Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 32 ระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์

    ตอนที่ 32 ระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    ทว่าเขากลับสามารถตอบคำถามของชายชราออกมาด้วยท่าทีที่สบายๆ

     

    เขาเดินเข้าไปแล้วใช้นิ้วมือน้อยๆ ชี้ไปที่เอกสารแผ่นหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า

     

    “นี่เป็นสูตรสมการโวลเทสของท่านอเล็กซานดอร์ โวต้า ผมเลยอ่านเจอในหนังสือชีวประวัติของท่าน ถึงแม้ผมจะไม่สามารถคำนวณสูตรสมการพวกนี้ได้แต่ผมก็พอจะจำสัญลักษณ์เหล่านี้ได้” เด็กน้อยเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อ

     

    ความจริงเขาเตรียมแผนการสำหรับเรื่องนี้มาไว้แล้ว การจะปิดความลับเรื่องดวงตาสีเงินต่อหน้ามหาปราชญ์ย่อมเป็นเรื่องยาก แต่เขาสามารถแอบอ้างว่าเป็นอัจฉริยะที่มีความจำดีเลิศได้ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นหนึ่งในความสามารถของดวงตาสีเงินอยู่แล้ว

     

    มันคือการเปิดเผยความสามารถแค่บางส่วนที่ผู้คนส่วนใหญ่รับได้เท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้เมอร์ลินจึงคิดว่าน่าจะปกปิดความลับของดวงตาสีเงินได้

     

    “เธออ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วหรอ?” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยถาม

     

    “ครับ พอดีผมสนใจหนังสือประเภทชีวประวัติเป็นพิเศษ” เมอร์ลินเอ่ยตอบด้วยร้อยยิ้ม

     

    อารมณ์ในดวงตาของชายชราเปลี่ยนไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะแสดงออกมาอย่างพึงพอใจ

     

    “ดี ฉันไม่คิดว่าเธอจะมีความจำที่ดีขนาดนี้ แม้แต่สิ่งที่ไม่เข้าใจเธอยังจำสมการพวกนี้ได้” ชายชรากล่าวพร้อมกับวางปากกาขนนกในมือ

     

    เพียงแค่ดูก็รู้ว่าเขารู้สึกตื่นเต้นมากแค่ไหนที่ได้พบอัจฉริยะที่เหมาะสำหรับปลุกปั้นให้เป็นนักวิชาการเวทชั้นยอดขนาดนี้

     

    สิ่งนี้ทำให้เขาสนใจจนต้องวางงานของตนเองลงเลยทีเดียว

     

    “เอาล่ะ ฉันว่าฉันพร้อมที่จะสอนเธอแล้วล่ะ” ชายชรากล่าว

     

    ดูเหมือนว่าเขาในตอนนี้จะให้ความสนใจกับเด็กน้อยตรงหน้านี้มากกว่างานวิจัยของตนเอง ถึงยังไงงานวิจัยชิ้นนี้ก็ไม่ได้เสร็จในเร็ววันแน่ การที่เด็กน้อยแสดงความสามารถออกมานั้นจึงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่า

     

    “แล้วงานคุณล่ะครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม

     

    “พักไว้ก่อน ตอนนี้ฉันสนใจที่สอนรูนศาสตร์ให้เธอมากกว่า” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังไปตรงชั้นหนังสือของเขา

     

    ห้องโถงแห่งนี้นอกจากจะเป็นห้องทานข้าว ห้องพักผ่อนแล้วมันยังเป็นห้องทำงานของชายชราด้วย เนื่องจากมันมีเพดานที่สูงโล่งและมีหน้าต่างกระจกหลายบาน จึงทำให้บรรยากาศในห้องนี้ดูปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก

     

    มันจึงไม่แปลกใจที่เขาจะเลือกที่นี่เป็นที่พักผ่อนและที่ทำงาน ส่วนห้องสมุดนั้นมีไว้แค่เก็บหนังสือและทำสมาธิ

     

    ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขานอกจากจะมีชั้นหนังสือแล้วยังมีกระดานดำติดอยู่ แน่นอนว่าภายในกระดานนั้นล้วนถูกขีดเขียนด้วยสัญลักษณ์รูนมากมายที่ระโยงระยางจนน่าปวดหัว

     

    สำหรับคนที่ยังไม่ได้ศึกษารูนศาสตร์เช่นเมอร์ลินแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สามารถเข้าใจความหมายของสูตรสมการเหล่านั้นเช่นกัน

     

    ชายชรากวาดตามองหนังสือหลายเล่มที่อยู่บนชั้นวาง ซึ่งหนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่เขามักจะหยิบมาอ่านบ่อยที่สุด ไม่เหมือนหนังสือในห้องเหล่านั้น

     

    “เจอแล้ว” ชายชรากล่าวพลางยิ้ม ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา

     

    ฟู่ ...

     

    ชายชราเปล่าฝุ่นที่เกาะอยู่บนหนังสือแล้วปัดทำความสะอาดมัน

     

    “โทษที ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้จับหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว” ชายชรากล่าว

     

    “รูนศาสตร์เบื้องต้น?” เมอร์ลินอ่านหน้าปกหนังสืออย่างแปลกใจ

     

    “ทำไมคุณถึงอ่านมันครับ ในเมื่อคุณเป็นถึงมหาปราชญ์แล้ว”

     

    ชายชรายิ้มอย่างอ่อนโยนและเอ่ย “เจ้าหนู เธอยังไม่รู้อะไร ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งให้ความสำคัญกับพื้นฐาน ฉันมักจะหยิบเจ้านี่มาอ่านเวลาที่ฉันขาดแรงบันดาลใจ สำหรับนักวิชาการเวทคนหนึ่งแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สาเหตุที่ฉันสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์มานับร้อยปี ทั้งหมดเพราะฉันต้องการแรงบันดาลใจจากนักศึกษา”

     

    ศาสตราจารย์ออสตินอดที่จะคิดถึงความหลังไม่ได้ สำหรับนักวิชาการเวทระดับสูงเช่นเขาแล้วความจริงไม่จำเป็นต้องไปสอนหนังสือก็ได้ แต่ในเวลานั้นเขาคิดว่าการสอนหนังสือเป็นสิ่งที่ดีมันช่วยย้ำพื้นฐานและสร้างแรงบันดาลใจหัวกับตัวเอง ทำให้ในช่วงเวลานั้นเขาสามารถคิดงานวิจัยออกมาได้มากมาย

     

    อีกอย่างการได้สร้างนักวิชาการเวทใหม่ๆ ขึ้นมาก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขาเช่นกัน

     

    สำหรับมหาวิทยาลัยเวทมนตร์แล้ว มันถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ระดับแรกคือ “ระดับทอง” ซึ่งมีไว้ฝึกฝนนักศึกษาในช่วงเวลาสี่ปี

     

    ระดับทองนั้นมีไว้บ่มเพาะนักศึกษาที่ต้องการความรู้ใหม่ๆ มันสอนให้พวกเขาศึกษาค้นคว้าหาความรู้

     

    ส่วนระดับสองคือ “ระดับไดม่อน” นักศึกษาระดับเพชรจะต้องฝึกตั้งคำถามและเขียนงานวิจัยของตนเองออกมาให้ได้ มันมีชื่อเรียกนักศึกษาระดับเพชรว่า “นักวิจัย” 

     

    พวกนักวิจัยเหล่านี้จะต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองให้ได้ถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียน และพวกเขาจะจบก็ต่อเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาของเขาให้จบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาสองถึงสิบปีแล้วแต่ความพึงพอใจของอาจารย์ที่ปรึกษา

     

    สำหรับระดับสุดท้าย “ระดับแพทตินั่ม” พวกเขาจะถูกเรียกว่า “ว่าที่นักวิชาการเวท” นั่นหมายถึงหากสามารถเรียนจบระดับนี้ได้พวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการเวททันที 

     

    ว่าด้วยเงื่อนไขในการเรียนระดับแพทตินั่มนั้นก็เหมือนกับระดับเพชร นั่นคือพวกเขาจะต้องหาศาสตราจารย์ซักคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์มาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และเกณฑ์การจบการศึกษาส่วนใหญ่มักจะถูกกำหนดไว้ที่ เกียรติยศนักวิชาการเวทสองดาว 

     

    ใช่แล้ว พวกเขาต้องได้รับเข็มกลัดนักวิชาการเวทสองดาว นั่นคือเงื่อนไขขั้นต่ำสำหรับการจบการศึกษา อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ดี ศาสตราจารย์บางคนที่เข้มงวดพวกเขาอาจจะกำหนดเงื่อนไขที่มากกว่านั้น

     

    ดังนั้นการมีอาจารย์ที่ดีก็ยังเป็นฐานะอย่างหนึ่งที่เพิ่มคุณสมบัติในโลกวิชาการ

     

    เหล่าศาสตราจารย์พวกนี้เดิมทีก็ยุ่งอยู่แล้ว พวกเขาจึงรับลูกศิษย์น้อยมาก หากไม่มีจดหมายแนะนำดีๆ พวกเขาแทบจะไม่เหลือบตามองเลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ที่เรียนในระดับเพชรหรือแพทตินั่มถึงมีจำนวนน้อย ซึ่งต่างจากระดับทองอย่างสิ้นเชิง

     

    ศาสตราจารย์ออสตินเองก็มีลูกศิษย์ที่มีความสามารถอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน แต่เนื่องจากที่เขามีอายุยาวนาน การมีลูกศิษย์ที่วาสนาน้อยไม่สามารถเพิ่มวงเวทได้ จึงทำให้เขาเห็นลูกศิษย์ตายตกไปจำนวนไม่น้อย จำนวนลูกศิษย์ที่เหลือในปัจจุบันจึงมีจำนวนไม่มากนัก

     

    นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมนักวิชาการเวทที่เก่งกาจจึงเข้มงวดในการรับลูกศิษย์ เพราะพวกเขาไม่อาจเห็นลูกศิษย์ของตนเองร่วงโรยไปเหมือนใบไม้เช่นนี้ได้