กรินทร์มองหน้ากันฐกาญจน์เมื่อเธอถามแบบนั้น แต่เขายังไม่ทันได้ตอบพวกปรเมศวร์และคนอื่นๆ ก็เดินมาและปรเมนทร์จึงถามขึ้น
“ช้างศึกไปดูหนังกันเพื่อน ผ่อนคลายหน่อย”
“ผ่อนคลายอะไรกันเพิ่งเรียนได้สองวันเอง”
“สองวันแต่อัดเวลาแบบนี้มันเหนื่อย สองวิชางานก็เยอะเหมือนเดิม ของเมื่อวานอีก ตายๆ ทำไงทัน”
“แบบนั้นแหละ ยิ่งต้องรีบกลับไปทำ”
“เอาเถอะฉันขอไปพักสมองสักสองสามชั่วโมงก่อน นายไม่ไปแน่นะ”
“ไม่หรอก ดูเผื่อด้วย พอดีฉันจะเอารถไปเช็ก”
“ออ ไว้เจอกันพรุ่งนี้เพื่อน” กรินทร์พยักหน้า ปรเมนทร์เดินนำหน้าคนอื่นๆ ก่อนกรินทร์จะเดินแยกออกมา
กันฐกาญจน์มองแผ่นหลังใต้ไหล่กว้างเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ใบหน้ามุ่ยหงิกงอจนปรเมศวร์เรียก หญิงสาวหันไปพยักหน้าให้เพื่อนก่อนเดินตาม
กรินทร์เดินเข้าใต้ตึกคณะหาที่นั่งพัก ดึงโทรศัพท์ออกมาเปิดหน้าจอสว่างขึ้น กดเบอร์ที่โทรเข้าเมื่อเช้า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นก่อนบันทึกชื่อเธอลงไปหลังจากลืมทำั้แ่เมื่อวาน
“ลูกตาล” ชายหนุ่มพ่นจมูกพลิกข้อมือซ้ายมาดูเวลา อีกสิบนาทีบ่ายโมงหากรุ่นพี่มีเรียน โทรตอนนี้ก็ยังทัน
“ฮัลโหล” เสียงหวานดังกังวานใสแว่วจากปลายสายชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนเอ่ยถาม
“พี่ตาล มีใครอยู่บ้านไหม ผมจะแวะเข้าไปเอารถออกมาร้านซ่อมให้”
“หืม จะดีเหรอ ไม่อยากรบกวน”
“ดีสิ ไม่นานหรอก ซ่อมเสร็จผมจะเอามาให้ที่มหาลัย”
“จริงเหรอ”
“จริงสิครับ พี่เลิกเรียนกี่โมง”
“บ่ายสอง”
“ดีเลย ถ้างั้นพี่รอผมเอารถไปให้นะ เผื่อคิวยาว”
“ได้”
“ผมจะเข้าไปบ้านพี่ตอนนี้แหละ”
“อืม แต่คุณพ่ออยู่นะ กล้าเข้าไปไหมล่ะ”
“กล้าสิ ผมหนังเหนียว” เขาพูดติดตลก กันไม่ให้เธอพูดว่าพ่อมีปืน
“งั้นเข้าไปเลย เดี๋ยวพี่โทรบอกพ่อให้”
“ครับ”
หลังวางสายหญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายหายห่วงไปเื่หนึ่ง เลื่อนหน้าจอมือถือหาเบอร์พ่อก่อนจะรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องจากสายตาหลายคู่ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเพื่อนบางคนขยับมองเธอด้วยหางตา บางคนอมยิ้มบางคนยืดตัวขึ้นหลังจากก้มมองหน้าเธอแต่สิ่งเดียวที่พวกเขามีเหมือนกันคือแววตาและรอยยิ้มแฝงความคิดบ้าๆ และความสงสัย แล้วคำถามก็ถาโถม
“ใครโทรมาเอ่ย”
“หนุ่มโทรมาเหรอ”
“ใช่น้องช้างเปล่า”
คำถามเ่าั้ดังสวนเสในห้องเรียนเสียงหัวเราะดังระงม เสียงผิวปากแซวก็มี ทุกคนกรูเข้าไปดูมือถือกับเธอจนหญิงสาวหน้าเหวอถอยกรูด
“นี่ อะไรกัน ถอยไปก่อนฉันจะโทรหาคุณพ่อ”
“ถอยอะไรกันล่ะ ไหนๆ” แต่ละคนยื่นหน้าบังโทรศัพท์จนมิดเพื่อนคนหนึ่งเห็นว่ามีการโทรออกแล้วและชื่อที่บันทึกไว้ปรากฏคำว่าคุณพ่อ เมื่อปรากฏเลขศูนย์นับเวลาขึ้นจึงบอกญาณินท์ว่าพ่อรับสายแล้ว และทุกคนต่างก็ถอยออกพลางหัวเราะคิกคัก ตลกสีหน้าใของเธอจากการถูกเพื่อนรุมเหมือนฝูงซอมบี้
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อที่รับสายทันเวลา”
“หืม ทำไมล่ะลูก เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
“เปล่าค่ะ คุณพ่อลงเวรหรือยังคะ” หญิงสาวหอบรู้สึกโล่งอกที่พ่อช่วยให้เธอทลายวงล้อมเพื่อนได้
“มีอะไรลูกตาล จะให้พ่อไปรับเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ คือหนูจะโทรมาบอกว่าจะมีรุ่นน้องผู้ชายเอิ่มชื่อ..” ญาณินท์มองซ้ายขวายกมือขึ้นป้องปาก “ชื่อกรินทร์ เขาอาสาเอารถไปร้านซ่อมให้ คุณพ่อช่วยเอาเงินค่าซ่อมให้เขาด้วยนะคะ”
“อ้อจริงสิ พ่อลืมเื่รถลูกไปเลย แล้วเขาจะมาตอนไหนล่ะ”
“สักพักก็น่าจะถึงค่ะ อย่าลืมนะคะคุณพ่อช่วยเอาค่าซ่อมให้เขาด้วย”
“ได้ๆ ดีเหมือนกันพ่อจะได้พักผ่อน”
“ค่ะ คุณพ่อหนูต้องวางแล้ว อาจารย์มาพอดี”
“อืม”
เมื่อหญิงสาววางสายเพื่อนก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามาถามอีกเพราะทุกคนต่างเงียบและเอาตำราวิชาที่จะเรียนออกมากาง เมื่อเห็นอาจารย์เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้งก่อนดึงตำราออกมาเหมือนกัน
เวลาผ่านไปราวสิบนาทีหลังวางสายจากลูกสาว เสียงทุ้มลึกของท่อมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ก็มาหยุดอยู่ตรงประตูหน้าบ้าน ชายวัยห้าสิบเศษมองผ่านหน้าต่างเห็นชายหนุ่มร่างสูงสวมหมวกกันน็อกสีแดงเต็มใบ นั่งคร่อมบนหลังรถบิ๊กไบค์สปอร์ตสีแดงตัดดำกำลังมองหาออดก่อนจะขยับรถเลื่อนไปกด
เมื่อเสียงออดดังขึ้นชั่วอึดใจชายหนุ่มก็เห็นชายร่างสันทัดใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว ขอบคอและแขนสีแดง ทับด้วยกางเกงสีกากีรีดเรียบกริบเปิดประตูออกมา
“แต่งตัวแบบนั้น โลโก้ที่อกซ้ายแบบนั้นไม่บอกก็รู้ว่าทำงานอะไร...” พลันสายตาชายหนุ่มก็สะดุดเข้ากับซองที่ติดอยู่ข้างเอว “มิน่าถึงบอกว่าพ่อมีปืน” เขาพึมพำ
“ไงหนุ่ม มีธุระอะไรเหรอ” ต้อม สุริยา เลิศไตรภพ บิดาของญาณินท์ถามขึ้นขณะกำลังเดินแทรกรถยนต์ออกมา กรินทร์ยกมือไหว้ก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่มั่นคง
“คุณพ่อสวัสดีครับ ผมเป็รุ่นน้องพี่ลูกตาล ว่าจะเข้ามาเอารถไปร้านซ่อมให้เธอครับ”
“ชื่อกรินทร์ใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“รอสักครู่นะ พ่อไปหยิบกุญแจรถก่อน”
“ครับผม” ชายวัยห้าสิบเศษหายเข้าไปในบ้านเพียงครู่เดียวก่อนเดินออกมาพร้อมกุญแจรถ
“แล้วเราจะเอาไปยังไงล่ะ” เขาถามรุ่นน้องลูกสาว
“ผมจะเข็นไปเองครับร้านซ่อมอยู่ห่างหน้าปากซอยไปนิดเดียว”
“ออ รบกวนหน่อยนะ พ่อก็เพิ่งลงเวรมา ่นี้คดีหนักๆ เยอะมาก เหนื่อยสุด เมื่อวานก็ลืมเอารถไปซ่อมให้ลูก จะใช้ลูกน้องก็เกรงใจเขา เมื่อเช้าสงสัยลูกสาวพ่อคงหน้างอเป็ตูด” กรินทร์ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะร่วน ไม่แปลกใจที่เธอเดินไปบ่นให้โดยไม่สนว่ามีใครนั่งอยู่ตรงนั้น คงหงุดหงิดจริงๆ
“ไม่เป็ไรครับผมยินดี แต่ว่าผมขออนุญาตเอารถผมเข้ามาจอดในบ้านได้ไหมครับ”
“อ้อ ได้สิ แหมสงสัยจะชอบสีแดง คงแพงน่าดู”
“ครับ เงินค่าขนมสะสมทั้งชีวิตของผม”
“โห คงภูมิใจสินะ ดีจังรู้จักอดออมเก็บเงินซื้อของ”
“ครับผม” กรินทร์ยิ้มมองไอ้แดง ลูกชายแสนรักอย่างภาคภูมิใจ
“เอา เอารถเข้ามาเลย ตามสบายนะจอดตรงนั้นแทนที่รถยัยหนูก็ได้ ออ จริงสิรอแป๊บนะกรินทร์ ลูกตาลกำชับไว้เื่หนึ่ง”
“ครับ เดี๋ยวผมย้ายรถรอ” ทั้งสองแยกกันไปคนละทางชายหนุ่มย้ายรถของรุ่นพี่ออกแล้วเอารถตัวเองเข้ามาจอดด้านในก่อนที่พ่อของญาณินท์จะเดินออกมา
“นี่ ลูกตาลบอกพ่อว่าให้เอาค่าซ่อมให้เราด้วย”
“อ๋อ ครับ ผมซ่อมเสร็จจะเอาไปให้พี่ตาลเลยนะครับส่วนเงินทอนจะฝากไว้ที่เธอ”
“ได้ๆ ไม่มีปัญหา จริงสิฝากเช็กสภาพรถให้ด้วยนะ เงินพันหนึ่งน่าจะพอ”
“พอครับเหลือด้วย”
“แล้วรถเราล่ะ”
“เดี๋ยวผมกลับมาเอาครับ บ้านผมอยู่แถวนี้”
“อ้อได้ๆ ถ้าพ่อหลับเปิดประตูเข้ามาเลยนะ ประตูรั้วไม่ได้ล็อก”
“ครับผม”
“ขอบใจอีกครั้งนะกรินทร์ พ่อไปพักผ่อนก่อน”
“ครับ”