสีห์เพลิงนรกที่ยืนอยู่ข้างๆพญาอสรพิษเจ็ดหัว ส่งสายตาประหลาดใจไปที่อสรพิษโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ


            ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าท่านราชันต้องมีเหตุผลของตนเองในการพามนุษย์กลับมาที่นี่ มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกมันที่จะถามถึงสิ่งที่ท่านเลือกทำ ความเงียบงันที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเคารพยิ่งทำให้ความเข้มแข็งและอำนาจของทันย่าแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


            “ไปก่อนเถอะ ฉันต้องเตรียมตัวบางอย่าง”


            ทันย่าไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงส่งสัญญาณให้มอนสเตอร์ราชันทั้งหมดแยกย้ายกันไป


            “เข้าใจแล้วท่านราชัน”


            แต่ละร่างกายที่เต็มไปด้วยพลังและอำนาจกลับก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม ทันย่าก้าวเดินไปยังทิศทางที่เป็นที่พักของเขาเอง


            “ท่านอาจารย์ เอาห้องทดลองของเลโกลัสออกมาหน่อย”


            “ตอนนี้พวกเราจะใช้มันเป็นป้อมปราการและที่พักอาศัย!”


            [เข้าใจแล้วจ้า จัดให้เลยศิษย์รักของข้า]


            โรซาเลียมองไปรอบๆ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวัง


            เธอรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับมนุษย์ และการที่เธอได้เข้ามาที่นี่เป็นเพียงเพราะความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อทันย่า เธอรู้ว่าเหล่ามอนสเตอร์เหล่านี้ไม่เคารพเธอ แต่เคารพในตัวของทันย่า และเธอรู้ดีว่าความไว้วางใจของทันย่าคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธออยู่รอดที่นี่


            ไม่นานเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหลายวัน และในที่สุด ดราโกเนียก็ได้กลับมาออกอาละวาดอีกครั้ง


            การกระทำของมันได้สร้างความสยดสยองให้กับทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์โลก ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ดราโกเนียได้มุ่งโจมตีและทำลายเมืองป้อมปราการไปหลายแห่ง ซึ่งเมืองเหล่านี้ก็เคยเป็นที่พักพิงของมนุษย์ มันไม่เพียงแค่โจมตี แต่ยังกลืนกินทุกสิ่งที่พบเจออย่างไร้ขีดจำกัด


            เสียงคำรามที่ดังกึกก้องและสะท้อนไปทั่วท้องฟ้า กลายเป็นเสียงที่ทุกคนต่างหวาดกลัว ไม่มีใครสามารถหลบหนีจากหายนะที่เกิดขึ้นได้


            “โฮกกกกกกกกกกกกก!”


            เสียงคำรามของดราโกเนียกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความตาย ทุกครั้งที่ปรากฏตัวมันจะพาภัยพิบัติมาสู่เมืองป้อมปราการที่ยังคงเหลืออยู่ ประชากรที่ยังเหลือรอดในเมืองต่างๆ ได้รีบพากันอพยพออกมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และพยายามที่จะหลบหนีไปยังที่ที่ปลอดภัยที่สุดที่เหลืออยู่ มีเพียงเมืองเดียวที่มนุษย์ทั้งหมดมุ่งหน้าไป


            ซึ่งก็คือ เมืองหรู่หมิง—อาณาเขตป้อมปราการสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ ที่ยังคงหลงเหลือและพร้อมที่จะให้การปกป้อง


            เมืองหรู่หมิงตอนนี้กลายเป็นที่พำนักสุดท้ายของมนุษย์


            ผู้คนจากทุกทิศทางต่างมุ่งหน้ามาที่นี่ บางคนเดินทางมาเป็นวัน บางคนเดินทางผ่านป่าและที่รกร้างโดยหวังว่าจะได้พบที่ที่ปลอดภัย บรรยากาศเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว ทุกคนต่างพยายามหาที่ซ่อนตัวและหาทางเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของดราโกเนีย


            รามิน ในฐานะผู้นำของสมาพันธ์โลก พยายามจัดการและสั่งการเรื่องต่างๆอย่างเต็มที่ เขารู้ว่าการโจมตีของดราโกเนียทำให้การควบคุมสถานการณ์เป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นทุกวัน แต่เขายังคงพยายามอย่างที่สุดที่จะปกป้องชีวิตของประชากรที่เหลือรอด


            “ให้ทุกคนเตรียมพร้อม!”


            รามินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขณะที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองหรู่หมิง


            เขาสั่งการให้เหล่านักสู้พันธุกรรมและราชันสงครามที่ยังคงเหลืออยู่จัดเตรียมการป้องกัน เมืองหรู่หมิงตอนนี้กลายเป็นป้อมปราการที่อัดแน่นไปด้วยประชากรที่หลบหนีจากทุกทิศทาง กำลังทหารที่เหลือทั้งหมดถูกระดมมาเพื่อสร้างการป้องกันขั้นสุดท้าย


            เหล่าทหารและนักสู้พันธุกรรมยังคงทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาเตรียมพร้อมอาวุธและเครื่องจักรที่มีอยู่ทั้งหมด ปืนใหญ่พลาสม่าและหอคอยเลเซอร์ ถูกติดตั้งทั่วกำแพงเมืองเพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับดราโกเนีย แต่ถึงกระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าพลังที่มีอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งมันได้


            ประชากรที่อพยพมา ต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในอนาคต


            บางคนสูญเสียครอบครัว บางคนไม่มีที่ไปนอกจากที่นี่ เมืองหรู่หมิงเต็มไปด้วยเสียงของคนที่กำลังอพยพและหาที่หลบซ่อน เด็กๆร้องไห้ในอ้อมกอดของแม่ที่พยายามหาที่ปลอดภัย บางคนถึงกับคุกเข่าลงต่อหน้ารามินและผู้บัญชาการอื่นๆเพื่อขอความช่วยเหลือ


            รามินยืนอยู่บนกำแพงเมือง สายตาของเขาจ้องมองออกไปยังขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆมืดครึ้ม


            เขารู้ดีว่าไม่มีใครรู้ว่าดราโกเนียจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือการโจมตีที่มันนำมานั้นจะเป็นการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า รามินต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้คนที่ยังเหลือรอดได้มีโอกาสที่จะอยู่รอดต่อไป


            “เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืนหยัดและต่อสู้จนถึงที่สุด”


            รามินกล่าวขึ้น เสียงของเขาดังก้องในหูของนักสู้ที่ยืนรอบตัว แม้แววตาของเขาจะแฝงไปด้วยความสิ้นหวัง


            แต่ก็ยังคงแสดงถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ เขาไม่อาจปล่อยให้มนุษยชาติถูกทำลายโดยไม่มีการตอบโต้



            ...

            น่าสงสารเหมือนกันนะ T T


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน