จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 132 การรีดข้อมูลของอวี้กง Re

            หลังแยกกับเฟิงเทียนแล้ว  ไป่ฉีในร่างอวี้กงก็เปิดประตูมิติไปยังสมาคมการค้าตะวันจันทราทันที  ซึ่งผู้อาวุโสปาถูเป็นคนที่มาต้อนรับเขา


            “ท่านอวี้กง  ไม่ทราบว่าวันนี้มีธุระอะไรรึเปล่า” ปาถูถาม


            “ตำหนักเทพมังกรคราม  จับพวกพรรคตะวันดับมาได้รึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            “จับมาได้หลายคนเลยครับ  ทางเรากำลังพยายามรีดข้อมูลจากพวกมันอยู่” ปาถูกล่าว


            “ฉันขอรีดข้อมูลจากพวกมันได้รึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            “โอ้  ยินดีครับ  ท่านอวี้กงตามกระผมมาได้เลย” ปาถูดีใจมาก  พวกเขาพยายามง้างปากให้พวกมันพูด  แต่พวกมันก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ  ทั้งยังพยายามที่จะฆ่าตัวตายอีกด้วย


            ปาถูเดินนำไป่ฉีมายังห้องรีดข้อมูล  ภายในนั้นมีอุปกรณ์ทรมานเต็มไปหมด  มีเตียงตั้งเรียงกันหลายสิบเตียง  ทุกเตียงมีคนนอนอยู่  บาดแผลตามตัวพวกเขาบ่งบอกว่าถูกทรมานมามากขนาดไหน  แต่ถึงกระนั้นก็คนพวกนี้ก็ยังปิดปากเงียบ


            “ติดต่อนายน้อยหลงเทียนหมิงให้มาที่นี่  ฉันจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้” ไป่ฉีกล่าว  ปาถูเดินจากไปเพื่อติดต่อหาหลงเทียนหมิงทันที


            “ท่านได้ข้อมูลจากพวกมันแล้วหรือครับ” จิ่วลี่ที่คุมการทรมานเพื่อเค้นเอาข้อมูลถามขึ้น


            “กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่” ไป่ฉีตอบ


            จิ่วลี่ยิ่งสงสัย  เพราะเห็นอวี้กงยืนจ้องเรียงไปทีละคน ๆ ไม่เห็นจะทำอะไร  นี่คือการหาข้อมูลของเขางั้นเหรอ  แต่ถึงจะคิดแบบนั้นเขาก็ไม่ได้ถามออกไป


            ผ่านไปพักใหญ่  ไป่ฉีก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่ทางผู้อาวุโสจิ่วลี่จัดไว้ให้  เขาเรียกชุดน้ำชามาดื่มระหว่างรอหลงเทียนหมิง  จิบไปได้สัก 2-3 แก้ว  ประตูห้องนี้ก็ถูกเปิดออก  ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นประมุขน้อยของตำหนักเทพมังกรคราม  เดินเข้ามาประสานมือคำนับเขาอย่างนอบน้อม


            “โอ้  ประมุขน้อยหลงเทียนหมิงมาแล้ว  เข้ามานี่สิ” ไป่ฉีกวักมือเรียก


            ครั้งนี้หลงเทียนหมิงรู้งาน  ยื่นหน้าเข้ามาหา  ให้ไป่ฉีใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่กลางหน้าผากและส่งข้อมูลทั้งหมดที่เขาได้จากพวกพรรคตะวันดับที่จับมาได้  ให้กับหลงเทียนหมิงทั้งหมด


            “ทั้งหมดที่ค้นเจอในหัวของเจ้าพวกนั้นมีเท่านี้” ไป่ฉีกล่าว  เมื่อได้ยินคำพูดนี้  จิ่วลี่กับหลงเทียนหมิงจ้องมาที่เขาพร้อมกัน


            “ขอเสียมารยาทถามท่านอวี้กง  ไม่ทราบว่าวิชาของท่านคืออะไร  ทำไมถึงรีดข้อมูลจากพวกมันได้ราวกับเห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเองแบบนี้” หลงเทียนหมิงถาม


            “วิชาอ่านความทรงจำ  ขอแค่เคยผ่านตากับหูพวกมันมาก่อนทั้งที่จำได้และจำไม่ได้  ฉันเห็นทั้งหมดเลย” ไป่ฉีตอบ  ทำเอาผู้อาวุโสจิ่วลี่กับหลงเทียนหมิงถึงกับถอยออกห่างพร้อม ๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย


            ‘วิชาอะไรกันเนี่ย  ต่อให้ไม่อยากบอก  แค่ใช้วิชานี้ก็ค้นมันออกมาได้ง่าย ๆ เลยเหรอ  คนคนนี้รู้ข้อมูลของตำหนักเทพมังกรครามจากเราไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย’ หลงเทียนหมิงคิด  เขาคิดว่าหลังจากนี้คงต้องแจ้งเรื่องนี้ให้กับท่านพ่อของเขาซะแล้ว


            ‘นี่ขนาดอ่านความคิดคนได้เลยงั้นรึ  ท่านอวี้กงช่างเหมือนเทพเซียนขึ้นทุกทีแล้ว’ จิ่วลี่คิด


            “ฉันไม่ใช้กับพวกท่านหรอก  วิชานี้เปลืองพลังปราณพอสมควร  อ้อ ผู้อาวุโสจิ่วลี่  เจ้าพวกนี้หมดประโยชน์แล้ว  ฉันขอได้รึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            “ท่านจะเอาไปทำอะไรล่ะ” จิ่วลี่ถามขึ้น  หลงเทียนหมิงที่กำลังจะจากไป  พอได้ยินว่าอวี้กงจะขอพวกพรรคตะวันดับในห้องนี้ไปทั้งหมด  ก็ชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง และหันมามองดูว่าอวี้กงต้องการคนพวกนี้ไปทำอะไร


            แปะ  เสียงดีดนิ้วดังขึ้น


            ปรากฏอากาศบิดเบี้ยวขึ้น  ไม่นานหมาป่าตัวสูงใหญ่ก็เดินออกมา 1 ตัว  แผ่พลังปราณระดับราชันย์ขั้น 10 ออกมา  ซึ่งถ้าเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์แล้วมันแข็งแกร่งพอจะเทียบได้เท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิขั้น 10 เลยทีเดียว


            หลงเทียนหมิงกับจิ่วลี่  เมื่อเห็นหมาป่าตัวใหญ่ขนาดนี้  พวกเขาถอยไปตั้งหลักอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะชักกระบี่ออกมาเพื่อเตรียมสู้


            “ไม่เป็นไรหรอก  สัตว์เลี้ยงฉันเอง” ไป่ฉีอธิบาย  ทำให้ทั้ง 2 ลดกระบี่ลง  แต่ก็ยังคงระแวงอยู่


            ‘ท่านเรียกข้ามา  มีอะไรให้ข้าช่วยเหลือรึ’ จ่าฝูงหมาป่าหิมะถาม


            “วันนี้มีอาหารแสนโอชะนอนรออยู่ตรงนั้น” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังเหล่าคนที่นอนเรียงกับอยู่บนเตียงสำหรับใช้ทรมาน


            เมื่อพวกมันทุกคนเห็นหมาป่าตัวใหญ่ต่างก็พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ  แต่ก็ไร้ประโยชน์  เมื่อหมาป่าหิมะเข้าตะครุบร่างของ 1 ในคนที่นอนอยู่  มันกระชากเพียงทีเดียวเท่านั้น  ร่างของคน ๆ นั้นก็หลุดออกจากเตียงทรมาน และถูกมันกลืนลงท้องในคำเดียวทันที  เร็วเสียจนเลือดสักหยดก็ไม่กระเด็นตกถึงพื้นเลยแม้แต่หยดเดียว


            เสียงร้องของพวกที่เหลือดังอย่างต่อเนื่อง  บางคนถึงกับตะโกนว่าจะยอมบอกทุกอย่าง  ขณะที่หมาป่าหิมะค่อย ๆ กินพวกมันทีละคน ๆ ภาพตรงหน้าทำให้จิ่วลี่กับหลงเทียนหมิงหลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วแผ่นหลัง  ขนาดจะกลืนน้ำลายยังกลัวว่าจะทำให้เกิดเสียงจนทำให้หมาป่าหิมะตรงหน้าหันมาจู่โจมพวกเขา


            พวกเขาจะได้สติจากเสียงแก้วที่วางลงบนโต๊ะ  ทั้ง 2 คนหันไปมองทางต้นเสียง และพบว่าอวี้กงนั่งจิบชาสบาย ๆ ดูหมาป่าหิมะกลืนคนของพรรคตะวันดับลงท้องด้วยสายตาเรียบนิ่ง  จนกระทั่งหมาป่าหิมะกลืนคนสุดท้ายลงท้อง  ตอนนี้ท้องของมันป่องจนดูเหมือนหมาอ้วนไปซะแล้ว


            “อิ่มแล้วซินะ  กลับไปได้แล้ว” ไป่ฉีเปิดประตูมิติให้หมาป่าหิมะเดินเข้าไป  แล้วสลายประตูมิติทันที


            “ท...ท่านอวี้กง  นั่นเป็นสัตว์อสูรทดลองของท่านงั้นเหรอ” จิ่วลี่ถาม


            “ไม่ใช่  มันเป็นสัตว์อสูรแท้ ๆ เลยล่ะ  ภายในร่างของมันก็เป็นแกนอสูรของแท้  ไม่ใช่เหล็กลมปราณเหมือนพวกสัตว์อสูรทดลองหรอกนะ” ไป่ฉี


            “ท่านไปหามันมาจากไหนกัน” หลงเทียนหมิงถาม  เท่าที่เขารู้  หลังสงครามครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพกว่า 3 พันปีก่อน  สัตว์อสูรที่เคยมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไปก็ลดจำนวนลงจนหายสาบสูญ  จากการล่าแกนอสูรมาปรุงโอสถเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับขุมกำลังของฝ่ายตน


            “ฉันพบพวกมันในป่าลึกแห่งหนึ่ง  ที่นั่นยังมีสัตว์อสูรอยู่  แต่คงบอกตำแหน่งของป่าไม่ได้  เพราะไม่อยากให้คนไปตายเปล่า  ที่นั่นมีสัตว์อสูรระดับราชันย์ทรราชอยู่  ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์จักรพรรดิ  ฉันยังไม่อยากเห็นใครไปจบชีวิตที่นั่น” ไป่ฉีกล่าว


            เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้หลงเทียนหมิงคิดหนัก  ไม่รู้ว่าสิ่งที่อวี้กงบอกกับเขานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก  แต่เพื่อความปลอดภัยควรพับเรื่องนี้ไว้ก่อน  สิ่งสำคัญคือกำจัดพวกพรรคตะวันดับก่อนเป็นอันดับแรก


            “อ้อ  ผู้อาวุโสจิ่วลี่  ฉันต้องการพบกับประมุขจาง  ช่วยติดต่อให้หน่อยได้ไหม  ส่วนนายน้อยหลงเทียนหมิง  ท่านก็อยู่ก่อน  นี่เป็นเรื่องสำคัญ  หากท่านคิดจะบุกไปยังสาขาของพรรคตะวันดับ” ไป่ฉีกล่าว  ส่วนจิ่วลี่ติดต่อจางหนี่หวังทันที และได้บอกกับเขาว่าประมุขกำลังมา


            “ในเมื่อต้องรอ  พวกเรามาหาอะไรทำฆ่าเวลากันหน่อยไหม” ไป่ฉีเสนอ


            “ท่านสนใจเล่นหมากล้อมรึเปล่า” จิ่วลี่เสนอ


            “ไม่ล่ะ  มีที่ที่สนุกกว่านั้น” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น  ก่อนจะเปิดประตูมิติและกวักมือเรียกให้ทั้ง 2 คนเดินตามเขาเข้าไปในประตูมิตินั้น  ซึ่งทั้ง 2 คนก็เดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย


            เมื่อเดินมาถึงอีกฟากหนึ่ง  สายลมเป็นสิ่งแรกที่ปะทะพวกเขา  ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่เบื้องหน้า  หากแต่มีพลังปราณรุนแรงเข้าปะทะพวกเขาจากด้านหลัง  เมื่อทั้ง 2 หันหลังกลับไป  พวกเขาต่างหงายหลังจนก้นกระแทกพื้นทันที  เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นทั้งใบหน้าและหลังของพวกเขา  เบื้องหน้าพวกเขาคือหมาป่าหิมะ  ระดับราชันย์  หลายสิบตัวกำลังจ้องมาที่พวกเขา  ดูท่าทางไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่


            “พวกนี้คือฝูงหมาป่าหิมะที่ฉันเลี้ยงไว้” ไป่ฉีเดินเข้าไปโดยไม่มีท่าทางเกรงกลัวแม้แต่น้อย  ซ้ำพวกหมาป่าหิมะยังหมอบลงกับพื้นกระดิกหางไปมาดูน่ารักซะมากกว่าจะน่ากลัวซะอีก


            “นี่กระผมตาฝาดหรือฝันอยู่รึเปล่านายน้อยหลง” จิ่วลี่ถามชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ


            “ท่านจิ่วลี่  เกรงว่านี่คงจะไม่ใช่ความฝัน  คนตรงหน้าพวกเราราวกับเป็นเทพเซียนที่แม้แต่สัตว์อสูรยังให้ความเคารพยำเกรง” หลงเทียนหมิงมองภาพเบื้องหน้าตาค้าง  ยิ่งเขารู้จักเทพกระบี่ผู้นี้มากเท่าไหร่  ยิ่งพบว่าคนผู้นี้ลึกลับอย่างมาก  วิชาแปลกประหลาด  ไปมาราวกับเทเลพอร์ตได้  ค้นความทรงจำผู้อื่นได้ดังใจนึก  ซ้ำยังเลี้ยงสัตว์อสูรจำนวนมากไว้อีก  ยังดีที่ฝ่ายนั้นอยู่เป็นมิตรกับพวกเขา  หากเป็นฝ่ายศัตรูล่ะก็…. เกรงว่าพวกเขาคงจะหมดลมหายใจจากโลกนี้ไปนานแล้ว


            ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น  ใบหน้าของหลงเทียนหมิงก็เปียกชื้นเพราะลิ้นสาก ๆ ของลูกหมาป่าหิมะ  ที่ตอนนี้กำลังจ้ำม่ำน่ารักทีเดียว  มันส่งเสียงครางออดอ้อน  กระดิกหางไปมา


            “นี่คือลูกของพวกมันเหรอ” หลงเทียนหมิงถาม  ขณะที่ไป่ฉียื่นลูกหมาป่าหิมะมาให้  หลงเทียนหมิงรับมันมาแล้วเล่นกับมัน


            ‘เจ้าตัวนี้จะเติบใหญ่กลายเป็นสัตว์อสูรที่โหดร้ายงั้นเหรอ’ หลงเทียนหมิงคิด  ก่อนที่ไป่ฉีจะพูดออกมาราวกับว่าเขารู้ความคิดของหลงเทียนหมิง


            “พวกมันทำเพื่อความอยู่รอด  เหมือนที่ 3 พันปีก่อนพวกผู้ฝึกยุทธ์ล่าพวกมันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง  พวกมันก็ต้องล่ามนุษย์เพื่อความอยู่รอดเช่นกัน  สัตว์อสูรก็เหมือนสัตว์ทั่วไป  เพียงแต่พวกมันแข็งแกร่งกว่าสัตว์ทั่วไปเท่านั้น  สามารถฝึกได้  หากท่านสามารถทำให้พวกมันเปิดใจได้” ไป่ฉีกล่าวขณะกำลังเล่นกับพวกหมาป่าหิมะที่โตเต็มวัย  แต่ดูคล้ายจะเป็นการฝึกเสียมากกว่า


            “ท่านอ่านใจผม” หลงเทียนหมิงถาม


            “เปล่า  แค่มองตาก็รู้ว่าท่านคิดยังไง” ไป่ฉีกล่าวขณะที่ยื่นลูกหมาป่าหิมะอีกตัวให้จิ่วลี่


            ทั้ง 2 เล่นกับลูกหมาป่าหิมะจนลืมเวลาไปเลย  จนกระทั่งไป่ฉีเดินมาหาพวกเขา  เพราะคิดว่าจางหนี่หวังน่าจะมาถึงที่สมาคมการค้าแล้ว  ทำให้พวกเขามีสีหน้าเสียดายนิดหน่อย  หลงเทียนหมิงนั้นไม่ได้ผ่อนคลายแบบนี้มานานมากแล้ว  จิ่วลี่เองก็ดูจะเสียดายที่เล่นกับเจ้าตัวน้อยยังไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่  เขาคิดว่าหลังจากนี้จะหาลูกหมาน่ารัก ๆ มาเลี้ยงสักตัว


            “พวกท่านอยากเลี้ยงมันรึเปล่า” ไป่ฉีถาม  ซึ่งทั้ง 2 รีบพยักหน้าทันที


            “พวกมันหย่านมแล้ว  อาหารให้เหมือนสุนัขตามปกติทั่วไปได้” กล่าวจบไป่ฉีก็ยื่นปลอกคอมาให้ทั้ง 2 สวมที่คอของลูกหมาป่าหิมะ


            “ตั้งชื่อให้พวกมัน  แล้วป้ายนั่นจะปรากฎชื่อตามที่ตั้ง” ไป่ฉีกล่าว  ทั้ง 2 จึงตั้งชื่อให้พวกมันก่อนที่จะเดินเข้าประตูมิติที่เขาเปิด และพวกเขาก็กลับมาที่สมาคมการค้าตะวันจันทราในห้องรีดข้อมูลอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับลูกหมาป่าหิมะทั้ง 2 ตัว


            “พวกท่านไปไหนกันมะ....มา  แล้ว.....ที่พวกท่านกอดอยู่  ชะ....ใช่สัตว์อสูรหรือไม่” ปาถูที่เดินมาตามทั้ง 3 คนมีท่าทีหวาดผวากับลูกหมาป่าหิมะ  แม้ภายนอกจะดูเหมือนลูกหมาธรรมดา  แต่พลังปราณที่แผ่ออกมาอย่างน้อยมันสามารถฆ่าพวกที่อยู่ในระดับปราณจิตได้ง่าย ๆ ทีเดียว


            “อ้อ  ท่านอวี้กงให้มาน่ะ  มันน่ารักดีออก” จิ่วลี่กล่าวพร้อมกับลูบหัวลูกหมาอย่างเอ็นดู

    “ผู้อาวุโสปาถู  ท่านมองมันในแง่ร้ายเกินไป  เจ้าพวกนี้ก็แค่ลูกหมา(ป่าหิมะ) ที่ไม่มีพิษ (แต่มีภัย) อะไร” หลงเทียนหมิงกล่าว  มองเจ้าตัวน้อยที่ดิ้นไปมาในอ้อมแขนของเขาอย่างเอ็นดูเช่นกัน


            “ผู้อาวุโสปาถู  เราไปที่ห้องประชุมกันเถอะ  มีเรื่องค่อนข้างเร่งด่วนต้องแจ้ง และอาจจะต้องใช้เครื่อข่ายของสมาคมการค้าในการช่วยกระจายข่าวด้วย” ไป่ฉีรีบตัดบทสนทนาเข้าเรื่องสำคัญ  ก่อนจะเดินนำออกไปจากห้อง  ตามด้วยจิ่วลี่และหลงเทียนหมิง  ปาถูมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง  ก่อนจะเดินตามทั้ง 3 ออกไปจากห้องรีดข้อมูล

    ________________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน