บทที่ 5 [ป่าเส้นด้ายดำ]
ตอนที่ 39 คอนเสิร์ตกระชับมิตร
วันที่ 7 ของเดือนแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แสนเศร้า เวลา 20:00 น.
***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
“ฮึ! เป็นหุ่นยนต์ก็บอกกันก่อนจิ! เอาความเศร้าของฉันกลับมาเดียวนี้เลยนะดอง! ”
“ฉันบอกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือคะ? ว่าเป็นหุ่นยนต์หมายเลข 1332213”
“ไม่รู้ไม่ชี้ดอง! ”
ฉันกำลังงอนแก้มป่อมใส่ชนเผ่าท้องถิ่นที่ชื่อว่า [โนอาร์] … ไม่สิ ต้องบอกว่างอนใส่ยัยหุ่นกระป๋องมากกว่า
หลังเหตุการณ์ในวันนั้น พวกเราก็ถูกจับไปรักษา ปรับสภาพร่างกายที่อาบรังสียูวี ผ่าตัดปิดบาดแผล สังเคราะห์กระดูกใหม่ และอื่น ๆ อีกมากจนกลับมาหายดีสมบูรณ์ในวันที่ 6
ประเด็นคือตอนที่ฟื้นได้สติกลับมานี่แหละดอง
พอฟื้นขึ้นมา ฉันก็พบว่ามีร่างของคนที่ควรตายไปแล้วกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ไพไรน์
ตอนแรกนึกว่าเห็นผีเลยกลัวจนเยี่ยวแทบเล็ดแนะดอง
เธอยืนด้วยสีหน้าตายด้านราวกับเหตุการณ์เมื่อวันก่อนหาได้เคยเกิดขึ้นจริง
แถมด้านข้างของเธอยังพ่วงเมดหูกระต่ายที่มีสีผมและหน้าตาคล้ายโนอาร์เพิ่มมาอีกคนด้วย
เธอแนะนำตัวเองด้วยท่าทางที่สุภาพและจริงจังว่า “ดิฉันคือระบบควบคุมพลังงานที่หนึ่ง [กลัทโทนี่ย์] หุ่นยนต์หมายเลข 613 ค่ะ”
คือ… มันน่าตกใจใช่มั้ยละดอง?
แบบว่าตื่นขึ้นมาแล้วเจอคนที่น่าจะตายไปมายืนอยู่ข้าง ๆ แถมยังงอกออกมาเป็นสองคนแบบนี้นะ
เนื่องจากแรกเริ่มระดับอารยะธรรมของทวีปใหม่ [ดรีมแลนด์] แห่งนี้อยู่ในระดับต่ำ เลยเข้าใจไปเองว่าหูฟาดเรื่องที่พวกเธอแนะนำตัวเองว่าเป็นหุ่นยนต์
แต่พอได้เห็นของพวกนั้น ได้เห็นเทคโนโลยีสุดล้ำที่อยู่ในหุบเขาสีชาด ฉันก็เริ่มตระหนักว่าคำพูดพวกนั้นคือความจริง
มาย้อนดูตอนที่ตัวเองร้องไห้เศร้าสร้อยแล้ว… รู้สึกว่าทำตัวงี่เง่าไปอยู่คนเดียวเลยแฮะดอง
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นอกจากค้นพบว่าเพื่อนแมวเมดกับกระต่ายเมดเป็นหุ่นยนต์แล้ว พวกเรายังค้นพบว่าแท้ที่จริงนั้น เทคโนโลยีของชนเผ่าท้องถิ่นอาจเจริญล้ำหน้ากว่าพวกเราไปหลายยุคสมัยอยู่
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง สิ่งเหล่านั้นเลยสาบสูญไป แล้วกลายเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
พวกเขาไม่รู้เรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี และยังมองว่าตัวตนของโนอาร์คือเทพเจ้าที่ปกครองพวกเขา
แถมฉันยังได้รู้ความจริงจากปากท่านพ่อ ว่าสถานที่พวกเราค้นพบและบุกรุกเข้าไปนั้น ทีมสำรวจเคยพบมันตั้งแต่ช่วงเริ่มบุกเบิกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แต่หาทางเปิดประตูเข้าไปไม่ได้ และไม่ต้องการที่ทำลายสถานโบราณ พวกเขาเลยไม่ใช่วิธีการรุนแรงด้วยการฝืนถล่มมันเข้าไปตรง ๆ
ดังนั้นท่านพ่อเลยแปลกใจมากทีเดียว ที่พวกเราสามารถเข้าไปได้
แต่ฉันว่าฉันพอจะเดาคำตอบได้ละ
ตัวแปรหนึ่งที่ทีมสำรวจรุ่นก่อนไม่มีแต่พวกเรามีคือ [ชนเผ่าท้องถิ่น]
ถ้ามีเทคโนโลยีระดับนี้ บางทีคงจะมีระบบตรวจจับสัญญาณชีพหรือ DNA อยู่ ดังนั้นประตูมันเลยเปิดให้พวกเราที่มีไพไรน์อยู่ในกลุ่ม ณ ตอนนั้น
และ… นี่คือข้อสรุปที่พวกเราได้มาหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดสงบลง
รวมไปถึงโดนท่านพ่อด่าชุดใหญ่ด้วยอะนะดอง
“แต่ไม่นึกเลยนะ ว่าพวกเราทั้งหมดจะถูกเชิญมางานคอนเสิร์ตกระชับมิตรของเปอร์ไซด์ด้วย”
“เห็นว่าเป็นไอเดียของผู้อำนวยการบานาค่ะ ที่อยากให้จ้างเปอร์ไซด์มาร้องเพลงในงานสานสัมพันธ์กับชนเผ่าท้องถิ่นค่ะ”
“งานนี้ต้องขอบคุณโฮปจริง ๆ ปิว”
ไฮเจน พรุน กับ เยลโล่ ทั้งสามคนกำลังคุยกันอย่างออกรสในชุดตัวเก่งของตนเอง
ไฮเจนในชุดสูทสีขาวที่มีรอยแยกช่องแขนกว้าง เพื่อให้ปีกอันใหญ่โตของเผ่ามนุษย์นกลอดออกมาได้
พรุนในชุดเดรสยาวสีม่วงเข้มที่เข้ากับผมบ๊อบสีม่วงอ่อนของเธอ
เยลโล่ที่สวมชุดสูทสีขาวตัวเล็ก พร้อมกับมีปีกโปรงแสงคู่หนึ่งกางออกข้างหลังอย่างโดดเด่น
พวกเขาสามคนกำลังเดินทอดน่องไปในยามราตรีบนพื้นหินสีเทาซึ่งปูอยู่หน้าอาคารทรงโดมขนาดใหญ่
แสงไฟประดับอย่างหรูหราซ้ายขวาได้สาดแสงทะลวงยามราตรี
แสงนั้นต้องกระทบผิวหินบนพื้นกับเงาของผู้คนจำนวนมากที่มารวมตัว ณ ลานกว้าง
ผู้คนเหล่านั้นมีแต่คนใหญ่คนโต พวกคนในแวดวงสังคมที่มีชื่อเสียงซึ่งรวบรวมมาจากทุกเผ่าพันธ์ุ ทั้งจากทวีปของเราและทวีปใหม่แห่งนี้
อาหารจำนวนมากถูกนำมาวางเรียงรายบนลาน พวกมันถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา
มีภูเขาแก้วไวท์สีแดงส่องระยิบบนโต๊ะสีขาว มีน้ำพุหวานแห่งภูติที่ลอยเป็นก้อนกลมในอากาศ มีเนื้อย่างสมุนไพรขึ้นชื่อของเผ่ายักษ์ และมีอาหารจานเนื้อแปลก ๆ ของชนเผ่าท้องถิ่นที่เหมือนเนื้องูตัวโตมาวางเรียงบนโต๊ะตัวยาว
มีพวกแมลงทอดด้วยดอง...
ไม่มีบรรยากาศของความขัดแย้งปรากฏให้เห็น ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอึกทึกของความเป็นมิตรระหว่างเผ่าพันธ์ุที่แตกต่าง
ท่ามกลางฝูงชนที่มารวมตัวนับหมื่น… ไม่สิ นับแสนคนตรงนี้นั้น คือกลุ่มคนระดับ VIP ที่ถูกเรียกเชิญมาร่วมงานคอนเสิร์ตเพื่อการกระชับมิตรระหว่างเผ่าที่จัดขึ้นโดยมีเผ่าของเรา เหล่าผู้มาเยือนจากต่างทวีปเป็นเจ้าภาพ
แน่นอนว่าเด็กนักเรียนอย่างพวกเราไม่มีทางถูกเชิญมาร่วมงานได้
แต่พวกเรากลับได้รับสิทธิ์นั้น
“พรุน เผ่าของพวกเจ้าคิดจะทำอะไร? ”
“งานกระชับมิตรค่ะ”
“แค่นั้นจริง ๆ นะหรือ? ”
“ไพไรน์ยังไม่เชื่อใจพวกเราอยู่สินะคะ? ”
“จะให้เชื่อใจทันทีมันคงยากหน่อยละนะ”
ไพไรน์ ชายสิงโตที่มีผมและแฝงขนสีทองงดงามกำลังเดินเข้าไปถามพรุนด้วยแววตาที่ต่อต้านน้อยลงจากแต่ก่อน
เขามางานนี้ด้วยการสวมชุดสูทสีขาวที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมเอาไว้ให้
“กร๊อด! จะใกล้ชิดกันเกินไปแล้วนะยะ! ”
“เหวอ!? โทแพซ ใจเย็นก่อน! แก้ว! แก้วที่ดูราคาแพงในมือเธอมันร้าวแล้ว!? ”
ที่ด้านหลังของฉันมีซุนไกท์กับโทแพซและวานาดิไนต์เดินตามมาติด ๆ
หลังจากคบหากันมาสักพัก ฉันจึงเริ่มรู้แล้วว่าโทแพซนั้นชอบไพไรน์
แต่แม่สาวเสือคนนี้มักมีอาการขี้หึงที่รุนแรงพอสมควร เลยมักเผลอออกแรงทำลายสิ่งของอยู่เนื่อง ๆ ทุกครั้งที่ไพไรน์เข้าใกล้ผู้หญิงคนอื่นแบบนี้
ส่วนกุนไซท์นั้น เขาเป็นชนเผ่ากอลิล่าที่มีนิสัยซื่อตรงมาก
เขาเหมือนไพไรน์ที่ดูไม่ค่อยชอบพวกเราเท่าไหรนัก แต่พอผ่านเหตุการณ์เมื่อวันก่อนมา เขาก็มีท่าทีที่ดูอ่อนลงไปแล้วเช่นกัน
ปัญหาคือ วานาดิไนต์ ชายผมแดงหูหมีตัวใหญ่ยักษ์มากกว่า
เขาเงียบมาตลอดตั้งแต่ออกสำรวจป่าจนกระทั้งถึงวันนี้ ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจนะดอง
เกลียด? โกรธแค้น? หรือว่าแค่ขี้อาย? ฉันไม่รู้เลยดอง
หากสังเกตุให้ดี ก็จะเห็นได้ว่าเขามักชอบสอดส่องสายตาไปที่พรุนหรือพวกชนเผ่ายักษ์คนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ราวกำลังตามหาใครสักคนที่อยู่ในเผ่ายักษ์เช่นนั้น
ฉันละความสนใจจากพวกชนเผ่าท้องถิ่นแล้วหันไปมองกลุ่มเพื่อนที่เดินตามหลัง
โฮปกับแฟตกำลังเดินคุยด้วยใบหน้าเคร่งเครียดตามมาที่ด้านหลัง พร้อมกับมีเอซกับดิวซ์เดินตามมาติด ๆ แล้วมีพวกโนอาร์กับจาวิสที่สวมชุดเมดเดินตามหลังเป็นการปิดท้ายแถว
พวกผู้ชายของกลุ่มจะสวมสูทสีขาวเหมือนกันหมด ส่วนกลุ่มผู้หญิงจะสวมชุดเดรสโดยคำนึงถึงสีที่เข้ากับสีผมของตัวเอง
อย่างของพรุนคือสีม่วง ของโทแพซเป็นสีฟ้าที่เข้ากับสีขนของเธอ ส่วนดิวซ์เป็นชุดเดรสสีดำ
ส่วนฉันนั้นกำลังสวมชุดเดรสสีเขียวที่เข้ากับสีผมอยู่เช่นกัน
ด้วยสภาพของกลุ่มที่โดดเด่นและดูออกชัดเจนว่ายังเป็นแค่กลุ่มนักเรียน แถมยังมีเมดสามคนเดินปิดท้ายแถว พวกเราจึงเป็นจุดสนใจจากคนรอบข้างอยู่พอสมควร
เป็นจุดสนใจแบบนี้รู้สึกดีจังดอง~
ฮุ ฮุ ฮุ งานกระชับมิตรวันนี้จะต้องสนุกแน่นอนเลยดอง~
***ชายผู้ไม่ยอมแพ้ [โฮป]
“แฟต รบกวนช่วยสนับสนุนผมด้วยนะ”
“ได้ค่ะ แต่ขอส่วนแบ่งกำไรที่คุณโฮปได้จากหุ้น 10% เป็นค่าตอบแทนการให้คำแนะนำด้วยค่ะ”
“...เขี้ยวจริงนะเธอ”
“ไม่มีของฟรีในโลกนี้ค่ะ”
เมื่อวานนี้มีจดมหายส่งเข้ามาในกล่องเมล์ของผม
มันมาจากบริษัท [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ สาขาดรีมแลนด์] หรือก็คือจดหมายเชิญจากเจ้าพวกที่จับผมทำสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมพวกนั้น
เนื้อความในจดหมายก็ประมาณว่า “ขอเรียนเชิญผมที่เป็นกรรมการพิเศษบริษัท [เหมืองแร่โฮป] เข้ามาร่วมในงานกระชับสัมพันธ์ที่จัดขึ้นในวันนี้ด้วย”
เนื้อหาภายในเมล์ระบุว่าสามารถพาคนติดตามมาได้ แล้วแนบบัตรเชิญติดมาให้ด้วย
ซึ่งน่าแปลกมากที่จำนวนของบัตรเชิญมีครบจำนวนตามกลุ่มเพื่อนของผมพอดี
แต่ที่น่าตกใจไม่ใช่เรื่องบัตร แต่เป็นชื่อบริษัทมากกว่า
ไอชื่อบริษัท [เหมืองแร่โฮป] นี่มันหมายความว่ายังไงฟะ? มีสิทธิอะไรถึงเอาชื่อผมไปตั้งแบบนี้? ไม่เห็นรู้เรื่องอะไรด้วยเลยนะเฟ้ย!
“คุณโฮปค่ะ ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้งค่ะ เพราะชื่อบริษัทมันถูกระบุชัดเจนเอาไว้ในสัญญาแล้ว คุณโฮปอ่านไม่ละเอียดเองต่างหากค่ะ”
“...”
แฟตแย้งผมด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดจนผมไม่สามารถเถียงกลับไปได้อีก
แต่เพราะแบบนี้เลยรู้สึกวางใจที่มีเธอตามมาด้วย
ผมคิดจะใช้งานนี้เป็นโอกาสเข้าพบเจ้าแมลงบ้านั้นอีกครั้ง แล้วแสดงจุดยืนให้พวกมันเห็นว่าตัวผมไม่ใช่หมูที่รอถูกวันเชือดทิ้งง่าย ๆ
วิธีเดียวที่จะแสดงให้อีกฝายเห็นว่าเคี้ยวผมยาก คือการกุมจุดอ่อนของอีกฝ่าย
ผมจะข่มขู่พวกมัน! ถ้าพวกมันกล้าซี้ซัวเล่นอะไรผม ผมจะแฉสิ่งที่มันกระทำกับผมทุกอย่างให้สังคมได้รับรู้!
“ทำแบบนั้นได้โดนเก็บแน่ค่ะคุณโฮป คุณ...ไร้เดียงสามากค่ะ”
แต่พอเล่าแผนการที่ผมคิดให้แฟตฟัง เธอกลับถอนหายใจยาวแล้วส่ายหน้าให้กับผม
สตรีมดสูงหนึ่งเมตรตรงหน้าเดินไปหยิบก้อนน้ำตาลทรงกลมขึ้นมา แล้วเริ่มใช้เขี้ยวในปากกัดกินอย่างมีมารยาท ก่อนจะเดินกลับมาหาผม
สูทสีขาวที่เธอสวมใส่ ทำให้ดูมีสง่าราศรีและดูตัวใหญ่กว่าที่เห็นภายนอก
ใช่ แฟตไม่ได้สวมชุดราตรีเหมือนพวกยัยลี่ แต่เลือกที่จะสวมสูทเหมือนพวกผู้ชาย
จะว่าไปแล้ว พวกเผ่ามนุษย์มดเป็นเผ่าที่ชอบสวมใส่สูทมากเลยนี่นะ
“ถ้าคุณแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกเขา แต่คุณไม่มีอำนาจอะไรที่เหนือกว่าอีกฝ่ายเพื่อต่อรอง คิดว่าเขาจะเก็บคุณเอาไว้ดูเล่นหรือยังไงคะ? ”
“เออ.. บ้านเมืองมีขื่อมีแป--”
“กฏหมายคือสิ่งไร้สาระค่ะ ไม่ว่าจะระดับล่างหรือบน ถ้ามีโอกาสแหกได้เพื่อตัวเอง พวกเขาก็จะทำค่ะ คุณเองก็ทำเหมือนกันไม่ใช่หรือคะ? เอาแร่ภูติที่เป็นทรัพยากรณ์ควบคุมไปแอบขายโดยไม่ผ่านทางการไม่ใช่หรือคะ? ”
“อึ๊ก…”
เถียงไม่ขึ้นเลยแฮะตรู
“เนื่องจากคุณโฮปยังไม่มีอำนาจมากพอจะไปสู้กับองค์กรใหญ่ยักษ์แบบนั้น ทางเดียวของหนทางรอดคุณคือการแสดงให้เห็นว่าสามารถทำประโยชน์อย่างอื่นให้เขาได้ ทำให้เขารู้สึกว่าคุณมีค่ามากกว่าเป็นแค่หมากที่ใช้แล้วทิ้งค่ะ แล้วค่อย ๆ แอบแก้ตัวสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทีละนิด ถ้าเป็นแบบนั้น คุณโฮปอาจจะได้ผลประโยชน์มหาศาลกลับมาจากอีกฝ่ายด้วยค่ะ”
แฟตหยิบก้อนน้ำตาลยักษ์ที่วางอยู่ข้าง ๆ กองพุดดิ้งขึ้นมากิน
“ซึ่งโชคดีที่พวกเราพึ่งจะเริ่มมีชื่อเสียงจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แถมพวกไพไรน์เองก็ดูเหมือนจะมีตำแหน่งในเผ่าสูงพอตัว ฉันคิดว่าสิ่งนี้น่าจะสามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อรองกับอีกฝ่ายได้ค่ะ”
แฟตพูดในสิ่งที่ผมในอดีตเคยคิดว่าจะทำเอาไว้ นั่นคือการหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงของเพื่อน
ก็… จริงอยู่ว่าตัวเองเคยคิดแบบนั้น แต่มันไม่กล้าทำจริง ๆ นี่สิ
กร๊วม! เกิดเสียงกัดก้อนน้ำยักษ์ลงคอ
เธอเคี้ยวมันจนละเอียด แล้วหันไปหยิบน้ำผึ้งบรรจุขวดมาดื่มลงคอ
“ฉันว่าคุณโฮปไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นค่ะ ปล่อยให้ฉันจัดการเองเถอะค่ะ”
“...เข้าใจแล้ว”
“แล้วก็อย่าลืมส่วนแบ่ง 20% นะคะ”
“ทำไมเพิ่มขึ้นละ!? ”
“เพราะว่าคุณโฮปไร้ความสามารถมากกว่านี้ฉันคิดค่ะ แบบนี้ฉันคงเหนื่อยขึ้นแน่นอน ดังนั้น รบกวนขอค่าปรึกษาเพิ่มด้วยค่ะ”
“อุ๊ก…”
เธอตอกผมหน้าหงายด้วยคำด่า ก่อนจะบรรจงกินน้ำผึ้งเข้าไปจนหมด แล้วหยิบแมลงสาบราดน้ำเชื่อมขึ้นมากินต่อ
เออ… กินแต่ของหวานทั้งนั้นเลยนะครับคุณแฟต? แถมไอนั่นมันคือแมลงสาบนะ! นี่เธอกล้ากินด้วยหรือเนี่ย!?
“น่าทานจังขอดิฉันทานด้วยคนสิคะ? ”
“เอาสิค่ะ คุณ..? ”
“ [กลัทโทนี่ย์] ค่ะ”
เมดหูกระต่ายผมเงินยาวถักเปียคู่สูง 175 เซนติเมตรเดินเข้ามาทักแฟต
ดูเหมือนว่าแม่สาวหุ่นยนต์คนนี้จะสนใจกองขนมหวานตรงหน้ามาก
พวกเธอเริ่มสวาปามอาหารบนโต๊ะ และพอรู้ตัวอีกที ก็ไม่มีใครมาเฉียดใกล้โต๊ะตัวนี้เลยสักคน เพราะโดนยัยกินจุสองคนนี้ครอบครองไปแล้ว
นี่พวกเธอสองคนคิดจะกินกันให้หมดทั้งโต๊ะนั้นเลยหรือยังไงฟะ?
“งานเริ่มแล้วละ! ”
เสียงใสแสนหวานของดิวซ์ดังขึ้น
แสงไฟรอบลานกว้างดับมืดลง เสียงผู้คนที่เคยดังอื้ออึงฉับพลันเบาบาง พร้อมกับที่มีสายลมเย็นอ่อน ๆ พัดโกรกกระทบผิวหน้า
กลิ่นหอมของดอกไม้ที่ปลูกล้อมลานหินกำลังส่งกลิ่นโฉย ผสมไปกับกลิ่นอาหารจนชวนรู้สึกผ่อนคลาย
ทุกสายตาท่ามกลางยามราตรีใต้เงาพระจันทร์สามดวง ต่างจับจ้องไปที่อาคารลูกบอลทรงกลมตรงหน้า
“รอนานกันไหมค่ะทุกท่าน~”
เสียงดังอ่อนหวานได้ดังขึ้นเหนือท้องนภาสีดำ
พรมสีแดงที่ปูตัดผ่านลานเกิดแสงไฟสุกสว่างยิงขึ้นท้องฟ้า
พร้อมกับมีร่างของสตรีเผ่ามนุษย์นกเหินเวหาร่อนเลียบเหนือพื้นพรมที่ปูตรงไปทางอาคารทรงกลม
ร่างนั้นบินพุ่งผ่านด้วยความเร็ว ทิ้งเป็นเส้นเงาสีแดงสลับขาวเอาไว้ตรงปลายหางตาของผู้ชม
เธอมีขนทั่วทั้งตัวเป็นสีแดงสลับขาวเรียงสวยงาม มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็กวัยรุ่นที่สดใส
ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ของเธอนั้น ถูกออกแบบคล้ายดั่งนกพิราบแห่งสันติภาพ
เธอคือ [เปอร์ไซด์] สุดยอดไอดอลอมตะของพวกเรา
ในตอนนั้นเองที่ผิวเปลือกสีขาวของโดมเริ่มปริแยกออกเป็นสองฝั่ง
มันเคลื่อนตัวจมลงไปในพื้นดิน พร้อมกับยิงแสงสีเจิดจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า
ต้นไม้ลูกโป่ง พืชสีเขียวหลากสีสัน บรรดาธรรมชาติที่คุ้นตาได้ถูกปล่อยลอยขึ้นท้องฟ้าด้วยแผ่นสนามแม่เหล็ก
ในทางกลับกัน บนเหนือเวทีโดมสูงขึ้นไปสิบเมตรนั้น มีต้นหญ้าด้ายดำกับต้นไม้สีแดงสดที่มีหนามแหลมเรียงรายลอยอยู่
พวกนั้นคือพืชพรรณธรรมชาติที่พบได้เฉพาะในทวีปใหม่แห่งนี้เท่านั้น
ณ ใจกลางของพืชพรรณสีดำสลับแดง มีสตรีสูงราวหนึ่งเมตรแปดสิบยืนอยู่คนหนึ่ง
เธอสวมชุดเดรสสีชมพูที่เข้ากับสีของผมตัวเอง มีรูปร่างอันอุดมไปด้วยสตรีเพศ มีดวงตาอันคมกริบ เป็นความงดงามที่ให้ความรู้สึกราวกับดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมอันตราย
“นั่นผู้กล้า [ออโทเครส] จากชนเผ่าชนเผ่าแรคคูณนี่! ”
ซุนไกท์ที่ยืนเคี้ยวผัดสะตอเนื้อสไลม์กำลังตะโกนด้วยความตื่นเต้น
บรรดาพืชพรรณที่งดงามจากทั้งสองทวีปได้ปรากฏขึ้นบนเวทีที่เปิดออก พร้อมกับตัวแทนนักร้องจากทั้งสองฝั่งที่กำลังจะมาพบบรรจบกัน
พืชพรรณที่มาจากแดนไกลลอยตัวขึ้นสูงพร้อมกับร่างของสตรีเผ่านกที่บินตามขึ้นไป
ในทางกลับกัน พืชพรรณจากเจ้าของผืนทวีปก็กำลังลอยตัวลงต่ำเข้าหาผู้มาเยือน
เวทีลอยใจกลางอากาศทั้งสองเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง จากพื้นด้านบนและด้านล่างที่ลอยเข้าหา
และแล้วพืชพรรณจากทั้งสองทวีปก็ได้ถูกหลอมรวมเป็นผืนป่าเดียวกัน
ดาราที่งดงามจากทั้งสองทวีปได้มาบรรจบกันกลางเวที พร้อมมีแสงไฟสาดส่องไปที่สตรีทั้งสอง
แสงไฟนั้นเผยให้เห็นสตรีสองคนที่มีความงามประดุจเทพธิดาลงมาโปรด
“ฉัน [เปอร์ไซด์] ค่ะ! ”
“ฉัน [ออโทเครส] ค่ะ! ”
ดารานำทั้งสองเริ่มพูดใส่โดรนขยายเสียงที่ลอยอยู่ข้างตัว
“เพื่อเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองทวีป”
“พวกเราจึงจัดงานนี้ขึ้นมา”
ผู้คนบนลานต่างหันไปมองสตรีทั้งสองคนนั้นราวกับต้องมนต์สะกด
“ขอเชิญทุกท่านได้พูดคุยและสนุกสนานไปกับอาหารเลิศรส”
“ขอเชิญทุกท่านเพลิดเพลินไปกับเสียงของบทแพลงจากทั้งสองฟากฝั่ง”
ณ วินาทีนั้นเสียงรัวกลองและดนตรีก็เริ่มดังขึ้น
““พวกเราขอเปิดงาน [คอนเสิร์ตกระชับมิตร] ณ บันนี้ค่ะ! ””
พลุไฟจำนวนมากถูกยิงขึ้นท้องฟ้า แล้วสตรีทั้งสองก็เริ่มร้องเพลงประสานเสียงกันด้วยภาษาที่จากทั้งสองเผ่า
มันเป็นบทเพลงที่เขียนโดยใช้เนื้อหาจากสองภาษาร้องลูกคู่รับส่งกันอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศของงานเริ่มครื้นเครง บางคนเอาแต่กิน บางคนหันไปดวลเหล้า บางคนจับวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และมีบางคนเริ่มจับคู่เต้นรำให้เห็น
ท่ามกลางบรรยากาศที่สนุกสนานนี้ ผมก็บังเอิญเหลือบไปเห็นร่างของเจ้าประธานตัวแสบคนนั้น
ชายจากเผ่ามนุษย์มดที่ตัวสูงสามเมตร เขี้ยวที่หักครึ่ง และสวมสูทสีเทาอันเป็นเอกลักษณ์คนนั้น
เอาละ ได้เวลาที่ต้องไปพบกับไอประธานแมลงคนนั้นแล้วละ