กิลเบิร์ตรีบชำเรืองมองเรเวนพบว่าเธอยังไม่มีท่าทีสนใจจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วพูดติดตลก
“ฮะฮะฮะ เจ้าชายทรงมีอารมณ์ขันนักพะยะค่ะ จะพูดไปก็น่าละอายยิ่งแต่เด็กจนโตกระหม่อมเอาแต่ฝึกฝนเวทมนต์กับศึกษางานของพ่อเพราะสักวันก็ต้องรับสืบทอดตำแหน่งต่อจากพ่อ แถมตอนนี้ท่านพ่อยังให้กระหม่อมเข้ารับการฝึกเป็นอัศวิน ทำให้ตัวกระหม่อมไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องสตรีจนประสบการณ์ในเรื่องผู้หญิงของข้าเป็นศูนย์เลยพะยะค่ะ”
เออร์วินยิ้มแล้วพูดเหมือนกับพึ่งรู้เรื่อง
“เอ...ที่แท้เป็นอย่างนั้นเองหรอกเหรอครับ”
“ใช่ครับพ่อของกระหม่อมเองก็ยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้กลัวว่าข้าจะไม่มีทายาทให้ท่านพ่อ”
เออร์วินพูดทางทำสีหน้าคุณคิดว่า
“แล้วคุณกิลเบิร์ตพอจะมีสเปคผู้หญิงของตัวเองไว้หรือยังครับ”
“สเปค?” กิลเบิร์ตทวนคำที่เขาไม่เข้าใจ
“คือว่าผมหมายถึงลักษณะของผู้หญิงที่ชอบครับก็ตัวอย่างเช่น” เออร์วินทำท่านึกก่อนจะพูดว่า “สีผมไงครับแบบว่าคุณกิลเบิร์ตชอบผู้หญิงไว้สีผมแบบไหน”
กิลเบิร์ตแกล้งทำเป็นครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“กระหม่อมก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแต่ถ้าให้กระหม่อมตอบคงเป็นสีดำพะยะค่ะ”
สำหรับกิลเบิร์ตแล้วคำถามข้อนี้ถือว่าง่ายมากเพราะไม่ว่าจะทั้งเจ้าหญิงลิลิธที่เขาผสมจะเษกสมรสด้วยหรือเรเวนสตรีที่อยู่ในใจเขาตั้งแต่ที่ได้พบหน้าเธอเมื่อวานล้วนแต่ผมสีดำทั้งคู่ ทว่าเขากลับต้องนิ่งไม่เจอคำถามต่อไป
“แล้วเป็นผมแบบไหนครับผมยาวหรือว่าผมสั้น”
กิลเบิร์ตนิ่งไปทันทีถ้าตอบว่าผมยาวก็หมายถึงเจ้าหญิงลิลิธถ้าตอบว่าผมสั้นก็หมายถึงเรเวน ไม่ว่าจะเป็นคำตอบว่าชอบแบบไหนก็ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่จะตอบเมื่อเออร์วินกับเรเวนอยู่พร้อมหน้ากันเด็ดขาด แต่เขาไม่ใช่คนโง่ใช้ขอใช้สมองคิดอย่างรวดเร็วก็ได้คำตอบ
“สำหรับคำถามนี้เกรงว่ากระหม่อมของตอบไม่ได้หรอกพะยะค่ะ ก็บอกคิดว่าถ้าเป็นผู้หญิงคนสำคัญไม่ว่าจะผมยาวหรือผมสั้นกระหม่อมล้วนแต่ชอบพะยะค่ะ”
เออร์วินที่ได้ฟังคำตอบของกิลเบิร์ตก็ปรบมิพลาวกล่าวชื่นชม
“สุดยอดไปเลยช่างเป็นคำตอบที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมากเลยครับ”
กิลเบิร์ตยิ้มให้เออร์วินพลางชำเลืองมองเรเวนพบว่าเธอยังคงไม่ชายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่รีบร้อนที่จะให้เธอมาสนใจตน เขาหันไปยิ้มให้เออร์วินแล้วพูดว่า
“กระหม่อมเชื่อว่าเมื่อเจ้าชายโตขึ้นและได้เจอกับสตรีที่ใช่ก็คงเป็นเฉกเช่นเดียวกัน เพราะกระหม่อมมั่นใจว่าเจ้าชายจะโตขึ้นเป็นสุภาพบุรุษที่สง่างามได้แน่พะยะค่ะ”
เออร์วินทำหน้าสงสัยถามไปว่า
“แต่คุณกิลเบิร์ตบอกว่าไม่มีประสบการณ์เรื่องผู้หญิงไม่ใช่หรอครับ แต่จากคำพูดอยู่เหมือนว่าจะพอมีประสบการณ์ไม่น้อยเลยล่ะครับ”
“เอ๊ะ?” กิลเบิร์ตยืนงงไม่เข้าใจว่าคำพูดของตนคล้ายกับคำพูดของคนที่มีประสบการณ์เยอะยังไง
“ก็คำพูดของคุณกิลเบิร์ตน่ะสิครับ มันคล้ายกับคำพูดของพวกเสือผู้หญิง ประมาณแบบว่า ไม่ต้องกังวลไปนะเธอนั้นสวยที่สุดในสายตาของฉัน หรือไม่ก็ไม่ว่าใครจะพูดยังไงเธอนั้นเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด ในสายตาของฉันไม่มีใครสวยสู้เธอได้หรอก อะไรแบบนี้น่ะครับ”
กิลเบิร์ตยืนนิ่งพูดไม่ออก ส่วนไลลานั้นพยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ เรื่องที่กิลเบิร์ตพยายามที่จะเข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธโดยให้รับการผลักดันจากพ่ออดตน พวกทหารและเหล่าอัศวินทุกคนต่างก็ทราบดีและยังรู้ด้วยว่า ผมลัพธ์ของการพยายามถึงขั้นยอมสมัครเข้ามารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวินฝึกหัดด้วยหวังว่าจะสามารถใกล้ชิดกับเจ้าหญิงลิลิธก็ไม่ค่อยให้ผลลัพธ์ที่ดีนัก เพราะจนบัดนี้อย่าว่าแต่จะมีสักครั้งเลยที่เจ้าหญิงได้พูดคุยกับกิลเบิร์ต แค่ชายตามองสักครั้งยังยากเย็นเลยด้วยซ้ำ
และไลลาก็มองออกว่ากิลเบิร์ตเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเข้าหาเจ้าชายเออร์วินผู้เป็นน้องชายแทน แต่ไม่ทันไรก็โดนคำว่าเสือผู้หญิงครอบใส่หัวซะแล้ว ขณะที่ไลลากำลังกลั้นขำเรเวนเบนสายตามาที่เออร์วินโดยไม่พูดอะไร
เออร์วินหันไปทางสองพี่น้องลิลลี่กับเดซี่ พบว่าตอนนี้พวกเธอยังคงเดินรุมล้อมอยู่ เออร์วินคิดว่าอีกไม่นานทั้งคู่คงได้เป็นมาสคอตใหม่ของเมือง เออรืวินหันไปพูดกับไลลา
“รบกวนคุณไลลาช่วยพาพวกเธอออกจากวงล้อมได้มั้ยครับ”
ไลลายิ้มแล้วค้อมตัวให้เออร์วินแล้วจึงเข้าไปในฝูงชนสักพักก็ออกมามาพร้อมกับลิลลี่และเดซี่ ในอ้อมแขนของพวกเธอมีของกินมากมาย ใบหน้าพวกเธอยังคงดูงุนงงไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“คุณลิลลี่คุณเดซี่กลับกันเถอะครับ”
ลิลลี่ที่ตอนนี้ปากคาบอาหารเสียบไม้ปิ้งอยู่จึงไม่ได้ตอบอะไร ส่วนเดซี่ตอบว่า
“อ๊ะ.. คะค่ะ”
เออร์วินหันไปพูดกับพวกไลลา
“คุณไลลาคุณมีเรียพวกผมกลับก่อนนะครับ”
ไลลายิ้มให้เออร์วินแล้วพูดว่า
“ค่ะแล้วพบกันใหม่นะคะเจ้าชาย”
เออร์วินพยักหน้าให้ไลลาก่อนจะหันไปพูดกับมีเรียว่า
“คุณมีเรียวันหน้าก็ฝากดูแลคุณแลคุณลิลลี่ด้วยนะครับ”
“อ๊ะค่ะ ช่วยดูแลเธอแน่นอนค่ะ”
เดิมทีมีเรียค่อยเห็นเจ้าชายขยะคนนี้ในสายตาเท่าไร แต่เมื่อเออร์วินพูดว่าเธอจะกลายเป็นยอดอัศวินหญิงทำให้ตัวตนของเขาในสายตาเธอดูดีขึ้นไม่น้อย
เออร์วินยิ้มให้พวกเธอแล้วพาพวกลิลลี่กับเดซี่แล้วก็เบธเดินจากไป ส่วนเรเวนเธอเดินตามเขาไปเงียบๆ ไม่พูดอะไร มีเรียมองไล่หลังพวกเออร์วินเดินจากไปในหัวของเธอนึกภาพของลิลลี่สาวน้อยที่ชื่นชมในตัวเจ้าหญิงลิลิธเช่นเดียวกับเธอ ได้ยินเสียงไลลาพูดกับเธอว่า
“เราก็ไปกันเถอะมีเรีย”
มีเรียพยักหน้าก่อนจะถามไลลาโดยที่หันไปมองกิลเบิร์ตที่ยืนนิ่งไหม่ไหวติงว่า
“คือว่าจะทิ้งเขาไว้แบบนี้เหรอคะ”
ไลลาตอบโดยไปไม่ต้องคิดว่า
“เสือผู้หญิงพรรค์นั้นปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ”
กิลเบิร์ตหันขวับมามองเธอ
“เธอบอกว่าใครเป็นเสือผู้หญิง?”
ไลลากอดอกมองกิลเบิร์ตพร้อมกับยิ้มเยาะ
“จะใครเสียอีกล่ะลงทุนเข้ารับการฝึกเป็นอัศวินเพื่อจะได้ใกล้ชิดเจ้าหญิง แต่กลับมองสาวใช้ของคนอื่นไม่วางตาแบบนี้ไม่ใช่เสือผู้หญิงจะให้เรียกว่าอะไร”
กิลเบิร์ตรู้สึกเหมือนเหมือนมีน้ำเย็นราดบนศีรษะ
‘อะไรนะ นี่เราออกอาการชัดเจนชัดขนาดนั้น แล้วเธอคนนั้นก็รับรู้ด้วยหรือเปล่า ละละแล้วเจ้าชายขยะนั่นจะรู้หรือเปล่า’
กิลเบิร์ตกรอกตาไปมาคำถามมากมายโผล่ขึ้นมาในหัวเหงื่อของเขาไหลเป็นน้ำตก ไลลาลามองอาการของเขาก็ได้แต่สมน้ำหน้าในใจ แล้วเธอก็พามีเรียเดินจากไปโดยเมินกิลเบิร์ตไว้อย่างนั้น
ทันทีที่กลับมาที่ปราสาทเมื่อหัวหน้าสาวใช้ลาน่าได้มาเห็นสภาพของลิลลี่ เดซี่และเบธที่เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยฝุ่นก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมพวกเธอถึงมีสภาพแบบนี้?”
ลาน่าสังเกตเห็นได้ว่าผ้าคลุมศีรษะของทั้งคู่หายไปเผยให้เห็นหูสุนัขของพวกเธอ
“ตัวตนของพวกเธอถูกเปิดเผย?”
สองพี่น้องรวมทั้งเบธพยักหน้าก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง เมื่อลาน่ารับฟังจนจบก็พูดกับทั้งสามคนอย่างอ่อนโยนว่า
“เมื่อรอดกลับปราสาทมาได้ก็ดีแล้วพวกเธอไปอาบน้ำและพักผ่อนก่อนเถอะ”
ทั้งสามคนรับคำแล้วเดินจากไป ลาน่าเดินไปตามปราสาทก่อนจะโผล่มาที่ห้องครัว เห็นองค์ราชินีเอลิเซียกำลังหั่นผักพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วย ลาน่าเดินมายืนข้างเธอแล้วพูดว่า
“องค์ราชินีเพคะกระหม่อมมีเรื่องจะรายงาน”
ราชินีเอลิเซียตอบโดยที่ยังคงหั่นผักไม่หยุด ลาน่าก็เล่าว่า
“วันนี้เบธพาลิลลี่กับเดซี่ไปเดินเล่นในเมืองแล้วปรากฏว่าฟินน์ลูกชายของมาร์ควิสเฟลิกซ์โผล่มาแล้วต้องการจะจับตัวทั้งคูไป แต่โชคดีที่มีอัศวินหญิงไลลาได้เข้าขัดขวางไว้แต่สถานการณ์ก็ยังไม่สู้ดีจนเจ้าชายเออร์วินได้โผล่มาช่วยไว้ทันเพคะ”
ราชินีเอลิเซียที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำตาเป็นประกายทันที
“อะไรกันนี่เออร์วินของฉันได้เป็นอัศวินปกป้องหญิงงามด้วยหรือนี่ น่าเสียดายจังที่ฉันไม่ได้เห็น” แล้วราชินีเอลิเซียก็พูดลอยๆ ว่า “แต่ว่านะเรื่องที่บุตรชายของท่านมาร์ควิสทำในวันนี้คงปล่อยผ่านไปไปเฉยๆ ไม่ได้แล้วล่ะนะ”
ลาน่าค้อมกายให้องค์ราชินี
“หม่อมฉันจะทำการเรียกตัวท่ามาร์ควิสมาโดยด่วนเพคะ”
หลังจากกลับมามาที่ปราสาทเออร์วินกลับเรเวนก็แยกตัวออกมาแล้วกลับมาที่ห้องนอน เมื่อเข้าประตูห้องก็พบว่าลูซี่ได้เตรียมน้ำอาบไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะเริ่มฝึกงานในฐานะสาวใช้ทีหลังแต่เมื่อเทียบกับเรเวนที่มักถูกเออร์วินลากไปนู่นมานี่ การทำหน้าที่สาวใช้โดยเฉพาะหน้าที่สาวใช้ส่วนตัวของลูซี่ในตอนนี้จัดว่าแซงหน้าเรเวนไปไกลแล้ว
เออร์วินเข้ามาในห้องก็พบเห็นลูซี่ยืนรอปรนนิบัติเขาอยู่ เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วบอกว่าวันนี้ตอนที่น้องๆ ของเธอเที่ยวเล่นในเมืองได้มีปัญหานิดหน่อย เขาจึงอยากให้เธอช่วยไปปลอบโยนพวกเธอหน่อย ลูซี่ที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงน้องทั้งสองขึ้นมา เธอถามว่าน้องของเธอเป็นอะไรมั้ยเออร์วินก็ตอบว่าไม่เป็นอะไรทั้งสองคนปลอดภัยดี ลูซี่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะกล่าวว่าเธอจะปรนนิบัติเออร์วินอาบน้ำก่อนแล้วค่อยไปดูพวกน้องๆ เออร์วินก็ไม่ได้พูดอะไร
เออร์วินถอดเสื้อผ้าแล้วแช่ตัวลงในถังโดยมีเรเวนยืนคอยอยู่หลังฉากกั้น แม้ว่าจะเธอจะเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเขาและสิ่งที่เธอควรทำก็คือปรนนิบัติเขาขณะอาบน้ำ แต่สิ่งที่เธอทำเสมอมาคือยืนอยู่เฉยๆ หลังฉากกั้น ในตอนแรกลูซี่ก็สงสัยในเรื่องนี้จนต่อมาก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเรเวนกับเออร์วินได้ทำข้อตกลงบางอย่าง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีใครในพระราชวังนี้ร่วงรู้
ลูซี่เริ่มทำเหมือนเช่นทุกวันคอยช่วยขัดถูตามร่างกายของเออร์วิน ในตอนแรกที่เธอได้เห็นร่างกายของเด็กชายเธอถึงกับรู้สึกทึ่ง เพราะนี่แม้จะเป็นร่างกายของเด็กแต่กลับกล้ามเนื้อทั่วทุกสัดส่วน และกล้ามเนื้อเหล่านั้นทั้งสมบูรณ์และแข็งแรง ยามที่เธอขัดทำความสะอาดร่างกายของเขาเธอจะรู้สึกเหมือนกับว่าขัดบนอะไรบางอย่างที่แข็งเกินกว่าจะเป็นผิวหนังของเด็ก
ขณะที่เออร์วินกำลังอาบน้ำโดยมีลูซี่คอบช่วยขัดร่างกายให้อยู่นั้นเรเวนก็ถามขึ้นขณะที่ยืนอยู่หลังฉากกั้นว่า
“เธอตั้งใจจะตัดแขนของสองนั้นจริงๆ เหรอ?”
เออร์วินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“จริงครับหรือจะพูดให้ถูกก็คือให้เจ้านายตัดแขนของลูกน้องตัวเองต่างหากครับ”
“เธอจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร”
“พี่สาวลองคิดดูสิครับว่าถ้าเราเพียงแค่ทำตามคำสั่งของใครสักคนแต่พอเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา กลับเป็นคนที่สั่งการที่ลงโทษเราเสียเองพี่สาวคิดว่ายังไงครับ”
เรเวนเงียบไม่ตอบคำเพราะคำถามนี้ทำให้เธอนึกถึงอดีตบางอย่าง แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่การภักดีกับใครสักคนแล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือคมดาบจากผู้เป็นนายก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรเวนเลือกที่จะเงียบ เออร์วินก็เหมือนจะเข้าใจว่าเธอคิดอะไรอยู่จึงตอบเองว่า
“ถ้าให้พูดแบบเข้าใจง่ายเลยก็คือบารมีของคนๆ นั้นก็จะสั่นคลอน คำสั่งของคนๆ นั้นจะได้รับความสำคัญน้อยลง และเมื่อทุกครั้งเวลาที่เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องไปทำเรื่องสำคัญ ก็จะเกิดการชั่งใจเวลาที่ต้องตัดสินใจกระทำเรื่องใหญ่ว่าสิ่งที่ทำลงไปนี้มันคุ้มค่าหรือเปล่า เสี่ยงไปไหม แล้วถ้าทำไปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นหรือมีปัญหาตามมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ความเชื่อใจอันเป็นรากฐานของภักดีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การสร้างความเชื่อใจนั้นเป็นเรื่องยากแต่การทลายความเชื่อใจนั้นกลับง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าเมื่อความเชื่อใจถูกทำลายลงแล้วล่ะก็การจะฟื้นมันกลับคืนมากลับยากยิ่งกว่า”
เรเวนที่ฟังอยู่เงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า
“แต่แผนการของเธอก็ถูกคนๆ นั้นทำลายลงนะ”
เออร์วินถอนหายใจออกมาคนๆ นั้นที่เรเวนก็คือกิลเบิร์ต
“จริงอยู่ว่ามันน่าเสียดายที่เป้าหมายของผมถูกขัดขวางเสียก่อน แต่อย่างน้อยผมก็ไม่ถึงกับไม่ได้อะไรมาเลยเสียทีเดียว”
เรเวนที่อยู่หลังฉากกั้นเงียบไม่พูดอะไร เออร์วินก็ยื่นแขนซ้ายให้ลูซี่ขัดก่อนจะพูดว่า
“อย่างแรกเลยก็คือผมได้ข้อมูลของมาร์ควิสเพิ่มขึ้นมาอีก เห็นว่าลูกชายของเขาเป็นเพียงแค่เศษขยะที่ใช้การไม่ได้แต่ตัวเขาที่เป็นพ่อกลับรู้จักใช้หัวคิดมากกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก เขารู้ได้ทันทีว่าถ้าเขาทำตามที่ผมสั่งโดยเลือกที่จะตัดแขนคนของตนมันจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ดังนั้นเขาจึงลังเลครับแล้วก็เขามีความเป็นพ่อคนมากกว่าที่คิด”
“ความเป็นพ่อคน?” เรเวนทวนคำพูดด้วยความสงสัย เธอไม่เข้าใจว่าความเป็นพ่อคนที่เออร์วินพูดถึงนั้นคืออะไร ทำไมเธอไม่สังเกตเห็น
“ความจริงเรื่องในวันนี้ยังมีทางออกที่แสนง่ายอยู่อีกทางนั่นก็คือให้เขารีบออกหน้าลงโทษลูกชายของตน การทำแบบนั้นทำให้ผมไม่สามารถบีบเค้นเขาต่อไปได้อีกทั้งยังเป็นการซื้อใจชาวเมืองที่มุงดูได้อีก ด้วยกำลังทรัพย์ของเขาเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่มีโพชั่นในครอบครองเลย แค่พาลูกชายกลับบ้านหลังจบเรื่องแล้วให้ดื่มโพชั่นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเท่านี้ทุกอย่างก็คลี่คลายแล้ว แต่ที่เขาไม่ทำหรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่อาจหักใจทำได้ก็เพราะไม่ว่าฟินน์จะทำตัวสร้างปัญหาให้เขายังไง แต่สายตาของเขาก็นั้นก็ยังคงเป็นลูกชายที่เขารักอยู่เสมอ”
เรเวนฟังอยู่เงียบๆ ไม่พูดอะไร เออร์วินก็ถามขึ้นว่า
“พี่สาวคิดยังไงกับเวทย์บาเรียที่มาร์ควิสใช้ตอนที่โผล่มาครับ”
เรเวนเงียบไปอึดใจก่อนจะตอบว่า
“ดูแล้วไม่น่าเป็นเพราะอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์ แต่เป็นเพราะเวทย์มนต์ของเขาต่างหาก แล้วก็อาจจะดูยุ่งยากอยู่บ้างแต่เพราะว่ามันไม่ใช่อาร์ติแฟกต์จังไม่ได้ยุ่งยากเท่าไรนักหรอก”
เออร์วินถามอีกว่า
“ถ้าเป้าหมายในการลอบสังหารคือเขาล่ะครับพี่สาวว่ายังไง”
“ไม่มีปัญหาจะให้ลงมือคืนนี้เลยมั้ย”
“ยังไม่ต้องหรอกครับเพราะผมบอกพี่สาวไปแล้วนี่ครับว่าตอนนี้พวกเขายังมีประโยชน์อยู่” เออร์วินปีนออกจากถังไม้แล้วเช็ดตัวให้แห้งด้วยผ้าขนหนู ความจริงเขาสามารถให้ลูซี่ช่วยเช็ดตัวได้แต่แค่ให้ช่วยขัดตัวตอนอาบน้ำก็ถือว่าที่สุดแล้วสำกรับคนที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเองแบบเขา
เกี่ยวกับบทสนทนาที่เออร์วินพูดกับเรเวนนั้นเขาไม่คิดที่จะปิดบังหรือว่ากันเธอออกนอกวง เพราะเออร์วินได้บอกลูซี่ตั้งแต่วันที่เธอมาอยู่ในปราสาทแรกแล้วว่าต้องการให้เธอกับน้องสาวมาเป็นคนคุ้มกันโดยหวังจะใช้ประโยชน์จากพื้นฐานร่างกายและความสามารถของเผ่ามารหูสัตว์ของพวกเธอ ซึ่งลูซี่ก็ไม่ได้มีความคิดปฏิเสธหรือว่าต่อต้านแต่อย่างใด เพราะหากเทียบกันแล้วมันก็ยังดีกว่าการมีชีวิตเหมือนเป็นเพียงวัตถุทางเพศเหมือนในอดีต
และเธอยังทราบว่าเขายังมีแผนการณ์อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเมืองนี้ ซึ่งลูซี่ก็เองไม่ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าถ้าแผนการณ์ของเขาสำเร็จบางทีอาจไม่ใช่แค่เมืองนี้ แต่เป็นโลกใบนี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะที่ลูซี่ยืนรอเออร์วินแต่งตัวเพื่อเตรียมจะเอาน้ำในถังไปเททิ้ง เออร์วินก็พูดขึ้นว่า
“คุณลูซี่ครับนักจากนี้ไปคุณกับพวกน้องสาวทั้งสองคนสามารถไปเดินเล่นในเมืองได้โดยไม่ต้องกังวลแล้วนะครับ แล้วก็ลิลลี่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวินแล้วครับ”
ลูซี่ยืนแข็งทื่อไปทันทีที่ได้ยินเออร์วินพูด