ท่ามกลางความมืดมิดของพงไพร รถม้าที่บรรทุกหีบศิลาปราณจนเต็มพิกัดวิ่งตะบึงไปตามเส้นทางขรุขระ มู่หย่งเป็คนบังคับม้าด้วยมือที่สั่นเทา พลางเหลียวมองไปข้างหลังเป็ระยะเพราะกลัวว่าจะมีผู้คุ้มกันสำนักเหมันต์นิรันดร์ควบม้าตามมา แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงฝุ่นตลบและเงาไม้อันมืดมิด
บนกระบะรถม้า อาโกวนั่งหอบหายใจแรง ิัที่เคยเป็สีทองแดงบัดนี้มีรอยช้ำสีเขียวคล้ำหลายจุดจากการปะทะกับอาวุธของพวกผู้คุม แต่เขากลับฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขพลางลูบหีบศิลาปราณราวกับลูบของล้ำค่า ส่วนเฉินอี้นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ร่างของหนิงจูเชว่ที่นอนนิ่งสนิท
"อาจารย์... ท่านอย่าเป็อะไรนะเ้าคะ" เฉินอี้กระซิบเสียงแ่ นางััได้ว่าไอความร้อนที่เคยมั่นคงของหนิงจูเชว่บัดนี้ปั่นป่วนและอ่อนแรงลงอย่างมาก
หนิงจูเชว่ไม่ได้ตอบสนอง นางจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการฟื้นฟู สติของนางกึ่งหลับกึ่งตื่น ร่างกายนี้ยังบอบบางเกินไปสำหรับการรีดเค้นปราณออกมาใช้ร่วมกับ อักขระโลหิต และท่าใหญ่ของ วิชาเพลิงเทวะอสูร ในเวลาเดียวกัน เส้นชีพจรของนางในตอนนี้ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา และมีรอยร้าวเล็กๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไป หากนางไม่หยุดพักในทันที เส้นชีพจรอาจจะแตกซ่านจนกลายเป็คนพิการไปจริงๆ
ความโกลาหลที่สำนักเหมันต์นิรันดร์
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางเมืองชิงซวน ภายในห้องโถงใหญ่ของสำนักเหมันต์นิรันดร์ บรรยากาศกลับเย็นะเืยิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปี
ปัง!
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว 'เ้าสำนักหวัง' ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าดุดันและแววตาเ็า จ้องมองไปยังผู้าุโหลิวที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ผ้าคลุมสีขาวขาดรุ่งริ่ง และที่สำคัญคือมือขวาที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลซึ่งยังมีรอยไหม้สีดำซึมออกมา
"เ้ากำลังจะบอกข้าว่า... เหมืองศิลาปราณทิศตะวันออกถูกเด็กสาวเพียงคนเดียวถล่มจนพินาศและศิลาปราณระดับกลางและสูงทั้งหมดถูกชิงไปอย่างนั้นรึ?!" เสียงของเ้าสำนักหวังเต็มไปด้วยโทสะ พลังขอบเขตทะเลิญญาขั้นสมบูรณ์แผ่ออกมาจนข้ารับใช้รอบข้างต้องคุกเข่าตัวสั่น
"เรียนเ้าสำนัก... เด็กสาวผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา" ผู้าุโหลิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "นางใช้ปราณเพลิงที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง แม้ระดับพลังจะอยู่เพียงขอบเขตหลอมรวมปราณ แต่นางกลับใช้วิชาที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน และยังมีเทคนิคการต่อสู้ที่ลึกล้ำจนข้าตามไม่ทัน... ข้าสงสัยว่านางอาจจะเป็อัจฉริยะที่ถูกส่งมาจากมหาสำนักในทวีปหลัก หรือไม่ก็เป็สัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์!"
"เหลวไหล!" เ้าสำนักหวังตวาด "อาณาจักรชิงซานเล็กเพียงนี้ มหาสำนักจะส่งใครมาทำไม? และต่อให้นางจะเก่งแค่ไหน แต่การปล้นสำนักเราถือเป็คำท้าทายที่ต้องแลกด้วยชีวิต! เ้าจำใบหน้านางได้หรือไม่?"
"ข้าจำได้แม่นยำ... นางมีพัดไม้ธรรมดาเป็อาวุธและมีศิษย์อีกสองคน คนหนึ่งถึกทนผิดมนุษย์ ส่วนอีกคนเป็เด็กสาวที่ใช้ปราณน้ำแข็งผู้ครองกายาเหมันต์"
เ้าสำนักหวังหรี่ตาลง "กายาเหมันต์…ปราณน้ำแข็งรึ? หึ... แอบอ้างวิชาของสำนักเราแล้วยังมาชิงของของเราไปอีก ส่งหน่วยล่าสังหารออกไป! สืบหาทุกโรงเตี๊ยม ทุกคฤหาสน์ในเมืองชิงซวน ใครก็ตามที่ศิลาปราณระดับสูงจำนวนมากในตอนนี้... ให้ฆ่ามันทิ้งและนำหัวมาให้ข้า!"
การพักฟื้นที่เงียบสงบ (แต่ลุ้นระทึก)
รถม้าของมู่หย่งเลี้ยวเข้าสู่โกดังลับท้ายเมืองอย่างปลอดภัย มู่หย่งรีบปิดประตูเหล็กหนาและลงกลอนอย่างแ่า
"อาโกว! ช่วยยกอาจารย์เ้าเข้าไปข้างในห้องลับเร็วเข้า! เฉินอี้ เ้าเตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดด่วน!" มู่หย่งสั่งการด้วยความลนลาน แม้เขาจะงกเงิน แต่เขาก็รู้ดีว่า "บ่อเงินบ่อทอง" ของเขาคือเด็กสาวที่กำลังสลบไสลอยู่นี้
หนิงจูเชว่ถูกวางลงบนเตียงไม้หนานุ่ม นางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงความนิ่งของสถานที่ "มู่... มู่หย่ง..."
"ข้าอยู่ตรงนี้!" มู่หย่งรีบเข้าไปใกล้
"ศิลา...ปราณ... เอามาวางรอบเตียงข้า..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก
อาโกวไม่รอช้า เขาแบกหีบศิลาปราณระดับสูงเข้ามา แล้วจัดการนำศิลาที่ส่องประกายแสงสีม่วงนวลตามาเรียงล้อมรอบร่างของหนิงจูเชว่ กลิ่นอายพลังงานบริสุทธิ์เริ่มไหลเวียนอยู่ในห้องลับทันที
"ทุกคน... ออกไปก่อน... ข้าต้องใช้เวลา... พักฟื้น..." หนิงจูเชว่หลับตาลงอีกครั้ง
ตลอดเจ็ดวันต่อมา ห้องลับแห่งนั้นถูกปิดตาย ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไป เฉินอี้และอาโกวนั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูไม่ห่าง ส่วนมู่หย่งต้องออกไปจัดการข่าวคราวในเมือง เขาต้องใช้เส้นสายทั้งหมดเพื่อบิดเบือนข่าวเื่รถม้าและปราณ โดยอ้างว่ามีการขนส่งสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างเมืองมาแทน
ภายในห้องลับ หนิงจูเชว่กำลังต่อสู้กับความเ็ป นางเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาเพลิงเทวะอสูรเพื่อซ่อมแซมเส้นชีพจร ศิลาปราณสีม่วงรอบเตียงค่อยๆ จางแสงลง พลังงานบริสุทธิ์ถูกดูดซับเข้าไปในร่างของนางอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปกลั่นเป็ปราณเพลิงมาชำระล้างความเสียหาย
‘ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอจริง... เพียงแค่ใช้สุริยันดับแสงฉบับย่อส่วน ก็แทบจะทนไม่ไหว’ นางคิดในใจขณะที่เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นตามใบหน้า ‘แต่ศิลาปราณพวกนี้ช่วยได้มาก... ไม่เพียงแต่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่มันยังช่วยขยายทะเลปราณของข้าให้กว้างขึ้นด้วย’
ในวันที่แปด แสงสีม่วงรอบเตียงมืดดับลงสนิท ศิลาปราณระดับสูงนับร้อยก้อนกลายเป็เพียงหินธรรมดาที่ไร้ค่า แต่ในทางกลับกัน ร่างของเด็กสาวบนเตียงกลับมีออร่าสีแดงจางๆ แผ่ออกมา ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับมามีเืฝาด และที่สำคัญ... กลิ่นอายพลังของนางดูแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิมมาก
หนิงจูเชว่ลืมตาขึ้น ดวงตาของนางเป็ประกายสีแดงม่วงวูบหนึ่งก่อนจะกลับเป็ปกติ นางลุกขึ้นนั่งแล้วบิดี้เีจนกระดูกลั่น กร๊อบ!
"ฟื้นฟูไปได้เจ็ดส่วน... แถมยังทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตหลอมรวมปราณ ขั้นกลาง ได้แบบฟลุ๊คๆ" นางยิ้มกริ่มอย่างพอใจ "เสียดายศิลาพวกนั้นจริงๆ แต่เอาเถอะ... เพื่อรากฐานที่มั่นคง"
นางเดินไปเปิดประตูห้องลับ พบอาโกวที่นอนหลับกรนสนั่นอยู่พิงกำแพง และเฉินอี้ที่นั่งสมาธิอย่างสงบ
"พวกเ้า... เลิกนอนเป็หมูได้แล้ว" เสียงของหนิงจูเชว่ปลุกทั้งคู่ให้ตื่นขึ้น
"อาจารย์! ท่านฟื้นแล้ว!" อาโกวะโตัวลอยด้วยความดีใจ "ท่านหลับไปตั้งแปดวัน ข้านึกว่าท่านจะกลายเป็หินไปซะแล้ว!"
"ปากเสีย!" หนิงจูเชว่เคาะหัวอาโกวไปหนึ่งที "มู่หย่งล่ะ? ข้าอยากรู้ว่าข้างนอกนั่นเป็อย่างไรบ้าง"
ทันใดนั้น มู่หย่งก็เดินพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าที่ซีดขาวกว่าปกติ "คุณหนู! ท่านฟื้นพอดี! แย่แล้ว... สำนักเหมันต์นิรันดร์มันเอาจริง! ตอนนี้พวกมันส่งหน่วยล่าสังหารกระจายไปทั่วเมือง และที่สำคัญ... พวกมันเริ่มสงสัยตระกูลมู่ของข้าแล้ว เพราะข้าดันไปกว้านซื้อยาฟื้นฟูชีพจรจำนวนมากเมื่อสามวันก่อน!"
หนิงจูเชว่หรี่ตาลง พลางลูบพัดในมือเบาๆ "สงสัยงั้นรึ? ดี... ในเมื่อพวกมันอยากหาตัวเรานัก ข้าก็จะให้พวกมันหาเจอ... แต่ไม่ใช่ในสภาพที่พวกมันอยากเห็น"
นางหันไปหาศิษย์ทั้งสอง "อาโกว เฉินอี้ ศิลาปราณยังเหลืออีกพอสมควร พวกเ้าจงใช้มันฝึกฝนซะ! เพราะบทเรียนต่อไปของข้า... คือการสอนให้พวกเ้ารู้จักวิธีทำลายสำนักอย่างเป็ระบบ!"
แววตาของหนิงจูเชว่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความแค้นที่พร้อมจะปะทุ าในอาณาจักรซิงชานกำลังจะยกระดับขึ้น และคราวนี้... นางจะเป็ฝ่ายเริ่มก่อน!