“ในที่สุดพวกเธอก็ติดต่อมา” ภาพและเสียงของดารินดังออกมาจากลูกแก้วสื่อสาร
“ขอโทษด้วยครับที่ติดต่อมาช้า” เทพไทกล่าวขอโทษต่อดารินในลูกแก้ว แล้วเขาก็อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น “ผมกับพี่เบิ้มเพิ่งกลับมาจากเจอหัวหน้ามาครับ”
“ในที่ก็ได้เจอกันแล้วสินะ โล่งอกไปที” ดารินในลูกแก้วมีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น
“หัวหน้าเขาได้เอาลูกแก้วสื่อสารจากผมไปแล้ว อาจารย์สามารถติดต่อหัวหน้าโดยผ่านลูกแก้วสื่อสารของผมครับ” เทพไทแจงรายละเอียดเพิ่มเติม “แต่หัวหน้าคงไม่สะดวกนักที่จะติดต่อกับใคร นอกจากเธอเกิดฉุกเฉินจริง ๆ เนื่องจากเธอมักอยู่ในศูนย์บัญชาการใหญ่ของศิขา จึงไม่สะดวกนักครับ”
“เข้าใจแล้ว” ดารินตอบรับเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของธัญญ่า “แล้วมีข้อมูลอะไรจากเธอเพิ่มเติมอีกบ้าง?”
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเทพไทเล่าทุกรายละเอียดที่เขาจดจำได้ เขาแทบจะพูดตามที่ธัญญ่าเล่าให้ฟังทุกคำที่ธัญญ่าเล่าถึงอดีตและเหตุผลที่เธอต้องกลายมาตกอยู่ในฐานะผู้ลักพาตัวปลายฝนหรือสายลับสองหน้าในขณะนี้
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ดารินไม่ค่อยสนใจนักเนื่องจากเขารู้คร่าว ๆ มาจากธันวาแล้ว สิ่งที่เธออยากรู้กว่าคือแรงจูงใจที่ทำให้ปลายฝนมายังถ้ำเสือที่ศิขาเช่นนี้มากกว่า แน่นอนว่าเทพไทย่อมมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ เมื่อดารินได้รับรู้ถึงเรื่องที่คิมหันต์ถูกจับเป็นตัวประกัน ทุกอย่างสำหรับดารินก็กระจ่างทันที
“อย่างนี้นี่เอง” หลังรับรู้เรื่องราวทั้งหมดของธัญญ่าและปลายฝน โดยเฉพาะปลายฝน ดารินไม่รู้ควรจะรู้สึกอย่างไรดีขณะพูดว่า “ทั้งที่ทำลงไปเพราะเชื่อว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามได้ แต่สุดท้ายสงครามก็เกิดเพราะเธอมายังที่นี่เสียเอง”
แม้แต่ดิเรกก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของดาริน แต่ทั้งดารินและดิเรกก็เข้าใจสิ่งที่ปลายฝนเลือกทำเช่นกัน ต้องยอมรับว่าการที่ปลายฝนทำแบบนี้ มันช่วยเพิ่มโอกาสช่วยคิมหันต์ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากเธอเลือกบอกทุกคน บนโลกนี้คงไม่มีคิมหันต์อีกต่อไปแล้วก็เป็นได้ เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่ต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วให้ดีที่สุดเท่านั้น
“แล้วทางอาจารย์ดารินล่ะครับ ได้เจอกับธันวาอะไรนั่นแล้วหรือยังครับ?” ดิเรกเป็นคนที่ถามดารินบ้าง
“ฉันเจอแล้ว โชคดีที่เขาไม่ใช่คนที่หายากอะไรนัก ต้องบอกว่าเขานับเป็นคนค่อนข้างมีชื่อเสียงของเมืองอัคคีเงินเลยล่ะ” คำพูดจั่วหัวของดารินได้สร้างความประหลาดใจกับดิเรกและเทพไทยิ่งนัก และคำพูดต่อไปของดารินยิ่งทำให้ทั้งสองประหลาดใจขึ้นไปอีก เพราะเธอเลือกพูดจากสิ่งที่รังสิมันต์บอกกับเธอ “ธันวาเขาเป็นนักประดิษฐ์วัตถุเวทมนตร์อัจฉริยะ”
อย่างไรก็ตามหลังได้ฟังเรื่องราวที่แท้จริงของธันวา สีหน้าของทั้งเทพไทและดิเรกก็หม่นหมองและหดหู่ลงทันที แม้ดารินไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดการเป็นส่วนผสมหลักในการทำเซรุ่มธาตุของธันวาที่เขาเรียกว่าตัวเองว่าพาหะ เพียงเท่าที่ดารินเล่าให้ฟัง ทั้งสองก็รู้สึกเจ็บแค้นแทนธัญญ่ามากพอแล้ว ตอนนี้ดิเรกเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วถึงแรงจูงใจที่ธัญญ่าต้องยอมกลับมาเป็นสายลับให้ศิขาอีกครั้ง เมื่อมีคำว่าครอบครัวมาเกี่ยว ต่อให้ต้องทำทุกอย่างจนโดนตีตราว่าเป็นคนชั่วช้าสามานย์ก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยครอบครัวตัวเองไปให้ได้
“โธ่ หัวหน้า...” เทพไทอดไม่ได้ที่จะอุทานสงสารอดีตหัวหน้าทีมของเขา
“ให้ผมกลับไปช่วยไหมครับ?” ดิเรกเสนอตัว “ดูเหมือนขุนพลพิพากษาจะร้ายกาจน่าดู”
แม้จะเป็นห่วงปลายฝนแต่ดิเรกก็อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อชดใช้ให้กับธัญญ่าจากความไม่เชื่อใจในตัวธัญญ่าที่เขาทำลงไป
ดารินในลูกแก้วสื่อสารส่ายหน้าและตอบว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันกับธันวาอาจไม่จำเป็นต้องเจอกับขุนพลพิพากษาด้วยซ้ำ ถ้าเป็นไปตามแผน” เมื่อดารินพูดจบ เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอถามว่า “แล้วมีรายละเอียดแผนอะไรเพิ่มเติมบ้าง? ฉันรู้เพียงคร่าว ๆ ว่าจะลงมือเมื่อไรเท่านั้น”
“ช่วงนี้หัวหน้าเขาให้พวกผมช่วยตามหาที่อยู่ของคุณคิมหันต์ก่อนครับ หากไม่เจอคุณคิมหันต์ เจ้าหญิงจะปฏิเสธที่จะไปจากที่นี่ก่อนเวลาครับ” ดารินในลูกแก้วพยักหน้าตอบสิ่งที่เทพไทกล่าวมา “แต่ถ้าหากถึงที่สุดแล้วหาคุณคิมหันต์ไม่เจอจริง ๆ ปฏิบัติการจะเริ่มทันทีที่ถึงกำหนดเวลา เว้นเสียแต่มีเหตุจำเป็นบางอย่างเข้ามาแทรกหรือพระราชาของพวกเราเริ่มสงครามก่อนเวลา ทางเราก็จะชิงพาเจ้าหญิงนี้ออกมาก่อนทันทีครับ หากเป็นไปได้ทุกอย่างจะเริ่มเมื่อสงครามใหญ่เริ่มขึ้น และเหล่าทหารส่วนใหญ่ของศิขาไปเข้าร่วมสงครามครับ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ควรเลี่ยงการเผชิญหน้ากับขุนพลหลักของศัตรูครับ”