ตอนที่ 39 ดาราสยบฟ้า
สายตาของตี้ชิงเทียนเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยไม่สนว่ามือปีศาจที่กำลังทะยานเข้ามานั้นจะทำให้ตนบาดเจ็บ เอื้อมมือคว้าดูดไปที่แผ่นหยกด้วยหัวใจที่เจ็บปวดร้าวรานเกินสิ่งใดจะเปรียบ
สายตาจ้องนิ่งไม่ส่ายไหวภาพของภรรยาที่ใกล้จะหมดลมหายใจทำให้เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตใกล้จะมอดดับตามไปด้วยอีกคน
ชั่วขณะที่ตี้ชิงเทียนคว้าจับไปที่แผ่นหยกเวทอภินิหารของทั้งสี่คนก็ตามมาถึงพร้อมกับมือปีศาจ นัดพรตทั้งสี่คนอาศัยการใช้เวทลับของตระกูลพวกมันเพิ่มพลังให้คนๆเดียว
พวกมันต่างเป็นคนตระกูลเดียวกันด้วยพรสวรรค์ที่เลิศล้ำทำให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปตั้งสำนักของตนเองด้วยความสารมารถของพวกมัน ไม่กี่พันปีที่ผ่านมาก็ทำให้สำนักของพวกมันทุกคนล้วนยืนอยู่แถวหน้าของเผ่ามนุษย์ยืนหยัดต้านทานการรุกรานของเผ่าต่างๆได้อย่างง่ายดาย
เวทลับของตระกูลใหญ่ที่สามารถสร้างผู้ที่มีพรสวรรค์ออกมาได้มากมายมีหรือที่จะธรรมดาลำพังพลังการฝึกตนของพวกมันก็ไม่ธรรมดา ยิ่งเมื่อรวมเข้าด้วยกันก็พูดได้ว่าสามารถชดเชยช่องว่างระหว่างพวกมันกับตี้ชิงเทียนไปได้ช่วงใหญ่
นักพรตที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือชายถือกระบี่ไม้ผู้นั้นใบหน้าดุร้ายสายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวเพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็มากไปด้วยบารมีที่แผ่ซ่าน หลังจากพี่น้องของมันที่อยู่ด้านหลังในตำแหน่งของการจัดวางค่ายกลลับบางอย่างพลังของมันจึงพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างน่าหวาดกลัว!
ไอสังหารระเบิดออกทะลักทลายราวกับจะปกคลุมทั้งแผ่นฟ้ามันสะบัดกระบี่ไม้ที่ดูไม่ธรรมดานั้นพุ่งไปที่ตี้ชิงเทียนอย่างเหี้ยมเกรียมทันใดนั้นความว่างเปล่ารอบด้านพลันบิดเบือนส่งเสียงสะเทือนเลือนลั่นราวกับจะพังทลาย!
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่บิดเบือนอย่างน่ากลัวกระบี่ไม้ขยายขนาดออกกลายเป็นกระบี่ไม้ยักษ์ที่มีขนาดกว่าหนึ่งพันจั้ง!
คลื่นพลังสยบฟ้ากระจายออกไปตลอดทางที่มันมุ่งหน้าไปแม้ว่าการต่อสู้นี้จะอยู่สูงขึ้นไปบนนภากาศแต่ทางที่กระบี่ไม้ตะลุยผ่านไป พื้นดินกลายเป็นแอ่งเว้าเกิดรอยปริแตกยาวเป็นทางพลังอำนาจที่ราวกับจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งสร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่หลินเฟยเป็นอันมาก
ทั้งหมดนี้แม้ต้องใช้เวลาอธิบายแต่กลับเกิดขึ้นเพียงชั่วสายฟ้าแลบเท่านั้นทางด้านของตี้ชิงเทียนทุกอย่างรอบกายดูเชื่องช้าไปเสียหมดราวกับเขายืนอยู่ตรงนั้นมานานมากแล้ว หลังจากคว้าจับแผ่นหยกเข้ามาสายตาเขาไม่ได้ละไปจากภาพภรรยาของเขาเลยแม้แต่น้อย
“อ๊ากกก!”
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่นออกมาจากปากของตี้ชิงเทียนเสียงนี้ดังสนั่น... ดังออกไปไกลเหลือเกิน ดังออกไปจนถึงขนาดแสนลี้ ไม่สิหลายแสนลี้!
ไม่ว่าใครที่ได้ยินต่างสะท้านสะเทือนไปกับคลื่นเสียงลึกลับที่เต็มไปด้วยความรู้สึกรวดร้าวนี้แหบโหยทรมานเกินสิ่งใด หากเป็นนักพรตที่พลังตบะสูงหน่อยพวกเขาเพียงแค่หูดับ แต่หากระดับต่ำหรือคนธรรมดาต่างมีเลือดสดไหลรินออกมาจากทวารทั้งเจ็ดอย่างไม่อาจหักห้าม!
หากมองในมุมของพวกนักพรตที่กำลังต่อสู้กับตี้ชิงเทียนอยู่จะเห็นว่าเสียงนี้ดังขึ้นก็เมื่อตี้ชิงเทียนที่คว้าแผ่นหยกไปกำลังเห็นภาพของภรรยาตนเอง
หมดลมหายใจ...
สภาพนั้นเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
วิญญาณเผ่าเทพของนางออกจากร่างเหมือนสัมผัสได้ว่าตี้ชิงเทียนกำลังมองอยู่จึงยกยิ้มขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อยๆถูกรัศมีของควันสีม่วงกัดกินสลายสิ้นทั้งกายและวิญญาณหมดโอกาสฟื้นคืน หายไปตลอดกาล...
รอยยิ้มสุดท้ายนั้น...นั้นประดุจดั่งหนามแหลมที่ทิ่มแทงไปทั่วทั้งหัวใจของตี้ชิงเทียนน้ำตาที่เอ่อคลอออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความบ้าคลั่งยิ่งฉายชัดขึ้นมาภายใต้ดวงตาที่แดงก่ำคู่นั้น
มือปีศาจก็ดี!
กระบี่ไม้ก็ดี!
พลังอำนาจเทียมฟ้าก็ดี!
แล้วอย่างไร?
ไฟแค้นในอกของตี้ชิงเทียนระเบิดออกสั่นสะท้านไปทั้งผืนฟ้าและปัฐพี มังกรสีทองพลันหายวับไป วินาทีเดียวกันนี้กระบี่ไม้และมือปีศาจก็ทะยานมาถึงห่างไปไม่ถึงสิบจั้งช่วงเวลานี้เองม่านแสงสีทองเข้มข้นระเบิดทะลักทะลายออกมาจากดวงเนตรของตี้ชิงเทียน
“ดาราดับแสง!”
เสียงแหบห้าวของตี้ชิงเทียนดังสะท้านเกริกก้องปานอัศนีบาตอีกครั้งทันใดนั้นความว่างเปล่าพลันส่ายไหวอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อแสงสีทองทรงกลมค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นไม่นานก็กลบทับร่างของเขาจนมองไม่เห็นภายในความเข้มของแสงนี้ถึงขนาดผู้แข็งแกร่งเช่นนักพรตที่เหลือยังไม่อาจมองได้ตรงๆ!
แรงกดดันที่มากมายมหาศาลเหลือคณานับราวกับจะเข้ามาแทนที่ปณิธานแห่งฟ้าและคล้ายว่าจะขมวดรวมฟ้าและดินพลันปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งอีกทั้งยังแฝงเร้นไว้ด้วยความโหดเหี้ยมเผด็จการถึงขีดสุด!
มือปีศาจเอย
กระบี่ไม้เอย
ไม่นับกะผีอะไรได้แม้ไม่จำยอมแต่เมื่อแสงสีทองขยายออกมาถึงก็พลันต้องแหลกสลายเมื่อพบเจอกับพลังอำนาจที่บ้าคลั่งเช่นนี้
เสียงกรีดร้องของนักพรตทั้งห้าดังออกมาอย่างโหยหวนวิชาอภินิหารแตกสลายของวิเศษคุ้มกันกายพังทลาย!
เพียงการเยื้องกลายมาถึงของแสงทองนั้นทุกอย่างก็ราวกับต้องยอมศิโรราบดับสลายมลายสิ้นทั้งกายและจิต!
แสงสีทองทรงกลมนี้ยังขยายต่อไปอีกช่วงใหญ่จนเหมือนจะปกคลุมไปทั้งฟ้าดินหลินเฟยก็หายเข้าไปในแสงนั้นนานแล้ว
เมื่ออยู่ในแสงนี้เขารู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่ในสายลมอ่อนๆของวสันตฤดู
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะลืมตาขึ้นมาได้ด้วยตบะอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเขาสัญชาติญาณบอกเขาว่าแม้จะเป็นเพียงสำนึกรู้แต่ความเข้มข้นของแสงนั้นพลังอำนาจเช่นนี้ก็สามารถที่จะทำให้ดวงตาของเขามืดบอดได้อย่างแน่นอน!
ขณะที่หลินเฟยหลับตาอยู่นั้นเองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังกังวานขึ้นในหัวของเขาเสียงของตี้ชิงเทียนนี้บัดนี้อ่อนโยนถึงที่สุด
หลินเฟยรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาในใจอย่างล้นพ้นเหมือนได้กลับไปเจอญาติผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน
“เจ้าคงรู้จักนามของข้าผู้อาวุโสแล้ว”
“เหตุการณ์หลังจากนี้พวกเขาทั้งล้วนตกตายแหลกสลายทั้งกายและจิตทว่านั้นกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ข้าผู้อาวุโสดับสำนักของพวกเขาทั้งหมดลบหายออกจากแผ่นดินเสวียนจุนแห่งนี้...”
“แต่ค่าตอบแทนนั้นคือข้าชีวิตของข้าเช่นกันพวกเขาแข็งแกร่ง...ท่ามกลางสำนักใหญ่ทั้งสิบมีมนุษย์อีกไม่น้อยที่มีพลังพอๆกับพวกเขา”
“ความจริงข้าไม่เคยเกลียดมนุษย์เลยมีหลายคนที่เป็นคนดีและน่าคบหาข้ายังมีสหายไม่น้อยที่เป็นมนุษย์ส่วนสำนักทั้งสิบพวกเขานั้นทำพลาดอย่างใหญ่หลวงจริงๆ”
“หลินเฟย...”
หลินเฟยกำลังจะตอบรับแต่เมื่อความรู้สึกว่าความสว่างที่นอกเปลือกตาเบาบางลงไปแล้วจึงลืมตาขึ้นช้าๆ
“ไม่จริง...”
หลินเฟยนิ่งค้างในหัวเหมือนมีเสียงฟ้าผ่าดังอึงอลมึนงงกับภาพที่เห็น รอบตัวเขาจากพื้นที่ราบที่เคยมีแนวป่าเล็กใหญ่อยู่ไม่น้อย
กลายเป็นหลุมลึกเส้นผ่าศูนย์กลางหลายพันจั้ง!
ทุกอย่างนั้นโล้นเตียนเรียบสนิทพื้นดินยังคงมีควันลอยออกมาอยู่ไม่น้อยบนท้องฟ้าสีครามมวลหมู่เมฆที่เคยล่องลอยซัดตลบยามที่การต่อสู้เกิดขึ้นกลับหายไปเกลี้ยง เพียงมองไกลๆไปนอกรัศมีของหลุมนี้ถึงจะเห็นกลุ่มเมฆอีกครั้ง
พลังของการโจมตีสุดท้ายของตี้ชิงเทียนนั้นเรียกได้ว่าสะท้านฟ้าสะเทือนดินของจริง!
“นี่คือพลัง...ดวงเนตรของข้าหนึ่งสามเนตรบรรพกาล มันชื่อว่า ‘เนตรดาราสยบฟ้า’ เจ้าเคยได้ยินหรือไม่”
“ไม่ขอรับผู้อาวุโส”
หลินเฟยที่ยังคงรู้สึกวิงเวียนศรีษะอยู่กระพริบตาปริบๆส่ายหน้าตอบไปตามความจริง ใจยังรู้สึกหวาดผวาไม่หายอดไม่ได้ที่จะเทียบพลังฝึกตนของเขากับการต่อสู้ที่พึ่งเห็นคาตา
ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเหมือนมดตัวน้อยกำลังนั่งชมการต่อสู้ของช้างศึกขนาดยักษ์อยู่หากช้างพลาดเหยียบมาโดนก็ตายฟรี
“มีผู้คนมากมายไม่เฉพาะกับมนุษย์แม้แต่เผ่าอื่นก็ยังอยากจะครอบครองพลังของมันนั้นหากตกอยู่ในมือของคนชั่วก็สามารถสร้างหายนะที่มากล้นเกินจินตนาการ...
การที่ข้าดับสำนักทั้งสิบในปีนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวลูกโซ่อีกมากมายเผ่ามนุษย์เหมือนสูญเสียหัวใจหลักไปทำให้อ่อนแอจนถูกรุกรานอย่างหนักแม้ข้าคิดได้ก็สายไปแล้ว...
บางสำนักมีแค่บุรพาจารย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตัดสินใจมาสู้กับข้าในครั้งนี้...
แต่บางสำนักก็ปลูกฝังให้ลูกศิษย์อยู่ภายใต้กฎแห่งป่าแม้จะมีข้อดีแต่กลับเหมือนปลูกฝังให้คนมีใจโหดเหี้ยมอำมหิตไร้ความเมตตา อย่างสำนักของนักพรตเฒ่าที่เรียกหามือปีศาจองค์รักษ์จอมมารออกมา...
มีมนุษย์ส่วนน้อยมากที่รอดจากโทสะความบ้าคลั่งของข้าในตอนนั้นไปได้หลังจากสิบสำนักหายไปก่อนที่ข้าจะมายังสถานที่และปิดผนึกดวงตาของข้าไว้นั้น มหาสงครามก็เกิดขึ้น...
มหาสงครามที่เฉือนทั้งผืนแผ่นดินใหญ่ให้แยกออกจากกัน...!
.
.
.
ปล.เจอคำผิดบอกด้วยเด้อบางทีทวนไม่ทั่ว