“เอ้า… เจ้านั่น.. เผ่าวิญญาณออกมาอีกคนแล้ว… ?”
“ไม่รู้ผู้ใดแค้นเคืองชนเผ่านี้เยี่ยงนั้น ก่อนหน้ายังหัวใจถูกควักก่อนส่งออกมาหลายคนทีเดียว”
“เฮ้อ.. ออกมาแล้วยังมีภัยหนักหนากว่ารออยู่อีก”
“อย่างไรพวกมันก็ไม่ใช่คนดี.. เราทำหน้าที่ของเราไปก็พอ”
เสียงซุบซิบของเหล่าแพทย์โอสถที่ถูกเชิญมาประจำงานประลองห้าแคว้น มิได้เข้าหูของซาไคแม้แต่น้อย ยามนี้ในหัวของมันมีเพียงข้อมูลสำคัญและความหวังที่จะเอาชีวิตรอด
“อยากจะรักษาตัวหรือไม่ ?” สุ้มเสียงชราภาพเอ่ยอย่างมีเมตตา
เลือดไหลนองเต็มพื้นนั่นแสดงให้เห็นว่า… ผู้ฝึกปราณวิญญาณที่ไร้ซึ่งปราณธาตุนั้นเวลาบาดเจ็บจะรุนแรงกว่าอย่างมาก ทว่าผู้บาดเจ็บกลับส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีนั้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่จำเป็น.. ข้าต้องรีบไป…”
หากมัวชักช้านางอาจตามออกมาฆ่าปิดปากมันก็ได้ ต้องรีบหาที่พึ่งอันแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด ทว่าในบริเวณใกล้เคียงนี้ ใครเล่าจะสามารถต้านทานนางปีศาจนั่นได้ คิดครู่เดียวดวงตาชั่วร้ายก็เป็นประกายสว่างวาบขึ้นทันที
‘ต้าเยว่… องค์ราชาเยว่หงเทียนต้องอยากรู้เรื่องนี้แน่’ ทั่วแผ่นดินล้วนรู้ดีว่า สตรีในตำนานนั้นคือศัตรูอันดับหนึ่งของราชาแห่งความมืด !
…….
องค์หญิงฉินซือเหยาในชุดฉลองพระองค์สีแดงสดงดงาม ยืนอยู่ด้านหน้ากระโจมขนาดใหญ่อย่างร้อนใจ นางกำนัลสี่คนยืนถือสำรับชาชุดใหญ่อยู่ด้านหลังมากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
“เจ้าไม่เข้าไปรายงาน เหตุใดทราบว่าทรงไม่ต้องการพบข้า” เสียงตวาดแหลมอย่างกราดเกรี้ยวใส่ชายชุดเทาสองคนตรงหน้า ทว่าเขากลับทำราวไม่ได้ยิน สีหน้านิ่งเฉยทว่าดวงตาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย…
“บังอาจเกินไปแล้ว ข้าเป็นพระขนิษฐาของฝ่าบาทนะ..!!”
ไม่ไกลจากขบวนของฉินซือเหยา ขบวนขุนนางจากแทบทุกแคว้นล้วนมารอเข้าเฝ้าเช่นกัน ทว่าต่างกันตรงที่ท่าทีของพวกเขาสงบยิ่ง ราวกับสุนัขหลงทางที่เฝ้ารอความเมตตา… ไม่กล้าเรียกร้องแม้แต่น้อย
พวกเขามาเฝ้ารออยู่เช่นนี้หลายวันแล้ว โทษพวกเขาไม่ได้.. หากงานประลองจบลง พวกเขายังจะมีโอกาสใดให้ได้พบองค์ราชาของแคว้นอันดับหนึ่งผู้นี้ได้อีกเล่า ?!
ขอแค่โอกาสให้ได้พบสักครั้ง แม้ไม่ทรงเอ่ยวาจาใดด้วยสักคำ แต่ก็ยังนับเป็นหน้าเป็นตา ต่อไปแคว้นอื่นจะทำอะไรย่อมต้องดูสีหน้าพวกเขาบ้างแล้ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยินดีมาเฝ้ารออย่างสงบทุกวัน
หู่เอ้อ และหู่อู่ยืนอยู่หน้ากระโจมราวกับเทพเฝ้าประตู ดวงตาของทั้งคู่มองตรงไปด้านหน้าอย่างเฉยชา สองวันนี้ทรงหงุดหงิดมามากแล้ว คนพวกนี้ยังจะกล้ามาขอพบ …..ช่างไม่รู้ที่ตาย !
วันก่อนทั้งเรื่องเผ่าวิญญาณ องค์ชายแคว้นฉู่ ไหนจะเรื่ององค์หญิงแคว้นฉินที่กำลังตะโกนใส่หน้าพวกเขาอยู่ตอนนี้ก็ทำให้พระองค์ทรงระเบิดอารมณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว
เช้าตรูวันนี้หู่ซานยังได้ข่าวมาอีกว่า…. แคว้นฉินไม่รู้คิดอะไร พอทราบว่าองค์ราชาโปรดมู่เชียนเป็นพิเศษ แทนที่จะคิดประจบนางให้ดี กลับคิดสู่ขอนางเป็นสนมให้รัชทายาทแคว้นฉิน ทำเอาฝ่าบาทกริ้ว… ระเบิดโต๊ะทรงอักษรจนเป็นผงไปสิ้น !
โต๊ะนั่นท่านเสนาเมิ่งสั่งทำจากแร่หินที่ทนทานที่สุด ได้ยินว่าราคาแพงระยับ… ไม่คิดว่ากลับไม่ทนไม้ทนมือแม้แต่น้อย…
หากไม่ใช่ทรงกำชับให้รอหลังจากงานประลอง คนที่เอาตัวมาตายถึงที่อย่างฉินซือเหยานี้.. พวกเขาย่อมยินดีแย้มยิ้มให้นางสักครั้งก่อนส่งลงนรก….!!
เหตุการณ์เมื่อเช้าทำพวกเขาอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย… ยังกลับต้องมายืนขวางคนพวกนี้ไว้ไม่ให้เข้าไปหาเรื่องตายก่อนเวลา แทนที่จะสำนึกบุญคุณกลับรบเร้าไม่เลิก
พี่น้องทั้งสองเหลือบมองหน้ากันพร้อมกับเริ่มมีความคิดว่า ควรระเบิดร่างใครสักคนเพื่อไล่สตรีอายุสั้นนางนี้ไป แล้วค่อยยอมรับโทษฐานพลั้งมือระเบิดคนตายดีหรือไม่…อาจจะดีกว่าต้องมายืนฟังเสียงหวีดแหลมน่ารำคาญเช่นนี้…
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตกลงกันได้ ร่างพิการโชกเลือดร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นหน้ากระโจมพักขององค์ราชาแห่งต้าเยว่… เลือดที่ไหลนองเป็นทางนั้นดึงดูดความสนใจของคนทั้งบริเวณไปจนสิ้น
“ข้าขอพบองค์ราชา”
“กลับไปซะ.. !” หู่อู่เอ่ยเสียงนิ่ง
“โปรดแจ้งพระองค์ ว่าข้าผู้นำเผ่าวิญญาณมีข่าวของคนที่พระองค์ตามหาแล้ว!”
“เผ่าวิญญาณ… ?” ที่สุดหู่เอ้อก็เอ่ยคำอื่นออกมาเสียที.. สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ
‘เมื่อวานมิใช่ทรงประหารพวกมันไปสิ้นแล้วหรือ ?’
“ใช่.. ข้าซาไค คือผู้นำกลุ่ม ข้าเพิ่งออกจากหุบเขามาวันนี้ไม่ทันรักษาตัวก็รีบตรงมาแจ้งข่าวก่อน รับรองว่าต้องทรงอยากทราบแน่” สีหน้าเต็มไปด้วยความประจบประแจง และความยินดี
สองพี่น้องหันมองหน้ากันด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
‘ปลาที่ลอดข่ายกลับรนมาหาที่ตายเองรึนี่…’
‘ดียิ่ง… ฝ่าบาทจะได้ระบายอารมณ์ออกมาบ้าง !’
“รอตรงนี้สักครู่” หู่อู่ยิ้มแย้มให้ซาไคอย่างอารมณ์ดี… ทำให้มันรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก
อยากรู้นัก… คราวนี้นางปีศาจนั่นจะทำอะไรเขาได้ !
เพียงครู่เดียวหู่อู่ก็กลับออกมา แล้วเดินนำเขาเข้าไปด้านในด้วยตนเอง ซาไคเดินผ่านประตูกระโจมเข้าไปอย่างภาคภูมิใจ… ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดหลายคู่ที่เฝ้ามองอยู่
‘ด้วยบารมีแคว้นต้าเยว่.. ต่อไปผู้ใดจะกล้ากับเผ่าวิญญาณอย่างพวกเขาอีก !’
ทว่านี่เป็นความคิดของซาไคเพียงผู้เดียวเท่านั้น…เรื่องที่องค์ราชาต้าเยว่มีคำสั่งสังหารเผ่าวิญญาณทั้งหมดเมื่อวานพวกเขาล้วนทราบกันหมดแล้ว
ร่างในชุดสีดำขลิบทองหรูหรานั่งอยู่บนบัลลังก์หลังโต๊ะทรงพระอักษรหินตัวใหม่ กลิ่นอายของผู้เป็นใหญ่แผ่ซ่านไปทั่ว ใบหน้างดงามราวเทพปีศาจนั้นสะกดสายตาให้แทบหยุดหายใจ ซาไคไม่เคยพบเยว่เทียนหงมาก่อนจึงอดตกตะลึงกับรูปลักษณ์เช่นนี้ไม่ได้..
นี่คือเยว่เทียนหง องค์ราชาแห่งแคว้นอันดับหนึ่งในใต้หล้า
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
“คนเผ่าวิญญาณ ?” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาช้าๆ เป็นจังหวะราวท่วงทำนองแห่งความตาย
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมซาไค รุดมาเพื่อแจ้งข่าว…. ดูเหมือนว่าเราจะพบคนที่แคว้นต้าเยว่ตามหาแล้วพะย่ะค่ะ”
“ข่าวอะไร ?” คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อย แคว้นต้าเยว่ของเขาให้ตามหาคน เหตุใดเขาไม่ทราบ
“คราก่อนทูตจากต้าเยว่ฝากให้พวกเรามองหาญิงสาวอายุน้อยที่มีปราณสีทองในร่าง… หม่อมฉันพบแล้วพะย่ะค่ะ”
ความเงียบปรากฏขึ้นชั่วขณะ ปราณมืดดำไหลทะลักออกมาตามกระแสความรู้สึกปั่นป่วนภายในใจโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป็นเช่นนั้นน้ำเสียงขององค์ราชาผู้เป็นใหญ่ยังคงนิ่งสงบอย่างยิ่ง
“พูดมา…”
ได้ยินคำนี้ ใบหน้าที่ก้มต่ำก็ยิ่งแสดงความยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด สตรีนางนั้นคือศัตรูอันดับหนึ่งของชายตรงหน้าจริงๆ
“ทูลฝ่าบาท สตรีนางนั้นอายุราว 16-17 ปี หม่อมฉันไม่ทราบชื่อ.. แต่นางอยู่ด้านในหุบเขาหู่ลี่อย่างแน่นอน กระหม่อมเห็นนางใช้ปราณธาตุสีทองอย่างเต็มสองตา นอกจากนั้นภายหลังยังระเบิดปราณสีทองนั้นออกมาจนถึงกับมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป”
“…เห็นชัดเจนหรือไม่…?”
น้ำเสียงเย็นเยียบแฝงรังสีสังหารเข้มข้นนั่น กลับมิได้ทำให้ซาไครู้สึกอะไรนอกจากมั่นใจในความสำคัญของตนมากขึ้น
“แม้ไม่ชัดดีนัก ทว่าปราณสีทองและความงามที่เหนือมนุษย์นั่น หม่อมฉันมั่นใจอย่างมาก…. นางคือธิดาเทพยุทธ์อย่างแน่นอน !”
ฟู่หลิงและหู่อู่ค่อยๆถอยร่างออกห่างบริเวณนั้น … ปราณสีดำจากร่างสูงสง่าเริ่มล้นทะลักออกมาเกิดประกายไฟสีดำแลบแปลบปลาบไปทั่วพื้น
“ใครเป็นคนบอกเจ้าเรื่องของนาง…” เสียงแหบพร่าเอ่ยราวกับกระซิบ
“ทราบเพียงว่าเป็นคนจากแคว้นต้าเยว่ ……มิใช่ฝ่าบาทส่งมาหรือ… ?” แม้เนื้อความที่ได้ยินนั้นทำให้ซาไคงุนงงอย่างมาก ทว่ามันก็ยังเอ่ยออกไปตามตรง
“หูอีส่งข่าวให้เสนาเมิ่ง… ภายในสามวันต้องรู้ตัวคนสั่งการ” เสียงทุ้มเอ่ยสั่งการโดยไม่ละสายตาจากร่างโชกเลือดเบื้องหน้าแม้แต่น้อย
“พะย่ะค่ะ” หู่อีคุกเข่ารับคำสั่ง แล้วจากไปทันที
ร่างสูงสง่าลุกขึ้นจากบัลลังก์ เยว่เทียนหงเดินอ้อมโต๊ะทรงพระอักษรอย่างช้าๆ ดวงตาสีดำสนิทเหลือบมองร่างที่ยังหมอบอยู่กับพื้นอย่างไม่รู้ตัวครั้งหนึ่ง
“โพละ…” ซาไคได้ยินเสียงบางอย่างแตกออก พร้อมกับภาพที่มืดดับ
“อ้อก… ” เสียงโหยหวนไม่ทันหลุดจากปากกล่องเสียงก็ถูกทำลายเสียก่อน มีเพียงเสียงลมหายใจแห้งๆลอดออกมาอย่างทุกข์ทรมาณ
ซาไคได้แต่นอนกุมดวงตากลิ้งไปมาอย่างเจ็บปวด ไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เมื่อครู่เขายังเฝ้าฝันถึงรางวัลมากมายที่จะได้รับจากแคว้นต้าเยว่อยู่เลย ต่อจากนั้นความเจ็บปวดแสบร้อนพลันบังเกิดขึ้นในศีรษะของตนไม่หยุด
ความปวดแล่นพล่านจนแทบขาดใจ ทว่าปราณวิญญาณที่เข้มแข็งกว่ามันไม่รู้กี่เท่ากลับยังบีบหัวใจของมันให้เต้นเป็นจังหวะต่อไปได้ ร่างของซาไคพยายามจะดิ้นไปกับพื้น ทว่าปราณอีกสายนั้นก็ยึดตรึงร่างของมันไว้กลางอากาศจนไม่อาจขยับตัว
ด้านนอกนั่น สมองของซาไคถูกบีบเป็นของเหลวเดือดปุดไหลออกมาทางเบ้าตาและโพรงจมูก ร่วงสู่โถสีขาวชิ้นหนึ่งอย่างแม่นยำ
ฟู่หลิงและหู่อู่ได้แต่เบิกตาเฝ้ามองการลงทัณฑ์ที่รุนแรงที่สุดในมือขององค์ราชานับแต่เคยกระทำมา พลางนึกอิจฉาหู่อีที่จากไปเมื่อครู่เหลือเกิน วันนี้พระองค์คงทรงหงุดหงิดมากจริงๆ จึงระบายอารณ์รุนแรงเพียงนี้ เจ้าหมอนี่…ช่างเป็นผู้โชคร้ายโดยแท้…
ขณะที่คนของเขานึกสงสารแพะรับบาป แท้จริงแล้วใจของเยว่เทียนหงกลับกำลังนึกเกลียดชังซาไคอย่างแท้จริง !
วันนี้เขาเพียงคลาดสายตาไปนิดเดียว… ถึงกับพลาดภาพที่เคยนึกอยากเห็นมาตลอด แต่เจ้าคนตรงหน้านี่กลับได้เห็น….
คืนนั้นเวทย์อักษรคืนความจำถูกเยว่เทียนหงนำมาใช้กับมันสมองของซาไคซ้ำไปซ้ำมาจนสมองทั้งหมดของมันแห้งเหือดไปจึงเลิกรา
เงาร่างงดงามของนาง แม้จะเลือนลางท่ามกลางแสงสีทองของปราณอี้เจ๋อแต่ก็ทำให้เขาพอจินตนาการได้ แต่เมื่อนึกถึงวาจาสามหาวของเจ้าคนที่ตายไปแล้วนั่น..
ข้าจะร่วมรักกับ….
“เปรี้ยงงง…!” ไม่ทันฟังจบประโยคสายฟ้าสีดำผ่าลงบนยอดไม้ใกล้.. ฟู่หลิงที่ถูกกันให้อยู่ด้านนอกกับพวกหู่อู่รีบสร้างอักษรเวทย์คุ้มกันกระโจมไว้ รวมถึงศีรษะของพวกเขาด้วย
‘ไม่น่าให้มันตายเร็วเช่นนั้นเลย…’ ฟู่หลิงทอดถอนใจ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบอย่างหาที่ระบายไม่ได้อยู่ด้านบนนั่นตลอดทั้งคืน