ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 40 - เสียงในหมอก

    เชือกเตือนภัยด้านตะวันตกสั่นขึ้นสองครั้งในช่วงที่ค่ายยังตั้งไม่เสร็จดี ครั้งแรกเบาจนเกือบถูกกลืนไปกับเสียงลม ครั้งที่สองแรงพอให้กระดิ่งไม้เล็ก ๆ ซึ่งผูกไว้กับหลักสั่นกระทบกันเป็นเสียงสั้น ๆ เสียงนั้นไม่ได้ดังนัก แต่ในลานหินที่ทุกคนกำลังระวังตัวอยู่แล้ว มันกลับพอจะทำให้มือที่กำลังผูกเชือกหยุดค้าง ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนที่กำลังจัดถุงน้ำเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ส่วนกลุ่มปะทะใกล้แนวค่ายขยับมือไปแตะอาวุธโดยไม่ต้องมีใครสั่ง


    เย่เทียนยืนอยู่ด้านในแนวเชือก ห่างจากจุดนั้นราวสิบก้าว เขาหันไปมองเชือกที่ยังแกว่งอยู่เล็กน้อย ในขณะที่ผู้ฝึกสอนคนหนึ่งยกมือสั้น ๆ ให้กลุ่มสนับสนุนถอยเข้ากลางลาน จากนั้นชี้ให้กลุ่มปะทะสองคนประจำตำแหน่งข้างแนวเชือก เย่เฉิงอยู่ในกลุ่มนั้น เขาดึงพลองสั้นออกจากหลังอย่างเงียบ ๆ สีหน้าจริงจังตามเดิม ส่วนเย่หมิงยืนอยู่ไม่ไกล มือจับด้ามดาบไว้แน่น แต่ครั้งนี้เขาไม่พูดอะไร สายตาของเขาจ้องไปยังหมอกด้านนอกเหมือนต้องการมองให้ทะลุ แต่ปลายเท้ายังอยู่ในตำแหน่งของตนเอง


    “ห้ามออกนอกเชือก” เย่คุนกล่าว เสียงไม่ดัง แต่กดต่ำพอให้คนทั้งแถบได้ยิน “ใครอยากลอง ข้าจะลากกลับมาก่อน แล้วค่อยคิดบัญชีทีหลัง”


    เย่กวงเดินมาถึงหลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ เขาไม่ได้ถามหาความเห็นจากใครก่อน เพียงกวาดสายตามองเชือก หลักไม้ พื้นด้านใน และระยะของคนในค่าย จากนั้นสั่งผู้คุมสองคนตรวจหลักจากด้านในทันที คนหนึ่งใช้ปลายพลองยกเชือกขึ้นเล็กน้อย อีกคนก้มดูดินรอบฐานหลักไม้ ไม่แตะฝั่งนอกค่ายแม้แต่นิด ผู้คุมอีกคนยกโคมแสงต่ำขึ้น ส่องให้เห็นดินปนฝุ่นด้านนอกแนวเชือกเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนแสงจะถูกหมอกกลืนหายไป


    “หลักด้านในแน่นขอรับ” ผู้คุมรายงาน “เชือกไม่ได้หย่อนเอง”


    หานเลี่ยยืนอยู่ข้างแนวเชือกด้านใน เพียงก้มมองพื้นด้านนอกเท่าที่แสงโคมไปถึงแล้วพูดสั้น ๆ “ดินข้างนอกยังเรียบ ถ้ามีสัตว์ชน น่าจะมีรอยเท้าหรือฝุ่นกระจายบ้าง”


    เย่กวงพยักหน้าเพียงครั้งเดียว “เพิ่มคนเฝ้าด้านตะวันตกหนึ่งคู่ ตรวจหลักทั้งหมดอีกครั้ง แล้วผูกกระดิ่งไม้เพิ่มตรงช่วงที่ลมเข้า” เขาหันไปยังผู้ดูแลคณะ “บันทึกเวลาไว้ ยังไม่สรุปว่าเกิดจากอะไร”


    คำสั่งกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศที่เริ่มตึงไม่ได้พังจนเกิดเป็นความตื่นตระหนก เพราะเย่กวงไม่เปิดช่องให้ใครตีความเกินจำเป็น เย่คุนเองก็ไล่กลุ่มสนับสนุนกลับไปทำหน้าที่เดิม ใครวางมือค้างนานเกินไปจะถูกเขาจ้องจนรีบขยับต่อทันที เย่เทียนกลับไปช่วยนับถุงน้ำกับผูกปากถุงเสบียงตามคำสั่ง เขาพยายามไม่มองหินดำก้อนนั้นนอกแนวค่ายนานเกินไป แต่รอยสีเงินจาง ๆ บนหินก้อนนั้นยังดึงสายตาอยู่เป็นพัก ๆ บางช่วงมันดูเหมือนเศษผ้า บางช่วงเหมือนรอยขีด บางช่วงกลับคล้ายอักษรที่ถูกลบไปครึ่งหนึ่ง


    เมื่อค่ายถูกจัดเรียบร้อย เย่กวงเรียกผู้คุมคณะ เย่คุน และคนที่เกี่ยวข้องมาประชุมสั้น ๆ กลางลานหิน ผู้ฝึกรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ถูกให้อยู่ในวงกลาง ห้ามเข้าใกล้แนวเชือกเกินจำเป็น เย่เทียนอยู่ไม่ไกลนักเพราะต้องส่งถุงน้ำให้ผู้คุมท้ายคณะ จึงได้ยินคำสั่งเป็นช่วง ๆ เย่กวงแบ่งเวรยามเป็นสามช่วง ให้กลุ่มปะทะผลัดกันเฝ้าแนวเชือก ให้กลุ่มสนับสนุนอยู่กลางค่ายและดูเสบียง ส่วนเย่คุนจะเดินตรวจท้ายคณะทุกช่วง ผู้คุมคณะเป็นผู้ตรวจหลัก เชือก และทิศทางลม หานเลี่ยได้รับหน้าที่ช่วยดูรอยรอบค่ายในเขตที่มองเห็นได้เท่านั้น ไม่เกินแนวเชือก


    “คืนนี้ไม่มีการล่ารอย ไม่มีการสำรวจนอกแนว ไม่มีการแยกตัว” เย่กวงกล่าว น้ำเสียงเรียบเหมือนอ่านข้อบังคับ แต่ทุกคำหนักพอจะปิดความคิดเสี่ยง ๆ ของผู้ฝึกรุ่นเยาว์ได้ “หากเกิดเสียงหรือรอยใด ๆ ให้ผู้คุมเป็นผู้ตรวจ ทุกคนรอคำสั่ง”


    เย่คุนกวาดตามองผู้ฝึกรอบ ๆ แล้วเสริมอย่างไม่ไว้หน้า “โดยเฉพาะพวกที่ชอบคิดว่าเห็นก่อนต้องวิ่งไปดูก่อน ข้าขอเตือนไว้ว่าในค่ายนี้ คนเร็วเกินคำสั่งไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นภาระ”


    หลายคนก้มหน้าลง เย่หมิงไม่ได้พูดโต้ เขาเพียงเม้มปากแน่น สีหน้าไม่พอใจยังอยู่ แต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ทำให้เขาไม่มีพื้นที่แสดงท่าทางโอ้อวดเหมือนเดิม ส่วนเย่เทียนรู้ดีว่าคำเตือนนั้นเกี่ยวกับเขาเช่นกัน เขาไม่รู้สึกขัด เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรเตือน ความอยากรู้ในอกยังมีอยู่ แต่เขาก็เริ่มเข้าใจชัดขึ้นว่า ในสถานที่แบบนี้ ความอยากรู้ต้องเดินตามหลังคำสั่งเสมอ


    เย็นวันนั้น คณะกินอาหารเร็วและเงียบกว่าที่ควรจะเป็น ไม่มีใครก่อไฟใหญ่ เย่กวงอนุญาตเพียงเตาถ่านเล็กที่บังแสงด้วยหินสามด้าน กลิ่นเนื้อเค็มและแป้งแห้งลอยปะปนกับความชื้นของหมอก ทำให้บรรยากาศในค่ายเหมือนถูกกดให้ต่ำลงอีกชั้นหนึ่ง เย่เทียนนั่งอยู่ใกล้กองเสบียง กินแป้งแห้งช้า ๆ เขานึกถึงห่อขนมของเสี่ยวอวี่ที่เก็บอยู่ด้านในถุงผ้า แต่ยังไม่หยิบออกมา ไม่ใช่เพราะไม่อยากกิน หากเพราะรู้ว่ารสหวานของมันอาจทำให้ใจเขาลอยกลับไปยังเรือนเล็กเกินไป คืนนี้เขายังไม่ควรปล่อยให้ความคิดของตนเดินไกลจากค่าย


    เย่เฉิงนั่งลงข้างเขา ห่างพอประมาณ สายตายังมองแนวเชือกเป็นระยะ “ยังไม่กินของที่นางให้หรือ”


    เย่เทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้ารู้?”


    “ตอนออกเดินทาง นางยื่นให้เจ้าอีกห่อหนึ่ง ข้าเห็น” เย่เฉิงกล่าวโดยไม่หันมามองมากนัก


    เย่เทียนถอนหายใจเบา ๆ “เจ้ามองละเอียดเกินไปแล้ว”


    “ข้าแค่ยืนอยู่ตรงนั้น”


    “ก็ยังละเอียดอยู่ดี”


    เย่เฉิงหยิบเนื้อเค็มของตนขึ้นมากัดหนึ่งคำ จากนั้นยื่นมาแบ่งให้กับเย่เทียน


    “ขอบใจ”


    เย่เฉิงเหลือบมองเขา “กลับไปขอบใจนางด้วย”


    คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย เขาไม่ได้ยิ้มเล่นเหมือนหลายครั้งก่อน เพียงตอบเบา ๆ ว่า “ข้ารู้”


    ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่ง เสียงหมอกเสียดผ่านร่องหินดังแผ่ว ๆ คล้ายเสียงผ้าถูกลากกับพื้น เย่เฉิงหันไปมองแนวเชือกด้านนอกแล้วกล่าวต่อ “คืนนี้หมอกหนามาก บางครั้งข้ามองนานๆคิดว่ามันเหมือนกำลังขยับ”


    “เจ้าก็รู้สึกหรือ”


    “รู้สึกสิ ข้าไม่ได้ตาบอด” เย่เทียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับไป


    ไม่นานหลังจากนั้น เย่คุนเดินตรวจมาถึง เขามองอาหารในมือเย่เทียนแล้วถามทันทีว่า “กินหมดหรือยัง”


    “เกือบหมดขอรับ”


    “เกือบหมดแปลว่ายังไม่หมด”


    เย่เทียนกัดแป้งแห้งชิ้นสุดท้ายเข้าปากทันที เย่คุนรอจนเขากลืนลงคอแล้วจึงสั่งงาน “คืนนี้เจ้าอยู่เวรสนับสนุนช่วงแรก ตรวจเสบียงกับเชือกด้านใน ไม่ออกนอกวง ไม่เข้าใกล้แนวเชือกเกินสามก้าว ถ้าพบหลักฐานจริง รายงานผู้คุมใกล้ตัว”


    “เข้าใจขอรับ”


    เย่คุนยังไม่ปล่อยผ่าน “พูดซ้ำ”


    “ไม่ออกนอกวง ไม่เข้าใกล้แนวเชือกเกินสามก้าว พบหลักฐานจริงให้รายงานผู้คุม”


    “ดี” เย่คุนมองเขาอีกครู่หนึ่ง “แต่อาการในร่างกายเจ้า ถ้าเจ็บ แน่นอก หรือแขนชา ต้องบอกทันที ไม่ต้องรอให้ข้าเดินมา”


    “ขอรับ”


    เย่คุนไม่ได้ถามลึกกว่านั้น ไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่ควรรู้ และไม่แสดงท่าทางห่วงเกินจำเป็น เขาเพียงตรวจตำแหน่งถุงผ้าของเย่เทียนด้วยสายตา แล้วเดินต่อไปยังกลุ่มสนับสนุนอีกฝั่ง เย่เทียนก้มมองมือของตนเอง จนถึงตอนนี้ ความอุ่นใต้สะดือยังสงบ ไม่มีแรงขยับ ไม่มีอาการสะท้อน ไม่มีหน้าอกแน่น มีเพียงความตึงจากการเดินทั้งวันและความเย็นของภูเขาที่ซึมผ่านเสื้อเข้ามา เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือกังวล แต่เลือกเก็บความคิดนั้นไว้ก่อน


    เวรช่วงแรกเริ่มหลังฟ้ามืดไม่นาน ค่ายถูกแบ่งเป็นวงนอก วงกลาง และจุดเสบียง วงนอกเป็นกลุ่มปะทะกับผู้คุม วงกลางเป็นกลุ่มสนับสนุนที่ยังตื่นอยู่ ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าเวรถูกสั่งให้นอนพัก แต่หลายคนเพียงนอนนิ่งโดยไม่หลับจริง เย่เทียนถือโคมเล็กที่ถูกปิดแสงไว้ครึ่งหนึ่ง เดินตรวจเชือกด้านในกับผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนอีกคนหนึ่ง พวกเขาต้องดูว่าถุงเสบียงยังวางครบ ถุงน้ำไม่รั่ว เชือกด้านในไม่หย่อน และไม่มีใครวางของขวางทางเดินฉุกเฉิน งานเหล่านี้ไม่ยาก หากเป็นในเรือนตระกูลคงเรียบง่ายจนแทบไม่ต้องคิด แต่เมื่อมีหมอกกดต่ำอยู่รอบค่าย เสียงใบไม้ เสียงแมลง และเสียงหินเล็ก ๆ กลิ้งจากที่ไกลกลับทำให้ทุกก้าวต้องระวังมากขึ้น


    ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนที่เดินกับเขากระซิบ “เจ้าคิดว่าข้างนอกมีอะไรไหม”


    เย่เทียนมองเชือกด้านใน ไม่มองออกไป “ไม่รู้”


    “ถ้ามีคนบาดเจ็บจริง ๆ เขาจะมาทางค่ายไหม”


    “ไม่รู้”


    “เจ้าตอบอย่างอื่นได้ไหม”


    เย่เทียนหันไปมองเขา “ถ้าข้าตอบว่ารู้ เจ้าจะสบายใจกว่าหรือ”


    เด็กคนนั้นเงียบไป ก่อนส่ายหน้า “ไม่”


    “งั้นไม่รู้ก็ถูกแล้ว”


    อีกฝ่ายถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าพูดเหมือนเย่เฉิงขึ้นทุกที”


    เย่เทียนชะงักเล็กน้อย “ข้าควรกังวลไหม”


    เด็กคนนั้นเกือบหัวเราะ แต่รีบกลั้นไว้เพราะเย่คุนเดินอยู่ไม่ไกล บรรยากาศเบาลงเพียงนิดเดียว แต่พอให้มือของคนข้าง ๆ ไม่สั่นมากนัก


    พวกเขาตรวจเสบียงครบแล้วกำลังจะเดินกลับจุดกลางค่าย เสียงกระดิ่งไม้ด้านตะวันตกก็ดังขึ้นอีกครั้ง


    กึก


    ครั้งเดียว


    คราวนี้ไม่ใช่เสียงที่ทุกคนต้องถามกันว่ามีจริงหรือไม่ กลุ่มปะทะตรงแนวนั้นยกอาวุธขึ้นพร้อมกัน ผู้คุมคณะส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบ เย่เทียนหยุดในตำแหน่งเดิมตามคำสั่งเวร เขาอยู่ห่างจากแนวเชือกหลายก้าวพอดี ไม่ขยับเข้าไปแม้จะอยากเห็นให้ชัดขึ้น เย่คุนมาถึงก่อนเสียงกระดิ่งจะจางหมดเสียอีก เขายืนกั้นระหว่างกลุ่มสนับสนุนกับแนวเชือกโดยไม่ต้องพูดซ้ำ


    ผู้คุมยกโคมแสงต่ำขึ้น แต่ไม่ยื่นออกนอกแนว แสงอ่อน ๆ ส่องผ่านหมอกได้เพียงไม่กี่ก้าว ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเงา มีเพียงเชือกที่ยังแกว่งเล็กน้อยจากแรงเมื่อครู่ แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหมอก เป็นเสียงเหมือนบางสิ่งลากผ่านหินเบา ๆ


    ครืด...


    เสียงสั้นมาก แล้วหยุด


    ผู้ฝึกรุ่นเยาว์บางคนหน้าซีดลงทันที ไม่มีใครพูดว่าอาจเป็นสัตว์เล็กอีก ไม่มีใครเสนอให้ออกไปดู แม้แต่เย่หมิงก็เพียงกำด้ามดาบแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาว ริมฝีปากปิดสนิท สีหน้าของเขาไม่ได้อ่อนแอ แต่ความตึงที่ไหลผ่านลานหินนั้นทำให้ทุกคนรู้ว่า นี่ไม่ใช่เวลาจะใช้คำพูดกลบความกลัวของตนเอง


    เย่เทียนมองผ่านไหล่ผู้คุมออกไปยังหมอก ในช่วงที่โคมไฟแกว่งเล็กน้อย เขาเห็นรอยสีเงินจาง ๆ บนพื้นหินดำด้านนอก มันไม่ใช่ตัวคน ไม่ใช่สัตว์ และไม่ใช่แค่แสงสะท้อนจากหินก้อนนั้นนอกค่ายอีกแล้ว รอยนั้นเหมือนเลื่อนไปตามพื้นเป็นเส้นสั้น ๆ ราวกับเศษแสงถูกลากผ่านจากจุดไกลเข้ามาใกล้แนวเชือก


    เย่เทียนไม่แน่ใจว่าตนเห็นถูกหรือไม่ จึงไม่รีบพูด แต่ผู้คุมที่ถือโคมเห็นพร้อมกัน เขากดเสียงรายงานทันที “มีรอยสีเงินบนพื้นด้านนอก ใกล้แนวเชือกกว่าเดิมขอรับ”


    เย่กวงมาถึง สีหน้าสงบแต่เคร่งกว่าเดิม “แนวตะวันตกเพิ่มคนเฝ้าอีกสอง จุดที่มีรอยไม่ต้องแตะ รอเช้า”


    เย่คุนหันไปยังกลุ่มปะทะ “ใครเฝ้าจุดนี้ตาอย่าหลุดจากเชือก แต่ก็อย่าจ้องหมอกจนหัวเสีย มองเชือก มองพื้น มองคนข้างตัว ทำวนไป”


    คำสั่งนั้นทำให้แนวเฝ้าระวังกลับมามีรูปแบบ ไม่ใช่ทุกคนยืนแข็งทื่อมองหมอกเพียงอย่างเดียว


    เย่เทียนยังคงมองรอยสีเงินจาง ๆ นั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ความเย็นบางอย่างก็วูบผ่านท้องน้อยของเขา มันไม่ใช่ความอุ่นแบบเดิม ตรงกันข้าม มันเหมือนลมเย็นบาง ๆ แตะจากด้านนอกผ่านผิวเข้ามาแล้วหายไปในพริบตา เย่เทียนหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ ก่อนบังคับตัวเองให้ผ่อนลมหายใจช้า ๆ ไม่เร่ง


    เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไร เขาไม่อาจเรียกความเย็นเมื่อครู่ว่า “ไม่เป็นไร” ได้เต็มปาก มันไม่เหมือนอาการสะท้อนกลับจากศิลาทดสอบ และไม่เหมือนความอุ่นใต้สะดือที่เขาคุ้นเคย มันเหมือนมีบางสิ่งด้านนอกแตะขอบของบางสิ่งด้านในตัวเขาเพียงแผ่ว ๆ แล้วถอนกลับทันที


    เขานั่งลงใกล้กองเสบียงกลางค่าย มือวางบนเข่า ไม่หลับตา เพราะกลัวจะเผลอจมกับความรู้สึกนั้น เสียงค่ายค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะเฝ้าระวัง โคมไฟถูกปรับให้ต่ำลง เชือกถูกตรวจซ้ำ คนถูกเพิ่มที่ฝั่งแนวตะวันตก


    เวลาผ่านไปช้าอย่างยิ่ง หมอกด้านนอกแนวค่ายหนาขึ้นจนหินก้อนนั้นแทบหายไปจากสายตา รอยสีเงินบนพื้นใกล้เชือกก็จางลงทีละน้อย จนสุดท้ายเหลือเพียงเงาแสงคล้ายคราบแร่ธรรมดา บางคนเริ่มคิดว่าตนเองอาจมองผิด แต่ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น เพราะเชือกสั่นเองจริง เสียงลากบนหินก็ยังอยู่ในหูทุกคน


    ยามดึก เวรช่วงแรกสิ้นสุด เย่เทียนถูกสั่งให้นอนพัก แต่เขาหลับไม่ลงง่าย ๆ เขานอนอยู่ในกลุ่มสนับสนุนกลางค่าย ถุงผ้าของเสี่ยวอวี่อยู่ข้างตัว ป้าย “สำรอง” ยังแขวนอยู่ที่เอวเพราะเย่คุนสั่งว่าอยู่ในค่ายก็ห้ามถอด รอบตัว บางคนหลับไปแล้วด้วยความเหนื่อย บางคนแกล้งหลับ บางคนตาเปิดอยู่ในความมืดโดยไม่รู้ว่าควรมองอะไร


    เย่เทียนหลับตาลงช้า ๆ พยายามปล่อยลมหายใจให้สม่ำเสมอ ไม่คิดถึงรอยสีเงินนานเกินไป แต่ในความมืดหลังเปลือกตา เสียงลากบนหินและความเย็นวูบนั้นยังวนอยู่ราวกับหมอกที่ไม่ยอมสลาย


    แล้วเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่ง


    เบามาก เบาจนเหมือนอยู่ระหว่างลมหายใจกับความฝัน ไม่ใช่เสียงจากข้างค่าย ไม่ใช่เสียงของเย่คุน ไม่ใช่เสียงของหานเลี่ย หากเป็นเสียงสตรี เย็น แผ่ว และไกลราวกับดังขึ้นจากใต้หินดำทั้งภูเขา


    “...ไม่ใช่...ทางขึ้น...”


    เย่เทียนลืมตาทันที หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ แต่เขายังนอนนิ่ง ไม่ลุกพรวด ไม่ตะโกน และไม่หันไปมองหมอกทันที เขาฟังต่อ เสียงนั้นหายไปแล้ว รอบตัวมีเพียงเสียงลมหายใจของคนในค่าย เสียงเชือกเสียดกับหลักไม้เบา ๆ และเสียงหมอกไหลผ่านร่องหิน


    เขาค่อย ๆ ลุกนั่ง การเคลื่อนไหวเบามาก แต่เย่คุนยังเห็นจากจุดที่นั่งเฝ้าอยู่


    “อะไร”


    เสียงของผู้ฝึกสอนดังขึ้น ทำให้คนใกล้ ๆ สะดุ้งตื่นสองคน เย่เทียนหันไปช้า ๆ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคิดจะปิดบัง แต่เพราะเมื่อเขามองรอบๆ เหมือนมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ยินเสียงนั้น เขาเลยไม่แน่ใจว่าหูแว่วหรือไม่ กระนั้นเงื่อนไขของคืนนี้ชัดเจนเกินกว่าจะเลือกเงียบ


    “ข้าได้ยินเสียงขอรับ” เขากล่าว


    เย่คุนเดินเข้ามาทันที “เสียงอะไร”


    เย่เทียนลดเสียงลง “เสียงผู้หญิง พูดว่า...ไม่ใช่ทางขึ้น ข้าได้ยินมันชัดเจนเหมือนเสียงกระซิบข้างหู”


    เย่คุนเงียบ นั่นทำให้เย่เทียนรู้ว่าคำพูดของตนอาจแย่กว่าการถูกด่าเสียอีก เย่กวงถูกเรียกมาหลังจากนั้นไม่นาน ผู้คุมเวรเข้าประจำรอบวงกลางโดยไม่ส่งเสียงวุ่นวาย หานเลี่ยเองก็ตามมาด้วย สีหน้าของเขาดูง่วงและเครียดพร้อมกัน แต่เขาไม่ได้แทรกก่อนผู้ใหญ่ถาม


    เย่กวงถาม “ได้ยินจากทิศใด”


    เย่เทียนส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ดังใกล้มากเหมือนเสียงกระซิบ แต่ก็เหมือนไกลมาก”


    เย่กวงหันกลับมาหาเย่เทียน “ตอนได้ยินเสียง มีอาการในร่างกายอื่นหรือไม่”


    เย่เทียนนิ่งฟังร่างกายตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ไม่มีขอรับ”


    หานเลี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดเบา ๆ โดยไม่ทำท่าสรุปแทนใคร “เสียงในหมอกหลอกทิศได้ แต่ถ้าเป็นคำชัดขนาดนั้นก็แปลกอยู่”


    เย่กวงไม่ได้ตอบเขาในทันที เพียงสั่งผู้ดูแลคณะบันทึกเรื่องเสียงไว้ แล้วกำชับว่าห้ามกระจายคำพูดนี้จนเกิดความตื่นตระหนก จากนั้นจึงให้เพิ่มการเฝ้าวงกลางอีกหนึ่งคน ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าเย่เทียนได้ยินจริงทั้งหมด แต่เพราะหลังจากเชือกสั่น รอยสีเงิน และเศษผ้าเปื้อนเลือด ทุกอย่างไม่ควรถูกมองข้ามด้วยคำว่า “หูแว่ว” เพียงคำเดียว


    “คืนนี้เจ้านอนใกล้ผู้ฝึกสอนเย่คุน” เย่กวงสั่ง “มีอะไรเกิดขึ้นอีก ให้รายงานทันที”


    “ขอรับ”


    เย่คุนพูดห้วน ๆ “ขยับมาทางนี้ ไม่ต้องนอนห่างเหมือนคนไม่มีเจ้าของ”


    เย่เทียนเก็บถุงผ้าของตนแล้วขยับไปนอนใกล้จุดที่เย่คุนนั่งเฝ้าอยู่ ผู้ฝึกสอนผู้นั้นไม่ได้ปลอบ ไม่ถามว่าเขากลัวหรือไม่ เพียงโยนผ้าคลุมผืนหนึ่งมาให้


    “หนาวก็คุมไว้ อย่าทำตัวเหมือนแข็งแรงนัก”


    เย่เทียนรับผ้าคลุม “ขอบคุณขอรับ”


    “ข้ากลัวเจ้าป่วยแล้วต้องแบกกลับ ไม่ได้ห่วง”


    “ขอรับ”


    คราวนี้เย่เทียนไม่ได้ยิ้มออกมา เขาเพียงพับผ้าคลุมให้แนบตัวแล้วเอนลงใกล้กองสัมภาระตามคำสั่ง ความเย็นเมื่อครู่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่เย็นจากลม แต่เหมือนบางอย่างในหมอกแตะผ่านผิวของเขาไปยังส่วนลึกกว่าเสื้อผ้า กระดูก หรือเส้นลม เขาหลับตาอีกครั้ง แต่ไม่ปล่อยให้ตนหลับลึกนัก ลมหายใจถูกบังคับให้สม่ำเสมอ แม้ในหัวจะยังมีคำสั้น ๆ วนอยู่ซ้ำ ๆ


    “ไม่ใช่ทางขึ้น ”


    ประโยคนั้นเหมือนคำเตือน แต่เตือนจากใคร และทางขึ้นที่ว่านั้นคือทางใด ไม่มีคำตอบ


    นอกแนวค่าย หมอกยังคงไหลต่ำผ่านหินดำอย่างเงียบงัน รอยสีเงินบนหินก้อนเดี่ยวนั้นถูกหมอกกลืนหายไปจนมองไม่เห็นอีก ค่ายทั้งค่ายดำเนินเวรยามต่อไปอย่างตึงเงียบ จนกระทั่งก่อนฟ้าสางเล็กน้อย ผู้คุมเวรช่วงสุดท้ายพบสิ่งหนึ่งตรงรอยแตกของหินด้านในแนวเชือก ห่างจากจุดที่เย่เทียนนอนเพียงสิบกว่าก้าว


    มันเป็นเศษผ้าสีเงินขนาดเท่าเล็บมือ เปียกหมอก เย็นจัด และที่ขอบผ้า มีเลือดแห้งติดอยู่จาง ๆ

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน