"อ๊ากกก อ๊ากกก" เสียงร้องของอีธานดังขึ้นย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แสงจากเครื่องยังคงฉายลงมาบนตัวของอีซูเปอร์
ถ้าหากมีใครสักคนเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องซูมดูแสงที่กำลังฉายลงไปบนตัวของอีธานจะพบว่า นี่ไม่ใช่แสงธรรมดาทั่วไปอย่างที่ตาเห็น แต่เป็นอนุภาคนาโนจำนวนมหาศาลที่กำลังทำงานกันอย่างเป็นระเบียบ
อนุภาคนาโนพวกนี้คืออนุภาคนาโนที่พัฒนามาจากนาโนเบสที่หินสร้างเอาไว้ก่อนหน้า ในโลกเก่าของหินหลังจากที่นาโนเบสถูกสร้างออกมาสำเร็จ เทคโนโลยีหลายอย่างบนโลกก็ถูกพัฒนาขึ้นไปย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้าน ยุทโธปกรณ์ การขนส่ง การแพทย์และเทคโนโลยีด้านอื่นๆ เร็วขนาดที่ว่าถ้าเทียบการพัฒนาของเทคโนโลยีในช่วงเวลาปกติคือการปั่นจักรยานถ้าอย่างนั้นหลังจากที่นาโนเบสถูกสร้างขึ้นสำเร็จก็เหมือนการได้นั่งบนเครื่องบินเจ็ทเลยทีเดียว
ไม่กี่สิบปีหลังจากนั้นเทคโนโลยีทุกอย่างก็พัฒนาไปถึงขีดสุด ซึ่งนั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่จะมาเป็นยุคปัจจุบันที่หินอยู่
ในโลกเก่าของหินนั้นเครื่องที่หน้าตาคล้ายเครื่องสแกนนี้ถูกเรียกว่า TM และมันเป็นเครื่องที่ดีกว่าเครื่องที่กำลังทำงานอยู่ตรงนี้อย่างเทียบไม่ติด
ดีขนาดไหน? ให้คุณลองนึกภาพถึง โลกที่ไม่มีหมออีกต่อไป ใช่แล้ว! นั่นคือโลกในปัจจุบันที่หินอยู่ในตอนนั้น ที่โลกของเขาไม่มีหมอเพราะเจ้าเครื่อง TM นี้สามารถรักษาได้ทุกอย่าง เรียกได้ว่าต่อให้บาดเจ็บสาหัสขนาดไหน ถ้ายังไม่ตาย TM จะสามารถรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติได้อย่างแน่นอน
แน่นอนว่าถ้าหินต้องการพัฒนาให้เครื่องนี้ดีเหมือนรุ่นที่อยู่บนโลกเก่าของหิน หินย่อมทำได้ แต่ที่หินเลือกที่จะไม่ทำในทันทีเพราะแค่ในตอนนี้มันก็ดีมากอยู่แล้ว
การพัฒนาต้องค่อยเป็นค่อยไป แค่เพียงที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ถือเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแล้ว ถ้าหากมันมากกว่านี้มันจะเป็นผลเสียซะมากกว่าและหินยังไม่มีความคิดที่จะให้วงการแพทย์ทั่วโลกต้องตกงานกันในตอนนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นหินคงโดนสาปแช่งน่าดู
ในตอนนี้เครื่องตรงหน้าที่หินสร้างมันขึ้นมาเป็นเพียงเครื่องรุ่นแรก ที่มีฟังก์ชันการใช้งานไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่ไอไม่กี่อย่างที่ว่านี้ก็เพียงพอที่จะพลิกโฉมหน้าวงการเทคโนโลยีและวงการแพทย์ไปเลยทีเดียว
การซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อ การสังเคราะห์เนื้อเยื่อและรวมไปถึงการสร้างกระดูก นี่เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีของโลกใบนี้ยังไม่สามารถทำได้
ถ้าหากคุณเป็นอัมพาตไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม มันหมายความว่าคุณจะไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายส่วนนั้นได้อีกและแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถกลับมาขยับร่างกายส่วนนั้นได้อีกครั้ง
คนทั่วไปต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวนั้นเป็นผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พอๆ กับเด็กทารกแรกเกิด จริงๆ สภาพเด็กทารกแรกเกิดยังดีกว่าด้วยซ้ำอย่างน้อยๆ ก็ยังขยับไปมาได้
เมื่อคุณไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยและต้องให้คนอื่นคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แต่คุณกลับทำได้เพียงแค่รับรู้และไม่สามารถโต้ตอบใดๆ ออกไปได้ แม้กระทั่งช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด ที่คุณอยากจะจบชีวิตของตนเองลง คุณยังทำไม่ได้แม้กระทั่งฆ่าตัวตายหรือเอ่ยขอความตายออกมาจากปาก นี่มันเป็นความรู้สึกที่แสนทรมานขนาดไหนกัน
ถ้าหากมะเร็งคือความเจ็บปวดที่ร่างกายสามารถรับรู้และรู้สึกได้ การเป็นอัมพาตก็คงเป็นเหมือนความเจ็บปวดทางใจ ที่ทำให้คนคนหนึ่งจมอยู่ในความทรมานที่เหมือนการตายทั้งเป็น
การเป็นอัมพาตนั้นมันไม่ได้นำพาความเจ็บปวดมาสู่ร่างกาย แต่มันกลับนำพาความสิ้นหวังมาสู่จิตใจ จิตใจอันแสนบอบบางของผู้คน…
ระหว่างที่รอให้เครื่อง TM รักษาอีธานนั้น หินก็ได้ใช้เวลากับเดวิดเพื่อวางแผนการในอนาคต
“ฮึ่ม!! อ๊ากกก!!” เสียงร้องของอีธานไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการคิดของหิน หินยังคงวางแผนต่อไปได้เสมือนว่าเสียงร้องที่ดังปานปรอทแตกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย
ที่อีธานแหกปากร้องดังขนาดนี้ถึงแม้จะได้รับยาลดระดับการเจ็บปวดก็ตาม เป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วการลดระดับความเจ็บปวดนั้นเป็นคุณสมบัติแฝงของตัวยาที่ฉีดให้อีธานไป ที่จะทำให้ความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นถูกบรรเทาลงมาในระดับหนึ่ง
ส่วนคุณสมบัติจริงๆ ของตัวยาจริงๆ ก็คือ การทำให้ผู้ที่ได้รับยายังคงมีสติอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะได้รับความเจ็บปวดมากมายมหาศาล เนื่องจากปกติแล้วระดับความเจ็บปวดที่มากขนาดนี้สามารถทำให้คนทั่วไปหมดสติได้แทบจะในทันที ดังนั้นเพื่อให้การรักษาสามารถทำต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เข้ารับการรักษาจึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทุกวินาที...ในที่สุดแสงจากเครื่อง TM ก็ดับลง นี่เป็นสัญญาณบอกว่ากระบวนการรักษานี้ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อืม…” หินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจขณะที่เช็กผลลัพธ์ของการรักษาบนหน้าจอ ด้วยการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีของอีธานทำให้การรักษานี้สำเร็จลงด้วยความสมบูรณ์
“แฮ่ก แฮ่ก” อีธานหายใจด้วยความเหนื่อยหอบ ร่างกายของเขาเปียกไปด้วยเหงื่อเหมือนนักกีฬาที่พึ่งผ่านการหักโหมออกกำลังกายเป็นอย่างหนักมา ตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยมาก ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยรู้สึกเหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงได้มากเท่าครั้งนี้
หินเดินเข้าไปหาอีธานเพื่อที่จะตรวจทานผลลัพธ์ของการรักษา หินเช็กอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้วจึงเอ่ยขึ้นมา
“ยินดีด้วยอีธาน คุณกลับมาเป็นปกติแล้ว” หินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ฟังดูไม่ได้ยินดีด้วยเลยแม้แต่น้อย นี่ถ้าหากว่าไม่มีคำว่ายินดีอยู่ในประโยค คนฟังคงคิดว่ามันเป็นคำพูดทั่วไปซะมากกว่า
“ผะ..ผม..ง่วงมาก” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกของเขาในตอนนี้คืออยากนอนให้รู้แล้วรู้รอด เขาไม่มีกะจิตกะใจคิดอย่างอื่นนอกจากอยากนอนเท่านั้น เพียงแต่เขากลับไม่สามารถข่มตาตัวเองให้นอนหลับได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“อยากนอนก็นอนสิ จะบอกทำไม” หินเอ่ยขึ้น
“เอ่อ...ดอกเตอร์ครับ เรายังไม่ได้ให้ยาแก้กับคุณอีธานครับ” เดวิดเอ่ยขึ้น
หิน “...”
หินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนนึกขึ้นได้ว่าตนเองได้ลืมให้ยาแก้กับอีธานจริงๆ หินจึงเดินไปหยิบเข็มฉีดยาที่บรรจุของเหลวสีฟ้าเข้มบนโต๊ะเพื่อจะนำมาฉีดให้แก่อีธาน
ที่อีธานง่วงมากแต่ยังไม่สามารถข่มใจตัวเองให้หลับได้นั้น มีสาเหตุมาจากยาลดระดับความเจ็บปวดที่ฉีดให้ไปในตอนแรกนั่นเอง
เนื่องจากว่า การรักษาระบบประสาท การสร้างเนื้อเยื่อและกระดูกขึ้นมานั้น ไม่มีเวลาที่แน่นอนนัก โดยทั่วไปจะมีการฉีดยาลดระดับความเจ็บปวดตัวนี้เผื่อไว้ในปริมาณหนึ่งให้แก่คนไข้ เพื่อป้องกันการหมดสติในระหว่างการรักษา
เมื่อการรักษาเสร็จจึงจะฉีดยาแก้เพื่อให้คนไข้ได้พักผ่อนในทันที ไม่อย่างนั้นด้วยฤทธิ์ของยาที่อยู่ในร่างกายจะบังคับให้ร่างกายตื่นตัวและไม่สามารถหลับได้
ถึงแม้จะไม่ได้ฉีดยาแก้ให้แก่คนไข้ ก็ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากตัวยาลดระดับความเจ็บปวดนั้นจะถูกฉีดในปริมาณที่ไม่ได้มากมายนัก ดังนั้นใช้เวลาไม่นานตัวยาก็สามารถสลายไปเองได้ เพียงแต่ถ้าหากรอให้ตัวยาสลายไปเองมันจะใช้เวลาระยะหนึ่ง
ซึ่งในระหว่างนั้นคนไข้จะต้องเผชิญกับความทรมานจากอาการเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัสแต่ไม่สามารถหลับลงไปได้ โดยปกติแล้วหลังการรักษาเสร็จสิ้นจะต้องฉีดยาแก้ให้คนไข้ทันที เพื่อจะให้คนไข้สามารถหลับลงไปได้และไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ย่ำแย่นี้
“ผม...เหนื่อย...เหลือเกิน ผม..ง่วง..มาก”
ฉึก!!!
หินปักเข็มฉีดยาลงบนต้นขาของอีธานตรงๆ โดยปราศจากซึ่งความอ่อนโยน ก่อนจะฉีดของเหลวสีฟ้าเข้มเข้าไปในร่างกายของอีธาน
“อาา...” อีธานครางขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะหมดสติไป จากนั้นทั้งห้องจึงตกอยู่ภายใต้ความเงียบ
“…” เดวิด
“...” หินทำท่าทางเหมือนอยากเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาแต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยออกไป สุดท้ายหินจึงถามเดวิดขึ้นมาแทน
“เย็นนี้มีอะไรกินบ้างเดวิด? ”
“ดอกเตอร์ครับ เรามีแค่อาหารแช่แข็งครับ” เดวิดเอ่ยชึ้นด้วยน้ำเสียงเอือมระอา เดวิดรู้ว่าหินกำลังรู้สึกเขินอายเพราะความหลงลืมของตนเอง เวลาที่หินเป็นแบบนี้ทีไร มักจะชอบเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเรื่องอื่นเสมอและมันมักเป็นเรื่องที่ปกติหินไม่เคยคิดใส่ใจที่จะ…
“แกคิดว่าฉันโง่รึไงเดวิด ฉันรู้แล้วน่าว่ามันมีแค่อาหารแช่แข็ง แต่มันมีอะไรบ้างล่ะ? ”
“...” เดวิด
ถ้าหากตอนนี้เดวิดมีร่างเป็นของตัวเอง คงกำลังเห็นเดวิดมองบนด้วยความเอือมระอา ไอ้นิสัยเวลาเขินเนี่ยนะ...
“ดอกเตอร์ครับ มันมีแค่ผัดกะเพราไก่แช่แข็งครับ”
‘และมันจะตามมาด้วยทำไมมันมีแค่อย่างเดียวล่ะ? แน่ๆ’ เดวิดคิดขึ้นในใจ
“ทำไมมันมีแค่อย่างเดียวล่ะ? ” หินถามขึ้นด้วยความสงสัย
เดวิดไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับเปิดบทสนทนาที่ได้บันทึกไว้ออกมาแทน ซึ่งมันเป็นบทสนทนาระหว่างเดวิดกับหินตอนอยู่ในซูเปอร์มาเก็ต
“ดอกเตอร์ครับ ทำไมถึงซื้อแต่อาหารแช่แข็งครับ” เดวิดถามขึ้น
“มันสะดวกกว่า ฉันไม่อยากเสียเวลามาทำอาหารเองและที่สำคัญฝีมือฉันค่อนข้างแย่แกก็รู้” หินตอบออกไป
“ทำไมดอกเตอร์หยิบแต่ผัดกะเพราไก่มาล่ะครับ?”
“กินอะไรมันก็อิ่มเหมือนกันนั่นแหละ สุดท้ายมันก็ลงไปอยู่ในกระเพาะหมดอยู่ดี” หินตอบอย่างไม่ใส่ใจ..เมื่อสิ้นสุดเทปหินก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าตนเองจะเคยพูดแบบนั้นจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งอาย
‘หน็อยแหนะไอ้เดวิด มันรู้ว่าเราจะถามแน่ๆ ถึงได้แอบบันทึกเสียงเอาไว้’
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเดวิดอยู่กับหินมานานจนแทบรู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว ดังนั้นการคาดเดาว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น มันไม่ใช่อะไรที่เกินเลยความสามารถของเดวิดเลย
“อะแฮ่ม! ฉันว่าฉันคงต้องไปหาคนมาทำอาหารซะหน่อยละ” หินเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องแล็บไป เหลือไว้เพียงอีธานที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้อง