วันรุ่งขึ้น
ณ จวนตระกูลชุย
ฉินจ้านคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น และพูดเบาๆว่า “แม่ทัพใหญ่ ความผิดทุกอย่างอยู่ที่ข้าขอท่านแม่ทัพโปรดอภัยให้กับความไร้เดียงสาของฉินอวี่ด้วย”
“ฉินจ้าน ในอดีตเจ้ากับข้าร่วมติดตามต่อสู้ร่วมกันมากว่าสิบปีแล้วใช่หรือไม่? แม้ว่าเจ้าจะถอยออกมาแล้วแต่ตัวข้าปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไร?” ชุยหงจ้องมองที่ฉินจ้านด้วยท่าทางที่น่าเกรงขามกล่าวอย่างรุนแรงด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง
“บุญคุณของท่านแม่ทัพ ฉินจ้านไม่มีวันลืม!” ฉินจ้านกล่าว
ชุยหงคว้าถ้วยน้ำชาบนโต๊ะและขว้างตรงไปที่ฉินจ้าน ก่อนพูดอย่างเข้มงวด“ข้าปฏิบัติกับเจ้าเหมือนเป็นลูกชายแท้ๆแต่เจ้ากลับหักแขนของเสี่ยวซั่วเป็นการตอบแทนหรือ?และยังปล่อยให้สัตว์ร้ายนั่นหักแขนหักขาของเสี่ยวหย่งและเสี่ยวเฟิงอีก? เสือถึงจะร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง เจ้ายังมีหน้ามาที่นี่อีก? อีกอย่าง เจ้าก็รู้อยู่ว่าเสี่ยวซั่วคือความหวังของตระกูลชุยมีความสำคัญมากกับตระกูลชุย อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้?”
ฉินจ้านยังคงนิ่งเงียบปล่อยให้รอยน้ำชาไหลลงมาจากหน้าผาก
“ส่งตัวลูกชายคนที่สามของเจ้าฉินอวี่มาเถอะไม่เช่นนั้น จะมาหาว่าข้าไม่ไว้หน้าตระกูลฉินไม่ได้นะ” ชุยหงกล่าวอย่างเย็นชา
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉินจ้านกระตุกขึ้นและกล่าวขึ้นมา “ท่านแม่ทัพ ข้าเองที่เป็นคนหักมือของเสี่ยวซั่วไม่เกี่ยวอะไรกับฉินอวี่ หากท่านแม่ทัพต้องการลงโทษ ก็ลงโทษข้าฉินจ้านเถอะ!”
“เจ้า? เมื่อวานนี้เจ้ายังบ้าอยู่ไม่ใช่หรือ? ฮึ เจ้าก็อย่าคิดหนี ข้าไม่ได้ต้องการเพียงชีวิตของฉินอวี่แต่สิ่งที่ข้าต้องการคือชีวิตของทุกคนในตระกูลฉิน!” ในตอนนี้ชุยซั่วส่งเสียงอันเคียดแค้นเข้ามาจากประตูด้านข้าง เขายังคงอยู่ในชุดสีม่วงอาการบาดเจ็บบนร่างกายต่างหายดีภายในระยะเวลาเพียงข้ามคืน ไม่มีร่องรอยจากการต่อสู้เมื่อวานนี้หลงเหลืออยู่เลยเพียงแต่ มีเพียงสีหน้าที่ซีดขาว และดวงตาของเขาเท่านั้นที่ไม่ดูจองหองอย่างในอดีตแทนที่ด้วยความแค้นและชิงชัง
ชุยซั่วเป็นเพียงลูกที่เกิดจากภรรยารองตั้งแต่เล็กจนโตจึงมักถูกพี่น้องคนอื่นในตระกูลชุยรังแก ทำให้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชุยอย่างแนบแน่นแต่โชคยังดีที่เขามีความสามารถโดดเด่นและเข้าสู่สำนักเทียนหั่วได้โดยการชักนำและการกระตุ้นของชุยหง
ตั้งแต่เข้าสู่สำนักเทียนหั่วด้วยคุณสมบัติที่น่าภาคภูมิเหนือใครๆ จึงทำให้เจ้าสำนักแห่งสำนักเทียนหั่วยอมรับเขาเป็นศิษย์และด้วยมิตรภาพอันดีของเขากับหลานชายของผู้อาวุโสทั้งสามทำให้ตำแหน่งในสำนักเทียนหั่วของชุยซั่วนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
เขากลับมาที่ตระกูลชุยในครั้งนี้ชุยซั่วกลับมาอย่างทะนงตน วางท่าทางเหมือนคางคกขึ้นวอคอยเหยียบย่ำคนที่เคยรังแกเขาในอดีตอย่างรุนแรงและเมื่อได้รับสายตาของความเคารพและเกรงกลัวจากคนอื่นนานวันเข้ายิ่งทำให้ชุยซั่วหลงระเริงมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องที่วิ่งหนีจื่อซวินเอ๋อเพราะความกลัวแต่เขาก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฉินอวี่ การถูกฉินจ้านหักแขนทำให้ชุยซั่วไม่พอใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเขาแอบได้ยินคนรับใช้ของตระกูลชุยคุยกันเรื่องที่เขาได้ต่อสู้กับฉินอวี่ใบหน้าของชุยซั่วก็รู้สึกร้อนผ่าว และอยากจะฉีกร่างฉินอวี่เป็นชิ้นๆเพื่อชำระล้างความอับอายของเขา
ฉินจ้านก้มศีรษะลงและมีแสงเย็นวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา แต่ในไม่ช้าก็หายไปและพูดขึ้นว่า“ท่านแม่ทัพ โปรดเห็นแก่ฉินเอ๋อในอดีต ไว้ชีวิตฉินอวี่ด้วย! ฉินจ้านขอรับรองในภายหน้าฉินอวี่จะไม่ล่วงเกินชุยซั่วอีกแน่นอน”
ใบหน้าของชุยหงตกตะลึงราวกับว่าเขากำลังนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาขุ่นมัวของเขาจ้องไปยังฉินจ้านด้วยดวงตาที่เป็นประกายอย่างเฉียบคม หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดขึ้นทีละคำ“ครั้งนี้ข้ายกเว้นให้!”
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ!” หัวใจของฉินจ้านร่วงลงกับพื้นขณะที่ชุยซั่วส่งเสียงกรีดร้อง “ท่านปู่ ข้าไม่ยอมให้ปล่อยฉินอวี่และตระกูลฉินไป!”
“ไอ้เด็กเวร! ออกไปเดี๋ยวนี้!”ชุยหงตบโต๊ะอย่างแรงและตะโกนอย่างเบื่อหน่าย จนชุยซั่วตกใจเขาเหลือบมองไปที่ชุยหงอย่างบึ้งตึง ใบหน้าของเขาดูอึดอัดจากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป!
“เห็นแก่เรื่องในอดีต ข้าจะยอมไว้ชีวิตเขาแต่เจ้าจะต้องคุกเข่าหน้าตระกูลชุยสามวันสามคืน เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง!”ชุยหงกล่าวอย่างเย็นชา
“รับทราบ ท่านแม่ทัพ!”ใบหน้าของฉินจ้านกระตุกเล็กน้อย และเมื่อเขาพูดจบก็ค่อยๆ ลุกขึ้น และออกจากห้องรับรองไปขณะที่ชุยหงจ้องมองไปยังแผ่นหลังของฉินจ้าน โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ชุยหงก็พูดขึ้นมากะทันหัน“เข้ามาเถอะ”
ชุยซั่วที่จากไปก่อนหน้านี้เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เยาะเย้ย “ท่านปู่ ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้ช่วยบอกข้ามาตามตรงได้หรือไม่?”
“ตระกูลชุยของข้าเป็นหนี้ฉินจ้านอยู่เรื่องหนึ่งและเรื่องนี้จะต้องได้รับการตอบแทน! อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้เลย”ชุยหงจ้องมองชุยซั่วและพูดอย่างอ่อนโยน
“ท่านปู่ ถ้าฉินอวี่ไม่ตาย... สักวันหนึ่ง...”ชุยซั่วพูดอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าแค่ยื่นน้ำใจคืนให้จึงเพียงพูดไปว่ายกเว้นให้สักครั้ง และไว้ชีวิตเขา แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะปกป้องไม่ให้ฉินอวี่ตายกล้าจะคุกคามตระกูลชุยของข้า... หากปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ข้าจะนอนหลับลงได้อย่างไร?” ชุยหงพูดเย้ยจากนั้นจึงพูดกับชุยซั่วด้วยใบหน้าที่รื่นรมย์ “เสี่ยวซั่วต่อไปภายหน้าเมื่ออยู๋ในสำนักเทียนหั่วจงจดจำไว้ คนที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกใบนี้มีเพียงตัวเจ้าเอง!”
“รับทราบ ท่านปู่!” ชุยซั่วกล่าวด้วยความเคารพและรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
ในช่วงไม่กี่วันนี้ผู้คนในเมืองหลักเทียนอู่ต่างพูดถึงเรื่องนี้ อดีตแม่ทัพและผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลฉินได้คุกเข่าลงที่หน้าจวนตระกูลชุยสิ่งนี้กระตุ้นการคาดเดาของทุกคนทันที
บางคนกล่าวกันว่า ฉินจ้านล่วงเกินแม่ทัพชุยและมีบางคนบอกว่า ฉินจ้านทุบตีฮูหยินของเขา และฮูหยินของเขาเป็นลูกสาวของแม่ทัพชุยดังนั้น ฉินจ้านจึงต้องมาถึงที่นี่เพื่อรับการลงโทษ
เมื่อมีข่าวออกมาว่าฉินอวี่ลูกชายคนที่สามของฉินจ้านเป็นคนทำร้ายชุยซั่วผู้เป็นอัจฉริยะของตระกูลชุยจึงทำให้ทั่วทั้งเมืองหลักเทียนอู่เต็มไปด้วยความโกลาหล
ใครๆ ต่างก็รู้ว่าลูกชายคนที่สามของฉินจ้านเป็นคนไร้ค่ามีคุณสมบัติที่ธรรมดาและชอบก่อปัญหา? และตอนนี้ก็มีการกล่าวกันว่าคนไร้ค่าคนนั้นกลับทุบตีอัจฉริยะแห่งตระกูลชุยในขั้นปราณเสถียรจนได้รับบาดเจ็บ? เรื่องเช่นนี้จะจะไม่ให้ทุกคนตกใจได้อย่างไร?
จู่ๆ ข่าวลือเรื่องฉินอวี่ก็ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่จะกล่าวกันว่า ฉินอวี่เคยต้องทนต่อความอัปยศและแสร้งทำเป็นอ่อนแอมาตลอด...
แต่แล้วก็มีข่าวออกมาว่าฉินอวี่ไปยั่วยุอัจฉริยะของตระกูลชุยหลังจากพ่ายแพ้ก็ต้องการลอบโจมตี ทำชุยซั่วคับแค้นใจเพราะความโกรธเขาจึงต้องการฆ่าฉินอวี่ สิ่งนี้ทำให้ฉินจ้านโกรธฉินจ้านจึงหักมือของอัจฉริยะตระกูลชุย จนต้องมาตามขอขมาและยอมรับความผิด
มีผู้คนรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆที่หน้าประตูจวนตระกูลชุย ทุกคนต่างมองมาทางฉินจ้าน หลายคนพูดด้วยคำพูดที่เลวร้ายบ้างก็ตะโกนใส่ฉินจ้าน บางคนถึงกับหยิบไข่และผักออกมาขว้างปาใส่ฉินจ้าน
ฉินจ้านกำลังคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าจวนตระกูลชุยเอวของเขาตั้งตรงและสูงสง่าเหมือนรูปปั้นหินปล่อยให้คนอื่นทำร้ายและด่าทอเขาโดยไม่ตอบโต้
เมื่อฉินอวี่ฟื้นขึ้นเขารู้สึกเจ็บและอึดอัดไปทั่วร่าง ดูเหมือนว่าเขาถูกทุบตีโดยคนจำนวนมากเขาลืมตาและมองไปรอบๆเมื่อเขาได้ยินเสียงพูดคุยของเสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาที่ดังเข้ามาในหูของเขาฉินอวี่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
ยังไม่ตายหรือ?
เมื่อคิดถึงการต่อสู้กับชุยซั่ว เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลานี้ใจของเขาก็ยังรู้สึกหวาดผวา แต่ก็ต้องตกใจกับวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต
ด้วยเหตุที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับหกแต่ต้องเผชิญหน้ากับชุยซั่วในขั้นปราณเสถียรระดับต้น และยังไม่ได้ยืมใช้พลังจากภายนอกสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่แทบจะไม่กล้านึกถึงมัน ท้ายที่สุดในทุกระดับการฝึกตนล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนฟ้าดินได้หากเขาต้องเผชิญกับขั้นยุทธ์ระดับเก้าก็ยังไม่เท่าไร แต่ขั้นปราณเสถียรเพียงแค่พลังปราณสิ่งเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะแบกรับได้ จึงจะเห็นได้ว่านี่คือพลังอันแข็งแกร่งของวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต
แน่นอนว่าในครั้งนี้สามารถโจมตีชุยซั่วได้เป็นเพราะเขายังมีประสบการณ์ต่อสู้ที่ไม่มากมายนัก มิฉะนั้น หากเขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชนฉินอวี่อาจจะต้องมีจุดจบที่ไม่ดีนักเป็นเพราะฉินอวี่แทบจะไม่มีประสบการณ์ต่อสู้มาก่อนเลยแม้ว่าในความทรงจำจะเต็มไปด้วยข้อมูลทั้งหอตำรา แต่ในตอนนี้ฉินอวี่ก็ยังไม่คุ้นเคยกับตำรานับหมื่นเล่มมากนัก และยังไม่ถึงขั้นวางกลยุทธ์อย่างดีที่สุดในตอนนี้เขาก็อาจจะยกย่องได้ว่าเป็นนักรบบนกระดาษ
เมื่อนึกย้อนไปถึงความรู้สึกว่ายิ่งบาดเจ็บหนักเท่าไรก็ยิ่งเผาผลาญพลังและเลือดได้มากขึ้นเท่านั้น จนพลังในร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นฉินอวี่ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังในวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต นี่เป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้นแล้วถ้าเช่นนั้น หากถึงจุดสูงสุด วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน?
เกรงว่าในระดับหนึ่งมันจะเกิดเป็นความอยู่ยงคงกระพัน
เดี๋ยวก่อน เนื่องจากในขั้นแรกคือพลังปราณยิ่งพลังปราณของข้าแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด เมื่อใช้ขั้นที่หนึ่งพลังที่ข้าได้รับก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น? มีสองวิธีในการปรับปรุงพลังปราณประการแรกคือ ยิ่งร่างกายแข็งแกร่ง พลังปราณจะยิ่งแข็งแกร่ง ดังนั้นสำหรับผู้ที่ฝึกฝนตน พลังปราณจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
อีกอย่างหนึ่งคือพลังของสายเลือดแต่เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพของร่างนี้เกรงว่าจะไม่มีพลังสายเลือดอยู่เลย
“น่าเสียดาย... แม้ว่าวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตจะมีพลังมหาศาลแต่ผลค้างเคียงของพวกมันก็ทรงพลังเช่นกัน พลังปราณของร่างกายอาจจะหมดลงและเมื่อพลังนั้นหายไปก็จะหมดสติเนื่องจากการสูญเสียพลังปราณหากไม่ถึงขั้นที่ไร้ทางเลือกก็ไม่ควรจะใช้มัน” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง
วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบยังเป็นเพียงขั้นแรก หลังจากใช้ไปหนึ่งครั้งก็หมดสติไป พลังปราณหมดไปอย่างมากและไม่อาจรู้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของปีศาจคลั่งหลังจากนี้จะเป็นไปอย่างไร
เมื่อมองไปที่บาดแผลที่ตกสะเก็ดบนร่างกายของตนเองฉินอวี่ก็หยิบเม็ดยาออกมาแล้วใส่เข้าไปในปากนอนอยู่บนเตียงและเริ่มใช้วิชาเซียนมรรคาสวรรค์เพื่อดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินเพื่อฟื้นฟูตนเอง
ตอนนี้เขาได้แต่ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเท่านั้นพลังปราณยังไม่สามารถเสริมสร้างได้ การชดเชยพลังปราณนั้นมีอยู่สองวิธีหนึ่งคือการทำสมาธิ สองคือการกลืนเลือดเนื้อของสัตว์วิญญาณเพื่อชดเชย
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา
ฉินอวี่ที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ได้ยินเสียงสะอื้นดังขึ้น และเสียงนั้นทำให้ฉินอวี่ลุกขึ้นนั่งทันทีแต่กลับมองเห็นฉินเสวี่ยกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างๆ
“เสวี่ยเอ๋อ เป็นอะไรไป?” ฉินอวี่ถาม
ฉินเสวี่ยที่กำลังร้องไห้ด้วยความเศร้าหันศีรษะของนางไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นฉินอวี่ที่กำลังนั่งอยู่นางรีบวิ่งเข้ามาและร้องไห้อย่างขมขื่น “พี่ชาย...”
“พี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย?”ฉินอวี่ลูบผมสีครามของฉินเสวี่ย และพูดขึ้นเบาๆ
“เสวี่ยเอ๋อร์จะไม่ร้องไห้ แต่ท่านพ่อ... พี่ชายท่านไปดูท่านพ่อหน่อยเถอะ เขา... เขาคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนตระกูลชุยมาสามวันแล้วข้าเกลี้ยกล่อมอย่างไรเขาก็ไม่ยอมลุกขึ้น ฮือๆ...” ฉินเสวี่ยพูดพลางร้องไห้ออกมา
นางอายุเพียงสิบสามปี ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งในช่วงเวลาสามวันที่ฉินอวี่หมดสติไปทำให้นางรู้สึกยาวนานยิ่งนัก และในตอนนี้เมื่อฉินจ้านต้องคุกเข่าอยู่หน้าจวนตระกูลชุยการคุกเข่าอย่างไม่ลุกขึ้นยืนทำให้หัวใจของนางเจ็บปวดและเศร้าใจอย่างยิ่ง
“ตระกูลชุย?” ฉินอวี่หรี่ตาลง ตบไหล่ฉินเสวี่ยเบาๆเพื่อปลอบโยนนาง “เสวี่ยเอ๋อ พี่จะไปดู”
“อืม!” ฉินเสวี่ยเช็ดน้ำตาของนาง แต่ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไรน้ำตาของนางก็ยังคงไหล
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เมื่อฉินอวี่มาถึงประตูของจวนตระกูลชุยผู้คนนับพันได้รวมตัวกันอยู่โดยรอบ ในหมู่พวกเขามีคนจากทั่วสารทิศของแคว้นอู่และยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่รายล้อมอยู่รอบประตูจวนตระกูลชุยและกำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน
“สั่งสอนลูกไม่ดีต้องโทษพ่อแม่แม้จะสอนลูกออกมาแบบนี้ แม้จะปรนเปรออย่างไรแต่ตอนนี้กลับต้องมารับภัยที่ถึงตัวเองสินะ?”
“ทำตัวเอง ก็สมควรได้รับแล้ว! ข้าว่าอันที่จริงต้องจับตัวฉินอวี่มาคุกเข่าที่นี่ด้วย”
“ฮ่าๆ ผู้นำตระกูลฉินก็มีวันเช่นนี้ด้วยถ้าข้าเป็นตระกูลชุย ข้าจะไม่ยอมหยุดแค่นี้ จะต้องสังหารฉินอวี่ให้ได้”
มีการวิจารณ์และด่าทอมากมาย ฉินอวี่เดินฝ่าผู้คนเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้เห็นร่างที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนตระกูลชุยม่านตาของเขาก็หดตัวอย่างรวดเร็ว หัวใจของเขาเหมือนถูกค้อนกระแทกเข้าอย่างจัง
เขามองเห็นผมที่ยุ่งเหยิงของฉินจ้านและร่างกายของเขาเต็มไปด้วยไข่แดง ผัก ของเหลือ และเศษอาหารมีกลิ่นเหม็นอยู่บนตัวของเขา แต่เขายังคงตัวตรงราวกับกระบี่คุกเข่าอยู่ที่นั่นโดยไม่ไหวติง
เมื่อเห็นฉินจ้านในสภาพเช่นนี้ฉินอวี่ก็รู้สึกอึดอัดอย่างอธิบายไม่ถูก
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าฉินจ้านที่อยู่ตรงหน้ากำลังลำบากคือฉินจ้านที่เขาได้เห็นในครั้งแรกหลังจากเขากลับมาเกิดใหม่
ในตอนนั้นเขาสำรวมกิริยาท่าทาง ทรงอานุภาพเปี่ยมด้วยความสง่าราศีและเคร่งขรึมทั่วทั้งร่าง
ในตอนนั้นเขาเป็นเหมือนแม่ทัพที่มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนอยู่ในกำมือ
แต่ตอนนี้...
ฉินอวี่รู้สึกสะเทือนใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนไม่ว่าฉินจ้านจะเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ครั้งนี้เขากำลังคุกเข่าอยู่ที่นี่เพื่อตนเอง ครั้งนี้เขาคุกเข่าที่นี่เป็นเวลาสามวันสามคืนก็เพื่อปกป้องตนเอง
และนี่... คือความรักของพ่อหรือ?
ฉินอวี่หายใจเข้าลึกๆรู้สึกอึดอัดภายในใจอย่างมาก!
ขณะที่ฉินอวี่กำลังรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยในใจคำพูดที่อ่อนโยนก็ดังขึ้น “ท่านอาฉิน ทำไมต้องลำบากเช่นนี้?”