ตอนที่48 ซื้อบริษัทคู่แข่ง
“พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิดพรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมเยียนพวกเจ้าคนละวัน”
หลิวเย่วางแผนให้เวลากับพระสนมทั้งสี่คนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
เมื่อพระสนมทั้งสี่คนกลับตำหนักของพวกนางไปแล้ว
เขาทบทวนความทรงจำของจักรพรรดิอมตะหลิวเย่
สมุนไพรสวรรค์ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อปรุงยาเลื่อนขอบเขตขึ้นเป็นขอบเขตแกนสวรรค์มีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 ตัว
นั่นคือแกนสัตว์อสูรขอบเขตแกนสวรรค์ ทรายพิสุทธิ์ และผลโลหิตพิฆาต
เขารู้สึกหัวบวมและปวดหัวทันทีเพราะไม่รู้ว่าส่วนประกอบเหล่านั้นสามารถเสาะแสวงหาได้ที่ไหน?
ในเมื่อยังคิดไม่ออกบอกไม่ได้ เขาจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนแทน
ขณะที่รอเหล้านมม้าและนมแพะจากอาณาจักรลู่
หลิวเย่ให้เวลากับพระสนมคนละวันแต่เขาก็ยังเคร่งครัดกับการฝึกฝนอยู่เสมอ
วันที่ห้าของการอยู่ในโลกโบราณ
โยวจี้ได้แจ้งข่าวการลำเลียงเหล้านมม้านมแพะจำนวนอย่างละ50,000 โถมาจากอาณาจักรลู่
“นายท่านขอรับเหล้านมม้านมแพะเดินทางมาถึงแล้ว ข้านำไปไว้ที่ห้องเก็บของหลังตำหนักท่านแล้ว”
“อืมดีมากโยวจี้” หลิวเย่ชมเชยโยวจี้ด้วยความพอใจและมอบหมายภารกิจสำคัญให้กับพวกมัน
“เจ้ากับเจ้าเต่า.....จินกุ้ยจงช่วยกันดูแลปกป้องอาณาจักรเจียงให้ดี”
“ขอรับนายท่านท่านอย่าได้กังวล” โยวจี้รับรองเสียงจริงจัง
“อืมข้าจะไปแล้ว” หลิวเย่พยักหน้าเล็กน้อยและเดินไปเก็บเหล้านมม้านมแพะเข้ามิติพื้นที่
โยวจี้ไม่ได้แปลกใจกับการหายตัวไปของหลิวเย่เหมือนเดิมแล้ว
เขาเริ่มเข้าใจกับการทำตัวแปลกๆของนายท่านที่เป็นท่านเทพในใจของเขา
หลิวเย่สำรวจระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้
เขาพึงพอใจที่ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับปลายของขอบเขตแกนทองคำแล้ว
ความมั่นใจในความแข็งแกร่งตอนนี้!
เขาสามารถเผชิญหน้ากับบุคคลปริศนาที่อยู่ในระดับเดียวกันได้
..........
แสงแว็บปรากฏขึ้นในห้องนอนอพาร์ตเมนท์
หลิวเย่โทรติดต่อจ้าวหวางห่าวเพื่อขายเหล้านมม้าและนมแพะ
“สวัสดีคุณหลิว”เสียงกระตือรือร้นดังจากปลายสาย
“สวัสดีบอสจ้าวฉันมีเหล้านมม้าและนมแพะอย่างละ 50,000 โถ คุณสามารถส่งคนมารับได้ที่พักของฉัน”
หลิวเย่แจงรายละเอียดแก่บอสจ้าวและส่งพิกัดที่พัก
ในขณะที่รอคนของบอสจ้าวมารับเหล้าหลิวเย่ได้ยินเสียงเตือนจากโทรศัพท์ “ติ๊ด ติ๊ด”
เมื่อหยิบโทรศัพท์มาดูพบว่ามีการโอนเงินจำนวนมากถึง300 ล้านหยวน ซึ่งเป็นราคาเหล้าทั้งหมด 100,000 โถ
เขาแปลกใจที่เห็นว่าบอสจ้าวสามารถโอนเงินจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว!
สิบห้านาทีต่อมา
บอสจ้าวมาพร้อมกับชายฉกรรจ์จำนวนมากถึงสิบคนพวกเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการลำเลียงโถเหล้าทั้งหมด
“คุณหลิวหากคุณมีสินค้าอีก ติดต่อฉันได้ทันที และคุณว่างเมื่อใดอย่าลืมบอกฉันด้วย!”บอสจ้าวสำทับประเด็นสำคัญในข้อความสุดท้าย
เขายังมีความหวังในการแก้ไขค่ายกลพันปี!
“อืมแล้วฉันจะโทรหาคุณ” หลิวเย่พยักหน้าตกลง
พรุ่งนี้จะเป็นวันจันทร์ที่เขาต้องไปมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนตามปกติ
ดังนั้นจึงวางแผนติดตามงานของโรงงานบะหมี่เม่ยเว่ยและร้านอัญมณีหรงเหยา
จึงโทรนัดหมายเกาหยานและฟู่หยางล่วงหน้า
ณโกดังโรงงานบะหมี่เม่ยเว่ย
หลิวเย่นำใบเว่ยมาเพิ่มเติมในโกดังพลางใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจสถานการณ์โดยรอบโรงงาน
ทันใดนั้น “เอ๊ะ!”เขาเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังขนย้ายกระสอบบรรจุใบเว่ยขึ้นรถตู้ทึบสีดำข้างโรงงาน
เขากระโดดวูบเป็นแสงดำหายไปที่ด้านข้างโรงงานทันที
“อาจุนเร่งเข้าเร็ว เดี๋ยวถึงเวลาพวกรักษาความปลอดภัยจะมาแล้ว”เสียงชายอีกคนพูดด้วยความกังวล
“ก็เร่งอยู่แล้วทำไมเอาไปเยอะนักล่ะ มันก็ช้าน่ะสิ” อาจุนบ่นอย่างไม่พอใจ
“นี่คือส่วนผสมสำคัญของพวกมันเจ้านายสั่งให้เอาไปมากที่สุด” ชายคนนั้นยังคงยืนยันคำสั่งที่ได้รับมา
“เฮ้องั้นพวกเราก็เร่งมือกันเร็ว” อาจุนทำใจยอมรับคำสั่งนั้น
“ตุ๊บตั๊บ! ฟุ๊บ!”หลิวเย่ไม่เสียเวลาสอบถามพวกเขาแต่อย่างใด อารมณ์โกรธทำให้เขาใช้ความรุนแรงโจมตี
แต่ยั้งพลังไว้มากเพราะกลัวว่าพวกมันจะตายเสียก่อน
เมื่อชายทั้งสองคนล้มฟุบอยู่กับพื้นหลิวเย่ใช้ฝ่ามือจับศีรษะชายคนหนึ่งและสะกดวิญญาณเพื่อสืบค้นข้อมูล
ภาพของชายหนุ่มและชายวัยกลางคนในห้องทำงานหรูกำลังพูดสั่งการชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พวกแกสองคนไปขโมยส่วนผสมสำคัญของโรงงานบะหมี่เม่ยเว่ยให้มากที่สุดและหาโอกาสเผาทำลายโรงงานของพวกมันเสีย”เสียงเข้มคล้ายโกรธแค้นดังจากปากของชายหนุ่ม
“พวกแกไม่ต้องห่วงค่าจ้างคนละ 100,000 หยวน”
“รับทราบเจ้านาย!”ชายทั้งสองคนตาโตกับค่าจ้างและพยักหน้ารับคำทันที
“อาโจว! อย่าลืมเก็บกวาดให้เรียบร้อย!” ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งบนโต๊ะทำงานพูดกับชายหนุ่มที่ยืนสั่งงานก่อนที่ชายทั้งสองจะเดินพ้นห้องไปทำให้หลิวเย่มองเห็นภาพนั้นไปด้วย
ชายทั้งสองคนเดินออกจากหน้าประตูบริษัทบะหมี่โยวซิน
หลิวเย่มองเห็นชื่อป้ายบริษัทอย่างชัดเจน!
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา!
“ไม่เล่นตามเกมคิดจะเล่นแรงกับฉัน พวกคุณรู้จักฉันดีแล้วเหรอ?” หลิวเย่ยิ้มเยาะเย้ย
เขามองชายสองคนที่นอนกับพื้นด้วยหางตาอย่างไม่สนใจ
จากนั้นหลิวเย่เดินเข้าโรงงานและแจ้งทีมรักษาความปลอดภัยที่มาจากบริษัทซ่งเจียง
“พวกคุณไปจับตัวชายสองคนรถตู้ และกระสอบใบเว่ย อย่าลืมถ่ายรูปที่เกิดเหตุทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง”
เสียงเคร่งเครียดของหลิวเย่ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนตื่นตัวและรีบวิ่งไปในทิศทางที่เขาบอกทันที
“เกาหยาน!เรียกประชุมหัวหน้าแผนกทุกคนในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า”
เขาเดินไปสั่งงานกับเกาหยานที่ห้องทำงาน
จากนั้นเดินไปห้องทำงานของเขาที่ไม่เคยย่างกรายเข้ามานานมากแล้ว
แต่สภาพแวดล้อมโดยรวมมีการจัดวางอุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียงและมีความสะอาดสะอ้าน
หลิวเย่เปิดคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานทันที
“ไม่ต่อสู้อย่างถูกต้องในสนามการค้าแต่เล่นนอกเกมอย่างนี้ อย่าโทษฉันก็แล้วกันที่จะส่งของขวัญให้พวกคุณ”
เขาแฮ็คข้อมูลลับของบริษัทบะหมี่โยวซิน
พบว่ายอดขายบะหมี่ของบริษัทลดลงฮวงฮาบตั้งแต่บะหมี่เม่ยเว่ยเปิดตัวและวางขายในตลาด
มูลค่าหุ้นของบริษัทตกลงเรื่อยๆ
มีหุ้นส่วนบางคนเริ่มทยอยขายหุ้น
บริษัทโยวซินบริหารงานโดยตระกูลเสิ่นของเทียนจิน
ชายหนุ่มคนนั้นเป็นลูกชายคนเดียวของเสิ่นหยางชื่อ เสิ่นกวางโจว
เสิ่นหยางแต่งงานกับเล่อหรานเล่อหรานเป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้เฒ่าตระกูลเล่อ
หลิวเย่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจตระกูลเล่อแต่อย่างใด
หากบังอาจข้ามเส้นและท้าทายเช่นนี้เขาไม่มีความเมตตาให้พวกมัน!
เขาค้นพบข้อมูลความลับสำคัญของตระกูลเสิ่นหลายเรื่อง!
เรื่องแรกการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงงาน!
เรื่องที่สองการเล่นงานคู่แข่งรายอื่นในการวางขายที่ห้างร้านค้าปลีกทั่วประเทศ!
เรื่องที่สาม ลอบวางเพลิงโรงงานบะหมี่แห่งหนึ่ง!
เรื่องที่สี่โกงซื้อวัตถุโบราณจากร้านแห่งหนึ่ง!
เรื่องที่ห้าติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อหลบหนีคดีชนคนตายของเสิ่นกวางโจว!
หลิวเย่จัดข้อมูลเหล่านั้นพร้อมภาพประกอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้แล้วทำเป็นสองชุด
ชุดแรกส่งเข้าอีเมล์ของกรมตำรวจแห่งชาติ
ชุดที่สองส่งเข้าอีเมล์ของเกาหยาน
ถึงเวลาสำหรับการประชุมหัวหน้าแผนกของโรงงานบะหมี่เม่ยเว่ยพอดี
เขาได้ยินเสียงพูดคุยดังลั่นด้วยความโมโหและโกรธแค้นจากทุกคนในห้องประชุม
“ใครมันช่างกล้าบังอาจมาเหยียบเท้าฉัน!”
“ต้องจับพวกมันส่งตำรวจทันที!”
“พวกมันเป็นฝ่ายไหนกันแน่ที่กล้าทำเช่นนี้?!”
“จับพวกมันซ้อมอีกสักรอบดีไหม?”
หลิวเย่ยืนอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมพลางกวาดสายตามองทุกคนอย่างเข้าใจในอารมณ์โกรธแค้นของพวกเขา
“เอาล่ะ! เงียบเสียงลงก่อน!”
เมื่อเสียงนกกระจอกแตกรังค่อยๆเงียบลงหลิวเย่ได้พูดขึ้นทันที
“จากการตรวจสอบเบื้องต้นโจรทั้งสองคนที่มาขโมยได้รับคำสั่งมาจากบริษัทบะหมี่โยวซิน พวกเขาให้ขโมยและเผา
โรงงานของเราด้วย”
สิ้นคำพูดของเขาพลันเกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า!!!
เสียงแห่งความโมโหฉุนเฉียวดังกระจายไปทั่ว!
“เอาล่ะ เอาล่ะเกาหยานส่งพวกเขาไปให้ตำรวจและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องคุณมีหลักฐานความผิดอื่นของพวกเขา
ด้วย และให้เตรียมการเข้าซื้อบริษัทโยวซินทันทีฉันจะโอนเงินให้ 300 ล้านหยวน หากไม่พอให้รีบบอกฉันทันที”
คำพูดของหลิวเย่สร้างความตื่นเต้นและสะใจให้กับพวกเขา!
ใช่พวกมันต้องรับโทษแบบนี้!
ให้หายไปจากวงการค้า!
เมื่อทำแบบคดโกง!
และจ้องทำลายคนอื่น!
ก็ต้องโดนกลับคืน!
“เอาล่ะเรามีวิธีจัดการพวกเขาไปแล้ว ในตอนนี้ฉันอยากจะถามพวกคุณว่าใครบ้างที่สนใจจะไปเริ่มต้นใหม่ในบริษัทเย่
หราน?เป็นบริษัทผลิตผงปรุงรสสวรรค์” เขากวาดสายตามองทุกคนที่มีอาการตื่นเต้นดีใจ
โดยไม่คาดคิดหัวหน้าแผนกทุกคนยกมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงเกาหยานด้วย
หลิวเย่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“เกิดอะไรขึ้น?”
“เป็นอย่างนี้เจ้านายพวกเราทุกคนต้องการให้โอกาสกับผู้ช่วยกับรองหัวหน้าที่ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีให้พวกเขาได้
ก้าวหน้า ส่วนพวกเรายินดีไปร่วมบุกเบิกบริษัทใหม่กับเจ้านาย”เกาหยานเป็นตัวแทนพูดแทนหัวหน้าแผนกทุกคนในห้อง
ประชุมซึ่งพวกเขาต่างพากันพยักหน้าและส่งรอยยิ้มกว้างอย่างเห็นด้วย
“แล้วคุณล่ะ?” หลิวเย่หันหน้าไปถามเกาหยานด้วยความแปลกใจ
“อะแฮ่มฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่ไว้ใจได้มาช่วยงานที่นี่ระยะหนึ่งแล้วเลยคิดว่าถ้าเจ้านายอนุมัติ ฉันจะให้เขาทำหน้าที่แทนฉัน
ที่นี่ส่วนฉันก็จะไปกับเจ้านาย” เกาหยานพูดอย่างเขินอายที่ได้รับคนโดยไม่ได้บอกหลิวเย่ล่วงหน้า
หลิวเย่กวาดสายตามองทุกคนไม่พบความผิดปกติหรือมีนัยแอบแฝงอื่นใด
เขาเข้าใจดีว่าคนทุกคนเมื่อทำงานหนึ่งมานานอาจเกิดความเบื่อหน่ายและไร้พลังความมีชีวิตชีวา
แต่เมื่อมีโอกาสได้เริ่มงานใหม่ที่ท้าทายอาจทำให้เลือดของพวกเขาเดือดพล่านได้มากขึ้น
“ตกลง!” หลิวเย่พยักหน้าตกลงกับความคิดเห็นของพวกเขา
เกาหยานและหัวหน้าแผนกทุกคนปรบมือด้วยความดีใจ“ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ”
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของทุกคนและเสียงปรบมือดังกระหึ่มทั้งห้อง
..........
ตอนบ่ายหลิวเย่มาหาฟู่หยางที่สำนักงานแห่งใหม่ขนาดกว้างใหญ่ราว4 เอเคอร์
พื้นที่มีการแบ่งสัดส่วนการใช้งานที่ชัดเจนและเหมาะสม
สำนักงานใหญ่อาคารหลักที่จัดแสดงสินค้าและห้องทำงานขนาดห้าชั้น
ด้านหลังเป็นอาคารสำนักงานขนาดกลางที่มีห้องแปรรูปตกแต่งและห้องนิรภัยจัดเก็บอัญมณีสำคัญ
ด้านหลังติดกับอาคารขนาดกลางเป็นโกดังเก็บของทั่วไป
มีห้องโถงกว้างเป็นโรงอาหารและที่นั่งทานอาหารสำหรับพนักงานของร้าน
บริษัทมีสวัสดิการอาหารกลางวันให้กับพนักงานทุกคน
แต่หากคนใดจะไปทานข้าวข้างนอกก็สามารถทำได้เช่นกัน
ฟู่หยางมีการประสานงานระหว่างเสี่ยวเฉาและเกาหยาน
ดังนั้นที่โรงอาหารแห่งนี้จึงมีใบเว่ยเป็นส่วนประกอบในการปรุงรสอาหาร
ซึ่งทำให้พนักงานแทบจะไม่มีใครออกไปทานข้าวด้านนอกเลย
หลิวเย่พึงพอใจกับการจัดการของฟู่หยางเป็นอย่างดี
“เจ้านายมีคนสนใจเหรียญทองจำนวนมาก คุณพอจะมีอีกไหม?”ฟู่หยางถามอย่างเกรงใจเมื่อเขาเข้าไปในห้องทำงานของฟู่หยาง
“หือ ใครกัน?” เขาแปลกใจที่พบว่ามีคนสนใจ
“อ้อเป็นเจ้าของร้านอัญมณีในปักกิ่ง เขาเคยช่วยเหลือฉันเมื่อไปทำงานที่นั่นพักหนึ่งเขาต้องการทองคำคุณภาพสูงเพื่อทำมังกรทองให้กับผู้นำบางคน”ฟู่หยางอธิบายถึงสาเหตุที่มีคนสนใจซื้อเหรียญทอง
“อืม แล้วเขาไม่มีแหล่งซื้ออื่นอีกเหรอ?” เขายังสงสัยกับเหตุผลนั้น
“เขามีแหล่งซื้อประจำที่ฮ่องกงแต่เขาต้องการจำนวนเกินโควตาที่ได้ทำสัญญากันไว้ ของจึงไม่มีในเวลานี้”
“แสดงว่างานเขาด่วน?” หลิวเย่ถามเพิ่มเติม
“ใช่เขาจำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในเดือนนี้” ฟู่หยางตอบอย่างกังวลใจ
“อืมเขาต้องการมากแค่ไหน?” เขากำลังต้องการหาเงินพอดีในตอนนี้เพื่อสนับสนุนการจัดหาคนเพิ่มจากโจวเริ่น
“ราวๆห้าพันเหรียญทอง” ฟู่หยางกลั้นใจตอบพลางลุ้นคำตอบจากหลิวเย่
เขาไม่แน่ใจว่าเจ้านายของตนเองจะมีเหรียญทองแปลกตานั่นจำนวนมากแค่ไหน
“ตกลง!” หลิวเย่ตัดสินใจในทันที
“ขอบคุณเจ้านาย!” ฟู่หยางผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก
“อืมคุณไปเอากับฉันตอนนี้เลยที่รถ”หลิวเย่หันหลังเดินนำเขาไปที่รถยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าอาคาร
ฟู่หยางขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจว่า“ทรัพย์สินของมีค่าราคาแพงขนาดนี้ เจ้านายเก็บไว้ในรถเนี่ยนะ”
หลิวเย่เปิดท้ายรถและหยิบกล่องไม้ที่บรรจุเหรียญทองคำไว้ออกมา
พร้อมกับยื่นภาพวาดโบราณ2 ม้วน และไข่มุกราตรีอีก 10 เม็ดขนาดเท่าไข่ไก่ออกมายื่นให้กับฟู่หยาง
ฟู่หยางที่เห็นม้วนภาพวาดและไข่มุกราตรีที่วางสงบในกล่องไม้ขนาดย่อม
แสงนวลสีขาวสว่างอวดสายตาของฟู่หยางจนพร่ามัว
“นี่! นี่!มันคือ....” ฟู่หยางพูดติดอ่างด้วยความตื่นตกใจ
“ใช่! มันคือไข่มุกราตรี! นำภาพวาดและไข่มุกไปประมูลให้ที!” หลิวเย่ตอบเสียงเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ
ฟู่หยางกลืนน้ำลายลงอย่างลำบากเขาไม่คิดว่าเจ้านายจะมีทรัพย์สมบัติเลอค่ามากขนาดนี้
นั่นจะยังมีอะไรมาทำให้แปลกใจอีกไหม?
“รับทราบเจ้านาย!” เขารับคำสั่งของหลิวเย่อย่างหนักแน่น
จากความตื่นตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดีเขามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าทำงานกับเจ้านายคนนี้แล้ว
ไม่มีคำว่า“อับจน” มีแต่คำว่า “รุ่งโรจน์และมั่งคั่ง”
“ใกล้ถึงวันทำพิธีเปิดร้านฉันจะมาช่วยออกแบบการจัดแสดงอัญมณีหลักของร้าน รับรองว่าจะสร้างชื่อเสียงของพวกเราให้โด่งดังแน่นอน”หลิวเย่กล่าวสำทับกับฟู่หยางก่อนขับรถออกไป
..........
รุ่งเช้าวันจันทร์
หลิวเย่ไปเรียนตามปกติและพบเจอเพื่อนร่วมหอพักที่ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน
“นี่น้องสี่นายหายไปไหนมา? พวกเราคิดถึงมากเลยรู้ไหม?” เสียงของซุนเอ้อดังขึ้นเมื่อเห็นเขานั่งแถวหลังที่เดิมใน
ห้องเรียน
“อืมไปทำงานมาน่ะ” หลิวเย่ตอบเบี่ยงเบนประเด็นเล็กน้อย
“ทำงานอะไร? นายไม่มีเงินเหรอ? พวกเราให้ยืมได้นะ”จางไค่แสดงความมีน้ำใจกับเขา
“อืม นั่นสิ!”จูปิงพี่ใหญ่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพวกเขา
“ไม่ ไม่ฉันไม่ได้ขาดเงิน เพียงแต่มีงานบางอย่างที่ต้องทำน่ะ อย่าสนใจเลย”เขาโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“นายไม่อยู่คงไม่ได้เข้าดูฟอรัมของมหาวิทยาลัยล่ะสิ” ซุนเอ้อยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“หือ เรื่องอะไร? ฉันไม่มีเวลาดูจริงๆ!”เขายอมรับตามตรงว่าละเลยเรื่องทางมหาวิทยาลัย
“ก็สัปดาห์ก่อนเล่อคังมอบสร้อยประจำตระกูลที่เป็นสัญลักษณ์ของการหมั้นหมายระหว่างกัน แต่ปรากฏว่าเทพธิดาเจียง
ผิงผิงไม่ยอมรับมันเธอบอกว่ามีสร้อยที่เป็นของแทนใจจากใครบางคนแล้วเล่อคังโมโหมากจนทะเลาะกับเธอเสียงดัง มี
นักศึกษาไปพบพวกเขาที่ศาลาริมน้ำเข้าพอดีพากันถ่ายรูปแล้วเอามาโพสต์จนฟอรัมเดือดมาก”
“ใช่ก่อนหน้านั้นก็มีโพสต์ที่เล่อคังมาท้าทายนายที่นี่งัย!”จางไค่เสริมข้อมูลทันที
“อืม แล้วงัย?” เขายังคงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องมดๆแบบนี้
“เฮ้อนี่นายไม่โมโหเลยหรืองัย?”ซุนเอ้อส่ายหัวด้วยความสงสัยและงุนงงกับพฤติกรรมของหลิวเย่
“ทุกคนมีสิทธิให้ของขวัญกับเธอไม่ใช่เหรอ?” เขาตอบอย่างขำๆ
จูปิง จางไค่และซุนเอ้อต่างพร้อมใจกันยกนิ้วกลางให้กับหลิวเย่ที่เขาเฉยเมยเรื่องนี้
หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยและนั่งเรียนอย่างสงบ
อีกไม่กี่วันจะถึงวันชาติของประเทศวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี
ปีนี้ทางมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมพิเศษมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนจีน
เป็นการเตรียมความพร้อมระหว่างสถาบันซึ่งจะมีการแข่งขันในอีกสองเดือนข้างหน้า
ต้นเดือนธันวาคมจะมีการแข่งขันแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแพทย์แผนจีนระหว่างมหาวิทยาลัยทั้ง9 แห่ง
เขาไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนในวันที่1 ตุลาคม
เนื่องจากที่ผ่านมาเขาได้อ่านและทำความเข้าใจหนังสือเรียนทุกสาขาวิชาเอกจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิปัญญาของจักรพรรดิอมตะหลิวเย่ปรากฏว่าองค์ความรู้เหล่านั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้
วันชาติปีนี้มีวันหยุดให้ถึง5 วัน
หลิวเย่ตัดสินใจที่จะไปสำรวจยังพิกัดแรกที่กระพริบวาบเชิญชวนเขาอยู่ตลอดเวลา
“ฉันมีเหล้ามาฝากพวกนายด้วยนะ”หลิวเย่เตรียมเหล้านมม้านมแพะไว้ให้พวกเขาแล้วที่หอพัก
ซึ่งเขาเอาไปไว้บนโต๊ะในห้องหอพักหลังจากที่พวกเขาไปทานอาหารเช้ากัน
“จริงเหรอ! อยู่ไหน?”ซุนเอ้อตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น
“อยู่ไหน?” จางไค่สนใจที่จะเห็นของฝากนั่น
“อืม น่าสนใจ!” จูปิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม